1 กรกฎาคม 2554 16:53 น.
จ้อง - เจรียงคำ
แสงแดดฉาบอาบแผ่กระแสอุ่น
ส่องละมุนโลมไล้...คละใบคลี่
คราลมไหวใบเอี้ยวเขียวขจี
แสงสุรีย์ลัดลอดทอดถึงธาร
เสมือนเสี้ยวรอยสบ...แรกพบหน้า
ประกายตา รุกลอด สอดประสาน
และโลมเล้าเข้าคลึงทึ้งดวงมาน
ปล่อยจินตนาการให้ซ่านเซ็น
ลอยละล่องท่องปลิวโฉบทิวหญ้า
สกุณาร่อนเคียงเพียงแรกเห็น
ทะยานขึ้นชื่นชมสายลมเย็น
วาดใจเป็นปีกบินสุดจินตนา
แสงแดดอ่อนทอนแสงหรี่แรงลอด
ใจไม่จอดทอดแสงแรงปรารถนา
ครั้นใจปักรักแล้วแก้วกานดา
ฝังตรึงติดนิทราข้ามราตรี
เย็นเยียบลมพรมไล้ยอดไพรพฤกษ์
ขณะดึกพลิ้วโบกเหมือนโยกหนี
ต้องระดมลมรักสักกี่ที
ถึงแย้มคลี่ใจเธอให้เผลอรัก
จันทราฉายแสงผ่องส่องธารทิพย์
ไหวระยิบโยงเก็จแพรเพชรถัก
ทอสุดสายหมายนำเข้าพำนัก
ณ ตำหนักหัวใจ..ใครคนนั้น
อานุภาพวาบหวาม...แห่งความรัก
ไหลทะลักล้นในห้วงใฝ่ฝัน
เพียงเศษเสี้ยวเวลา..สบตากัน
ก็ป่วนใจไหวหวั่นข้ามวัน-คืน
หลังพบรักแนบชิดในนิทรา
ปรารถนาแวบแรก..แปลกเมื่อตื่น
อยากออกไปตรงที่มีเธอยืน
สบนัยน์ตาเริงรื่น...ชื่นหัวใจ
อานุภาพวาบหวามตามประชิด
เฝ้าแผลงฤทธิ์ฟาดฟันให้หวั่นไหว
หากแววนั้นวันก่อนซ่อนความนัย
ขอได้ไหมประสงค์ ..คิดตรงกัน
หากวันก่อนแววนั้นหวั่นและไหว
เหมือนกันไหม..ประสงค์..คือหลงรัก
~ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ~
28 มิถุนายน 2554 16:59 น.
จ้อง - เจรียงคำ
เป็นลูกน้องของพี่หลายปีได้
คอยอยู่ใต้บัญชาไม่ฝ่าฝืน
ประพฤติตนเหมาะสมแม้ขม-กลืน
ก็หยัดยืนเคียงข้างอย่างอดทน
เพราะหน้าที่ของผมคือก้มหน้า
ตามบัญชาเช้า-ค่ำไม่พร่ำบ่น
เป็นเครื่องทำงานหนักเป็นจักรกล
ในเครื่องแบบชุดคนอย่างจนใจ
วันนี้เครื่องทำงานอาการทรุด
คล้ายชำรุดที่หัวกลัวเป็นไข้
มันปวดกลางกบาลเสียดด้านใน
มิอาจไปประจำกระหน่ำงาน
ขออภัยเนื่องว่าจำลาพี่
เหตุผลที่ลาออกยากบอกขาน
ถ้าหากเผยเอ่ยเอื้อนเหมือนประจาน
กลัวเป็นการหมิ่นเหม่เนรคุณ
เมื่อได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่
เมื่อวิถีต้องออกนอกจุดหมุน
เพราะความยุติธรรมต่ำสมดุล
เกินสภาพยืนหยุ่นการยอมรับ
มันคงถึงที่สุดจุดดักดาน
ตำแหน่งงานหลายปีไม่มีปรับ
กี่น้ำใบบัวบกหยอดอกยับ
จะพอซับสักรอยความน้อยใจ
งานมากมายก่ายกองสนองพี่
แล้วความดีความชอบตอบได้ไหม
ว่ามันตกอยู่ถึงหนึ่งผู้ใด
คนรับไปพี่รู้หนึ่งผู้เดียว
วันนี้เครื่องทำงานอาการทรุด
มันชำรุดหัวคิดเริ่มบิดเบี้ยว
ถูกเหยียบหัวกดรีดจนซีดเซียว
ไม่เหลือเรี่ยวแรงหลักเลยสักนิด
ขอถอนหัวถอยบ่าจากฝ่า-อุ้ง
อาจจะรุ่งหรืออาจจะพลาดผิด
ขอไปตายดาบหน้า..ถ้าชีวิต
อยู่ก็เหมือนยึดติดกับจุดตาย
~ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ ~
14 พฤษภาคม 2554 15:51 น.
จ้อง - เจรียงคำ
กลอนของใครไพเราะ...อาจเพราะว่า
เฟ้นลีลา..ลึกล้ำนำเสนอ
ร่ายชดช้อยร้อยเชิดเรียงเลิศเลอ
ให้หลงพร่ำคำเพ้อละเมอตาม
แต่ก็มิอาจเหมือน..ปมเงื่อนของ
การเรียงถ้อยร้อยกรองเฉียดห้องหวาม
อย่างกลอนเธอเลอพจน์กลั่นงดงาม
เพราะเนื้อความเคลือบแคลงแฝงนัยยะ
คงเพราะใครสักคนดลอักษร
เธอถึงป้อนกลอนหนักอักขระ
ถึงอารมณ์ถมทรวงห้วงวาระ
ถักพันธะละมุนด้วยสุนทร
อยากจะรู้ความนัยใจเธอนัก
ยามขับเคลื่อนเงื่อนรักด้วยอักษร
คนที่มาปรากฏในบทกลอน
สักหนึ่งตอนมีไหมใครคนนี้
บทรำพึงถึงเดือนเอื้อนถึงดาว
บทถึงคราวม่านหมอกเปิดออกคลี่
เทพบุตรผุดผ่องของฤดี
ไหมหนอมีเสี้ยวหนึ่งเอ่ยถึงกัน
หรือมีเพียงเสียงแผ่วแว่วกระซิบ
แล้วเงียบกริบไปกับบทดับฝัน
ถูกถอดออกนอกเนื้อเมื่อประพันธ์
เหตุถอดฉันนั้นออกนอกฤทัย
หรือกลอนเธอที่ว่าลีลาเด็ด
ด้วยคำเผ็ดแสบทรวงทะลวงไส้
ถ้อยคารมคมเหมือนเชือดเฉือนใคร
เธอจงใจฟาดฟันฉันโดยตรง..
อยากจะรู้ความนัยใจเธอนัก
หรือทั้งรักทั้งเกลียดยัดเยียดส่ง
แต่หลังกลอนตอนนี้..ที่จบลง
อยากขอโทษแม้คง..สายเกินไป
ถ้าเธออ่านให้ครบ...เมื่อจบลง
รู้เถอะฉันยังคง..คิดถึงเธอ
~ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
14 พฤษภาคม 2554 10:39 น.
จ้อง - เจรียงคำ
อาจเหมือนคนละเมอ..ยามเผลอจิต
ลอยโอบกอดความคิด...คะนึงหา
ทะลวงหมอกออกบินสุดจินตนา
สบสายตาหัวใจ...ไปวันวัน
อาจเหมือนคนใจลอย..คล้อยใจเหม่อ
หยิบเอาเธอมาสวมใส่ความฝัน
ที่ทึกทักข้างเดียว...แท้เกี่ยวพัน
อยู่แค่ความเงียบงันอันเดียวดาย
แค่หนึ่งช่วงเวลาค่าสั้นสั้น
ก็ผูกพันความสุขไปทุกสาย
โชนอยู่ในแววตาทุกประกาย
และกระจายเกลื่อนจิตทุกทิศทาง
เธอจะรู้หรือไม่...ก็ไม่รู้
ว่าจู่จู่..หัวใจคนไกลห่าง
ก็เหมือนถูกทุบเคาะให้เปราะบาง
ในระหว่างรำพึงคิดถึงเธอ
นี่ก็นานนับนานแล้วกาลล่วง
ไฉนดวงใจจำสม่ำเสมอ
ไฉนฉากตรึงตรามิพร่าเบลอ
ทำฉันใดได้เจอ..ฝันของใจ
เปิดหน้าต่างหน้าบ้านนานแล้วนะ
กี่วันจะคำรบพบกันใหม่
หรือหน้าต่างหัวจิตเธอปิดไว
หลังพบใครคนนั้นจึงลั่นกลอน
ปล่อยให้หนึ่งคนนี้..ที่วันนั้น
แอบผูกพันขั้นหนักหลงอักษร
คอยแต่เธอเก้อแล้วสิ้นแววจร
จะจากนิรันดร...หรือกานดา
หากเธอมั่นแล้วจิตมิคิดจร
ขอสักตอน กลบท..ปลดอุรา
~ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~
12 พฤษภาคม 2554 15:43 น.
จ้อง - เจรียงคำ
อนิจจาความรัก...มักไม่เที่ยง
ใจเอนเอียงถลำ..ทำไฉน
ยินถ้อยคำ ต่ำต้อย แสนน้อยใจ
แต่ห้ามทันฉันใดเล่าไฟรัก
ก็ในเมื่อ..เชื้อสุมเต็มขุมจิต
ย่อมมีสิทธิ์ติดไฟโหมไหม้หนัก
แต่จนจิตคิดต่อ.ก็ชะงัก
เมื่อเธอวักน้ำสาด..วาดหางตา
โอ้! เหยียดหยาม เหมือนอย่าง..แทงกลางอก
ดั่งวิหคโดนยิง...ดิ่งเวหา
พร้อมคำพูดเสียดซ้ำตำอุรา
ดั่งกระทืบหมายว่าฆ่าทั้งเป็น
อ่านความหมายสายตาทุกคราครั้ง
คือหยามเหยียดเกลียดชัง..ก็ยังเห็น
อ่านคำพูดเฉือนเชือด..อย่างเลือดเย็น
คือประเด็น หมาวัด..ไม่ทัดเทียม
หนอหัวจิตหัวใจ...แค่ไม่รัก
มันก็หนัก...เกินโอด..ยังโหดเหี้ยม
บ้วนคำบาดทรวงใน..ว่าไม่เจียม
เจ็บเกินเตรียมรับไหวแล้วใจนี้
คำตราหน้า..หมาวัด...ซัดเต็มเหนี่ยว
ให้ห่อเหี่ยวแห้งหดหมดศักดิ์ศรี
ห่างสักแค่ฐานันดร์บอกฉันที
ถึงหั่นค่าปรานีย่ำยีนัก
เมื่อตอกย้ำซ้ำซากก็ยากคิด
และจากพิศวาสก็อาจหัก
กลับขั้วหันผันเหลี่ยมจากเปี่ยมรัก
เป็นสุมหนัก..เนื้อในด้วยไฟแค้น
ขอฉันทำ...อย่างที่เธอทำบ้าง
พูดถากถางทั้งเหน็บให้เจ็บแสน
ขยันบอกกรอกหูคำดูแคลน
ให้เหมือนแม้นฉันเจอตอนเธอทำ
เธอนั้นแน่แค่ไหน..วิไลลักษณ์
ถึงหยามศักดิ์ใครด้อย..หมิ่นต้อยต่ำ
อย่าให้กล่าวสาวไส้..จี้ใจดำ
เพราะมีแต่ถ้อยคำที่ตำใจ
แม่ดอกฟ้าจำแลงแปลงรูปเก่ง
ต้องเขย่งชะแง้สักแค่ไหน
ถึงจะรับรู้ว่า...ท้องฟ้าไกล
เกินกว่าเธอจะไป..เพื่อจะเป็น
เธอแค่ดอกโสน...โตท้ายวัด
ริจะดัดให้เลิศ...เชิดหน้าเข็น
ลืมกำพืดเหล่าเชื้อหรือเนื้อเย็น
ก็ไม่เห็นสูงค่าเกินหมาวัด
โอ้แม่ดอกโสนโตริมหนอง
อยู่อีกฝากฝั่งของเขตคลองตัด
อวดดอกสูงสุดยอดลมพลอดพัด
เคลิ้มถนัดว่าเด่นดุจเป็นดาว
แค่ไอหมอกหยอกล้อพะนอห่ม
ถึงกับสมมุติเสกเป็นเมฆขาว
ยกตนเป็นดอกฟ้า..เลิศสกาว
รอผู้ดีใดสาว..ถึงได้เชย
อย่าเทียวแต่พร่ำเพ้อชะเง้อจ้อง
เทพบุตรเนื้อทองครองเขนย
หากวันไหนพลาดพลั้งร่วงสังเวย
จะเห่าแม่คุณเอ๋ย...เย้ยลั่นวัด
~ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ~