26 พฤศจิกายน 2548 23:30 น.

บุญข้าวประดับดิน..

สาวบ้านนา


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song330.html
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song81.html
(ค่ำแล้วในฤดูหนาว..หนาวลมที่เรณู)
............



วูบแรก..ของไหวพรายแห่งสายลมหนาว 
กำลัง...พัดพร่างพาให้ สายหมอกกระจ่าง
และ..
มวลเมฆแสนงามค่อยๆพล้อยสายพรายพลิ้วปลิว
ฟ่องท่องทาบฟ้า
จน..ราวกับทาบทาด้วยอิ่มสีเทาทอง
พลางส่องล่องไล้ลูบจูบแผ่วผิวน้ำ
จนมองเห็นระยิบริ้วพลิ้วไหวดั่งแสงเพชรเกล็ดแก้วแวววะวับ
จับสายน้ำรักนิรันดร์งามดั่งภาพฝันในยามเหมันตฤดู


ที่คือ..
ฤดูกาลแรกแย้มแห่งปลายฝนต้นหนาว
อันแสนเหน็บหนาวหนาวเหน็บในดวงใจ
หาก..
ไม่ยอมรับความแปรไปในวัฎฎกาล
แห่งธรรม ..ธรรมชาติอันวนหวานเวียนย้อน
กลับมาสอนสัจจะใจ ราวกับฤดีใจฤดูกาล
ที่..
ทุกสิ่งทุกอย่าง มักจะแค่ผันผ่านมาผ่านไป 
ไม่คงที่คงทน...

ราวกับ...
กมลแห่งมวลมนุษย์นี้ที่มากมีมากมาย
ที่จำต้องพบดีร้ายมากรายกล้ำ..
ให้รู้ปล่อยวางร้างไร้
อย่างเข้าใจ 
ให้..
ฝึกฝนเพียรพาจิตใสให้บานไสวราวบัวพ้นน้ำ


และ
กับยามนี้..ที่
สาวนา..คนดีกับอ้ายยอดดวงใจ
กำลังเดินคลอเคลียเคียงคู่กันริมชายชล
ริมบึงบัวกับฟ้าเริ่มสลัวโพล้เพล้สีไพลในยามค่ำ


กับ..
สายลมหนาว
ที่พราวพัดระร่ำระรินระรินมาพร่างพรมพราย
มาร่ายมนต์ให้หนาวกายหากมิหนาวใจ 
ด้วยได้ไออุ่นโอบเอื้อจากอ้อมกอดอันอวลรักจนได้ไอร้อน


อ้าย..หันมาแย้มยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน
ให้สาวนา
และ...
กระชับไหล่แข็งแรง
ให้เอนอิงพิงพักราวกับจะพิทักษ์ลมหนาว
ที่..
กำลังกรีดกรายมากรายกล้ำ..
มิให้ช้ำชอกหยอกเนื้อนวลเนื้อนาง..
ให้ระคางระเคืองผิวผ่องยองใยดั่งน้ำผึ้งไพรน้ำผึ้งรวง


เสียงบทเพลง...แห่งคิมหันตฤดู...กำลังครางครวญ
หวนไห้...ลอยแว่วแผ่วมา..ในมโนนึก
ให้..
ย้อนรอยถอยหลังรำลึก 
คิดถึงอดีตอันแสนงามในกาลโบราณ


บทเพลง...ที่หนุ่มสาว 
จะพากันรอวันเวลาแห่งสายลมที่มาพรมพร่าง
ให้..
ทุกคนเฝ้ารอ งานฤดูหนาว
ที่จะให้สนุกสนานเตรียมต้อนรับปีใหม่
อันคือ...
สัญญลักษณ์แห่งวัยวันให้ได้เริ่มต้นชีวิต
หากคิดผิดทำพลาด อย่างผู้ฉลาดหวัง
............



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song330.html
ค่ำแล้วในฤดูหนาว 

พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว
ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ
สายลมเอื่อยมาในเวลาค่ำ ฮึม
ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน
น้าค้างพร่างพรมลมเย็นรำเพย
หนาวโอ้อกเอ๋ยหนาวจนสั่น
เสียงเรไรร้องก้องสนั่น ฮึม
ทำให้ฉันเป็นสุขใจ
เสียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว
ดังแว่วมาแต่ไกล
นี่ใครหนอใคร ฮึม
ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำๆ
หนาวลมยิ่งทำให้ใจคนึง
คิดถึงแต่รักที่หวานฉ่ำ
หารักอื่นใดไหนจะหวานล้ำ ฮึม
ฉ่ำเท่ารักเราไม่มี
สวนลุมพินีถิ่นที่เคยไป
เขาดินถิ่นไกลก่อนนี้เคยชื่น
เดี๋ยวนี้ผ่านไปเห็นแล้วขมขื่น ฮึม
ไม่ชวนชื่นเหมือนก่อนนั้น
นภาสะอาดดูงามสดใส
ฉันรักจับใจสะอาดนั่น
หนาวลมเยือกเย็นนั้นทำให้สั่น ฮึม
จิตใจฉันเลื่อนลอยไป
เสียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว
ดังแว่วมาแต่ไกล นี่ใครหนอใคร ฮึม
ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำๆ
คิดถึงร่วมทางเคยเที่ยวด้วยกัน
ทุกคืนก่อนนั้นหนาวชื่นฉ่ำ
ทุกทีที่ไปฝังใจจดจำ ฮึม
ไม่ลืมคำที่ฝากกัน...
...............


สำหรับ..สาวนา
เมื่อย่างเข้าเขตหน้าหนาว
ที่ลมหนาวพัดกระหน่ำ
ระร่ำริน...ให้ดวงใจแสนรักแสนถวิลหวัง
ตั้งใจจะไปอยุธยา..เมืองเก่าขอเงราแต่ก่อน


เพื่อไปสัมผัส
ประเพณีทำขวัญข้าว 
พิธีสำคัญของชาวนา 

ประเพณีพื้นบ้าน
ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทย 
อันผูกพันกับสายน้ำมาเนิ่นนาน


โดยในฤดูฝนเมื่อเสร็จ สิ้นการดำนา 
นับจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป จนถึงราว เดือนพฤศจิกายน
ที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง 
ที่ชาวบ้านร้านถิ่นริมชายชลจะจัด งานแข่งเรือกันขึ้น
เพื่อความสนุกสนานและการ สมัครสมานสามัคคีกัน


และ..
ทำพิธี ที่ยาม เมื่อต้นข้าว
แตกกองอกงาม..
จะทำพิธี " ขวัญข้าว " เพื่อเป็นการขอบคุณ
และ...
เอาใจแม่โพสพที่ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนนา 
ที่พอถึง...
เดือนอ้ายชาวนาจะลงแขกเกี่ยวข้าว
 แล้ว...เอาข้าวเข้าลาน 
ก็จะทำพิธี " รับขวัญเข้าลาน " 
เชิญพระแม่โพสพกลับเข้าเรือน 

จากนั้นก่อนนวดข้าวจะทำพิธี " ขวัญลาน " ให้เป็น
สิริมงคล ซึ่งก็คล้ายกับรับขวัญเข้าลานนั่นเอง...


ประเพณีทำขวัญข้าว 
เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้อง 
ชาวนาจะเอาไม้ไผ่มาสานชะลอมแล้วนำ
ครื่องแต่งตัวของหญิง ...
เช่นแป้ง น้ำมันใส่ผม น้ำอบไทย หวี กระจก
ใส่ในชะลอมพร้อมด้วยขนมหวาน ๒ - ๓ อย่าง 
ส้มเขียวหวาน ส้มโอแกะกลีบ 


ปักเสาไม้ไผ่แล้วเอาชะลอมแขวนไว้ในนา 
เพื่อให้แม่พระโพสพแต่งตัวและเสวยสิ่งของนั้น 
จะได้ออกรวงได้ผลดี..
 
ทำพิธีลงยันต์เสกเป่า 
แล้วเอาตอกไม้ไผ่มาขัดไขว้เป็นรูปยันต์ ๕ มุม 
ปักไว้ที่ปากหม้อ เขาเรียกว่า "เฉลว


ลักษณะเฉลวแบบหนึ่ง
ที่ใช้ไม้ไผ่สาน
จักเป็นตอกเส้นบางๆ
สานตาเหลี่ยม..หรือตาชะลอมมัดไว้กับไม้ไผ่
ปักให้แน่นในแปลงดำนา...
 หมายถึงการปัดรังควานสิ่งชั่วร้าย

ที่...จะทำให้ข้าวไม่งอกงาม 
รวมทั้งเป็นเครื่องหมายที่ทำให้เจ้าของนาเป็นศิริมงคล
ในการประกอบอาชีพเก่ากาล ..
สืบสานตำนานนาต่อไปอย่างไม่รู้สิ้นรู้จบ.........



และ..
หวังดวงใจสาวนา
ก็คงถูกรับขวัญ...
ให้..
พบพลังอิ่มหวานในลานใจเฉกเช่นกัน
ในทุกยามย่ำแห่งเหมันตฤดู


สาวนา..
ผู้เกิดมาคู่กับวัวควาย...
รักวิถีไร่นาวิถี*บุญข้าวประดับดิน*

ผู้มิยอมทิ้งถิ่น..ลืมทุ่งทอง ลืมรวงหอมข้าวใหม่
ที่...ยังมีดวงใจใสงาม 
จึง..เพียงเพียรหวังไปต่อตามเติมใจ
ให้ยิ่งไสวงามเกิดก่อพอกันกับกอรวงเรียว


ที่..
ยังมีหวังรอคมเคียวพลีเกี่ยวเก็บ
ทุกเมล็ดข้าวพราวหอมงามจากผืนดินถิ่นแหลมทอง
ที่คงกลับมาหล่อเลี้ยงท้องผองพี่น้องคนไทย 
ให้...
ยังไม่สิ้นเรี่ยวแรงด้วยแรงรักในรวงเรียวเรียวรวง

มิหวงหยาดเหงื่อ..ที่ยอมพลีมิรู้สิ้น
แม้นใคร...จะหยามหมิ่น ว่าแสนเหม็นสิ้นงาม
ก็ตามทีตามใจ
ด้วยแรงใจแรงรักมิมีวันจักให้รอยใจรอยไถจักแปร..


และ..
เพียรมิท้อแท้
ที่จะพยายาม...*รักษาพันธุ์ควายเจ้าเพื่อนยาก..*
ให้ฝากอุดม...ช่วยกันหว่านพรมผืนนาให้แปรสี
ดั่งมี..
พรมแพรทองแห่งท้องนามาผลิกล้า
บานประดับหล้าประดับดินประทังท้องประทังหิว
ให้ทุกกายชาวไทยมีกิน..มิอดตาย 


มิหมายทะเยอทะยาน 
มิหวังรานยาก...ไปฝากผีไข้ในราวเมืองเรืองรุ่ง 
ให้ยิ่งยุ่งยากยิ่งนัก 
หาก..
มิพบกับความสงบงาม
มิสมถะมิมีธรรมชาติ
ที่แสนสะอาดบริสุทธิ์ใส


ที่จะค่อยๆหลอมละลาย..ซึมดวงใจให้พบเงียบงาม
ในทุกยามทอดสายตา 
ไม่ว่า..
จะบึงเหว่ว้าที่เห็นผักบุ้งทอดยอดเลื้อยช่อชูชัน
ฤาเห็น..
ปลาตะเพียนในยามสายวสันต์กระโดดผึง
เพื่อรอกินข้าวที่พึ่งร่วงพรูกรูลงน้ำนา
ยามข้าวกล้าสุกหลงเหลือจากเรียวจากเคียวคม..เกี่ยว..



สาวนา..พร้อมดวงใจมิเปลี่ยวเหงา
หากงามเงียบในยามนี้...
ยามที่...ยังมีอ้าย
มาชิดใกล้เคียงกาย..ทรุดร่างไร้ลงรึมบึงบัว
กับฟ้าสีชมพูเจือส้ม
กลืนด้วยสีเทาทึม
ที่..
กำลังคลี่ทอดทาบเงาสลัวๆลงมาโอบไล้ร่าง
ให้ยิ่งงามอย่างนางไม้ในแสงละมุน..ละมุน


สาวนา....เอนกายสยายผม..หอมกรุ่นพิงไหล่อ้าย
รับสายลมหนาว...ริมชายนาใต้ตาลเดี่ยว..
ปล่อย..
ให้เจ้าสายน้ำ*ควายเดียวในดวงใจ*
ได้เลาะเลียบเล็มหญ้า 
นอนเคี้ยวเอื้องอยู่ใกล้ๆ อย่างแสนสุขใจ..



อ้ายคนดีค่อยๆไหวร่างแข็งแรงกำยำ
เอื้อมมือออกไปเด็ดบัวบูชา
ที่...
ผลิดอกงามแย้มแต้มตระการไปทั่วทั้งบึงฝัน
แล้วนำมามัดรวบใส่ไว้ในใบบัว
เขียวสดไสว 
แล้ว..
รัดร้อยด้วยสร้อยสายบัว
มากำนัลให้ในอุ้งมือสาวนา
พร้อม..กับรอเวลาให้เราสองไปวางพลีถวาย
เป็นพุทธบูชาสัการะหน้าพระพักตร์พุทธ
ในค่ำคืนนี้ ..ในราตรีนี้



ที่มีจันทร์เสี้ยวเกรียวทองดั่งเรือธรรมเรือทอง
คอยท่าพา..ลัดเลี้ยวลอยล่องท่องทิพยรุ้ง
พุ่งไป..
สู่แดนดินแห่งฝันว่างกระจ่างงาม
ให้เพียรพาร่างท่ามเดือนครึ่งดวง
มิห่วงหาใคร 


มี..เพียงจิตไสวเป็นหนึ่งเดียว
ผสานเสี้ยวสมาธิกับความสงบงามเงียบ

เปรียบประดุจดั่งปัญญาพิสุทธิ์ใส
ที่จะนำพาพายใจพาจิต
สู่แดนนิรมิตใต้ร่มพระรัตนตรัย
ที่มีบึงใจบึ้งใจเราเพียงนั้น
รอรับเรือธรรม ยามพบฝั่งแห่งความฝัน
ที่จะกลายกลับเป็นจริง..


 เมื่อเรากล้าพอ..
ที่จะสละทิ้งทุกสรรพสิ่งจากเรือใจ
อย่างไม่ไยดี...และยึดมั่นถือมั่นไว้นาน 

มิ..ให้เรือพานพาล่ม จมใต้น้ำ 
ก่อนการได้ขึ้นถึงฝั่ง
อันคือเกษมสานต์..
ตราบชั่วกาลกัลปาวสานต์
ตราบชั่วนิจนิรันดร...มิย้อนวน
มาปนเปื้อนกับกิเลสโลกย์โศกสุขทุกข์รัก
ที่..
หนักดั่งศิลาอีกแต่ไป..ในภพภูมิกรรม


สาวนาหลับตาราวบริกรรมคาถา
ภาวนาสมาธิ
และ..
ในคลองจิตที่คิดดีแสนเงียบงาม
กลับราวได้ย้อนรำลึกนึกจินตนาไปถึง
ภาพจาก..
*พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน *
ที่..
สาวนาเคยหลั่งน้ำตาปิติเกษมยามได้พลีอ่าน
ผ่านดวงตาและดวงใจแสนใสงาม..


และ...
กับในยามนี้ราวกับ
ในจิตดวงอัญมณี..ได้พลีพบภาพในทิพยนิรมิต
อันมีเพียงจิตไสวเลื่อมประภัสสรเพียงนั้น 
จึงจะจับได้....


คล้ายดั่ง....
มีมุกมณี..
ที่พร่างพราวฉายฉันท์ดั่งฉัพพรรณรังสี
ที่กำลังโชติช่วงแตกช่อ..
ดั่ง...กอเพชรพราวพร่างไสวในรวงใจของสาวนา
ราวกับ...ภาพตรงหน้าได้พบประสบเอง..เช่นฉะนั้น...!!!
....................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song81.html
หนาวลมที่เรณู ..โอภาส ทศพร 

เรณูนคร ถิ่นนี้ช่างมีมนต์ขลัง
ได้พบนวลนาง ดั่งเหมือนต้องมนต์แน่นิ่ง
น้องนุ่งซิ่นไหม ไว้ผมมวยสวยเพริด พริ้ง
พี่รักเจ้าแล้วแท้จริง 
สาวเวียงพิงค์แห่งแดนอิสาน
เราเคยสัมพันธ์ 
พรอดรักเมื่อคราวหน้าหนาว
คืนฟ้าสกาว เหน็บหนาวน้ำค้างหรือนั่น
เพราะได้เคียงน้อง
ถึงต้องหนาวตายไม่หวาดหวั่น
รุ่งรางต้องร้างไกลกัน
สุดหวั่นไหว ก่อนลา
ผ้าผวยร้อยผืน ไม่ชื่นเหมือนน้องอยู่ใกล้
ดูดอุร้อยไห ไม่คลายหนาวได้หรอกหนา
ห่างน้อง พี่ต้องหนาวหนักอุรา
คอยนับวันเวลา จะกลับมาอบไอรักเก่า
เย็นลมเหมันต์ ผ่านพ้นยิ่งพาสะท้อน
โธ่น้องบังอร ก่อนนั้นเคยคลอเคียงเจ้า
ครั้งเที่ยวชมงานพระธาตุพนม
ยามหน้าหนาว พี่ยังไม่ลืมนงเยาว์
โอ้แม่สาว เรณู...

				
1 พฤศจิกายน 2548 08:46 น.

สาวนาไปสุพรรณกับฝันหวาน..หวาน..

สาวบ้านนา


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4610.html
(สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ)
...............


สาวนา....ถูกปลุก..
ให้ตื่นขึ้นมากับเสียงนกเขาขันคูคู่ใจ
เคียงกระท่อมไพรวิมานวนาวิมานลั่นทม
แล้ว...
หลับตานิ่งๆ
ฟังบทเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์

*คนดังลืมหลังควาย คุณ พุ่มพวง ดวงจันทร์*



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4580.html

นึกไว้ทุกนาที
ถ้าเขาไปได้ดีแล้วคงไม่มาขี่ควาย
เขานั้นคงแหนงหน่าย
เบื่อนั่งหลังควาย เบื่อเคียวเกี่ยวหญ้า
นึกไว้ทุกคืนวัน
เพียงเดี๋ยวเดียวลืมกันทิ้งกันให้คอยตั้งตา
ไปได้ดีมีค่าก็ลืมสาวชาวนา คนซื่อชื่อรวง
ได้เจอะคนเล็บแดงแดง
ปากแดงแก้มแดงแดงที่ในเมืองหลวง
ทิ้งให้สาวนานอนน้ำตาเอ่อทรวง
คนซื่อชื่อรวงเขาคงไม่ห่วงไม่สน
นึกไว้แล้วแล้วเชียว
คำว่าดังตัวเดียวจึงทำให้คนเบี้ยวคน
ลวงให้เราหมองหม่น
นี่หรือใจคน พอดังก็ลืมหลังควาย

นึกไว้ทุกนาที
ถ้าเขาไปได้ดีแล้วคงไม่มาขี่ควาย
เขานั้นคงแหนงหน่าย
เบื่อนั่งหลังควาย เบื่อเคียวเกี่ยวหญ้า
นึกไว้ทุกคืนวัน
เพียงเดี๋ยวเดียวลืมกันทิ้งกันให้คอยตั้งตา
ไปได้ดีมีค่าก็ลืมสาวชาวนา คนซื่อชื่อรวง
ได้เจอะคนเล็บแดงแดง
ปากแดงแก้มแดงแดงที่ในเมืองหลวง
ทิ้งให้สาวนานอนน้ำตาเอ่อทรวง
คนซื่อชื่อรวงเขาคงไม่ห่วงไม่สน
นึกไว้แล้วแล้วเชียว
คำว่าดังตัวเดียวจึงทำให้คนเบี้ยวคน
ลวงให้เราหมองหม่น
..............


เถาไม้เลื้อย..สายน้ำผึ้งแสนหวาน
และ..
มากลีลามาลีพวงสุคนธา
มากพันธุ์สีกลิ่นไม้ไทยไม้หอมนานา
เช่นรสสุคนธ์ราตรี
 ที่มาพันพร่างชูช่อพ้อสายลมในยามเช้า
ในท่าม
ฟ้ากระจ่างสว่างไสวสีฟ้าใส..ใสใส
ราวใจดวงใสหวานพอกัน..

มา..
ปลอบปลุกร่างใจสาวนาให้ได้ลืมเหว่ว้า
รับอรุณอุ่นอวลด้วยเรียวรวงระย้าระยับ
อาบไล้ดั่งทองทาบฉาบทาไปทั่วทั้งท้องนา
กับ..
ฟ้าสีฟ้าแจ่มจรัสจรุงราวรุ้งเรียวพอกัน



และ...
นี่คือโลก...
แสนเงียบงามแสนสุขสงบของสาวนา
ไม่ว่า..
กาลเวลาจะลาเลยล่วงไปกี่ทิวาราตรี
และ..
ผู้คนบนผืนโลกนี้
ต่างพานพบโศกนาฎกรรมมากมาย

สาวนา..
ก็ยังคงมี..
ที่ซ่อนกายไว้ซ่อนซุกสุขซึ้ง
ไว้ให้แสนสุขเสมอใจ

ไม่ว่า..ทุกทุกข์ผัสสะใด 
ก็จะไม่กรายกล้ำ
ล้ำล่วงเข้ามาทำร้าย..
ณ..ชายคากระท่อมหอมหวาน
*สวรรค์บ้านไพรสวรรค์บ้านนา*ได้นานเลย



ให้..
ทุกยามเช้า..
ยามฟ้าสวยด้วยสีชมพูพริ้งพราวมาทายทัก
ถึงเตียงนอน...

มาอ้อนให้สาวนา
คลี่ยิ้มหวานๆรับดวงดอกไม้บาน
รับหอมหวานแห่งสุนทรีย์ชีวิต

ให้มี..
ดวงจิตแสนบริสุทธิ์หวานใส
มีไฟฝันบันดาลใจ
ที่จะพลีหยาดเหงื่อมิรู้สิ้น
ด้วยร่างใจเสียสละ..
เพื่อผืนดินไม่ทิ้งถิ่นทุ่งทองท้องนา



ให้..
โลกแสนไสวไม่แล้งไร้ 
ไม่ไร้สิ้นน้ำใจใสเย็นชุ่มฉ่ำ
รู้เงียบงำเงียบงาม 
และรู้รักความสมถะพอดีพอดี
รู้ใช้ชีวีอย่างไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้ใด

มีเพียงดวงใจ
ที่คอยจะ*ให้ให้ให้*เพื่อนมนุษย์
และ..
เพียรรักษาศีลให้บริสุทธิ์
พร้อมทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
สร้าง..
ลมหายใจแสนดีมีค่า
เพื่อ..จรรโลงโลกและผู้คน



อีกไม่กี่วัน..
สาวนาจะผันพาร่างไป..

สุพรรณบุรี
*เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีลือชื่อ
เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม 
สูงล้ำประวัติศาสตร์แหล่งปราชญ์ศิลปิน 
ภาษาถิ่นชวนฟัง*



เมือง...
ที่มีศิลปปินมากมาย
ได้..เกิดกายมาจากดินทอง ดินไทย
ดินทุ่ง ณ..ที่แห่งนี้

เพราะ..
*พี่ทอง* มาบอกบุญ
ว่าจะมีการสร้างพระประธาน 
ให้..สาวนา
ได้ตามไปเติมต่อบุญสร้างกุศลงาม

และ
ได้เดินตามท้องนาบึงคลองดงตาล
แห่งเมืองสุพรรณ
เปลี่ยนบรรยากาศให้ฝันหวานหวาน
ราวกับจะมีหนุ่มสุพรรณคนหัวใจใสซื่อ
ถือรักมั่นมาเดินเคียง
ใน..
ท่ามฟ้ากว้างกระจ่างใสไสวหวาน



ไปดูหมู่บ้าน
*อนุรักษ์ควายไทย*
และ..
จะไปค้างคืนที่นั่น

ก่อนจะพากันไป...
ล่องเรือบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ(อุโมงค์ปลา)



และ..
ไปกราบพระขอพรที่วัดพระนอนหงาย
วัดไผ่โรงวัว
กราบ..
หลวงพ่อโตที่วัดป่าเลไลยก์
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ 

ไปเมืองอู่ทอง
อนุสรณ์ดอนเจดีย์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย
อุทยานแห่งชาติพุเตย
ตลาดร้อยปีที่สามชุก
พระพุทธบาทที่วัดเขาสลัก



และ
นี่คือความหวังแสนงามนัก
ที่สาวนาได้พาร่างใจไปสัมผัส
ไปนอนใน..*หมู่บ้านควาย*

ที่พี่ทองเล่าว่า
จะมีธรรมชาติวิถีไทยวิถีทองวิถีทุ่งแบบเราๆ
ที่ยังมีการอนุรักษ์เอาไว้
ให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้ถึง



หมู่บ้านชาวนา ที่ยังมียุ้งข้าว 
มีเกวียนเทียมควาย
ให้นั่งไปชมวิวทิวทัศน์แห่งท้องทุ่ง
อันแสนจรุงหอมด้วยกลิ่นข้าวใหม่

มีลานแสดงควายไทย มีเล้าไก่
มีทุกสิ่ง ที่แสนดี 
ที่..
บางทีคนศิวิไลซ์
ลูกหลานไทยในเมือง
อาจจะร้องทักควายว่า...
นั่นอะไรๆ...ก็ได้ในวันหนึ่ง

เมื่อโลกสุขซึ้ง..
ด้วยวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้าน
อันแสนหอมหวานดิบเดิม
ได้มลายหายไปอย่างไร้ร่อยรอย....



เอาละ...อีกไม่กี่วันนี้
กับฟ้าสีฟ้าแจ่ม
สาวนา..
จะพาหน้าแฉล้มด้วยกลิ่นโคลนสาบควาย
ไปต่างถิ่นที่บ้าง

เผื่อ...บางทีชีวีสาวนา
ที่...
ไปๆมาๆก็ยัง..*หนีรักในรอยไถ*..ไม่พ้น
ก็ยังได้สัมผัสล้ำลึกในกมล
ในความแปลกแผกที่
ได้..
กราบพระที่แสนศักดิ์สิทธิ์ในนิรมิตจิตใส
ด้วยดวงใจแห่งศรัทธาปสาทะเพียรภาวนา



ที่ตั้งมั่นเอาไว้ว่า

*ไม่ว่าชาติหน้าชาติไหน
หากยัง..
จำต้องชดใช้วิบากกรรมยังมิสิ้นมิหมด
ก็..
ขอให้ได้กลับมาเกิด
กับใจดวงหมดจดดวงดินดวงทองอันแสนผ่องใส

ได้ใช้ชีวีแบบรักนารักไพร 
ไม่ขอเกิดในความศิวิไลซ์หากใจผู้คนแล้งไร้
ราววัตถุที่ไร้ชีวิตชีวาก็มิปาน...*



สาวนาจึงยิ้มหวานๆ
กับเจ้าลาแล้งและเจ้าสายน้ำ
พร้อมกับขับขานบทเพลงแสนรัก

ก่อนที่..
จะขี่มันไปอาบน้ำในบึงกว้างมิร้างแรมรัก
เพื่อ..
จะทายทักบัวหลากสีสันพรรณราย
ที่...
กำลังพรายสวย...ชูช่ออ่อนหวาน
อวดกลีบอรชรบอบบางบริสุทธิ์งาม
ในท่ามโลกแล้งไร้..



และ..
เพื่อจะกลับมา..
มีพลังพลีหยาดเหงื่อด้วยแรงรัก
เพื่อธำรง ยังคงรักนาทำนา
ไปกับ..
*หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน* อย่างมิถวิลอายใคร...
นอกเสียจาก..
มีเพียงพลังปิติเกษมภาคภูมิใจเสียไม่มี..

................................





http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4610.html
สาวสวนแตง 
สุรพล สมบัติเจริญ 


สาว สวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
ชื่อเสียงน้องมาลือลั่น ดังโจษจันไปทั้งทั่วกรุง
เพราะเข้าประกวด เทพีสวนแตงดาวรุ่ง
ภาพเจ้ามาถึงกรุง เจ้าจึงพุ่งสู่ความสนใจ
สาว สวนแตงเปลี่ยนแปลงศักดิ์ศรี
ข่าวภาพน้องเป็นเทพี 
จึงได้มีชื่อเสียงเกริกไกร
เสียงหนังสือพิมพ์ แมวมองหมายปองเจ้าไป
สู่ดารายิ่งใหญ่ สู่กลิ่นไอของความลาวัลย์
ข่าว สังคมเขาชมไม่สร่าง
วิทยุต่างต่างมีคนขอเพลงให้ฟังทั้งวัน
กลัว เจ้าเพลินจนลืมสุพรรณ
สวนแตงแหล่งเรารักมั่น
เฝ้าคอยวันให้เจ้ากลับไป
สาว สวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
พี่คิดถึงเจ้าทุกวันคอยแจ่มจันทร์แม่แตงร่มใบ
พื้นดินแล้งแห้ง ไร่แตงเหมือนคนหมองไหม้
โปรดไปเป็นขวัญใจ กลับสู่ไร่นะสาวสวนแตง

ข่าว สังคมเขาชมไม่สร่าง
วิทยุต่างต่างมีคนขอเพลงให้ฟังทั้งวัน
กลัว เจ้าเพลินจนลืมสุพรรณ
สวนแตงแหล่งเรารักมั่น
เฝ้าคอยวันให้เจ้ากลับไป
สาว สวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
พี่คิดถึงเจ้าทุกวันคอยแจ่มจันทร์แม่แตงร่มใบ
พื้นดินแล้งแห้ง ไร่แตงเหมือนคนหมองไหม้
โปรดไปเป็นขวัญใจ กลับสู่ไร่นะสาวสวนแตง... 
 
  



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song2962.html
หนุ่มสุพรรณ คาราบาว

ตัวฉันเกิดมา
เป็นหนุ่มสุพรรณ
ทำนาตากแดดทั้งวัน
จนตัวฉันนั้น มันดำปิ๊ดปี๊
สำเนียงภาษา
ฟังดู ก็เชยสิ้นดี
เพื่อนฝูงล้อกันป่นปี้
ว่าพี่ก็หมา น้องก็หมา
ช่างหัวประไรจะล้อยังไง
ไม่เห็นสำคัญ
สำเนียงมันเหน่อยังงั้น
แต่หัวใจฉัน
มันเหน่อเมื่อไร
สมมติว่ามี นะ
สาวๆมานึกเห็นใจนะ
เวลาไปไหนมาไหน
ก็ให้เธอพูดว่าเราก็มา
แต่นี้ ต่อไป
เห็นทีจะไม่เหน่อแล้ว
เมื่อมี น้องแก้ว
คอยสอน ให้เจรจา
สวัสดีครับ
ผมก็มา แฟนผมก็มา
เราสองคนต่างคนต่างมา
เห็นไม๊ละว่า
หมาทั้งสองคน โฮ้ง

ตัวฉันเกิดมา
เป็นหนุ่มสุพรรณ
ทำนาตากแดดทั้งวัน
จนตัวฉันนั้น มันดำปิ๊ดปี๊
สำเนียงภาษา
ฟังดู ก็เชยสิ้นดี
เพื่อนฝูงล้อกันป่นปี้
ว่าพี่ก็หมา น้องก็หมา
ช่างหัวประไรจะล้อยังไง
ไม่เห็นสำคัญ
สำเนียงมันเหน่อยังงั้น
แต่หัวใจฉัน
มันเหน่อเมื่อไร
สมมติว่ามี นะ
สาวๆมานึกเห็นใจนะ
เวลาไปไหนมาไหน
ก็ให้เธอพูดว่าเราก็มา
แต่นี้ ต่อไป
เห็นทีจะไม่เหน่อแล้ว
เมื่อมี น้องแก้ว
คอยสอน ให้เจรจา
สวัสดีครับ
ผมก็มา แฟนผมก็มา
เราสองคนต่างคนต่างมา
เห็นไม๊ละว่า
หมากันทั้งสองคน
โฮ้งๆ...

				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสาวบ้านนา