




อุปัฎฐิตาฉันท์ ๑๑
๏ งามเหมือนนิรมิต เฉพาะกิจฉลองกาล
ดวงแสงนภสาน พุทศาสน์อมรใส
๏ เพ็ญเดือนระดะดาว รุจิพราวสว่างไพร
เย็นนุ่มศิระนัย ฤดิน้อมมนัสนำ
๏ นวลผ่องอุรพา วิสะขาพิศุทธิ์คำ
ฟังเทศน์อภิธรรม อติทั่วไผททอง
๏ เรืองในธรณี ปุรมีอร่ามมอง
ชื่นพลอยปิติผอง จิตเพริศชโลมพา
๏ คืนเพ็ญระวิพราว วรคราวประสูติครา
หอมเมืองสุรมา ปรมัตถ์อุบัติพลัน
๏ ตรัสรู้สิริเรียง ทุกข์เคียงนิโรธครัน
มรรคศรีพิรสันต์ สมุทัยพิไลสม
๏ นิพพานประลุเพลิน ฤดิเชิญวิบูลย์ชม
ฉ่ำพรฐิติพรม ปฏิพัทธ์ประโลมเพียง
๏ ลานบุญรตะบุญ นพคุณสนานเคียง
ธรรมสอนสุจิเส
พุทธกาลผ่านผันถึงวันนี้ โพธิธรรมคุ้มชีวีชนทั้งหลาย ให้ปลดเปลื้องปวงทุกข์จากใจกาย ชนมากมายประสบสุขนิรันดร์ พุทธกาลผ่านพ้นช่วยคนยาก ให้ขัดเกลาชีวิตจากห้วงโมหันธ์ เข้ามาเป็นพุทธมามกะละโทษทัณฑ์ ปลูกชีวันด้วยสัมมาพาร่มเย็น ย้อนคำนึงถึงพระคุณพระศาสนา คือเอกอุวิชาพาพ้นเข็ญ บำบัดทุกข์บำรุงสุขหากคิดเป็น ทุกบทธรรมมุ่งเน้นประโยชน์งาม เมื่อคำนึงถึงพระคุณพระศาสนา ยิ่งนึกถึงพระกรุณาที่ล้นหลาม แห่งองค์พระศาสดาผู้เลิศนาม สละความสุขตนค้นพบธรรม พุทธศาสนาไม่บีฑาเบียดเบียนใคร พุทธองค์ทรงสอนไว้หลายฉนำ ผูกศรัทธาเหตุผลของกลกรรม เพื่อรู้ธรรมเหตุดีมีปัญญา พุทธศาสนาไม่บีฑาเบียดเบียนใคร จึงสืบกาลอย่างยิ่งใหญ่
ในยามบ่ายใต้ร่มศาลาพัก
ลมทายทักตอบรับนกขับขาน
ฟ้าสีครามเมฆลอยค่อยเคลื่อนคลาน
ต้นข้าวพานพลิ้วไหวแกว่งไกวตาม
ผืนนาเดิมรวงเรียวดูเขียวอ่อน
เขียวแก่ซ่อนจากกลุ่มนาลุ่มหลาม
ปลาแหวกว่ายลั่นทุ่งเลนฟุ้งลาม
นกปากห่างเฝ้ายามริมคันนา
ดูแมลงเล่นน้ำทำวงซ้อน
พรายน้ำผุดคลายร้อนนั่งหย่อนขา
อีกไม่นานเกินทนเมื่อฝนมา
สรรพสิ่งในนาจะสมบูรณ์
คือแรงงานชาวนาและหน้าที่
ชนบทวิถีฤาหนีสูญ
ฉันนั่งมองรวงศอกของดอกคูน
ไอร้อนพูนพัดเติมฟ้าเริ่มครึ้ม
เงาต้นไม้ตกลงตรงชายคา
นกทำรังบนหลังคาอย่างเคร่งขรึม
ควันเผาหญ้ากระเตื้องอย่างเซื่องซึม
ฟ้าอึมครึมอีกหนรอฝนโปรย
..
แหนแห่เดินยกขึ้น..........วางลง
คือบทชีวิตปลง..............ผ่านหน้ายุบหนอบ่ยืนยง..............ลับล่วงเสมือนดั่งอาชากล้า.......หมดสิ้นแรงทะยานฯยกขึ้นแล้ววางลง คือบทปลงของชีวีเสียงแตรตามอึงมี่ เป็นเพลงโศกโบกอำลาไปแล้วก็ไปลับ เหลือรอยยับคราบน้ำตาอาทิตย์บนเมฆา ค่อยอับแสงแดงจากลงยุบหนอคือชีวิต สั้นยาวปิดบ่ยืนยงเหมือนม้าอาชาทรง หมดแรงโผนโจนทะยาน---------แก้วประภัสสร-----------------
๏ จรุงไกลหอมดั่งแก้ม เอยกานท์
พราวสกาวเรือนวรรณกรรม เสนาะก้อง
ยินครวญบรรเลงขาน สดับขับ
รักษ์คัดจึงเรียงคล้อง สนั่นขรมฯ
๏ ชมแพรวลำนำเพริศ เชลงพา
คำพร่ำบาดคมพลอย อร่ามพิศ
ฉลุศิลป์ปิ่นภาษา นิพนธ์ศาสตร์
พลัน!!นั่น “เกินคาด” นิด เหตุไฉนฯ
๏ กลอนใคร? หกตกพื้น ลานประพันธ์
มองพร่างรอยบทเพลง หยาดแพร้ว
บางความหลากมากฝัน แรงใฝ่
เก็บเหล่า “กลอนหก” แล้ว จัดสลวยฯ
๏ จรดสวยบรรจงซ่อม ประดอยสาย
เติมศักดิ์หักแตกแซม แต่งสร้อย
หวานชงเปิดออกฉาย ประดับฉัตร
พราวแอร่มกลัดพวงร้อย เสนอเรียงฯ
๏ เคียงนำบรร