::ดาวบางดวง::

ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

ผมเคยเขียนกลอนในชื่อ ดาวบางดวง แล้วครั้งหนึ่ง   นั้นก็นานมาก  วันนี้ผมอยากเขียนอีกเป็นเรื่องสั้น
    ผมมีแผนที่ดาวอยู่แผ่นหนึ่ง  มันเป็นกระดาษแข็งที่เป็นวงหมุนได้รอบ  เดือนนี้ วันที่เท่านี้  ณ องศาประมาณนั้น  เราจะได้เห็นกลุ่มดาวกลุ่มนั้น  และในดาวกลุ่มนั้นก็จะเห็นดาวดวงที่มีแสงแจ่มที่สุดดวงนั้นดวงนั้น     ผมเพลินมากในคืนที่ดาวพราว   นอกจากได้นึกคิดเรื่องดาวผมยังได้คืดถึงคนที่ผมศรัทธา
    ดาวไม่เจิดจ้าอย่างตาวัน   แต่ดาวก็แจ่มต่อใจ ในยามค่ำคืนที่โลกรายรอบมืดมิด     
    สังคมของเราเวลานี้เหมือนยามวิกาลที่ผู้คนอยู่ในความหลับไหล   ผู้เกิดใหม่ไม่น้อยเดินหลงอยู่บนทางที่คดเคี้ยวที่ข้างทางเป็นหลุกขวากและหุบเหวลึกสุดประมาณ   และผู้ใหญ่เองก็ไต่อยู่บนเส้นลวดของศักดิ์ที่ต้องรักษาสภาพด้วยการยอม แม้กระทั่งการสละโอตตัปปะและหิริ     ดังนั้นแม้แสงแห่งดาวจะน้อยนิด ก็ยังเป็นแรงใจให้ได้คิดในยามที่โลกรอบตัวหม่นหมองมืดมน   ว่า..สังคมนี้คงมีความหวังอยู่บ้าง
   มองไปในท้องฟ้ายามราตรี  ดาวบางดวงหรี่แสงราวจะเร้นตัว   แต่ความจริงนั่นเป็นเพราะกลุ่มเมฆที่ทยอยทะมึนบดบังต่างหาก   
   เมื่อนึกได้ว่าดวงดาวนั้นอยู่ยืนยาวกว่าเมฆทะมึน  ผมก็รู้สึกชื่นใจขึ้นอย่างประหลาด   ผมนึกถึงคนทำงานเพื่อสังคมในประเทศของเราแล้วก็มีความหวัง    ท่านเหล่านั้นเหมือนดาว ในดวงใจของผู้คน
    ........
    คุณนึกถึงใครบ้างครับ   ที่เป็นดาวบางดวงในหัวใจของคุณ
    ท่านหนึ่งในหลายท่านที่ผมนึกถึง   มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนท่านอื่น ๆ ผมเรียกสิ่งนั้นว่าอุดมคตินะครับ    อุดมคติเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่ผู้คนต้องการไปถึง   ผมเชื่อว่าเพราะมีสิ่งนี้ท่านเหล่านั้นจึงยังคงทำงานของท่านอยู่อย่างเกินขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาทำได้ 
    ผมเห็นท่านขี่รถเครื่องสีดำคันเก่ามาก ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ของท่านอยู่ เพื่อติดตามผลว่าสิ่งที่ท่านสอนลูกศิษย์ได้ลงมือทำหรือยัง   เพียงแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปบ้านลูกศิษย์ทุกบ้าน โดยยังไม่คิดไปถึงว่าจะผลักดันให้ลูกศิษย์ลงมือทำงานเพื่อให้มีอยู่มีกินอย่างไร ก็ยังเกินขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้แล้วครับ  เพราะหมู่บ้านที่ต้องไปมีเป็นร้อยหมู่บ้าน อยู่ต่างตำบลต่างอำเภอทั้งนั้น     นี่แหละครับดาวบางดวงที่ผมจะเล่าให้ฟัง
    
     ถิ่นที่ผมอยู่ผู้คนยากจนมาก  เป็นพลเมืองชั้นสามที่เห็นได้ชัดมากเมื่อไปทำงานรับจ้างตัดอ้อยแถบภาคตะวันตก  นายจ้างจะรีดเอาแรงงานให้คุ้มกับเงินทุกเม็ดที่จ้าง  งานหามร่งหามค่ำเพื่อให้ทันกับความเร่งรีบที่จะต้องส่งอ้อยเข้าหีบทำให้นายจ้างใส่ยาขยันลงไปในน้ำดื่มอย่างไม่ลังเล   และมากกว่านั้นก็คือใช้เงินตกแรงงานไว้ข้ามปีเพื่อให้มีทาสผู้ซื่อสัตย์ไว้รีดเรี่ยวแรงไม่รู้จบ  พ่อแม่ของเด็กจำนวนไม่น้อยอยู่ในสภาพแบบนี้คือไปทำงานต่างถิ่นแล้วส่งเงินกลับมาบ้านเพื่อให้ลูกและตายายซื้อข้าวกิน
      นอกจากขายแรงงานแถวภาคตะวันตก  คนถิ่นผมยังจากบ้านไปทำงานเมืองหลวง  งานเกือบทุกประเภทที่มีจ้างอยู่ในนั้นคนบ้านผมจับจองพื้นที่แล้วทั้งนั้น  ทุกคนทำงานโดยไม่มีเวลาบ่น เพื่อส่งเงินกลับบ้าน
      อาชีพดั้งเดิมในไร่นา ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจนแทบไม่เหลือร่องรอยของเดิมแล้ว  เช่นจากไถปักดำเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานสัตว์และคนก็เปลี่ยนไปเป็นจ้างรถไถญี่ปุ่นทำแทนทุกอย่าง  ต้นทุนทำนาที่แต่เดิมมีเพียงแรงกายก็กลายเป็นแรงเงินที่แลกมาจากหยาดเหงื่อที่กรุงเทพ  นาที่เคยอุดมจากมูลสัตว์บัดนี้แม้จะพึ่งปุ๋ยเคมีก็ยังยากแล้ว  เพราะดินกระด้างเกินเยียวยา
      
       เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. บอกว่าเงินที่ชาวบ้านส่งกลับมาแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท  แต่หนี้ที่ชาวบ้านมีอยู่กับ ธ.ก.ส.มากกว่านั้นร้อยเท่า  ตัวเลขที่พูดถึงไม่ได้นับหนี้นอกระบบเข้าด้วย  เงินที่สะพัดมากในเขตบ้านย่านตลาดคือเงินหวยใต้ดินและล็อตเตอรี่  มากกว่าเงินซื้อกินด้วยก็ว่าได้   
      
     ตัวเลขก็คือตัวเลข  ชีวิตจริง ๆ คือ ชาวบ้านยังอด ๆ อิ่ม ๆ คือไม่ได้อิ่มทุกมื้อ  บางเดือนเงินจากทางไกลก็ไม่มา  หรือมาก็ฝืดเคือง  ความรักจากทางไกลไม่เป็นสิ่งที่หวังได้  ชีวิตบ้านนอกอาจต่างจากชีวิตในเมืองในหลายมุม  แต่บัดนี้มีมุมหนึ่งที่เกือบคล้ายกัน  นั่นคือเริ่มเลี้ยงลูกด้วยเงินและทีวีเหมือนกัน   เด็ก ๆ ไม่ได้สัมผัสการโอบอุ้มอบรมจากพ่อแม่เพราะเขามีแต่เวลาหาเงินไม่มีเวลาให้ลูก  ลูกไม่อาจพึ่งความมั่นคงทางใจจากพ่อแม่ก็ไปพึ่งความมั่นคงทางเงินจากทางอื่น   เด็ก ๆ หัวหมุนเมื่อมีปัญหา  ใครก็ช่วยไม่ได้  เพราะปัญหาของเขาคือปัญหาทางใจ
     
   ชาวบ้านที่ไม่ไปจากถิ่น  มีชีวิตที่อัตคัตทีเดียว  พืชผักที่เคยมีให้เก็บกิน  ปูปลาทีมีให้ดักจับเอา  ข้าวที่มีในยุ้งบัดนี้อยู่ในสภาพแร้นแค้นแล้วทั้งหมด  เพราะพวกเขาได้สูญเสียที่ดินผืนใหญ่ดั้งเดิมของตน  มาครองที่ดินผืนเล็กผืนใหม่ที่ได้จากการบุกเบิกป่าบนที่สูง   ที่ที่ว่านี้แทบจะไม่เหลือความอุดมสมบูรณ์เพราะตะกอนดินถูกชะล้างไปในการปลูกมันสำปะหลังในปีที่สองที่สาม  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ  พวกเขาเอามันที่หัวเล็กเท่าหัวแม่เท้าไปขายเพื่อซื้อข้าวมายาไส้   ครอบครัวส่วนใหญ่เริ่มเป็นอย่างนั้น   ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือพวกเขาหลายคนเริ่มจะสูญเสียที่ดินผืนใหม่อีกรอบเพราะมันทำอะไรไม่ได้ก็ต้องขายออกไปเพื่อซื้อข้าว
    นั่นเป็นสิ่งที่ดาวดวงที่ผมนับถือเล่าให้ฟังและเพ่งมองลงไป  ผมเห็นและคุณก็อาจจะเห็น
==============================================
     คุณเชื่อไหมครับ   ว่าดาวดวงที่ผมพูดถึง  ท่านได้ไปเยี่ยมนักเรียนครบทุกคน  รู้จักบ้านของเด็กทุกบ้าน   รู้ว่าเขามีกินหรืออดอยาก  รู้ว่าเขาลำบากหรือสุขสบาย     ท่านบอกผมว่า   หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเด็กวัยเรียนจึงหนีออกจากห้องเรียน แต่ท่านไม่สงสัยแล้ว    เด็กไม่อยากเรียนเพราะเขาเรียนไม่ได้  เขาไม่มีใจที่จะเรียน  ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือหลายคนถึงขั้นไม่เห็นค่าของสิ่งที่ว่านั้น  ปัญหาของเด็กหลาย ๆ คน คือเขาขาดที่พึ่งทางหัวใจ   เมื่อเรียนไม่ได้เขาก็ไม่มีความสุขที่จะอยู่ในห้องเรียน เทียวหนีเรียนให้ครูไล่ตาม  บางคนเป็นหนักเข้าก็ต้องย้ายที่เรียน   ไปเรียนที่อื่นก็เหมือนเดิมคือเรียนไม่ได้ ไม่อยากอยู่   เมื่อออกไปอยู่นอกห้องเรียนก็ก่อปัญหาให้สังคมเดือดร้อนสารพัดสารพัน
    
     ไม่ใช่แต่เด็กที่มีปัญหา   ผู้ปกครองของเด็กก็มีปัญหา  อยู่คนละทาง  อยู่ต่างถิ่น  หาเงินตัวเป็นเกลี่ยวเพื่อส่งให้ลูก  ไม่น้อยเลยที่พ่อแม่แยกทางกันเพราะความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ  ภาระหนักตกอยู่กับย่ายายตาปู่ที่ดูเหมือนจะสื่อสารกับลูกหลานได้ยากขึ้นทุกวัน   ปัญหาลักษณะนี้มันหนักหน่วงข้นเข้มขึ้นทุกวัน  จนหลายคนนึกไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาโดยเริ่มต้นตรงไหน
       ดวงดาวที่ผมพูดถึง ท่านบอกว่ามันต้องเริ่มที่การศึกษา   ถ้าการศึกษาสนใจที่จะแก้ปัญหาพวกนี้   มันมีทางเป็นไปได้   แต่ระบบการศึกษาทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น
      มันเป็นยังไงหรือครับ
      ท่านว่า....
    
      มันเหมือนการซื้อหวยล็อตเตอรี่  ที่จะมีคนถูกรางวัลอยู่ไม่กี่คน   การศึกษาของเราก็เป็นแบบนั้น    มันมีคนอยู่จำนวนหนึ่งเท่านั้นแหละที่จะโชคดีได้ทีต้น ๆ ในการแข่งขันเรียนและหางานทำ  มีคนจำนวนน้อยนิดที่จะได้งานที่ดีทำ  ที่เหลือนอกนั้นทั้งหมดต้องดิ้นรนหางาน แทบไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน   ที่น่าห่วงก็คือหลายคนคิดสร้างงานเองไม่ได้  ต้องคอยเป็นลูกจ้าง รับจ้างเพื่อให้มีเงินซื้อกิน  แต่การศึกษาก็ไม่สามารถที่จะสร้างคนที่มีสมบัติที่ดีเพียงพอต่อการเป็นลูกจ้างที่ดี  จนบริษัทต่าง ๆ บ่นไปตาม ๆ กันว่า  พวกเขาต้องฝึกลูกจ้าง
เอาใหม่  บางแห่งต้องตั้งโรงเรียนเอง    นั่นเป็นปัญหาที่พอเห็นทางออก   แต่พวกที่ไม่ถูกหวยล่ะ  แม้รางวัลเลขท้ายก็ไม่ถูก  คือพวกที่เรียนก็เรียนไม่ได้   งานก็แทบไม่มีจ้าง   พวกนี้จะอยู่อย่างไร    ก็มาเป็นแบบที่ท่านว่า  คือบุกเบิกพื้นที่ป่าเขาไปข้างหน้า  เพื่อที่จะปลูกพืชทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างสูง เพื่อจะมีเงินซื้อกินในปีที่สอง  ปีที่สามก็อยู่ไม่ได้  ต้องบุกรุกไปอีก  ที่เดิมก็ตกเป็นของคนมีเงินในเมือง  ลูกหลานที่ออกมาก็มีปัญหาเดียวกัน  แต่หนักหน่วงน่าเหนื่อยหน่ายกว่าอีก
    ปัญหาพวกนี้ไม่มีทางออกเลยหรือครับ  ผมถาม  ท่านตอบว่า
     มี   ถ้าเราเข้าถูกที่ แก้ถูกทาง  ทางไหน ใช่ไหม      นี่ไง   ที่การศึกษานี่ไง...  
============================
      เพื่อประกอบคำตอบ ท่านได้ชวนผมไปบ้านนักเรียนด้วย  เมื่อได้เห็นผมถึงกับอึ้ง   ถึงนาที่นี้ผมจึงพึ่งเข้าใจว่าทำไมเด็กจำนวนไม่น้อยจึงไม่อยากเรียน   ก็เขาจะเอาใจที่ไหนไปเรียนเล่าครับ
       อนาคตของประเทศเหล่านี้อยู่อย่างแร้นแค้นมาก   เรือนชานของพวกเขาเหมือนคนมีอายุที่ซวนเซจะล้ม ทั้งค่อนข้างรก ไม่เป็นระเบียบ  ขยะพวกถุงพลาสติกหูหิ้วเกลื่อนอยู่รอบบ้าน  พวกเขาไม่มีเวลาที่จะเอาใจใส่เรื่องพวกนี้  เพราะปากท้องต้องการเวลานั้นมากกว่า   ทุกที่ที่ท่านพาไปดูเป็นแบบนี้เกือบทั้งนั้น  พ่อแม่เขาไม่อยู่ก็ไม่มีคนที่จะคอยกำชับให้ดูแลเรือน  ตายายที่แก่เฒ่ามากก็ยังต้องดูแลเรื่องกับข้าวกับปลาของหลานเหลนทั้งที่แบเบาะและกำลังอยู่ในวัยเรียน   ภาพที่เห็นชวนสลดใจยิ่งนัก   ถ้าผมไม่ตามท่านไปผมก็ยังจะคิดว่าไม่มีภาพแบบนี้  และตัวเลขจีดีพีของประเทศที่ผมรับรู้ก็คงจะยังไม่สวนทางกับตัวเลขความอยู่ดีมีสุขของคนยากจนอยู่ต่อไปอีก
       คุณเชื่อไหมครับ ว่ามีเด็กอายุไม่ถึงสิบสองปีดีต้องรับผิดชอบครอบครัว  ทำงานหาเงินซื้อข้าว  คุณเชื่อไหมครับว่ามีเด็กอายุไม่ถึงสิบสามปีดีต้องขาดเรียนในบางวันเพื่อไปรับจ้างเพื่อให้มีเงินมาโรงเรียน  และคุณเชื่อหรือไม่ว่ามีด้วยเหมือนกันที่เด็กอายุไม่ถึงสิบสี่ปีดีที่ต้องทำทุกอย่างแบบผู้ใหญ่เพื่อให้ตัวเองและน้องรอดจากความหิวโหย     สิ่งเหล่านี้ยังมี  ยังเห็นได้เมื่อผมตามท่านลึกเข้าไปในหมู่บ้าน    
        ถึงวันนี้ผมจึงไม่สงสัยเลยต่อปัญหาสังคมที่มันเหมือนกับเร่งระดมเข้ารุกฆาตความอยู่เย็นของคน
        การศึกษาของเรารับรู้เรื่องพวกนี้และมีทางแก้ไหม  ทางไหนที่จะทำให้การศึกษาแก้ปัญหาความอดอยากยากจนได้  หรือว่าการศึกษาก็เหมือนการซื้อหวยล็อตเตอรี่จริง ๆ  ผมคิดในขณะที่ตามท่านจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง
==========================
       "ข้าว คือเอทีเอ็มของชาวบ้านนะ  ถ้าชาวบ้านมีข้าวในยุ้ง  ชีวิตของเขาก็ไปได้ดีขั้นหนึ่ง   แต่ทุกวันนี้เขาปลูกข้าวไม่ค่อยได้   ดินมันเสื่อมความสมบูรณ์  คุณดูสิ  แถวนี้อีกหน่อยก็ไม่ต่างจากทะเลทรายแล้ว"   ท่านพูดขณะที่ขี่รถเครื่องไปช้า ๆ และชี้ให้ผมดูผืนนาแล้ง ที่ตอซังข้าวกรอบแกร็นปลิวหมุนไปในลมร้อนที่พัดวนเป็นวง    
       "ปีนี้ผมจะให้นักเรียนปลูกข้าว  โดยใช้ที่ดินน้อย ๆ  แต่ให้ผลผลิตสูงที่สุด   ปีที่แล้วผมให้นักเรียนเลี้ยงปลาและปลูกผักเป็นอาหาร เขาทำได้ดีพอสมควร  เดี๋ยวคุณก็จะได้เห็นในหมู่บ้านข้างหน้าโน้น"
        แล้วผมก็ได้เห็นจริง ๆ ว่าเด็กที่เรียนวิชาเลี้ยงปลาปลูกผักประสบผลสำเร็จคือมีปลาและผักเป็นอาหาร   การสอนแบบนี้จึงเป็นการสอนที่เขาใช้ประโยชน์ในวันนี้ได้จริง ๆ  ใช่ไหมว่า ความอดอยากไม่สามารถรอให้อิ่มในสิบยี่สิบวันข้างหน้า หรือจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัย
         "ผมขี่รถเครื่องไปตามหมู่บ้านแบบนี้มาเกือบสิบปีแล้วนะ  ถ้าไม่บ้าแบบผมทำไม่ได้หรอก"   ท่านว่าแล้วก็หัวเราะ
          "แต่ผมว่า  มีแต่คนบ้า ๆ เท่านั้นแหละที่โอบอุ้มสังคม"   คราวนี้ท่านหัวเราะเสียงดังมาก      รถเครื่องกำลังพาเราเข้าหมู่บ้านที่เงียบเชียบหมู่บ้านหนึ่งแล้วนะครับ
====================================
   
           ผมได้คำตอบต่อคำถามเดิมครบถ้วน เมื่อออกจากหมู่บ้าน   แต่มันก็มีคำถามใหม่เกิดขึ้นอีก     คำถามใหม่ก็คือระบบการศึกษาของเราเห็นว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่เป็นปัญหาจริงหรือไม่    ในขณะที่เราพุ่งเป้าไปที่การแข่งขันในเวที่โลกไร้พรมแดน  เราเห็นแผลเน่าที่กัดกินเนื้อในตนเองอยู่หรือไม่   แผลจากความอดอยากแร้นแค้น และความหมดหวัง  ถ้ามองเห็น ถามว่าเราจะเริ่มกันที่ตรงไหนในระบบการศึกษา
            ก่อนจากดาวที่ผมเคารพนับถือมา  ผมถามท่านแบบติดตลกว่า  ถ้าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลและรับผิดชอบกระทรวงจัดการศึกษา  หากผมถามท่านว่าจะให้ผมทำอย่างไร  ท่านกล้าที่จะบอกตรง ๆ ไหม
            ดวงดาวของผมหัวเราะเสียงดังปานฟ้าคำราม และว่า
            "นี่แหละปัญหาสำคัญของการศึกษาไทย   คนใหญ่มองไม่เห็นปัญหาของคนเล็ก  ๆ  และคนเล็ก ๆ ก็ไม่กล้าบอกปัญหากับคนใหญ่  ๆ     ขอบคุณมากที่บอกผม  เดี๋ยวผมจะเตรียมการบ้านไว้   เผื่อว่าวันหน้าอาจจะมีคนมองเห็นคนทำงานในระดับรากหญ้าแบบบ้า ๆ แบบเรา เข้ามาถามว่าจะให้ผมทำยังไง  "
========
           
           ผมลาจากท่านมาแล้ว  แต่ภาพและงานของท่านยังแจ่มอยู่ในหัวใจของผมไม่เลือนลบลงได้   ค่ำคืนที่ผมมองดาวบนท้องฟ้า   โดยไม่ต้องดูแผนที่ดาว  ผมก็รู้ว่า ดาวบางดวงของผมอยู่ที่ไหน   ใช่ครับ  ผมมีดาวบางดวงอยู่ในใจ  เพื่อเป็นพลังในการยืนหยัดอยู่ต่อสู้กับความท้อถอยที่เข้ามาเยือนเป็นบางคราว
            ผมนึกแล้วก็ยิ้มกับคำของตัวเองด้วยที่ว่า ก็มีแต่คนบ้า ๆ ทั้งนั้นที่ช่วยกันโอบอุ้มสังคม
            ขอบคุณครับดวงดาวของผม				
				
comments powered by Disqus
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 08:47 น. - comment id 99556

    ผมจะเขียนฉีกไปอีกแนวซักช่วงนะครับ
    
    ขอบคุณมิตรทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้ความเห็นไว้
  • นางสาวเรนโมเมจัง..

    16 มีนาคม 2551 10:51 น. - comment id 99560

    เรนเองเก๊าะมีดวงดาวหนึ่งที่เรนศรัทธา..และเชื่อมั่น ทุกครั้งที่เรนเหนื่อย..  ทุกครั้งที่สับสน..  ดาวดวงนั้น..เค้าเป็นกำลังใจให้เรน..  นานมากด้วยดิคะ ที่เรนเคยทำกับพ่อ.. นอนดูดาว..  พ่อสอนให้เรนเรียนรู้..   กลุ่มดาวลึกลับ...กระดาษแผ่นนั้น เรนเองเก๊าะมี ..  เก็บไว้เพื่อระลึกถึงพ่อ ..  พ่อเรนชอบดูดาว..
        ...
      พ่อชอบพาเรนไปแบบแคมปิ้ง..ด้วยดิคะ..เรนชอบมาก..   พ่อถามเรนว่า มัยเรนชอบชอบดูดาว..    เรนตอบพ่อว่า  เก๊าะดวงดาวเล็กๆมากมากมายมันมีสีสันที่แตกต่างระยิบระยับเต็มท้องฟ้า..สวยดี.. 
        ..เรนเคยแย้งพ่อ..ตอนที่เราเห็นดาวตกพร้อมๆกัน..  สีของดาวสวยมากด้วยนะคะ..  พ่อเรนเห็นเป็นสีแดง..   แต่เรนเห็นแตกต่างจากพ่อ..  
        เรนเห็นเป็นสีเหลืองสดใส..  และดาวเก๊าะเคยตั้งชื่อให้กับดาวดวงนั้นด้วยนะคะ..
        ..
        36.gif16.gif..
      เรนจะมาอ่านต่ออีกนะคะ..
    36.gif46.gif
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 12:19 น. - comment id 99566

    ทักทายคุณrain
    
    
    ผมนึกถึงคุณพ่อน้องrain
    
    ท่านอาจจะเคยเขียนบทกวีหรืไม่ก็ไม่แน่ใจ
    
    ถ้าผมเป็นท่านผมจะเขียนว่า
    
    ลูกคือฝนฉ่ำใจ
    รินรดลงในหทัยมิวาย
    ชื่นเย็นสุดจะประมาณ
    นำความเบิกบานมาเป็นสาย
    เอื้อดินที่ผากผ่าว
    คลายความรวดร้าวอันเลวร้าย
    ปูปลาเปรมและปรี่
    ว่ายเวิงวารีเรียงราย
    คนนาได้ปลูกข้าว
    คนทั้งเมืองมีหวังวาวทั้งหญิงชาย
    ลูกคือฝนลูกคือฝน
    ลูกจงรักประชาชนอย่าคลาย
    
    ฯ
    
    
    ด้วยความรำลึกถึงนะครับ
  • อัลมิตรา

    16 มีนาคม 2551 17:04 น. - comment id 99573

    ดาวบางดวงเจิดจ้ายามราตรี
    ดาวบางดวงริบหรี่ปราศสีสัน
    ดาวบางดวงพ่วงแสงแห่งมณีจันทร์
    ดาวบางดวงผ่องพรรณนิรันดร
  • รอยทาง

    16 มีนาคม 2551 17:18 น. - comment id 99574

    สวัสดีคะ  คุณก่อพงษ์  
    
    เขียนต่อไปนะคะ  ชีวิตรอยทางก็เป็นเด็กชนบท  ทุกคนกว่าจะเรียนจบลูก 8 เลือดตาแทบกระเด็น  ฟันฝ่าอุปสรรค์ทุกรูปแบบ   เพียงแต่หวังว่าการศึกษาสามารถทำให้วิถีชีวิตดีขึ้น  คนที่ไม่เคยอยู่ชนบทจะไม่ทราบหรอกคะ  ความแร้นแค้นยากจนเป็นอย่างไร 
    
    "ถึงวันนี้ผมจึงไม่สงสัยเลยต่อปัญหาสังคมที่มันเหมือนกับเร่งระดมเข้ารุกฆาตความอยู่เย็นของคน"
    
    คำพูดนี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นจริงและน่าเศร้าใจมากคะ    ตัวอย่างเด็กในหมู่บ้านหลายๆ  คนเรียนหนังสือแต่ไปไม่ถึงดวงดาว   ปัญหาท้องไม่มีพ่อก็เยอะ  ปัญหาเด็กวัยรุ่นผู้ชายทะเลาะฆ่ากันตายในโรงเรียน อย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป  แม้แต่กระทั้งการข่มขื่นในโรงเรียน   ซึ่งไม่น่าจะเกิดมันก็เกิด   
    
    คุณค่าต่ออาชีพของคำว่าครูก็น้อยลงในการใส่ใจต่อเด็ก   คนที่ทำดีกลับกลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  กลายปค่านิยมต่างๆ เปลี่ยนไป  นายทุนเริ่มเข้ากวาดซื้อที่ดิน  แล้วใครจะเป็นผู้แก้ไข  หากสังคมไม่ช่วยกันเอง
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 17:21 น. - comment id 99575

    ดาวพราวพร่างฟ้ากล่อมราตรี
    เหมือนมีมิตรมาสโมสร
    ดาวย่อมแจ่มแก่ใจเหมือนให้พร
    เพื่อก้าวย่างบ่รุ่มร้อนในโลกร้าย
    
    สวัสดีครับคุณอัลมิตรา
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 17:23 น. - comment id 99576

    ทักทายคุณรอยทางด้วย
    
    
    ขอบคุณครับ
    ข้อเขียนของคุณทำให้ผมตั้งใจโฟกัสลงไปให้ตรงจุด
    
    ผมดีใจที่คุณอ่าน
  • โคลอน

    16 มีนาคม 2551 18:09 น. - comment id 99578

    ดวงดาวของ โคลอน ก็คือ ในหลวงค่ะ
    
    พระองค์ท่านมองเห็นประชาชนของพระองค์เสมอ
    
    ทุกครั้งที่คิดถึง ในหลวง จะต้องจับที่อกตัวเองทุกที เพราะมันรู้สึกจุกอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีก้อนแข็งๆมาปิดทางเดินหายใจ10.gif
    
    เวลาเรารู้สึกว่าลำบากก็เลยจะไม่บ่น เพราะเรายังรับผิดชอบแค่ตัวเราครอบครัวเรา แค่นั้นเอง...ไม่ได้แบกปัญหาทั้งหมดของคนทั้งประเทศไว้ทำไมจะต้องอ่อนแอจริงมั๊ยคะ40.gif36.gif
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 19:32 น. - comment id 99581

    ใช่เลย
    
    
    
    ขอบคุณครับคุณโคลอน
  • ฉางน้อย

    16 มีนาคม 2551 22:10 น. - comment id 99587

    ดาว คือ สิ่งที่สูงส่ง 
    
    ดาว เปรียบเสมือนตัวแทนความสว่างไสว
    
    ดาวดวงนั้นวาววับประดับใจ
    
    ดวงนั้นไซร์คือ เตี่ย ของฉางน้อยเอง อิอิ
    
    ... สำหรับฉางน้อย คำว่า ดาว เปรียบเสมือนตัวแทนความเป็นฮีโร่ในใจค่ะ
    
    ไม่มีใครเป็นฮีโร่ เก่งเหมือนเตี่ยตัวเอง อิอิ
    
    ป่านนี้เตี่ยจะเป็นดาวงดวงไหนน๊า 
    
    
    
    
    
    
    
    46.gif65.gif74.gif
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    16 มีนาคม 2551 22:22 น. - comment id 99590

    สวัสดีครับคุณฉางน้อย
    
    ไม่ได้ทักทายกันนานมากเลย
    
    ผมเขียนเรื่องสั้น ๆ ติด ๆ กันมาหลายเรื่องได้
    ไม่รู้เป็นเพราะอะไรแน่
    
    อาจเป็นเพราะดาวของผมอีกบางดวงมั้งที่เป็นแรงผลักให้อยากเขียน
    
    ดวงดาวของเราคือฮีโร่ของเราถูกต้องแล้วครับ
    
    ราตรีสวัสดิ์นะครับ
    ความจริงผมจะยังไม่นอนตอนนี้หรอก
    
    คงอีกซักพักจึงขะขึ้นไปนอน
    
    วันนี้อยู่บ้านคนเดียว ลูก ๆ กับแม่ของเขาไปเที่ยวทะเลกัน
    
    ผมมีภาระที่ที่ทำงานเลยไม่ได้ไปด้วย
    
    พรุ่งนี้เช้าเขาก็จะกลับถึงบ้านแล้วครับ
    
    ลูกโทรมาบอกว่าแม่กินอาหารทะเลท้องเสียตอนกลางวัน  ผมโทรไปถาม ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว
    
    บ้านเงียบมาก  แต่ก็ไม่เหงาครับ
    
    ผมนั่งสมาธิ สบายดีมาก-ฮาได้ไหมนี่
  • การัณยภาส

    17 มีนาคม 2551 00:06 น. - comment id 99592

    ดาวล้านดวง สุกสว่าง ท่ามกลางฟ้า
    พราวนภา ยามราตรี แต้มสีสัน
    หากหนึ่งดวง นวลไสว ในใจกัน
    เป็นของขวัญ อันล้ำเลิศ ประเสริฐทรวง
    
    หนึ่งดารา บนฟ้ากว้าง กระจ่างจิต
    แสงน้อยนิด พิศวิไล อยู่ในสรวง
    ยามเคลื่อนคล้อย ลอยลิ่วผ่าน อีกล้านดวง
    งดงามซึ่ง หนึ่งในทรวง ห้วงหัวใจ
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    17 มีนาคม 2551 13:23 น. - comment id 99597

    พินิจเถิดเพื่อนพ้องตรองตรงตรง
    อันที่คงอยู่นานตราบกาลไหน
    คือหมู่เมฆทะมึนปานมุ่งรานใจ
    หรือดาวหรี่ดวงไกลสุดสายตา
    
    ทะมึนเมฆแม้ว่ามาปรากฏ
    ให้บางคนรันทดต่อวาสนา
    ที่สุดเมฆก็ค่อยเลือนเหมือนมายา
    ต่างจากดาวที่คู่ฟ้า  หยอกตาวัน
  • ดอกบัว

    17 มีนาคม 2551 13:46 น. - comment id 99598

    สวัสดีค่ะ พี่ก่อพงษ์
    
    ดาวบางดวงเจิดจรัสอยู่กลางฟ้า
    คอยส่องแสงแววมาเฝ้าปลอบขวัญ
    สาดแสงพราวเคียงข้างคู่เพ็ญจันทร์
    เป็นแสงอันงดงามท่ามดวงใจ
    
    พี่ก่อพงษ์ค่ะคงจะเป็นดาวดวงที่ดอกบัวเห็นแล้วค่ะ ดาวดวงนี้ชอบส่องแสงอยู่ตามชนบท
    แต่ดาวที่ส่องอยู่กลางใจดอกบัวคนละดวงกันนะค่ะ อิ อิ อิ 
    ดอกบัวขอให้พี่ก่อพงษ์พร้อมครอบครัวมีความสุขค่ะ
    
    36.gif46.gif
  • ก่อพงษ์ พงษพรชาญวิชช์

    22 มีนาคม 2551 12:00 น. - comment id 99649

    ขอบคุณครับน้องดอกบัว

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน