17 มกราคม 2550 17:09 น.

ดุลยาภรณ์..เจ้าหญิงสรญา

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.       แม้เราเหมือนในความเป็นนก
แต่ก็มีกำแพงกั้น ระหว่างความเป็นนกเช่นกัน
เจ้าหญิง...หงส์ขาว....สง่า...เลิศเลอ...
ฉันก็น่าจะรู้ตัวฉันเองดีหรอกว่า ฉันคือเผาพันธ์กา

         โอ้.....สรญา......
ความต่างและช่องว่างระหว่างเราห่งไกลเหลือเกินนัก
เราพบกันด้วยการโคจรของโลก...และหมุนผ่าน
ความบังเอิญของเวลา...นำพาให้เรารู้จัก


         ถายในรั้วโรงเรียน....สีเทา-แดง..เพื่อนร่วมห้องเรียน 
ฉันแอบปลื้มตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นในห้องเรียน คาบแรก
เธอคือนางฟ้าแห่งพิมาน เจ้าหญิงสรญา.รัศมีเปล่งประกาย
ฉันเป็นลูกชาวนาริอาจอยากเป็นอัศวิน ไฝ่ฝันถึงการขี่ม้าขาว


         เก็บความรู้สึก  เจียมตัวเองมองเงาอยู่เสมอ
เธอคงไม่เคยรู้ว่ามีเพื่อนคนนึง  เก็บงำความปลื้มใจ
เก็บความลับไว้มานาน  เจ็ดปีกว่าผ่านมาแล้ว ไม่เคยบอกเธอ
......................ความจริงก็คือความจริง.............


          ฉันสร้างความรัก.........ด้วยปีกเพียงข้างเดียว
เธอคือคนรักของฉันโดยไม่รู้ตัว......... 
เธอคงจะรู้แล้วเมื่อฉันสารภาพกับเธอ..............
แต่ในความเป็นเพื่อน   มีความทรงจำดีๆอยู่ใช่ไหม...
กล่องความสวยงาม ความหลัง บรรจุด้วยความทรงจำดีๆมิเสื่อมคลาย




                                                       10 มกราคม 2550



.				
17 มกราคม 2550 16:43 น.

เจ้าชายนักนิทรา

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.       เขาว่ากันว่า  กลางคืน คือ การพักผ่อน
การนอนหลับ คือการพักสายตา,สมอง,ร่างกาย,จิตใจ
ภาวะการหลับ คล้าย การตายชั่วขณะหนึ่ง
จิตวิญญาณออกจากร่าง ล่องลอย สู่ความฝัน


        ทิ้งร่างกายคล้ายศพ นอนแน่นิ่ง อยู่กับที่แต่ไหวติง
สลบไสล หลับลึก     เดินละเมออย่างไม่รู้ตัว
ฉันคือนักนิทรา   ยากที่จะหาตัวจับ
ไม่มีใครจะมาแข่งขัน  หลับมาราธอน กับฉันได้


        สมญานาม ของฉัน  เจ้าชายนักนิทรา
กลางวัน กลางคืน  ไม่มีพรมแดนขีดแบ่ง
ตื่นเช้า แปรงฟัน อาบน้ำ ล้างหน้า เกิดอาการง่วงหาวตลอดเวลา
.....  แล้วฉันก็ย้อนกลับ ไปนิทราอีกครั้ง


       ปลดปล่อยอารมณให้เคลิ้ม  การนอนหลับคือความสุข
ฉันเรื่องง่าย ไม่มีอะไรมาก     แค่ฝูกหมอนก็ใช้ได้
ปรารถนาเอนกาย  พักพิง   ทอดร่างกายหลับ
เมื่อเปลือกตาค่อยๆปริ  ล้า หนักลงๆ  เกินจะรั้ง


       นั่งสัปงกไปทำไม   ปล่อยตัวเอง สู่บรรทม
วันๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่มีงาน ธุรภารกิจใดๆ ไม่จำเป็นต้องสนใจใคร
ความเฉื่อยชา และ ขี้เกียจ เป็นแค่เรื่องธรรมดา
ความท้าทายของฉัน  ฉันจะนอนจนเป็นอัมภาษ

บนโค้งสะพานฝัน ฉันคือเจ้าชายนักนิทราผู้ยิ่งใหญ่



                                            15 มกราคม 2550



.				
17 มกราคม 2550 16:20 น.

เด็กหญิงสายทิพย์

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.            สายทิพย์  เธอเป็นสายที่หลั่งชะโลมจากสวรรค์
 ดั่งหยาดน้ำ...ใสบริสุทธิ์      ทิพย์ ของฟากฟ้า
        เด็กผู้หญิงไร้เดียงสา  ........น่ารัก.........
เรารู้จักกัน     ในรั้วโรงเรียนประถมฯ


             กลางอาณาเขต บริเวณความทรงจำวัยเยาว์
 เก็บเรื่องราว  ปลื้มในตัวเธอ เก็บไว้ในสมุดบันทึก
 ในความรู้สึก  เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน
ตรงเส้นขีดแบ่ง และแรงม้า ของวันเวลา


             ในความกลวงเปล่า ว่าง ขาดหาย สาบสูญ
 ไม่สามารถสรรหา  สิ่งใดมาถม  ให้เติมเต็ม
เป็นรอยเว้าแหว่ง  วิ่นขาด  ไม่สมบูรณ์
ครั้นโลกจะหมุน  เราจะสะกัดหยุดกับที่ ได้ฤา


            ความทรงจำของฉัน อาจไม่ถึงกับ เพื่อนสนิท
 ความหลังของฉัน  อาจไม่ถึงกับ แฟนฉัน
 การแอบปลื้มใครสักคน  ความรู้สึกของดอกไม้
เด็กผู้ชายคนหนึ่งแอบปลื้มเด็กผู้หญิงคนนึง อยู่ในใจ


            ช่วงเวลา  เลยผ่าน หมดสิทธิ์ที่จะยื้อ
 ความเนิ่นนานของเวลา  เราต่างมีเส้นทางของตัวเอง
เส้นทางสายสัมพันธิ์เรายังอยู่ แม้ในฐานะเพื่อนเก่า
คำว่าเพื่อนและมิตรภาพ   เรื่องราวเก่าๆ ยังฝังอยู่ในใจ

..................เธอไม่ได้ไปไหนเลย........................




                                             16 มกราคม 2550

.				
16 มกราคม 2550 20:06 น.

ด้วยจิตวิญญาณ!

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.           กว่าที่ฉันจะรู้เดียงสาว่าอะไรคืออะไร
เด็กทารก   ส่งเสียงร้องได้เพียง  อุแว้  อุแว้
ในอ้อมอก ไออุ่น  ดูด ดื่ม หยาดน้ำนม..
หยาดน้ำนมบริสุทธิ์  กลั่นมาจากสายเลือด

ในความเป็นแม่  มี ความเป็นครูสถิตย์อยู่
หยอก ชวน เล่น    เลี้ยงดูทะนุถนอม..
คุณครูคนแรก "แม่" สอนทารกให้คว่ำ ค่อยๆกระเถิบ
เรียนรู้การคลาน  เริ่มหัดเดินเตาะแตะ เดินคล่องจนวิ่งซุกซน
หัดฝึกส่งเสียงพูด จนพูดได้คำแรก  "แม่" "พ่อ" 

             ในความเป็นพ่อ ก็มีความเป็นครู อาศัยสถิตย์
พ่อสอนจากการเอาใจใส่ ล้อเล่น ชวนคุย แม้แข็งๆประสาผู้ชาย
รอยเท้าเล็กเท่าฝ่าหอย  พยายามเดินตามรอยเท้าพ่อ
พ่อสอนลูกด้วยหยาดเหงื่อ ทุ่มเท มานะ เพื่อครอบครัว
พ่อพร่ำสอนให้ลูกเข้มแข็งและติดดิน ฝ่าป่า ข้ามทุ่งนา


              กระทั่งถึงวัยเรียน..........
ฉันเข้าโรงเรียนประถมฯโดยไม่ได้ฝึกหัดเรียนจากอนุบาล
เด็กประถมหนึ่งอย่างฉัน จึงต้องเริ่มฝึกเรียนจากติดลบ
บางวัน....ฉันร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน.....
แต่แล้วครูก็ได้ปลูกฝังความกระตือรือร้นในตัวฉัน
ฉันเริ่มสนใจ .........
ก.เอ๋ย ก.ไก่,ข.ไข่ในเล้า,..........,อ.อ่างเนืองนอง,ฮ.นกฮูกตาโต
เอ, บี ,ซี ,ดี ,................................., เอ็ก ,วาย ,แซต
ฉันเริ่มค้นพบบางสิ่งในตัวเอง...ที่แฝงอยู่
ฉันเริ่มนับเลข..........ได้บ้าง.
ศูนย์,หนึ่ง,สอง,สาม,สี่,ห้า...............
ซีโร่,วัน,ทู,ทรี,โฟว์,ไฟต์........................
ฉันทดลองขยับมือวาดเขียนตัวอักษร,ตัวเลข..จนเขียนเป็น
ฉันลองขยับมือวาดเขียนบนสมุดวาดเขียนและสมุดเรียนตามประสาเด็ก
ฉันเริ่มเข้าใจ... ฉันเริ่มกระหายวิชาความรู้   อย่างแรง
คุณครูปล่อยจิตวิญญาณ ถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียน
คุณครู ร่ายมนต์   เสก...วิชาเข้าสมองเด็ก....
ไม่ว่าครู วิชาภาษาไทย,คณิตศาสตร์,ส.ป.ช.,ส.ล.น.,พละศึกษา,
อังกฤษ,ศิลปะ,   วิชาศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม ฯลฯ
คนแล้ว  คนเล่า  ครูทุกคนอยู่ในใจเด็ก.......


           ขณะเรียนประถมศึกษา....วันเสาร์-อาทิตย์.......
ฉันก็เรียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม คุรุสัมพันธิ์(ตาฎีกา)
ก้าวแรกที่ฉันย่างก้าวเข้าไปในโรงเรียน........
พกพาความรู้มาจากบ้านด้วยความว่างเปล่า.........
ฉันต้องเริ่มเรียนจากการต้องนับด้วยภาวะติดลบ........
โต๊ะครูสอนภาษาอาหรับ,มาลายู นับตัวอักษรซึ่งก็คล้ายๆกัน
อาลีฟ,บา,ตา,ซา,จีม,.........................,ลามอาลีฟ,อัมซะ,ยา
โต๊ะครูสอนนับเลขอาหรับและมาลายู..
วาฮิด,อิซแนน,ซาลาซา,อัรบาอา,.....................
ซาตู,ดูวอ,ตีฆอ,อัมปัต,ลีมอ,อานำ,............................
ฉันเรียนกับโต๊ครูท่านสอนให้รู้จุดมุ่งหมายอิสลาม
เพื่อศึกษาบทบัญญัติของศาสนา..ภาคฟัรดูอีนและกีฟายะฮ์
เรียนรู้บัญญัติธรรมนูญ อัล-กุรอ่าน
ทำตามแนวทางตามแบบอย่างท่านนบีฯ(ซุนนะฮ์และอัล-ฮาดิษ)
และศรัทธาสวามิภักดิ์สิโรราบต่ออัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า



              หลังจบประถมฯ มุ่งเรียนต่อ มัธยมต้นฯ
ฉันจึงมุ่งหน้าเดินทาง........สู่จุดหมายใหม่
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ( ปอเนาะ )
เพื่อเรียน กีตาบ  และ  อัล-กุรอ่านจากโต๊ะครู
แสวงหาความรู้.....จากเบื้องลึก  แห่งศรัทธา
เด็กปอเนาะ สร้างกระต๊อบเล็กๆ  วึ่งเรียกว่าปอเนาะ
อาศัย  อยู่กิน  หลับนอน  อย่างโรงเรียนประจำ
แต่แร้นแค้นกว่ามาก อย่างทรหด  อดทน........
อาหาร  การกิน  ห้องส้วม  บ่อน้ำ ตามยถากรรม
มาม่า  ,ปลากระป๋อง  ,ไข่     คือ อาหารหลักที่เลิศหรู
ทุกๆครั้งที่เสียงอาซาน   ก้องทั่วปอเนาะ  วันละห้าครั้ง
เราต่างรีบเร่ง วิ่งไปละหมาด  ที่สถานบาลาย
ภารกิจในค่ำคืน  โต๊ะครูสอน  กีตาบ และ อัล-กุรอ่าน
จิตวิญญาณในความเป็นครู พร้อมจะถ่ายทอดจากโต๊ะครู
ถ่ายทอดวิชาความรู้    ตามแนวทางอย่าง อิสลาม
กิรวัตรในภาคกลางวัน    คาบเช้า เรียนวิชาสามัญ
อาจารย์วิชาภาษาไทย,วิทยาศาสตร์,คณิตศาสตร์,อังกฤษ,
สังคมศึกษา,ศิลปะศึกษา,พละศึกษา,พลานามัย, ฯลฯ
.............ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าสอน.......
อาจารย์ถ่ายทอดวิชาความรู้     จนหมดไส้หมดพุง..
ภาคบ่ายเราเรียนวิชาศาสนา.........
โต๊ะครูหมุนเวียน  สับเปลี่ยน  ถ่ายทอดวิชา
วิชาอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน,ฮาดิษ,เตาฮีด,ฟิกส์,จริยธรรม,
ภาษาอาหรับ,ภาษามาลายู,ศาสนประวัติ, ฯลฯ
ปูพื้นฐาน  และเติมวิชาการ  ความรู้ทางศาสนา
หล่อหลอม  เจียรนัย เยาวชน บนหลักศรัทธา
จุดประสงค์  มุ่งหมาย  ใน พระองค์ อัลลอฮ์
จนกระทั่งจบหลักสูตรอิสลามศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
เล่าเรียนควบคู่กัน  ทั้งทางด้านศาสนา และ  สามัญ



              จบ ม.ต้นจากปอเนาะ...สู่ ม. ปลาย..
จุดมุ่งหมายต่อไปมุ่งสู่โรงเรียนกรมสามัญมีชื่อเสียงในตัวจังหวัด
ฉันตวัดตัวเอง หักเหอนาคต  ที่หวังไว้ว่าดี....
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง   เคลื่อนเท้า  ก้าวย่าวสู่โรงเรียนใหม่
เส้นทางสาย  ม.ปลาย ยังต้องเรียนรู้และปรับตัว
เด็กผู้ชายในชุดนักเรียน บนวัยที่หักเห ณ.โค้งหักศอกอันตราย
จนนำไปสู่หนทางเขาวงกต  หลงทาง วกวน หาทางออกไม่เจอ
คึกคะนอง  เสเพล  เริ่มเกเรจนอาจารย์และทางบ้านปวดขมับ
วิชาความรู้จากอาจารย์ที่ฉกฉวยมาได้   ผลการเรียนอ่อนบรมอ่อน
ทั้งๆที่...............ฉันเป็นเด็กสายวิทย์-คณิต
ในความเป็นครู    อยากให้ศิย์ได้ดี.........หวังดี
ปล่อยรัศมีวิชา เจิดจ้าทุกๆคาบเรียน  ทุกๆวิชาแต่สมองฉันไม่รับ
อาจารย์ฝ่ายปกครอง คือ อริศรัตรูตัวฉกาจ.........
ชอบจับผิดแต่งตัวผิดวินัยบ้าง  ทรงผมไม่เรียบร้อยบ้าง
วิ่งไล่จับฉันและเพื่อน สูบบุหรี่  ดื่มเหล้า หลังห้องน้ำเป็นประจำ
แต่ฉันเข้าใจท่าน ปรารถนาดี........
ขอบคุณความเมตตา ปราณี สงสาร ของอาจารย์ กระทั่งจบ ม.ปลาย
ในความเป็นครู รู้ว่าท่านหวังดี พยายามสอนสั่งทุกวิถีทาง
สุดท้าย  ฉันจบ ม.ปลาย เอาตัวรอดมาได้.........



               ณ. สถานี รถไฟ.........
การแต่งตัวของฉันในคราบบ้านนอก หิ้วกระเป๋าใบใหญ่ 
บริเวณชานชลา  ตีตั๋ว รถไฟชั้น3 ปลายทางสถานีรถไฟหัวลำโพง
กับเพื่อนอีกสองคน    เป้าหมายศึกษาต่อปริญญาในกรุงเทพฯ
วาดหวังถึงใบปริญญา   มุ่งหน้า สู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เท้าเหยียบเคลื่อนที่ไปใน กทม.  แหวกความวุ่นวายของฝูงชน
ควันพิษกระจายทั่วทุกแห่งหน บนท้องถนนรถติดยืดยาว
แม่น้ำ ลำคลอง เน่าเหม็น   ตลึงงันในป่าคอนกรีต
 เด็กผู้ชายคนหนึ่ง   นักศึกษาปี1มหาวิทยาลัย
อาจารย์บรรยายอยู่หน้าห้องเรียนใหญ่มโหฬาร
มองจากแถวหลังไม่เห็นหน้าอาจารย์....
ตั้งใจฟังอาจารย์สอน ได้ยินและเห็นหน้าอาจารย์ จากภาพโทรทัศน์

   เด็กปี1  ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะศึกษา
   ปี 2       ล่วงผ่าน ไม่เคยเข้าเรียนฟังอาจารย์บรรยาย
                อ่านหนังสือ   หนังสือเป็นครู
   ปี 3       ล่วงผ่าน ไม่มีทีท่าจะเข้าไปนั่งฟังอาจารย์สอน
                 อ่านหนังสือ  เป็นครูให้ตัวเอง
   ปี 4       เข้าเรียนบ้างประปราย  ฟังอาจารย์ บรรยายสอน
                  ศึกษาเนื้อหา  รายละเอียด  แนวข้อสอบวิชายากๆ

และสุดท้าย  ฉันก็เอาตัวรอดมาได้อีกครั้ง
จวบจนกระทั่ง  ฉันสำเร็จการศึกษา   เข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร
..........โดยที่ฉันแทบไม่รู้จักอาจารย์ท่านใด.............



                ในความเป็นครู  แฝงไว้ด้วยความยิ่งใหญ่

อุดมการณ์จิตวิญญาณ      ปลูกฝังเยาวชนไทย

วิชาความรู้ พร้อมจะถ่ายทอด  ด้วยความบริสุทธิ์   จริงใจ

แต่ทำไม ครู ถึงเป็นเป้าหมาย............

กราด ลอบยิง ทำร้าย สังหาร  .........................

......................มันช่างน่าร้องไห้...................




                                                     14 มกราคม 2550

                                             

.				
16 มกราคม 2550 17:35 น.

แสงอรุณรุ่งตะวันใหม่

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.         ตื่นขึ้นมาทักทาย  กับความหนาวเย็น
จดจ่อ  เบื้องหน้า    รอคอยการปรากฏ.......
แสงอรุณใหม่    โผล่ขึ้มมาจากทิศตะวันออก
สูด...เมฆ หมอก...กลิ่นไอยามเช้า..


           เรากางเต็นท์ นอนขวาง...กลางถนน
ฉันสบตา  กับพระจันทร์..ทั้งคืน...
เรานอนนับดาว บนหาดทราย..ชายทะเล
แข่งกับลมหนาว..โต้ลมทะเล..ไกวเปล


           ฉันห่มกองฟาง..ซังข้าว..แทนผ้าห่ม
เครื่องดื่มอย่างดีที่สุด  กาแฟชงแก่ขมเข้ม..
ปล่อยมือเปล่า ดีดกีตาร์ในเพลงที่ไม่รู้จัก...
ก่อกองไฟ ผิงกาย ผ่อนคลายอาการเหน็บหนาว


           สายตาฉันทอดยาว   เหม่อมองทิศตะวันออก
ฉันจะทักทาย   และ สบตากับดวงอาทิตย์...
ฉันจะจ้องมองเขม็ง  ท้าทาย..ด้วยสายตา...
ฉันจะปีนต้นไม้สูง เรียกร้องความสนใจจากตะวันใหม่


            ยินดีต้อนรับ....สวัสดี.....อยากรู้จัก...
ฉัน ตะโกน กู่ร้อง ก้องป่าเขา...เพื่อทักทาย..
เรียกร้องความสนใจ....อาการขาดความอบอุ่น
อยากประจักษ์สายตา..ตะวันใหม่..แสงแห่งความหวังดีๆ



                                                1 มกราคม 2550


.				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ