20 มกราคม 2550 20:23 น.

ใต้แสงตะเกียงโบราณ

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        ห้องหับ แห่งการพักผ่อน    นิทรา   สงบ
ภายในขอบเขต   สลัวราง     ลางเลือน
จุดประกายไม้ขีดไฟ    จุดตะเกียงกระป๋องน้ำมันก๊าซ
ฉาดฉาย  เปล่งแสงสว่าง   เพื่อการมองเห็น


         กลิ่นและเขม่าควัน    แผ่  จากตะเกียง
เปิดหน้าต่าง    มองดูบรรยากาศ   ข้างนอก
สายลมบางๆ   เพียงพริ้ว    พัดเอื่อย
ความมืดเบื้องหน้า   สงบ   ปราศจากสิ่งรบกวน


          ฉันทอดตัวนอนคว่ำ   ลงบนเบาะ  ฝูก  หมอน
ปากกาในมือ    เคลื่อนไหว   ตามจังหวะลีลา
ปลุกจินตนาการฟื้นตื่น    บรรจงเขียนลงในกระดาษ
บทกวีที่ไม่รู้ว่าจะเป็นกวีหรือไม่?


          ตาฉันยังแข็ง     ขณะคนอื่นๆกำลังหลับไหล
ฉันเคี่ยวความคิด  เข้มข้น  ฝึกฝน  งานเขียน
ความลื่นไหล  ฉันทลักษ์ สัมผัส  ฉันรู้จักแต่ไม่ชอบ
คงไม่มีคำตอบอื่นใด ชัดเจนมากกว่านี้


          ใต้แสงตะเกียงโบราณ  แต่แรก   ก่อนเก่า
มรดกของบรรพบุรุษ    ที่ยังหลงเหลือ
ภูมิปัญญาของคนยุคเก่า    โลกกำลังลืม
วิวัฒนาการ โลกาภิวัฒน์ ทุนนิยมเสรีกำลังรุกราน


            ฉันเขียนบทกวี  ที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ
น้อยคนนักที่จะเข้าถึง   เพราะเป็นกวีที่ไม่เหมือนใคร
ฉันเขียนกวี  ด้วยความเป็นตัวของตัวเองเป็นที่ตั้ง
กวีแปลกแยก  ถางป่า  ฝ่าดง ไปตามวิถีสันโดษ



                                               17 มกราคม 2550

.				
20 มกราคม 2550 20:03 น.

กูจะเป็นของกูอย่างนี้

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.         ผู้ชายผมยาวเป็นลอนคลื่น หนวดเครา จร  รุงรัง
คนหน้าตาย  นัยตาเศร้า ผิวคล้ำเข้ม  เฉยเมย  เฉื่อย
บนถนนสายหมู่บ้าน   สัญจร    เดินทางผ่าน
เมื่อชีวิตคือความว่างเปล่า     หาสาระไม่เจอ


          กลุ่มเด็กๆวิ่งเล่น  อย่างสนุกสนาน  ตามประสา
ซุกซน    พัฒนาการ    เรียนรู้    ปฐมวัย
คนบ้ามาแล้ว   ระวังโดนกินตับ    จับเด็ก
เสียงจากชาวบ้านแว่วมา      เด็กวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น


           สงสารเน๊าะ แต่ก่อนเคยเรียนเก่ง  ได้เรียนสูงถึงมหา'ลัย
ต้องซมซานกลับบ้านมา      นี่แหละหนอเรียนมากเกินไป
สติฟั่นเฟือน          ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
ส่งเสียเรียนเป็นหมื่น เป็นแสน    สุดท้ายก็สูญเปล่า


    ขณะฉันเดินสะพายย่าม ถือเฟรมวาดรูป และกล้องถ่ายรูปคล้องคอ
ภายในย่ามมีดินสอ ปากกา พู่กัน   และสมุดบันทึก
อีกมือหนึ่งถือกีตาร์    ไว้บรรเลง ลำนำ บทเพลง


           ในสายตาชาวบ้าน    ฉัน คือ  คนบ้าเสียสติ
เป็นตัวประหลาด  วิกลจริต  ฟั่นเฟือน บกพร่องทางจิต
มันไม่ใช่การน้อยใจเล็กๆ   แต่เหมือนโดนถ่มน้ำลายใส่หน้า
เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทำไม?  อัดอั้น  กดดัน


            แต่กูจะเป็นของกูอย่างนี้  ทำไม  กูไม่สนใจใคร
มึงไม่เข้าใจ    แต่พ่อ แม่ กู   ท่านเข้าใจ
ในเมื่อมึงไม่ใช่พ่อแม่ โครตเหง้ากู  มึงจะเสือกไปทำไม
เก็บน้ำลายและปากเหม็นๆไว้เห่าดีกว่า กูเข้าใจมึงชิงหมามาเกิด




                                                 17 มกราคม 2550


.				
20 มกราคม 2550 17:22 น.

ที่หลงเหลืออยู่

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        จุดหมายของฉัน      อยู่บนยอดภู
ความฝันของฉัน     อยู่บนยอดดอย
สิ่งมุ่งหมายของฉัน    อยู่บนยอดตึกสูง
แต่ความน้อยใจลึกๆ    ฉันคือคนพิการขาสองข้างขาด
ไม่มีรถเข็น  เคลื่อนไหว  เคลื่อนที่ด้วยการกระเถิบ


          ความเป็นไปได้ คือ ความเป็นไปไม่ได้
ความเป็นไปไม่ได้  คือ  ความเป็นไปได้
ฉันร้องไห้คิดถึงบ้าน   ขณะฉันอยู่ที่บ้าน
ฉันรู้สึกพ่ายแพ้  เมื่อ ตัวเองชนะ


           ไม่รู้ว่าใครกำลังกวักมือเรียกฉัน  อยู่ไกลโพ้น
ฉันทะยานขึ้นอากาศ เหาะเหิน บินขึ้นอากาศผ่านฝูงนก
ฉันถามไถ่ สารทุกข์  ทำไมพวกเจ้าถึงเซื่องซึม?
พวกเรากำลังเป็นหวัด  ฝูงนกตอบน้ำเสียงเศร้า
ฉับพลันฉันก็ควักกระเป๋า   ส่งยาแก้ไข้หวัดให้ฝูงนก


            ฉันเบิ่งตาแล  สุดสายตาว่าใคร  ที่กวักมือเรียก
ที่แท้ก็นักกวีอิสระนิรนามท่านหนึ่งรูปร่าง ผอมโซ หนังหุ้มกระดูก
กำลังเขียนบทกวี ที่ไม่มีตัวอักษร ............
บทกวีที่ไม่มีใครเข้าใจ     กวี บริสุทธิ์ ว่างเปล่า
ท่านเป็นศิลปิน ที่หลงเหลืออยู่   จากกวี ยุคแสวงหา


           ฉันกล่าวสวัสดี พร้อมๆ กับการอำลา.........
การเดินทางหาได้สิ้นสุดไม่.............
ฉันผู้แปลงตัวเองดำดินใต้ผืนโลก........
พูดทักทาย  กับไส้เดือนดิน  และ  เศษกระดูกในสุสาน



                                      
                                                          15 มกราคม 2550

.				
20 มกราคม 2550 16:57 น.

สุพรรษา คุณครูเก่งใจดีของเด็กๆ

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.           ฉันไม่ต้องการอะไรจากเธอ......เธอคงเข้าใจ.....
นอกเสียจากว่าความเป็นเพื่อน........อย่างเพื่อนเก่า
ก็เธอคือความทรงจำงดงาม...........ของฉันครั้งหนึ่ง
ทุกอย่างยังติดตรึงฝังใจ.............เหตุการณ์เดิมๆ


         ความรักของฉัน.............สถาปนาเพียงข้างเดียว
 ........อุบัติขึ้น..............จาก ผู้ชาย  โซๆ........
เธอไม่สนใจ ปฏิเสธ...แม้รุนแรงและหักหาญสักเพียงใด
เธอมองข้ามผ่าน    ทะลุฉันไป......ไม่มีความหมาย


          รักบริสุทธิ์และจริงใจ....จากผู้ชายโง่ๆ  ไม่มีอะไรดี
ฉันรู้เธอคือผู้หญิง   เก่ง ........ที่มีความทะเยอทะยาน
เธอเป็นคุณครูสอนเด็กๆ ฉันเข้าใจไม่เป็นไร ฉันคงไม่ต่างจากเด็กๆ
มันผ่านมานานแล้ว เธอคงสอนฉัน ฉันและเธออย่าไปคิดถึงมันเลย


         คึดถึงความหลัง..........ระลึกถึง    คืนวัน เก่าๆ
ความเป็นเพื่อนของเรา.......เธอยังรักษาอยู่ใช่ไหม?
รั้วความทรงจำของเพื่อนเก่า......รายล้อมด้วยความคิดถึง
ฉันยังคงคำนึง................ตกเป็นตะกอน   ยังตราตรึง ความหลัง


           เราต่างเดินทางไปข้างหน้า........เหนื่อย........
บางครั้งย้อนมองมุมกลับ..........วันเวลา........
ระลึกถึง...............ความทรงจำที่ผ่าน.......
ความเป็นเพื่อนของเรา...ยังคงอยู่...ตราบนานเท่านาน..



                   
                                               2 มกราคม 2550

.				
20 มกราคม 2550 16:06 น.

เสียงวิงวอนแหบพร่า.......

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.           ฉันก้าวสู่ประตูกุโบรร์........
อีกหนึ่งโลกของมวลมนุษย์..........
รายาอิดิลอัฎฮา  ฉันมาเยี่ยมเยียน สหาย เครือญาติของฉัน
บรรพบุรุษและพี่น้องมุสลิมที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
กลับคืนสู่.......พระเมตตา....


            ฉันสูดไอดิน กลิ่นทราย เมื่อลมพัด ตลบอบอวน
ฉันสุดกลิ่นหอมของดอกลั่นทม จำปา และลีลาวดี
กิ่งก้าน ลำต้น ที่ไร้ใบปกคลุมเลย   ในฤดูแล้ง


             ฉันเอ่ยทักทาย.......ชาวกุโบรร์
ศพใหม่  และ  ซากกระดูกเก่า  ใต้ผืนดิน

"อินนาลิลลาฮี วาอินนาอิลัยฮี รอญีอูน"
แท้จริงเราเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์  และแท้จริงเราจะกลับคืนไปสู่พระองค์"



           ฉันนั่งบนหลุมศพ ปะแกซีระ (ตา)........
อ่านสรรญเสริญ  และ วิงวอนขอพร จากพระองค์อัลลอฮ์
เท่าที่สติปัญญาอันน้อยนิดของฉัน  จะรับรู้และเข้าใจ
เท่าที่เด็กปอเนาะที่เคยร่ำเรียน  ศึกษา หาความรู้ มา
ศรัทธามหาศาลที่เคยเต็มเปี่ยม   กลับแห้งขอด แทบไม่เหลือ
ความรู้ไม่อาจจะสถิตย์ตรึงแน่นในใจฉัน 
วิชาความรู้เลยกลับคืนสู่โต๊ะครู...........


           ข้าแด่พระองค์อัลลอฮ์ ..............
ขอความเมตตา  กรุณา ปราณี แด่ ชาวกุโบรร์ทั้งหลายเถิด
ข้าพระองค์รู้ว่า ข้าพระองค์มิอาจที่จะคิดวิงวอนจากพระองค์
ศรัทธาน้อยนิดขึ้นๆลงๆจากข้าพระองค์ ..........
มันแปรปรวน ไม่คงที่  เกินที่พระองค์จะรับไว้พินิจ พิจารณา...


           ข้าแด่พระองค์ เสียงของข้าพระองค์  แม้พระองค์จะได้ยิน
แต่จิตใจของข้ายังรวนเร สับสนยังหาความสงบไม่ได้.........
เกินที่พระองค์จะสนองคำวิงวอนนี้   ด้วยเหตุผล
แต่อย่างน้อยที่สุดพระองค์ก็ทรงได้ยินแล้ว.........
พระองค์จะประทานหรือไม่นั้น  ก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์



           ข้า แด่พระองค์ ขอความเมตตา  กรุณา ปราณี........
ขอทรงประทานแด่ พี่น้อง บรรพบุรุษ เครือญาติ ที่ได้จากไปแล้วเถิด
ข้าพระองค์ กล่าวอ้อนวอน.........  
ไม่ใช่แด่ในนามเพียงแค่ญาติพี่น้องของข้าพระองค์เท่านั้น
แต่ในนามแห่งพี่น้องมุสลิมที่จากไปทั้งผอง..........
และในนามพี่นอ้งที่ดำรงชีวิตอยู่ทั้งมวล........


            หวังว่าสักวันหนึ่ง  ศรัทธา ในใจของข้าพระองค์
จะได้รับการประทาน และดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง........
ด้วยฮิดาญะฮ์ลงในจิตใจของข้าพระองค์...
และมั่นคงในอัลอิสลาม อัลกุรอ่าน ท่านรอซูล ตราบจนวันตาย

  

      ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตา กรุณา ปราณีเสมอ





                                                     31 ธันวาคม 2549



.				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ