10 พฤษภาคม 2554 16:02 น.
จ้อง - เจรียงคำ
เมื่อมีโอกาสดีในชีวิต
จะเอื้อมปลิดสิทธิ์นั้นมาฝันใฝ่
ถึงแม้ต้องเร่งก้าวอีกยาวไกล
จะแต่งฝันเติมไฟ..ใจทะนง
ต่อให้ทางข้างหน้าคือพายุ
จะมุ่งมั่นบรรลุ..วัตถุประสงค์
ต่อให้ทางแสนไกลสุดไพรพง
จะมุ่งตรงฟันฝ่าพยายาม
จะหยัดยืนฝืนลุกสู้ทุกข์ยาก
จะก้าวย่างถางถากสู้ขวากหนาม
จะก่อไฟโหมเปลวสู้เลวทราม
จะฝากนามกระเดื่องให้เลื่องลือ
เกิดมาแล้วทั้งทีหนึ่งชีวิต
ขอพิชิตฝันชมให้สมชื่อ
ขอใช้มันสมองกับสองมือ
ให้ระบือสมเช่นเกิดเป็นคน
เมื่อมีโอกาสมาให้ท้าทาย
ก่อนชีพวายตายจากขอสักหน
มีเป้าหมายหมายมุ่งขอพุ่งชน
แลกหมื่นความอดทน..ก็ตามที
เพราะโอกาสอาจมีไม่กี่หน
หากปล่อยเลยร่วงหล่นพ้นวิถี
นานแค่ไหนฝันถึง...จึงจะมี
หรืออาจแค่ครั้งนี้ทั้งชีวิต
~ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
9 พฤษภาคม 2554 16:20 น.
จ้อง - เจรียงคำ
หลังสิ้นสุดเนื้อหา..คำว่าจบ
เหมือนถูกตบใบหน้า..ชาทั้งแผง
น้ำตาคลอหยดใสเอ่อไหลแรง
เจ็บทิ่มแทงเนื้อในเกินใจทน
ทยอยพรั่งหลั่งพรู อยู่มิขาด
สุดอนาถน้ำตาลาร่วงหล่น
สะอื้นครวญทวนช้ำอย่างจำนน
นี่นะหรือคือคน...เคยรักกัน
หยดน้ำตาครานี้หรือมีหยุด
เหมือนมันผุดหลุดผล็อยจากร้อยฝัน
ที่สั่งสมล้มครืนราวหมื่นวัน
ทีละชั้นกลั่นช้ำเป็นน้ำตา
ทุกซอกทรวงแทรกรวมทุกความปวด
ค่อยค่อยพรวดพุ่งแหวกเหมือนแหกผ่า
แสบทะลวงทรวงเยื่อเหมือนเกลือทา
โอ้ชีวายับเยินสุดเกินยั้ง
จะทนอยู่ต่อไป...โดยไร้รัก
จะทนหักห้ามใจ...โดยไร้หวัง
จะทนได้อย่างไร...ด้วยใจพัง
ในเมื่อยังมิอาจ..ตัดขาดรัก
จะต้องทำเช่นใด..ให้ใจเชื่อ
ว่าสิ้นแล้วใยเยื่อไม่เหลือศักดิ์
ว่าจบกันพันธะหยุดชะงัก
สะบั้นหักทุกฝันนิรันดร์กาล
ภาพความจริงทิ้งซากเมื่อจากร้าง
ฉากความสุขทุกอย่างเพียงทางผ่าน
กระแทกโครมโหมซัดเกินทัดทาน
ความแหลกลาญลุกลามเกินห้ามทัน
เห็นน้ำตาเจิ่งนองของฉันไหม
ที่มันไหลขังท่วมความโศกศัลย์
แล้วเห็นไหมความรักความผูกพัน
บัดนี้ค่าของมัน..คงไม่มี
ฉันผิดเอง..ข้อแรก รักหมดใจ
ผิดข้อสองร้องไห้ไร้ศักดิ์ศรี
ผิดข้อสามพล่ามรอขอคืนดี
และข้อสี่ผิดหนัก..รักคนเลว
~ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
5 พฤษภาคม 2554 16:55 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ฉันเห็นแล้วฤดีกวีผอง
อยู่ตามหนองละหานลำธารไหล
อยู่ตามดินหินผาวนาลัย
อยู่ตามฟากฟ้าไกลจักรวาล
อยู่กับลมละล่องท่องอากาศ
อยู่กับสายฝนสาดกระเซ็นซ่าน
อยู่กับเหล่านาคาใต้บาดาล
อยู่บนสรวงสถานพิมานทิพย์
อยู่คอยเฝ้าเย้าหยอกกับดอกหญ้า
อยู่ฟังเสียงสกุณาป่าดงดิบ
อยู่ใต้ดาวเด่นคืนดื่นระยิบ
อยู่สุดขอบไกลลิบฟ้าขลิบทอง
อยู่กระทั่งวิถีความลี้ลับ
อยู่ซึมซับเศร้าโศกยามโลกหมอง
อยู่กับความโหยหาน้ำตานอง
อยู่กับการร่ำร้องเวทนา
และอยู่กับวารีที่ไหลคลั่ง
อยู่กับทั้งฝนลมระดมคร่า
อยู่กับความร้อนหนาวหลายคราวครา
อยู่กับกาลเวลา..สัจธรรม
นั่นก็คืออยู่กับสรรพสิ่ง
อยู่กับความเป็นจริง..ที่เวียนย่ำ
สุดแต่ใครใส่กรอบ..ไว้ครอบงำ
ใส่สีขาวหรือดำ...ด้วยกรรมใด
จึงหัวใจกวีอย่างที่คาด
อยู่ที่ธรรมชาติ..ก็อาจใช่
สุดแต่รู้..แต่เห็น..แต่เข้าใจ
แล้วเก็บใส่อารมณ์คมประพันธ์
~ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
4 พฤษภาคม 2554 16:41 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ฉันอาจดูไม่ดีอย่างที่คาด
จนเธออาจลังเลคิดเหหัน
ถ้าลำบากใจนัก..คิดรักกัน
ก็เชิญตัดสัมพันธ์ได้ทันที
ถ้าคำพูดของฉันมันเบานัก
ไร้น้ำหนักแพ้พ่ายคำป้ายสี
ฉันยอมสิ้นราคา..ด้วยราคี
ของผู้ไม่หวังดี..ที่หวังเธอ
ฉันพูดได้เท่านี้แหละที่รัก
และจะขอหยุดพักคำเพ้อเจ้อ
หากฟังคำสอพลอแล้วออเออ
เปล่าประโยชน์เยิ่นเย้อ..สาธยาย
ถ้าฉันมันไม่ดีอย่างที่คิด
ถ้าฉันผิด..ฉันพลาด..อย่างคาดหมาย
ถ้าฟังคำคนอื่นแล้วฝืน, อาย
อยากตัดสายสวาท ขาดก็เชิญ
ในเมื่อสน คนไกล กว่า คนใกล้
ก็เถอะไป..เปิดทาง ให้ห่างเหิน
แค่ฟังคำใส่ร้ายคิดหมายเมิน
ก็น้อยใจเหลือเกิน...คนรักกัน
เขาคงวาจาหวานเก่งหว่านล้อม
เห็นอ่อนน้อม..ประจบอย่างครบขั้น
ก็คงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
เพราะมิอาจเทียบชั้นเรื่องมารยา
เมื่อยิ่งพูดยิ่งแย่..เหมือนแก้ต่าง
เมื่อมิอาจลบล้าง..ข้อครหา
เมื่อฉันเลวฉันร้าย ในสายตา
ก็อย่าเสียเวลา..กับฉันเลย
ฉันคงพูดแค่นี้...แหละที่รัก
เจ็บนี้หนักนักหนา..จนชาเฉย
จะมิขอแก้ต่างเหมือนอย่างเคย
ในเมื่อเอ่ยก็เจ็บ..เก็บก็ช้ำ
~ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
29 มีนาคม 2554 08:54 น.
จ้อง - เจรียงคำ
........... ๑ ...........
หนึ่งระยะ..ระหว่าง..ความห่างหนึ่ง
จากฉันถึงเธอไกล การไปหา
กำลังถูกโดยสารสู่บ้านนา
ตะบึงหลายแรงม้าอยู่ช้านาน
หากแต่ระยะทาง...ระหว่างถึง
ไม่มีหนึ่งระยะห่าง...ระหว่างฐาน-
ความคิดถึง ฉัน-เธอ เสมอมาน
แนบชิดปาน ทั้งปวง ดวงเดียวเป็น
ระหว่างล้อรถแล่นแกนเพลารอบ
จึงหมายมอบโดยจิตแต่คิดเห็น-
ดวงหน้าคนปลายทางข้างดวงเพ็ญ
ให้ชุ่มเย็นเหมือนอย่างเคียงข้างยืน
อาจคงอีกนานเอนระเนนเบาะ
แต่ใจเคาะเปิดแง้มเปี่ยมแช่มชื่น
แม้กลางดึกมืดดำกลบค่ำคืน
มิอาจพอแผ่ผืนกลืนแววตา-
ที่เปี่ยมทั้งหวังแววท้นแนวเนตร
กระจายเขตกระจ่างไปข้างหน้า
ถึงร่างที่เอนพิง เพลีย, นิ่ง, ล้า
แต่เติมจินตนา..สารพัน
คืนที่บรรยากาศ..อาจคว้างเคว้ง
แต่กลับดูครื้นเครงหฤหรรษ์
แม้แทบทุกที่นั่ง..หลับทั้งคัน
ไม่เงียบงันเครื่องยนต์กล่อมดนตรี
เสมือนดังสั่งลาเมืองฟ้ามุ่ง-
สู่บ้านทุ่งหนแห่งน้อยแสงสี
หัวใจคนพลัดถิ่นกลับยินดี
หลังจากที่จำร้างเพื่อสร้างตัว
.......... ๒ ..........
ค่ำคืนแสนยาวนานกว่าผ่านพ้น
สภาวะกมล...ร้อนรนทั่ว
เฝ้าจดจ่อรอจนแทบหม่นมัว
เริ่มระรัวหัวใจเต้นไหวชัด
เมื่อเข้าเขตคดเคี้ยวเปลี่ยววิเวก
เข็มผ่านเลขเวลารอบหน้าปัด
ผู้โดยสารแทบหมดจากรถบัส
ณ จังหวัดสุดสายเกือบชายแดน
.......... ๓ .........
เพียงห้าปีที่ผ่าน..ยาวนานนัก
ที่ฉันหักใจยอมลาอ้อมแขน
พร้อมคำมั่นที่มอบ..หวังตอบแทน
เธอผู้แสนดีพร้อมโอบอ้อมใจ
อรุณรุ่งทุ่งเขียว..ด้วยทิวข้าว
ฉันลุกเดิน..ด้วยก้าว..เช้าวันใหม่
หอมดินกรุ่นอุ่นแผด..ของแดดไอ
หอมแต่ไกลกลิ่นฝัน..ของฉัน-เธอ
สัมภาระอะไร..มีไม่มาก
นอกเสียจาก สินสอด ยอดเสนอ
จากน้ำอดน้ำทนจนพบเจอ
ฝันเลิศเลอ..เราสองปองวิวาห์
การรอคอยเหมือนคล้าย..วูบหายวับ
ภาพเธอยืนรอรับมือซับหน้า
เช็ดหยดชื้นตื้นตัน..การกลับมา
ตามคำมั่น..สัญญา..ครบห้าปี
หนึ่งระยะระหว่าง..ความห่างหนึ่ง
จากฉันถึงเธอนั้น..สั้นเต็มที่
และกำลังสิ้นลง..ณ ตรงนี้
เมื่อเราคลี่แขนสอด...สวมกอดกัน
........ ๔ ........
สุดระยะระว่างความห่างแล้ว
เมื่อตาแววฉายพบบรรจบฝัน
กลางแขกเหรื่อพร้อมหน้า..วิวาห์วัน
ก่อนจุมพิตยืนยัน..ฉันรักเธอ
...................
ต่อสักขีพยาน..จวบนานวัน
จากนี้จนนิรันดร์..มั่นรักเธอ
~ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ~