บทกวี คำคม

เงินกับเวลา สิ่งที่ล้ำค่าคืออะไร

อรุโณทัย


เพราะคิดว่าเงินคืองานบันดาลสุข
ช่วยคลายทุกข์เมื่อต้องการซึ่งสิ่งของ
ชายคนหนึ่งสูญสิ้นเมียที่เคยครอง
จิตหม่นหมองเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว
เฝ้าทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
เป็นประจำซ้ำทิ้งลูกอยู่โดดเดี่ยว
รอพ่อกลับจากงานนั่งแลเหลียว
ทางที่เลี้ยวเข้าบ้านพร้อมข้าวปลา
เห็นหน้าพ่อดีใจ รีบถามไถ่
ทำงานเหนื่อยบ้างไหม คุณพ่อจ๋า
ผู้เป็นพ่อตอบ เหนื่อยสิ ลูกยา
เสียงอ่อนล้าพร้อมเอ่ยถามด้วยความชิน
ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง
ลูกตอบมั่ง สำเร็จ ทั้งหมดสิ้น
อาบน้ำเถอะพ่อ ลูกรอกิน
ข้าวในปิ่นโตเก่า เฝ้ารอคอย
หลังอิ่มข้าวมื้อเย็นของลูกพ่อ
คุยกันต่อหลายเรื่องอยู่บ่อยบ่อย
มาวันนี้ลูกเอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอย
ขอถามหน่อยได้ค่าจ้างวันเท่าไร
พ่อหันมามองหน้าลูกขมวดคิ้ว
นั่งหน้านิ่วด้วยความสงสัย
แล้วตอบลูก เงินไม่มากเท่าใด
ทำงานได้เพียงวันละสี่ร้อย
ลูกขอยืมเงินสักสองร้อยได้ไหม
“หา ว่าไงน่ะ” เสียงพ่อฉุนขึ้นหน่อย
อารมณ์ขุ่นมัวต่อว่าลูกน้อย
พูดพล่อยพล่อยเงินหาง่ายนักหรือไง
เสียงสั่งสอนลูกรักให้หักจิต
ลูกนั่งคิดนั่งนิ่งน้ำตาไหล
พ่อทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ
ทำประโยชน์ใดให้พ่อจึงขอเงิน
เมื่อเวลาผ่านพ้นสักพักหนึ่ง
คิดคำนึงถึงความหลังให้เก้อเขิน
ลูก ไม่เกเร บุญเหลือเกิน
มาขอเงินเพิ่มหน่อย ไยต้องว่า
เมื่อคิดได้ไปหาลูกในห้อง
เห็นยังร้องน้ำตาไหลนองใบหน้า
ขอโทษลูก เอ่ยเสียงเครือในวาจา
ว่าแต่ว่า ไหนลองบอก ยืมทำไม
เสียงตอบ พร้อมสะอื้นจากลำ

โคลง ***มุกดาหาร***

ปติ ตันขุนทด


มุกดาหารแห่งห้อง     อิสาน
ติดฝั่งโขงสำราญ        ม่วนล้น
ชาวชนร่วมสมัครสมาน    ใจแจ่ม
สุขบ่มีตีปล้น    ข่มแค้นโฉดฉาว
มิตรไทยลาวร่วมสร้าง   สะพาน
โยงอยู่มุกดาหาร     เชื่อมใกล้
มิตรภาพยั่งยืนนาน    สองเผ่า
ไปเยี่ยมหากันได้      ค่ำเช้ายินดี
พุทธองค์หลวงคู่บ้าน   มุกดี
ชนทั่วไปนมัสศรี    ใส่เกล้า
จัดฉลองรื่นธานี      เดือนหก
มีเมื่อวันเพ็ญเข้า   เพื่อแต้มเติมบุญ
มูลเหล็กเป็นอ่างน้ำ    อเนกคุณ
ชลเปี่ยมดูงามสุนทร์    ใหญ่กว้าง
มัจฉาว่ายเวียนวุน   เพลินแอ่ง
แวะเยี่ยมชมกันบ้าง    เล่าอ้างโยงใย
หอสูงเป็นดั่งแก้ว      ตาไกล
เบนเบิ่งรอบลาวไทย   ค่าคุ้ม
สนุกสนานย่อทางไว    วนเที่ยว
มาดุ่มเพลินเลนซ์ซุ้ม    ส่องกล้องดูลาว
ภูผาเติบแก่งน้ำ     คะเบา
สวยแจ่มแปลกตาเรา   เที่ยวรู้
มากภูเยี่ยมแยกเอา    ตามหมู่
ลงแก่งแลขดคู้    แอ่งกว้างอัศจรรย์

....พระลอเสี่ยงน้ำ

"เพชรสังคีต"


พระลอเสี่ยงน้ำ
สำนวน เพชรสังคีต
***
ลาวพุงขาว ๏ เมื่อนั้น
พระลอเลิศหล้ามหาศาล
เสด็จถึงกาหลงลำธาร
ภูบาลชื่นชมสมพระทัย
จึงตรัสสั่งพี่เลี้ยงทั้งสอง
น้องจะลงท่าชลาไหล
สรงวารีเล่นให้เย็นใจ
ภูวนัยก็เปลี่ยนเครื่องทรง ฯ
ฯ ๔ คำ ฯ
ลาวเล็กตัดสร้อย ๏ ทรงเครื่องถอดพริ้งเพราเงางาม
ดังมุนีชีพราหมณ์ตามประสงค์
ทัดเอื้องป่าตามยากลำบากองค์
ดำเนินลงริมท่าสาคร ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ
ลาวเฉียง ๏ เยาวราชเอย องอาจอรองค์ ท้าวจะลงสรง ลงสรงคงคา
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกสีดา สระสรงคงคา คลายอุราร้อนเอย ฯ
๏ มิ่งมกุฏเอย ประเสริฐสุดไตรจักร แย้มยิ้มพริ้มพักตร์ ยักย้ายกรายกร
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกมะลิซ้อน พระลออรชร ปิ่นนครสรวงเอย ฯ
๏ แก้วขวัญเอย เชิญสุพรรณภูษา พระแสงศาสตรา นายข้าหลวงน้อย
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกคำฝอย มิระย่อท้อถอย นายใหญ่น้อย คอยระวัง ฯ
๏ หล่อเหลาเอย หล่อเหลาเพราพิศ เยื้องกรายไว้จริต ลอบพิตรลีลา
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกมณฑา ครรไลไคลคลา สู่ท่าสนานเอย ฯ
๏ พ่อเจ้าแมนสรวงเอย ธ จ่อมวรกาย หลบสุริย์ฉาย ภายใต้ชั้นเฌอ
ลอเอย พระลอท้าวเธอ ทแกล้วบำเรอ ปรนเปรอเสมือนใจ ฯ
๏ อ่อนไท้เอย วิไลวรองค์ ณ หัวราชวงศ์ พรหมพงศ์ฤๅเทียบ
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกกระเจี๊ยบ น้ำกระเซ็นเย็นเฉียบ งึมเงียบทรวงเอย ฯ
๏ ผ่องแผ้วเอย ฉัตรแก้วเมืองแมน คะนึงนุชสุดแสน สุดแสนรัญจวน
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกลำดวน โศกศัลย์ปั่นป่วน อักอ่วนอุราแรง ฯ
ทำเพลงลงสรงลาว
โอ้ลาวครวญ ๏ โอ้คะนึงเวียงแสนเมืองแมนสรวง
เคยสุข

*.-.* เจ็บจัง *.-.*

whitelily


หัวใจเหงาเค้าเมฆเริ่มแปรเปลี่ยน
สีสวยเพี้ยนเห็นเป็นความหมองหม่น
น้ำตาฟ้าล่วงหล่นเหมือนน้ำตาคน
ออกรสขมปนเศร้าร้าวระทม
เจ็บลึกแสบแสนปวดแปลบนัก
เหมือนที่พักหักพังมาทับถม
ปวดทั้งกายเจ็บทั้งใจจำต้องล้ม
ได้นอนซมพิษไข้ไร้เรี่ยวแรง
คิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็ครานี้
หัวใจถูกย่ำยีกับคำแฝง
คำร้ายร้ายเสียดสีที่ทิ่มแทง
เหมือนกำแพงที่กั้นระหว่างเรา
ไม่ต้องการก็บอกอย่ากรนด่า
ฉันมีค่าเกินกว่าคำเขลาเขลา
ไม่คิดให้กลับมาเป็นเหมือนเงา
ไม่ขอเอาคนหยาบคายนั่นคือเธอ
อาจเจ็บป่วยเป็นไข้เพราะพิษรัก
อาจต้องพักสักนิดให้หายเบลอ
เพื่อลบล้างความหวังที่เคยเพ้อ
ไม่ให้เจอไม่ให้เข้าสู่หัวใจ.....

พสุธานี้..มิ่งมณีแห่งชีวิต...!

พุด


บทกวีจะดีงามหรือไม่วัดที่ใจสิที่รัก
ให้ทายทักโลกหล้าฝากอ่อนหวาน
ปลายปากกาใช่อาวุธมาประจาน
อยากประหัตประหารไปลงเวบการเมือง
ในร่มรักเรือนไทยเรือนทองดั่งผองมิตร
มาแนบชิดสนิทใกล้ระบายเรื่อง
มารัดร้อยสร้อยขวัญมลังเมลือง
เสียเวลาเปล่าเปลืองมุ่งร้ายใด
ใจมิหมองน้องพี่ร่วมแผ่นดิน
ร่วมชีวินร่มรัตน์ฉัตรไสว
คุ้มขวัญเกล้าเลิกรานร้าวนะดวงใจ
เจ้ารู้ไหมเราโชคดีที่เกิดมา
ใต้ขวัญหล้าพสุธางามสงบ
ได้พานพบเสรีที่ปรารถนา
ได้พบรักในร่มรัตนโกสินทร์กษัตรา
ได้รู้ค่าชีพหนึ่งนี้ที่มีกัน
กุมมือมั่นสมานฉันท์สามัคคี
ก่อนชีพนี้จักสิ้นแสงแห่งสายฝัน
กราบผืนดินแม่มาตุภูมิเอื้อโอบปัน
เป็นนิรันดร์จำไว้ก่อนสายเกิน...!
.....................................
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song3685.html
รัตนโกสินทร์
รัตนโกสินทร์
คือแผ่นดิน ที่หล่อหลอม หัวใจ
ร้อยความรัก รวมผู้คน มากมาย
อาศัย อยู่ร่วมชายคา
เชื้อชาติไหน ก็พี่น้อง
ล้วนพวกพ้อง ข้องเกี่ยวนาน
เนิ่นมา
ทุกชีวิตมีสุขใจ ใต้ฟ้า
ใต้บารมี จักรีวงศ์
และเมื่อความรัก ของเราเกิดขึ้น
จากดวงใจสองดวง ที่ซื่อตรง
บนแผ่นดิน แห่งความรัก
ด้วยศรัทธาที่มั่นคง
รักย่อมยืนยง ตลอดไป
ขอแค่มี เธอกับฉัน
และมีรัก ที่ผูกพันหัวใจ
ก็สุขแล้วบนแผ่นดิน กว้างไกล
แห่งรัตนโกสินทร์
และเมื่อความรัก
ของเราเกิดขึ้น
จากดวงใจสองดวง ที่ซื่อตรง
บนแผ่นดิน แห่งความรัก
ด้วยศรัทธาที่มั่นคง
รักย่อมยืนยง ตล

อาลัยรักบรรเลงเพลงถวิลฝากฟ้าดินฝากสายน้ำแห่งความฝัน...!

พุด


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song19.html
อาลัยรัก
ฉัน รักเธอ รักเธอ ด้วยความไหวหวั่น
ว่า สัก วัน ฉัน คง ถูกทอดทิ้ง
มินานเท่าไร แล้วเธอก็ไป
จากฉันจริงจริง
เธอ ทอด ทิ้ง ให้อาลัย อยู่กับความรัก
แม้ มีปีก โผบิน ได้เหมือนนก
อก จะต้อง ธ-นู เจ็บปวดนัก
ฉันจะบิน มา ตาย ตรงหน้าตัก
ให้ยอดรัก เช็ด เลือด และ น้ำตา
แม้ มี ปีก โผบิน ได้เหมือนนก
อก จะ ต้อง ธ-นู เจ็บปวดนัก
ฉันจะบิน มาตาย ตรงหน้าตัก
ให้ยอดรัก เช็ดเลือด และน้ำตา...
อาลัยรักบรรเลงเพลงถวิล
ฝากฟ้าดินฝากสายน้ำแห่งความฝัน
ฝากสายลมกระซิบเธอเพ้อรำพัน
ฝากพรายจันทร์แสนหวานม่านเมฆนวล
ฝากสายฝนถึงสายใจสายใยรัก
ยังแน่นหนักภักดิ์เพียงเธอรอลมหวน
นวลนกไพรเหิรฟ้าไกลอย่าเรรวน
ยังคร่ำครวญรอคืนหลังสู่ฝั่งใจ
เดียวดายใช่ไหมในโลกกว้าง
แรมร้างห่างเรือนขอบฟ้าไหน
ฝากดาวกระพริบพราวเฝ้าห่วงใย
กลับมาเป็นนางใจวิมานดิน
จูบแก้มหอมถนอมนุชสุดสวาท
ใจแทบขาดทุกคราคราวโศกมิสิ้น
วันอำลาอาลัยจากแผ่นดิน
เพียงถวิล..รักเจ้าคุ้มขวัญนิรันดร์กาล....!
เพียงปองคุ้มขวัญคืนเรือน....
จุดเทียนหอมในคืนหนาว
รอฝนพราวกลางวสันต์
แก้วพร่างนวลในแสงจันทร์
ราตรีฝันงามเงียบในดวงใจ
จันทราแสนงามท่ามโลกแล้ง
มนต์แสงสว่างกระจ่างใส
ปลอบมวลมนุษย์ใต้หล้าลืมหนาวใจ
ปลุกพฤกษ์ไพรด้วยหยาดน้ำค้างละออง
ฝากใจซึ้งถึงดวงใจแดนจรดฟ้า
มนตรารักแท้เราสอง
นับวันรอคืนร่ำร้อง
เพียงปองคุ้มขวัญคืนเรือน....
......

..วันแห่งมิตรภาพ...

พระจันทร์เล่นน้ำ


365 วันผ่าน  กาลหมุน  เวียนไป
1 หัวใจ  หยุดนิ่ง  ขอพิง  ขอพัก
1 ความรัก  ขอหยุด ขอยืน
*****
วันเปลี่ยน  วันผ่าน
วันวาน  เพียงวัน  ผ่านพ้น
ซึมซับ..รู้สึก..ซึม...ลึก
ในความมืด...ในความรัก...ในมิตรภาพ
*****
1 ปี..ผ่านพ้น  ไม่เร็ว  ไม่ช้า
1 คนเคย...ใฝ่หา...เฝ้าฝัน
1 ความรัก  1  มิตรภาพ   ไม่เพียงพอ
1 คน  เคยยืน..หยุดรอ  จึง  หยุดยืน
*****
พอ...พอแล้ว
ไม่เหนื่อย...ไม่ล้า...ไม่ก้าว
ปล่อย...ปล่อย...ให้เป็นไป
ไหล..เรื่อย...ดั่งสายน้ำ...
เพียง...เพียง...แค่มิตรภาพ
เพียง..มิตรภาพ...เพียงพอ
*****

**.. คุรุสักการ ..**

ต่อง (ต้อง) ksg


**..  จรดเกล้า เกริ่นนำ คำอธิษฐาน
รำลึกคุณ ครูอาจารย์ อนันต์ค่า
ประสาทศิลป์ สรรพศาสตร์ ปราชญ์วิชา
สืบปัญญา โรจน์รุ่ง ผดุงธรรม์ ..
**..  ร้อยมาลัย ร้อยกรองกานท์ ผสานจิต
มุ่งอุทิศ ความรู้ ครูสร้างสรรค์
วิชาชีพ สูงค่า จรรยาบรรณ
ต้องยึดมั่น ศักดิ์ศรี มิดูแคลน ..
**..  เทิดคุณครู เด่นฟ้า มหาศาล
วิทยาทาน เอื้อเฟื้อ หลากเหลือแสน
มิสิ้นสุด หาวห้วง ปวงดินแดน
พระคุณแน่น แนบสนิท ศิษย์ทุกคน ...
ด้วยความหวังดี
ก.นพดล  รักษ์กระแส
ก.ประแสร์  ศิษยาพร  ( ประพันธ์ : 25 พ.ย. 2551 )

นวลน้ำค้าง..ณ กลางใจ...ใครเล่ารู้..!

พุด


เพราะจิตดวงใสใจเสรี
อัญมณีไพรดวงนี้เฝ้าค้นหา
เปิดใจกว้างเรียนรู้โลกโศกมายา
นานาหลุมพรางต่างอ้างกัน
เหลืองแสนดีพลีชีพเฝ้าจงรัก
แดงป้องปักกษัตราพาเสกสรร
แดงเสียใจถูกใส่ร้ายใช่เช่นนั้น
ต่างห้ำหั่นผองข้ารากหญ้าชน
เพียงสงบค้นให้พบหลุมลวงพราง
ที่กล่าวอ้างชาติวิบัติทุกข์สับสน
ใช้ปัญญามาไตร่ตรองไร้ตัวตน
ลึกซึ้งจนต้องรินน้ำตาแด่ฟ้าไทย
ลูกรักชาติรักศาสน์กษัตรา
รักชาวนาชาวไร่ใต้ฟ้าใส
รักยุติธรรมนำโลกประชาธิปไตย
รักน้ำใจยิ้มสยามนิยามไท
หากลึกลับซับซ้อนขั้นตอนรู้
ใช่เพียงดูฉากหน้าเรื่องราวไหน
ศึกษาด้วยปัญญาจักเข้าใจ
ว่าเหตุใดชาติแบ่งแยกแตกสามัคคี
เพื่อบางคนกระนั้นใช่ละหรือ
โหมคำลือสื่อสิ้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรี
แท้ความจริงไม่เคยตายในปฐพี
ใครจะดีจะร้ายใช่ช้านาน
เล่นกันในระบอบชอบด้วยกฏกติกา
ศรัทธาประชาธิปไตยคอยสร้างสาน
รัฐธรรมนูญวางไว้ด้วยหลักการ
รัฐประหารกี่คราพาล่มจม
ลึกลึกมิอาจกล่าวหนาววิปโยค
ค้นพบโศกจากอำนาจที่ห้อมห่ม
ก่อกรรมเวรมากมายชนระทม
น่าขื่นขมกับเรื่องราวหนาวดวงใจ
กราบมิ่งมหากษัตราศรัทธายิ่ง
เหนือทุกสิ่งน้ำพระทัยดั่งเพชรใส
หวังแผ่นดินใต้ร่มฉัตรรัตนตรัย
ธำรงไทด้วยทรงทศพิธราชธรรม....!
รัตนโกสินทร์เรืองรองดั่งทองทา..!
รัตนโกสินทร์ยังสงบงามนิยามค่า
มายาลมหายใจได้ฝากฝัน
ทำความดีพลีเมตตาให้แบ่งปัน
เธอและฉันหลอมรวมใจสะสมบุญ
รักษางามทั้งนอกในใจพิสุทธิ์
โลกสมมุติยังคงเฝ้าเวียนหมุน
โอบเอื้อรักจากใจละไ

ลูกโป่งสามสีสามใบเต้นรำ

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


เริ่มงานเลี้ยง
คนผูกลูกโป่งสามสีสามใบเข้ากับกิ่งไม้
ให้สามสีเต้นรำกับลมเป็นการฉลอง
ลูกโป่งเต้นรำ
เงาของลูกโป่งบนพื้นก็เต้นรำ
ลูกโป่งเต้นรำ จนงานเลี้ยงเลิกรา ยังไม่เลิกเต้น
เงาของลูกโป่งก็ยังไม่เลิกเต้น
-- อาทิตย์หนึ่งผ่านไป
ลูกโป่งสามใบฟีบแฟบ
เงาลูกโป่งก็ยังเต้นรำ
อยู่เคียงข้างกับเงาของฉันที่เต้นรำ

...ฟ้าพิโรธ..

ครูพิม


พายุร้อนพัดแรงกวัดแกว่งไกว
ลู่ลมไหวไกวโยนโอนเอนหา
หวีดลมครวญหวนพัดกระหวัดมา
หวาดผวาคว้าหมอนเมื่อค่อนคืน
เสียงโครมครามลามไล่ใจตระหนก
ฝนฟ้าตกอกสั่นขวัญสะอื้น
ลมคะนองล่องมาฟ้าร้องครืน
ปลุกให้ตื่น..ยืนมอง..ลอดช่องไฟ
เห็นต้นไม้หักโค่นโดนบ้านยับ
รีบขยับกอดตนจนหวั่นไหว
หวีดกรีดร้องก้องมาผวาไกว
ฟ้าทำไมพิโรธโกรธรุนแรง
พอรุ่งสางข้างบ้านลานมะม่วง
ช่างเป็นช่วงเหมาะสมอารมรณ์แฝง
ต่างบอกเล่ากล่าวแลกคอยแจกแจง
ต่างแสดงทรรศนาหาเหตุกัน
ลุงแดงบอกผีฟ้าถึงคราโกรธ
จึงลงโทษด้วยหมายร้ายมหันต์
เพราะลูกหลานไม่รักสมัครกัน
มัวแข่งขันปั้นแต่งแบ่งสีตน
ลุงมั่นบอกฟ้าโกรธพิโรธเพราะ
เราลัดเลาะเปราะป่าต้นฟ้าฝน
เผาป่าไม้วายวอดจอดแล้วคน
ท่านจึงพ่นพิษร้ายใส่กลับคืน
ยายแม้นบอกฟ้าโกรธพิโรธเพราะ
ผู้ใหญ่เจาะนมเด็กกินแผ่นดินสะอื้น
พัฒนาเด็กไทยไม่ยั่งยืน
ท่านเลยยื่นแสงฟ้ามาลงทัณฑ์
ถือกระติบหยิบข้าวก้อนหย่อนลงบาตร
อนุญาตขอพรวอนพระนั่น
โปรดคุ้มครองผองไทยไกลจาบัลย์
ช่วยไทยนั้นพ้นโศกวิโยคเทอญ..
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒

ความทรงจำ

มุนิ


เคยได้ยินลูกเรียกให้เปิดประตู
เคยได้ดูลูกออดอ้อนขอซื้อของ
พ่อยังจำตอนเด็กเด็กยามลูกร้อง
พ่อประคองปลอบโยนจนหลับไป
มาวันนี้ไม่มีลูกอยู่ตรงหน้า
พ่อมองฟ้าเห็นภาพลูกอยู่ไหวไหว
พอเพ็งมองอีกทีลูกหายไป
ใบไม้ไหวคิดว่าเจ้ามาเคล้าคลอ
พ่อขอบคุณอัลเลาะส่งลูกมา
เปรียบเหมือนยาบำรุงใจไม่ให้ท้อ
จนเมื่อลูกเติบใหญ่ช่วยงานพ่อ
ช่วยให้พอเบาใจไม่ภวง
พ่อพอใจเลี้ยงลูกมาสิบแปดปี
จนมีอันเป็นไปตามประสงค์
อัลเลาะห์เอากลับไปด้วยบรรจง
เพราะพ่อคงเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ

แอบรักคนมีเจ้าของ

aena


มันเลวร้ายใช่มั้ย...
กับการที่แอบชอบคนที่มีเจ้าของแล้ว
ฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะแทรกไปเป็นมือที่สามยังไงก็ไม่รู้
มันก็เป็นแค่ความรู้สึกนะ...
ยังไงฉันก็ไม่คิดที่จะทำอยู่แล้ว
อีกอย่างคนที่ฉันชอบก็ดันเป็นเพื่อนสนิทของฉันด้วย...เจ็บชะมัด
มันเป็นเป็นความรู้สึกที่แย่ชะมัด....
กับการที่ต้องรับฟังเรื่องราวต่างๆ ของเค้ากับเธอ
ฉันก็อยากให้คำปรึกษากับเค้าทุกๆ เรื่องนะ
แต่การที่ต้องฟังคนที่เราชอบมาเล่าถึงคนที่เค้ารักให้เราฟัง
ยังไงๆ มันก็ยังเจ็บอยู่ดีน่ะแหละ...
เพราะเราก็อยากให้เค้านึกถึงเราบ้าง
แต่ก็ต้องทำใจอยู่ดีแหละนะ...ก็เรามันเป็นแค่เพื่อนสนิทนี่
ยังไงๆ เพื่อนที่ดีก็ต้องให้คำปรึกษากับเพื่อนที่ดีของเราอยู่แล้ว....
พยายามจะคิดให้ได้แบบนี้ทุกครั้ง
เวลาที่เค้าเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟัง
คิดได้เหมือนกันนะ...แต่มันก็อดน้อยใจไม่ได้อยู่ดีแหละ
...ยิ่งคิดก็เหมือนตัวเองเป็นตัวร้าย...
เวลาที่มีเค้าอยู่ด้วยนะ...ฉันรู้สึกมีความสุขมากเลยรู้มั้ย
แล้วบางครั้งฉันอาจจะทำอะไรๆ ที่มันดูเกินกว่าความเป็นเพื่อน
แต่ฉันก็จะพยายามระวังอยู่เสมอๆ
เพราะฉันไม่อยากให้เค้าไขว้เขวกับความรู้สึก
ฉันไม่อยากเป็นมือที่สามที่ต้องทำให้ใครทะเลาะกัน
ฉันมีความสุขกับการที่ได้เป็นแบบนี้...แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว
สำหรับฉัน...แค่ได้เห็นหน้าเค้าทุกๆ วัน ฉันก็มีความสุขแล้ว

แสงดาว...ในดวงใจ...

พุด


หนาวน้ำตาในยามดึก
ล้ำลึกคิดถึงวีรชนคนกล้า
นามจิตร ภูมิศักดิ์แสงดาวแห่งศรัทธา
นำทางปวงประชาสู่เสรี
ปลายปืนปลิดปีกพิราบร่วง
ดาวดวงสะอื้นดับเลือดสี
แดงเด่นงดงามชีพพลี
หวังมีประชาธิปไตยในแผ่นดิน
เสียงเพรียกจากมาตุภูมิแม่
รอยแผลวนเวียนมิสิ้น
ผ่านมากี่หยดหยาดเลือดริน
เชือดจินต์เซ่นสังเวยปฐพี
ม่านฟ้าเทาทึมหมองหม่น
พายุฝนแรงกล้าไร้แสงสี
รอนานเนากี่กัปป์กาลปี
ดวงดอกเสรีจักบานประดับไทย...!!
..........................................
แสงดาวแห่งศรัทธา....คำร้อง-ทำนอง : สุธรรม บุญรุ่ง (จิตร ภูมิศักดิ์)
ขับร้อง : เพ็ญศรี พุ่มชูศรี
พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้า เด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ่งในหทัย
เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง
..........................................
เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เป็นเพลงที่ประพันธ์โดยจิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2503-2505 ขณะถูกขังอยู่ที่คุกลาดยาว โดยใช้นามปากกาว่า "สุธรรม บุญรุ่ง" ต่อมาเพลงนี้ถูกนำมาขับร้องโดยวงคาราวานในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เป็นเพลงที่ใช้ปลุกพลัง ความหว

**.. ด้วยกมล...ถึง คนค่ายฯ ..**

ต่อง (ต้อง) ksg


**.. ด้วยวิญญาณด้วยรักประจักษ์ผล
หนึ่งค่าคนอุทิศชีวิตให้
เพื่อเพื่อนผองในแคว้นอันแสนไกล
ล้วนคนไทยร่วมถิ่นร่วมดินแดน..
**.. ด้วยมือเปล่าเราจะต่อเราก่อสร้าง
เปิดหนทางลำบากยากเหลือแสน
ไม่มีจนไม่มีหรูไม่ดูแคลน
มีเพียงรักปักแน่นแก่นกมล..
**.. ถึงชาวค่ายฯผู้ตระหนักในศักดิ์ศรี
ล้วนสายเลือดพ่อรพีฯที่เข้มข้น
ฝากแทนใจในมิตรด้วยจิตดล
หทัยเธองามล้น...“ มิ่งไมตรี ” …
ด้วยความหวังดี
ก.นพดล  รักษ์กระแส
ก.ประแสร์  ศิษยาพร

ฉัตรเพชรรัตนมณี สีชมพู..เบิกฟ้า...มิ่งขวัญหล้า หลอมรวมใจ..!

พุด


น้อมเกล้าถวายดวงดอกกุหลาบพันปี
แด่พระองค์ดั่งฉัตรมณีพระมิ่งขวัญ
อธิษฐานจิตทรงทิพยสุขนิรันดร์
เทวาสวรรค์ทุกชั้นฟ้าถวายพระพร...
................................
ฉัตรเพชรรัตนมณี สีชมพู..เบิกฟ้า...ใจไทยทั้งหล้า..พร่างพราว...!
โลกวันนี้สีชมพูผ่องพราว
คืนเหน็บหนาวทั้งพสุธาไทยหายสิ้น
ไทยทั้งชาติปิติกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทน้ำตาริน
เจ้าแผ่นดินผู้ครองใจไทยทั้งปวง
คือพระมิ่งมงคลกมลดั่งเพชรพร่าง
ทุกก้าวย่างสอนสัจจธรรมดำเนินล่วง
หยาดพระเสโทร่วงพราวราวหยาดเพชรสู่เรียวรวง
เพื่อให้ปวงพสกนิกร..มีกิน..
หยาดน้ำใจใสงามประดุจดั่งน้ำค้างฟ้า
ระรินหล้าทุกหนแห่งดับแล้งสิ้น
รักห่วงใยแก้ไขปัญหาให้ทั้งแผ่นดิน
ไททุกชีวินตามรอยบาททุกชาติภพ
ขอมอบกายถวายมโนชีวีธุลีหล้า
แด่ชาติศาสนาตราบดินกลบ
ทำความดีตามรอยพ่อจิตน้อมนบ
เพียรอธิษฐานขอพบ..พระมิ่งขวัญนิรันดร์กาล...!
หยาดพระเสโทร่วงพราวราวหยาดเพชรร่วงพลีแด่ผืนพสุธาไทนี้..แล..ผองชน..
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song6196.html
(อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์*รัก)
สองดวงใจ....
ลำน้ำน่าน....พุดพัดชา
ดั่งธุลีหล้า...
ข้าแห่งแผ่นดินไทผืนดินธรรมแผ่นดินทอง
ขอ..
ปองมั่นหมายจิต
อธิษฐานนิรมิตทิพยทองสร้อยภาษาอักษราไทย
ด้วย...
ดวงใจพิสุทธิ์ใส...
ดั่งหยาดน้ำค้างกลางหาวห้วงแห่งกตเวทิตา
สำนึกรู้...
ในพระเมตตาพระมหากรุณาธิคุณ
ขอน้อม..
ศิระกรานกราบ..ณ..แทบเบื้องพระยุคลบาท
ด้วยแรงแห่

๏ ต้มถั่วด้วยฟืนถั่ว

อัลมิตรา


๏ ติดไฟต้มถั่วด้วย..................เถามัน
เสียงคร่ำครวญโศกศัลย์..........หม่นเศร้า
ถั่วไหม้เพราะถั่วอัน................เป็นเทือก ถั่วนา
ล้วนจากหนึ่งรากเหง้า............โกรธแค้นฤๅไฉน ๚
๏ โหมซากจากถั่วให้..............ไฟลุก-  โพลงเฮย
เพียงเพื่อหุงเมล็ดสุก...............แสบร้อน
ไฉนจึ่งนึกสนุก.......................เผาเผ่า-  พันธุ์นอ
วงศ์อาจสาบสูญกล้อน.............หากมล้างสกุลพงศ์ ๚
๏ นำรากซากถั่วต้ม..................เมล็ดพันธุ์
น้ำเดือดพล่านอัศจรรย์.............ถั่วร้อง
เราอุบัติสหชาติกัน...................จากเทือก-  เถานา
ไยโกรธหมายเพ่งจ้อง-............ฆ่าให้มลายวงศ์ ๚ะ๛
**กาพย์ห่อโคลง**
๏ เถาถั่วต้มถั่วตั้ง.....................ปานไฟ
ดาลเดือดธารเดือดไอ...............แผดห้าม
ถามความเคียดความไย............ฟัดเฟียด
ตามฆ่า...เพียงข้าฯ คร้าม..........เพลี่ยงพล้ำพงศ์สูญ-  สิ้นนา ๚
๏ เถาถั่วต้มถั่วตั้งปาน-............ไฟดาลเดือดธาร
เดือดไอแผดห้ามถามความ
เคียดความไยฟัดเฟียดตาม......ฆ่าเพียงข้าคร้าม
เพลี่ยงพล้ำพงศ์สูญสิ้นนา ๚ะ๛
หน้า / 7  
ทั้งหมด 115 กลอน