7 ธันวาคม 2550 01:16 น.

รัก รัก รัก และ รัก รัก รัก...!

สาวบ้านนา

GZB99033.jpg
เป็นสาวบ้านนารักป่าทุ่ง
รักเรียวรุ้งหลังฝนคนช่างฝัน
รักท้องนาเรียวรวงดวงตะวัน
รักวสันต์โปรยปรายหยาดสายละออง

รักดอกไม้พื้นบ้านเช่นบานชื่น
รักค่ำคืนงามดาวพราวผุดผ่อง
รักทิวาวันเริ่มรุ่งฟ้าเรืองรอง
รักลำคลองสายคดเคี้ยวฝากเดียวดาย


รักต้นไม้ทุกต้นในไพรพฤกษ์
รักล้ำลึกพรรณพวงดวงดอกไม้
รักสายธารหวานเย็นดับร้อนคลาย
รักวัวควายเลาะเล็มหญ้ายามฟ้าพลบ

รักแสงแดดละออทอระยิบระยับ
รักแสงสุริยาลับขอบฟ้าเงียบสงบ
รักควันไฟจากฟืนลอยตระลบ
รักไม่รู้จบทุกสรรพสิ่งพึ่งพิงกัน

รักแสงเทียนละออทอริบหรี่
รักดนตรีแห่งเพลงไพรสังคีตสวรรค์
รักกระท่อมน้อยหอมกลิ่นแกงยามสิ้นวัน
รักกระต่ายหมายจันทร์คืนวันเพ็ญ

รักแตงไทยฟักแฟงทั้งแตงร้าน
ที่อวบหวานห้อยย้อยให้เห็นเห็น
รักวิถีดิบเดิมแม้นลำเค็ญ
รักใสเย็นคือรักพระธรรมน้อมนำดี

รักเกี่ยวก้อยยอดดวงหฤทัยชวนไปวัด
รักชาติศาสน์กษัตริย์เหนือชีพนี้
รักปล่อยวางคือรักนิพพานนะคนดี
รักที่ไม่มีตัวตนพ้นวนกรรม...!



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song6196.html

อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์
รัก

รัก 
เพลงพระราชนิพนธ์ 
รักทะเล
อันกว้าง ใหญ่ไพศาล
รักท้องฟ้า โอฬาร สีสดใส
รักท้องทุ่ง ท้องนา ดั่งดวงใจ
รักป่าเขา ลำเนาไพร แสนสุนทร
รักพฤกษา รุกขชาติ ที่ดาษป่า
รักปักษา ร้องกู่ บนสิงขร
รักอุทัย สว่าง กลางอัมพร
รักทั้ง รัตติกร ในนภดล
รักดารา ส่องแสง สุกสว่าง
รักน้ำค้าง อย่างมณี มีโภคผล
รักทั้งหมด ทั้งสิ้น ที่ได้ยล
รักนวลนาง รักจน หมดสิ้นใจ

รักพฤกษา
รุกขชาติ ที่ดาษป่า
รักปักษา ร้องกู่ บนสิงขร
รักอุทัย สว่าง กลางอัมพร
รักทั้ง รัตติกร ในนภดล
รักดารา ส่องแสง สุกสว่าง
รักน้ำค้าง อย่างมณี มีโภคผล
รักทั้งหมด ทั้งสิ้น ที่ได้ยล
รักนวลนาง รักจน หมดสิ้นใจ... 
......................
 


%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%สาวนาเก็บเห็ด!


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song1554.html
ความรักเหมือนเห็ดละโง้ก



คืนนี้....
ฝนพรำตลอดเวลา
ให้สาวนานอนดายเดียวเหว่ว้า
ดูม่านฝนในมุ้งขาว


กับ
ละอองไอฝนเย็นๆ
ที่ปล่อยให้พัดพรายผ่านเข้ามา
ให้ได้ความสดชื่น
ได้กลิ่นละอองเกสรดอกไม้ป่า
และดอกไม้ไทยนานาพรรณ
ใกล้ชายคา...


มะลิลามะลิซ้อนโมกอรชร
ดวงดอกมะลิวัลย์จันทร์กระพ้อ
กอราตรีระร่ำรสสดเศร้า
เคล้าคลอให้ยิ่งหนาวใจ


และกับกลิ่นหอมหอม
หวานหวานของดอกจำปีจำปา
มาตามพรายฝนพร่าง..
ในท่ามกลางแสงตะเกียงอันริบหรี่..


สาวนา
ชอบฤดูฝนแม้นจะไร้คนในฝัน
มานอนออดอ้อนให้ไออุ่นละมุนทรวง
มาฟังเสียงหยาดฝนร่วงกระทบรวงข้าว
และชายคาจาก
เปาะๆแปะๆไปด้วยกันก็ตามที
**********


สาวนา..คนซื่อ
จึงจำรำงับ
ดับความคิดถึงคะนึงหาอ้ายด้วยการ
หมุนหาเพลงไทยลุกทุ่งไพเราะๆฟัง
จะเข้าท่าเข้าทีจะดีกว่า
ที่จะนอนฝันดายเดียวเดียวดาย

.........................................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4567.html
ฝนเดือนหก รุ่งเพชร แหลมสิงห์ 

โอ๊บ โอ๊บ ย่างเข้าเดือนหก
ฝนก็ตก พรำพรำ
กบมันก็ร้อง งึมงำ ระงมไปทั่ว ท้อง นา
ฝนตกทีไรคิดถึงขวัญใจ ของข้า
แม่ดอกโสน บ้านนา 
น้องเคยเรียกข้า พ่อดอกสะเดา
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก โปรยโปรย
หัวใจพี่ร้อง โอยโอย คิดถึงแม่ดอก บานเช้า
ฝนตกลงมา คิดถึงขวัญตา น้องเจ้า
ไม่เจอะหน้าน้อง แม้เงา
หรือลืมรักเราเสียแล้วแก้วตา
ถามว่าฝนเอย ทำไมจึงตก
ตอบว่าฝนตกเพราะกบมันร้องเรียกฝนบนฟ้า
ถามว่าพี่เอยทำไมร้องไห้ และหลั่งน้ำตา
ตอบว่าหัวใจ ของข้า คิดถึงแก้วตา จึงร้องไห้
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก ปรอยปรอย
พี่ยังมาหลง ยืนคอย น้องจนพี่ปวด หัว ใจ
ฝนตกพรำพรำ พี่ยิ่ง ระกำ หมองไหม้
พี่ต้องตากฝน ทนหนาวใจ
น้องจากพี่ไปเมื่อเดือนหกเอย

ถามว่าฝนเอย ทำไมจึงตก
ตอบว่าฝนตกเพราะกบมันร้องเรียกฝนบนฟ้า
ถามว่าพี่เอยทำไมร้องไห้และหลั่งน้ำตา
ตอบว่าหัวใจ ของข้า คิดถึงแก้วตา จึงร้องไห้
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก ปรอยปรอย
พี่ยังมาหลง ยืนคอย น้องจนพี่ปวด หัว ใจ
ฝนตกพรำพรำ พี่ยิ่ง ระกำ หมองไหม้
พี่ต้องตากฝน ทนหนาวใจ
น้องจากพี่ไปเมื่อเดือนหกเอย...




ฟังเพลงแล้ว
สาวนาจึงไล้แสงตะเกียงเคียงหัวนอน
ให้โชนขึ้นเพื่อ
อ่านหนังสือ*ธรรม*และ
สวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตา
ให้แก่ทุกสรรพสัตว์ในหล้าโลกนี้


ที่ได้ยินข่าวว่า
ยังมีการรบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกหัวระแหง
มีแต่ความแรงร้อนไปทั่ว
กลั้วด้วยหยาดน้ำตาของผู้สูญเสีย
และ
หลวงพ่อเพียรเทศน์
ให้รู้เท่าทัน
ให้ระลึกรู้ว่า
ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นนัก
มิพักต้องรีบพากันตาย
ใช้วิธี
แบบโหดเหี้ยมใหดร้ายทารุณ


และ
ยิ่งทำให้โลกละมุนแล้งไร้ 
สิ้นไร้ความเมตตามากขึ้นๆ
มีแต่กิเลสตัณหาความอยาก
ที่จะช่วงชิงความเป็นใหญ่เป็นโต
จนพาโลกไปสู่สงครามสู่ความขัดแย้งทางการมือง


ที่ทำอย่างไรคิดอย่างไร
สาวนาก็คิดได้คิดดี
คิดตามอย่างที่หลวงพ่อสอนว่า

มนุษย์มนามากมาย
ช่างใช้ชีวิตเปล่าเปลืองเสียเวลาเสียนี่กระไร
น่าที่จะหันมาทำความเข้าใจกัน
หันหน้ามาใช้สติปัญญาแก้ปัญหา
รู้รักสามัคคีรักษาสิ่งแวดล้อมโลกจะเข้าท่าเข้าทีจะดีกว่า


เหมือน
อนาคตท่านผู้หญิงหมายเลขหนึ่ง
ของคนฝรั่งอเมริกา
ที่สาวนาได้ยินจาก
วิเคราะห์ข่าวเช้าวันหนึ่งทางวิทยุว่า
เธอ..ร่ำรวยมหาศาล 


หากยังขัดห้องน้ำเอง
และเป็นตัวของตัวเองทุกเรื่องราว
เท้าติดดิน 
ที่สำคัญเธอเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก
มิได้เสวยสุขทิ้งโศกไว้ให้คนจน
คนชั้นกลางนักวิชาการรับมือแก้ปัญหาไปลำพัง


สาวนาจึงหวังแบบลมๆแล้ง
แบบสาวบ้านป่าบ้านนอก
อยากบอกให้ชาวโลกได้รับรู้
ตามประสาชาวบ้านๆว่า
เลิกบ้าวัตถุที่กินไม่ได้เสียที


น่าที่จะหันมาพัฒนา
มาปลูกพืชพันธุ์แบ่งปันกันกินจะดีกว่า
มาถวิลคิดว่าโลกกำลังจะอดตาย
เด็กๆมากมายกำลังจะอดตาย
อย่างเด็กในแอฟริกาและบังคลาเทศ
เนื่องจากภัยพิบัติมากมายมากมี


และ
ไม่นานช้าโลกนี้อาจจะถึงกาลเวลา
น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว
และอาจจะราวทะเลทรายเพราะ
สิ้นไร้วงจรดินน้ำลมไฟไม่ปรกติสุข


โรค..ระบาดก็มิพลาดที่จะตามมา
ซึ่งเบื้องหลังนั้น
นักวิชาการ  
แพทย์ทั่วโลกต่างพากันแสนโศกใจ
เมื่อตามรับมือกับโรคใหม่ๆแทบไม่ทัน
อย่างที่สาวนาได้ยินได้ฟังจากข่าววิทยุ


และ
จากที่
หลวงพ่อนักพัฒนา
เพียรพยายาม
บอกชาวบ้าน
ถึงโครงการเรียบง่ายหากงดงาม

โครงการ*ป่ารักษ์น้ำ*
และทั้งห้ามและขอร้อง
ให้ช่วยกันเลิกทำลายป่าเสียที
ที่นะบัดนี้จะเหลือเพียงหยิบมือเดียวแล้ว
หากไม่ช่วยกันแลเหลียวและคิดว่าเป็นธุระของตัว


หลวงพ่อบอกว่าเราชาวป่าชาวบ้าน
ยังมีความคิดจิตใจ ดีกว่า
ข้าราชการหรือคนในเมืองบางคน
ที่วนหาแต่เรื่องวัตถุมาสะสมมาเครียด
และคิดแต่จะคอรัปชั่นโกงกินแผ่นดิน


เราถึงจะเป็นชาวนาชาวดิน
แต่ยังมีใจดวงใส
ดวงมิสิ้นคุณธรรม
มิห้ำหั่นราวไร้มโนธรรมเอารัดเอาเปรียบใคร

ไม่ทำลายผืนดินและทรัพยากรชาติ
และจงสร้างภาคภูมิใจก่อนจะตาย ดีกว่า
ว่าไม่เสียชาติเกิด


อย่าเอาแต่ได้ ไร้สำนึก..
จงระลึกรู้
ที่จะแสดงกตัญญุตาต่อผืนดินเถิด
ที่จะประเสริฐกว่า..การฆ่าฟันกัน
ทุกหย่อมหญ้าอย่างไร้เหตุผล
เพราะมัวเมาหลงอัตตา 
ความบ้าอำนาจที่จะแย่งชิงสิ่งที่มิใช่ของตัว


สาวนา..
คิดอะไรไกลตัวมากแล้ว
เลยพยายามนั่งสมาธิจะดีกว่า
ขอแค่คิดว่า
เพียงเราทุกคนทำหน้าที่ตัวเองอย่างดีที่สุด
อยู่ในโลกนี้อย่างมาโอบเอื้อแบ่งปันพึ่งพิงพึ่งพา
ก็น่าจะสมถะเพียงพอพอเพียงแล้ว


เหมือนสาวนา
ที่คืนนี้ขอนอนหลับเอาแรงพักผ่อน
ไว้ลุกขึ้นมาทำนาทำไร่
ให้ได้ผลพอเพียงเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงไปยังผู้อื่น
และ


หวังไว้แค่ว่า..
เช้ามาจะไปเก็บเห็ดในป่า
หาเลี้ยงชีพชอบประกอบกิจประกอบกิน


ที่หากยังมีสิ้นผืนดินมิสิ้นแรงสิ้นชีพ
อาจจะได้ประกอบกาย
ได้ปลูกข้าวเลี้ยงชีวิตชาวเมือง
แทนเปล่าเปลืองวัตถุ
ที่ได้แต่ถือแต่หามาไว้
ประเทืองประทับประดับบารมี
หากชีวีหากินได้ไม่..


สาวนาหัวใจสะออน
จึงขอนอนหลับไม่ฝัน
หากจะฝัน
ก็ขอแค่ให้ฝันเห็นแค่เห็ดเห็ดเห็ดและเห็ดเพียงนั้น


เพราะสองวันมานี้อากาศอ้าว
ฝนทิ้งช่วงมาสองสามวัน
เห็ดโคนอันแสนอร่อยราคาแพง
คงจะพากันแทงขึ้นมาจากรังปลวก
เต็มไปหมดแล้ว..


เห็ดโคนที่จะมีจะมาราวเดือน8ถึงเดือน11
และราคาเห็ดก็กิโลละตั้งหลายร้อยบาท
ว่าแล้วสาวนาก็จะพลาดได้อย่างไรกันเล่า


จำต้องพาร่างและหัวใจน้อยๆ
ราวลอยล่องท่องไปในทะลเห็ดเห็ดเห็ด
สีสวยสล้างนะกลางป่าเขียวไพล
พาใจนอนคิดคิดคิดไปจนเข้าสู่นิทรา.อย่างแสนสุข
........................


เช้าแล้ว
น้ำค้างแก้วหยาดสายระริน
แว่วๆ
เสียงไก่เถื่อนขันเทือนไปทั้งป่า
ฟ้าหลัวๆเริ่มรุ่งรางสว่างจ้ารำไรๆ


นกไพรร้องหาคู่
ดุเหว่ายังร้องเพลงหวานแว่วแผ่วเพลงเดิมเดิม
มาเติมต่อให้
หัวใจสาวนาอิ่มเอม
เริ่มบรรเลงงานกิจวัตรประจำวันจนแล้วเสร็จ..

สาวนา..
ค่อยๆพาตัวเองเดินไปตามเส้นทางสายเล็กๆ
ที่ทอดขึ้นไปสู่ภูอันแน่นทึบไปด้วย
ต้นไม้ใหญ่ๆที่ยังสานใบปกคลุมกัน


สาวนารู้ว่าภายใต้ป่าใหญ่ไพรกว้างอันรกเรื้อนั้น
ที่ยังมีเถาวัลย์หญ้ามอสเขียวครึ้ม


จะมีรังปลวกที่อพยพหนีทิ้งไป
ทิ้งรังไว้ให้เห็ดโคนเติบโตใต้ดินลึก
ที่มีใบไม้ทับถมห่มคลุมผืนดิน
ให้มีความชื้นพอเหมาะพอดี
ที่กะเปาะเห็ดจะแตกดอกระดะออกมา
และเพราะเหตุที่ว่า
กว่าจะหาพบต้องใช้ประสบการณ์สูง
อย่างสาวนา
ที่จะรู้ว่านะจุดไหนในดินที่จะมี


เช่นตามพื้นดิน 
หรือขอนไม้ผุในหน้าฝน 
ซึ่งเห็ดจะปนกันมากมาย
มีสีแตกต่างกัน เช่น สีแดง สีเหลือง สีดำ
และยังมากมายหลายพันธุ์ 


จนกระทั่งบางทีสาวนา
ก็ขอบคุณฟ้าดินเหมือนกัน
ที่ราวสวรรค์มีตา
พาให้ชาวบ้านป่าบ้านดอยได้ดำรงชีพชอบ
ด้วยการเก็บของป่าที่มากับฤดูกาล


แม้การเก็บเห็ดจะมีให้ปีละครั้ง
แต่ก็แสนคุ้มค่าเพราะราคาดี
แม้นจะมีดินคลุกปน
ต้องทนเอาไปทำความสะอาด
ก่อนจะปรุงอาหารให้มีรสชาติหวานหอม


และ
อาชีพหาของป่าหรือว่ามาเก็บเห็ดนี้
ใช่ฟ้าจะประทานมาให้ใครทำได้
เพราะเห็ดบางชนิดกินแล้วถึงตายได้
ต้องเลือกเก็บหรือกินเฉพาะเห็ดที่รู้จัก
และหากมีสีสดๆมักจะมีพิษ


บางทีต้องอาศัยความสังเกตคอยเฝ้าดู
ว่าแมลงสัตว์กินไหม
ถ้าสัตว์กินได้คนถึงจะกินได้
แต่ต้องมั่นใจเต็มร้อย
ต้องค่อยๆศึกษาดู


เพราะว่าอย่างนกกินได้
แล้วอาจจะไปกินอะไรอีกอย่างมาแก้กัน
ใช่จะกินตามไป
ไม่ดูตาม้าตาเรือ


และ
ต้องจดจำจากคนโบร่ำโบราณ
ที่ผ่านการหาของป่ามายาวนาน

ใช่ว่า..ผลไม้ของป่าทุกอย่างจะเก็บกินสุ่มสี่สุ่มห้าได้หมด


นี่คือเรื่องงามงดงดงามของชีวิตชาวนาชาวป่า
ที่เกิดมาต้องหาเพียรเสาะหาหาอาหารมากินเอง
ใช่จะกระเตงไปสั่งตามร้านได้ซะที่ไหนล่ะ


และ
นี่คือชีวิตคนไพรคนป่า
ที่เกิดมาต้องเพียรยังชีพ    
ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองตามมีตามเกิด
ที่ประเสริฐ
กว่าพวกนั่งโต๊ะในห้องแอร์เย็นๆ
ที่คอยแต่จะคดโกง


เป็นพรสวรรค์พรแสวงแขนงหนึ่ง
ที่ธรรมชาติให้มาแบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
และ
ให้มนุษย์ได้สำนึกว่าอย่ามาเบียดเบียน 
ทำลายปล่อยให้ทุกอย่างโอบเอื้อ
ซึ่งกันและกัน


และกับวันนี้
สาวนา..แสนดีใจที่
เก็บเห็ดได้เต็มตะกร้า
พาให้หัวใจสาวนาอิ่มเอิบราวเห็ดโคนโดนฝนเลย


ในท่ามกลางสายลมแรง
กับละอองฝนโปรยปราย
ให้อากาศแสนเยียบเย็น
สาวนาค่อยๆเร้นร่างหลบหนาว
เข้าไปภายใต้ร่มไม้ใบบัง


และทำไมนะสาวนา
ถึงละหลั่งรินน้ำตา
เมื่อคิดไปว่า..


อ้ายคนดีคนที่ชอบเห็ด..
ป่านนี้ให้ใครเด็ดดวงใจไปครอบครองเสียแล้ว
ให้ไปทำอาหารเห็ดจานเด็ดจานอร่อย
ปรุงปรนป้อนปาก
จนลืมสาวนาคนยาก  ผู้สาว  ผู้จงรักภักดี.!!!

..........................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song1554.html

ความรักเหมือนเห็ดละโง้ก 

ศิริพร อำไพพงษ์ 

ความรักของผู้ชาย
คิดไปเหมือนเห็ดละโง้ก
ยามฝนตกเห็ดละโง้ก
ก็เริ่มจะบาน
เริ่มจะโตเป็นไข่
ใหญ่มาก็ตูมแล้วบาน
ใช้เวลาไม่นาน
ดอกที่บานก็เริ่มโรยรา
เหมือนรักพี่
แค่เพียงสบตา แล้วก็มา
สัญญาว่าจะรักมั่น
ครั้นผู้หญิงใจอ่อน
ใจอ่อนถอดตัวไม่ทัน
รักไม่เคยข้ามวัน
ใจพี่นั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปร
ลำ
ใจชายแน่
หัวใจพลิกแผงมีแดงหรือบ่
ลืมไวกะด้อหน้ออ้ายซางเป็น
ใจน้องเต้นเห็นพี่ทำทรง
เลยตกลงฮักมักชายจริงแท้
เลยมาแพ้ชายแปรเป็นอื่น
วันคืนกะด้อใจก็เปลี่ยนผัน
ใจอ้ายนั่นมันมักลืมไว
ซางมาคือกันหลาย
วางเห็ดในโอ้ง
ฝนตกล่ะยังไม่ทันเท่าใด
ก็กลายเป็นไข่ขึ้นมา
แล้วก็จูมดังว่า
ต่อมาก็บานเป็นใบ
ต่อจากนั้น
เก็บมันก็แกงกินไป
เก็บไม่ทันเมื่อไหร่
ดอกใบร่วงหล่นลงดิน
ลำ
ถือขมิ้นตั๋วกินตั๋วเก่ง
ถือขมิ้นตั๋วกินตั๋วเก่ง
ยามมักกระเด่งเด่งเข้าไม่หาย
บาดห่าได้บ่เห็นไข่เห็นโต
กระลืมไวพะโล้หน่ายโตชายเด้
หวังเอาเท่คือเห็นในไข่
บัดว่าไข่แตกแล้วมีตั้งแต่หนอน
สาวเดือดฮ้อนย้อนได้พี่คือเห็ด
มาลืมไวใจเด็ด
ว่าแม่นเห็ดอยูในโคก
ว่าแม่นเห็ดอยู่ในโคก
ความรักดังเห็ดละโง้ก
ยามฝนตกกะโสกโหลกโสกเลก
บานแล้วเก็บไม่ทัน
เห็ดเหล่านั้น
ก็เนาตายเอดเลด
ความรักดังเห็ดละโง้ก
ยามฝนตกกะโสกโหลกโสกเลก
บานแล้วเก็บไม่ทัน
เห็ดเหล่านั้น
ก็เนาตายเอดเลด
ความรักดังเห็ดละโง้ก
ยามฝนตกกะโสกโหลกโสกเลก
บานแล้วเก็บไม่ทัน
เห็ดเหล่านั้น
ก็เนาตายเอดเลด...

.............................

				
26 ตุลาคม 2549 18:13 น.

ไร้ขวัญ..เคียงเรียม...!

สาวบ้านนา

%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song18.html
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song709.html
เคียงเรียม


มองเดือนคล้อยดาวลอยเรี่ยยอดไม้
ใจสลายน้ำเจิ่งนองเต็มท้องทุ่ง
เดือนสิบสองกระทงทองจรัสจรุง
รอขี่ควายลุยทุ่งเรียมผัดแป้งเฝ้าแต่งตัว

เคย..
นัดพบกับอ้ายใต้ต้นตาลรอหวานรัก
ดอกโสนทายทักหอมริมแก้มแกมแสงสลัว
ตะวันชิงพลบกบเขียดร้องใจระรัว
นั่นดอกบัวชูช่อชันรับขวัญรอ

แล้ว..
อ้ายลาไกลไปศึกใหญ่ภัยภาคใต้
ได้ชิดใกล้ความตายมิเคยท้อ
ใบไม้ร่วงชีพรอหล่นทิ้งเรียมรอ
โลกนี้หนอไยแล้งไร้อ้ายหวังยุติธรรม

ฟ้าโพล้เพล้ใจเรียมพลอยเหว่ว้า
พลีน้ำตาดั่งหยาดฝนระรินร่ำ
รอและรอไยมีเพียงเงามืดดำ
ฟ้ายามค่ำนกการ้องใจเลือนลาง

จันทร์ทอฟ้าสว่างไสว
อ้ายพรากไกลทิ้งเรือนมาแรมร้าง
สวรรค์ปิดไยหยิบยื่นเพียงอ้างว้าง
มีเพียงร่างเรียมรออ้ายราวไร้ใจ

เสียงขลุ่ยแว่วเพรียกมาเพลงลาแผ่ว
น้ำค้างแก้วหยาดระรินดั่งเพชรใส
กลางใบบัววะวาววับเพชรพร่างไพร
กระทงใจไยหลงทางร้างแรมลา

สองฝั่งคลองวารีล้นท่วมท้นฝั่ง
ชีพไทยฝังสังเวยน้ำดินฟ้า
หยาดน้ำตาเรียมรินหลั่งพลีบูชา
อ้ายถวายชีวาพลีพร้อมยอมเพื่อไท

สายวารีไหลไปไม่ย้อนกลับ
ตะวันลับยามนี้อ้ายอยู่ไหน
ปณิธาณหาญกล้าเซ่นวิญญาญ์บรรพบุรุษไทย
คือยิ่งใหญ่ศรัทธาหมายตายเพื่อแผ่นดิน

เรียมปิติใจแล้วอ้ายแม้นไหม้หมอง
คือครรลองลูกผู้ชายปองถวิล
คลุมร่างด้วยธงไตรรงค์สิ้นชีวิน
ทั้งฟ้าดินวิปโยคโศกดวงใจ

เรียมอธิษฐานกับกระทงทองล่องหลอมจิต
คู่ชีวิตคู่ชีวาภพภูมิไหน
หวังร่วมบุญร่วมกุศลทุกชาติไป
บนดินไทยดินทองแดนพุทธธรรม

คืนเพ็ญบุญจันทร์ดวงทองผ่องพิสุทธิ์
หวังมนุษย์ทำดีพลีรินร่ำ
หยาดน้ำใจใสงามสวดมนต์พลีน้อมนำ
พบธาราธรรมธาราทองล่องสู่แดนทิพย์พระนิพพาน..!
..................



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song709.html
เคียงเรียม..

เคียงเรียม 
ทนงศ์กดิ์ ภักดีเทวา 
เลียบ ฝั่ง คลอง
มองละเมาะ หมู่ ไม้
สาย น้ำไหล
เหนี่ยว โน้ม ใจ
ให้หน้า เพลิน มอง
มอง ขอบฟ้า ครอบทุ่ง
ทิว และรุ้ง แดดส่อง
ลมพัดต้อง
ยอด โย้ โอนเอน
ใจพี่ยัง เปลี่ยว นัก
มองหารัก ไม่ เห็น
นึกหนักใจ ยิ่งเต้น
เหลือจะเข็น รักไกล
หาก บุญ ได้
เดินใกล้ เคียงเรียม

เลียบ ฝั่ง คลอง
มองละเมาะ หมู่ ไม้
สาย น้ำไหล
เหนี่ยว โน้ม ใจ
ให้หน้า เพลิน มอง
มอง ขอบฟ้า ครอบทุ่ง
ทิว และรุ้ง แดดส่อง
ลมพัดต้อง
ยอด โย้ โอนเอน
ใจพี่ยัง เปลี่ยว นัก
มองหารัก ไม่ เห็น
นึกหนักใจ ยิ่งเต้น
เหลือจะเข็น รักไกล
หาก บุญ ได้
เดินใกล้ เคียงเรียม... 
 




สาวบ้านนา
ขอนำเสนออภินันทนาการ
ด้วยความภาคภูมิปิติใจ
เรื่องรักในดวงใจ

สาวนาคว้าไมค์


ที่พลีฤดีเล่าไว้ในฤดูทองฤดีทุ่ง
ยามนั้น..
ในวันลอยกระทง ที่น้ำยังทรงไม่หลากนอง
เสมือนเสมอปีนี้
ที่..
ฟ้าดินช่างไม่เมตตา พากันพิโรธลงโทษ
ให้คนไทยสังเวย รับกรรมซ้ำซัดวิบัติไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
โอ้..ช่างไฉนเลย นะฟ้าดิน

และ..
สาวนาแสนโศกสะเทือนในดวงใจ
ที่พี่น้องไทย ชาวชนบท ชาวนา
รอบนอกพระมหานคร
ต่างต้องมายอมพลีรับกรรม หนักแทน
ให้น้ำท่วมทับทุกข์ทน จนหมดสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆกัน

และ..
นี่..คือฝันร้ายที่ธรรมชาติได้มาดหมายมาลงโทษ
สั่งสอนให้บทเรียนมวลมนุษยชาติ
ว่าจงอย่าได้ขลาดเขลา หลงทำลายป่าไพรอีก
มิฉะนั้น สักวันหนึ่ง
เราจะไม่มีแม้นแผ่นดินสักธุลี ไว้หยัดยืน...
จงร่วมด้วยช่วยกัน รัก รักษ์ธรรมชาติ 
ก่อนจะสายเกินนะทุกดวงใจ
.......................................



สาวนาคว้าไมค์

http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4913.html
......................



ใกล้วันเพ็ญเข้ามาทุกขณะแล้ว
สาวนา  นอนไม่หลับเลย
คิดถึงงานลอยกระทง

ที่แว่วๆ
เพลงลอยๆกระทงมามาตามลำน้ำ ลำประโดง
อย่างครึกครื้นรื่นเริง..น่าสนุกเป็นที่สุด

นานๆจะมีเสียงพลุ 
และประกายสีสันจากดอกไม้ไฟพรูพร่างท่ามกลางฟ้ามืด.....

สาวนาจุดเทียน..ระริบหรี่
และวางไว้ในโคมไม้ไผ่..รายรอบกระท่อมใบไม้


ดงดอกทองกวาวกำลังรอเวลาผลิดอก
ทิวไม้งามรายล้อม..แลดูตะคุ่ม 
เสียงไผ่นาเสียดสีพ้อพร่างท่ามกลางลมหนาว
ดาวประจำเมืองและจันทร์เสี้ยวดวงเศร้า
โผล่พ้นดงไม้ ดูราวกับ 
กำลังกระพริบพราวปลุกปลอบประโลมใจสาวนา
รอเวลารับงามในคืนวันเพ็ญเด่นดวงจรัส
ในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้านี้แล้ว



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song518.html
รำวงลอยกระทง 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง
น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริง
วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง
รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ
บุญจะส่งให้เราสุขใจ
วันเพ็ญเดือนสิบสอง
น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริง
วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง
รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ
บุญจะส่งให้เราสุขใจ...
........................



ที่ปีนี้ทางวัดเตรียมจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่สวยงาม
หลวงพ่อบอกว่าเผื่อจะปลอบประโลมใจทุกคน
ที่ทนทุกข์ยากได้บ้าง
ที่สู้ฝากหยาดเหงื่อ สู้นามาทั้งปี 
แถมโชคไม่ดี นามาแล้งราวแกล้งซ้ำเติมเสียอีก


แต่เอาเถอะนะ...
หลวงพ่อ ว่า
* คนเรา
ต้องอย่ายอมแพ้พ่าย
ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สู้ไม่ถอย
อย่ามัวแต่น้อยใจรอคอยโชคชะตาฟ้าดิน*
เพราะ
*แม้แต่นายกคนดี ยังส่งใจมาเคียงข้าง
ให้เงินมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำ
แบบไม่ต้องรอของบประมาณให้ยุ่งยาก
มากเรื่องมากขั้นตอน ที่จะไม่ทันการณ์
และ
ไหนยัง จะพยายามทำฝนเทียม ให้อย่างทั่วถึง
นี่แหละคือฟ้า..ไม่ทิ้งดินจริงๆ*


สาวนา..ตื่นมาพร้อมไก่ขันเอ๊กอีเอ๊กๆ
นอนหลับตานิ่งๆ..
สักพักเห็นจันทร์ค่อนดวงยังแขวนฟ้าอยู่เลย
คิดคิดบางที่ก็น่าขำและแปลกดี

ที่อะไรๆในโลกนี้เปลี่ยนไป
แต่สาวนายังใช้เสียงไก่ขันกับเสียงนกเป็นเสียงนาฬิกาปลุก
ในทุกเช้าเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย..


สาวนา..ลงไปเก็บไข่ในเล้า ที่ยังสบายดี ไม่มีหวัดนก
ใส่ตะกร้าที่รองด้วยฟางข้าวไว้จนล้นพูน
ไข่ไก่สีนวลนวลกลมกลมใบเล็กๆสดสด
ที่สาวนาไม่เคยต้องไปซื้อหามาบำรุง
เพราะว่ามีไก่ออกไข่ให้กินทุกวัน
จนต้องปันแบ่งไปให้บ้านลุงใหญ่กับพี่ทองเสมอๆ


ฟ้าสว่างรำไรแล้ว
พร้อมทำกิจวัตรประจำวัน
สาวนาก็จะเริ่มซ้อมร้องเพลงในยามย่ำรุ่ง
ยามลงทุ่งลงนา


ยามที่แดดสีทองเริ่มค่อยๆทอทอด
ลอดส่องผ่านม่านเมฆม่านหมอกหยอกดงไผ่ตำลึงริมรั้ว
พ้อล้อละออหยาดน้ำค้างกลางเรียวรวงระยับระย้าย้อย
ที่กำลังห้อยคลอเคลียดินราวหยาดน้ำเพชร


รอร่วงพรมห่มพร่างลงกลางพื้นพสุธานาทอง
สาวนา..
จะค่อยๆเพิ่มสปีดเสียงไปตามอารมณ์เพลง
ให้ดังขึ้น ดังขึ้น 
ราวจะตรึงพาปลุกทุกสรรพสิ่ง
ให้หันมาหยุดนิ่งฟังสาวนาร้องเพลง

ให้มนต์เพลงรักลูกทุ่ง บรรเลงกล่อมแมกไม้ สายน้ำ
ลำประโดง รวงเรียวพราวให้ยักย้ายส่ายระบำตามไปด้วย


สาวนา จะใช้ไม้ไผ่บ้องกลมขนาดกำลังดี
หรือไม่ก็ไม้กวาดลานบ้านคว้ามาเป็นไมค์

แล้วก็เริ่มประโคม
เติมต่อพ้อมนต์เพลงฝัน
ด้วยเสียงทรงพลังเสน่ห์แหบห้าว
เลียนแบบสาวนักร้องลูกทุ่งในดวงใจ
*จินตหรา พูลลาภ*
ที่มีลูกคอ คลอคลึงขลุกขลิกกระดุ๊กกระดิ๊กน่ารักน่าชัง
ตามอย่างเพลงแบบอิสานขนานแท้
พลางส่ายสะโพกโยกซ้ายย้ายขวาตามแบบเธอ..


หากเพลงที่สาวนานำมาหัดร้องไปเต้นไปในวันนี้
กลับเป็นเพลง

*ทาแป้งรอ.ศิรินทรา นิยากร *

http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4913.html

หรีดหริ่งเรไร
กล่อมพฤกษ์ไพรกล่อมใจชาวทุ่ง
เสียงกริ่งกริ๋งกรุ๋ง ที่คอควาย
บอกความหมายบ้านนา
กลิ่นแก้มชาวไพร
ไม่หอมไกล อย่างสาวเมืองฟ้า
การพูดการจา ก็ข้าแก
เพราะธาตุแท้ของเรา
ใครจะมาเป็นแฟน
ต้องให้เห็น
เกี่ยวข้าวเป็น หรือเปล่า
ใครจะมาเป็นแฟนชาวบ้านนา
เกลียดปลาร้า หรือเปล่า
น้องเกลียดคนเมา กับเจ้าชู้
เกลียดผู้ชาย หลายใจ
ถ้าอยากดูตัว
เปิดหลังครัว เข้าจอง กันได้
พร้อมจะเปิดใจ ให้เข้ามา
น้องจะทา แป้งรอ

หรีดหริ่งเรไร
กล่อมพฤกษ์ไพรกล่อมใจชาวทุ่ง
เสียงกริ่งกริ๋งกรุ๋ง ที่คอควาย
บอกความหมายบ้านนา
กลิ่นแก้มชาวไพร
ไม่หอมไกล อย่างสาวเมืองฟ้า
การพูดการจา ก็ข้าแก
เพราะธาตุแท้ของเรา
ใครจะมาเป็นแฟน
ต้องให้เห็น
เกี่ยวข้าวเป็น หรือเปล่า
ใครจะมาเป็นแฟนชาวบ้านนา
เกลียดปลาร้า หรือเปล่า
น้องเกลียดคนเมา กับเจ้าชู้
เกลียดผู้ชาย หลายใจ
ถ้าอยากดูตัว
เปิดหลังครัว เข้าจอง กันได้
พร้อมจะเปิดใจ ให้เข้ามา
น้องจะทา แป้งรอ...

..................................

สาวนา..รู้สึกดีมาก 
กับอิสระเสรี 
ที่ได้เปล่งเสียงออกมาระบายรักระบายใจ

บางเพลงร้องไปอยากสะอื้นไป
เพราะอินกับเนื้อหาที่ดิบโดนใจเหลือทน
จนพาลน้ำตาจะรินร่วงห่วงหาอ้าย


ที่พาให้ใจเศร้าราน
ไปตามเสียงดนตรี
จากธรรมชาติไพรในท้องทุ่งนา
ที่พากันร้องขับขานหวานรับระงมพรมพราย
มี 
เสียงกบเขียด 
และหรีดหริ่งเรไร ในยามพลบค่ำ
และ
ในยามเช้าตรู่..
ที่ สายลมหนาวพรูพลิ้วผ่านมา
พัดพากลิ่นทุ่งอันละมุนหอมหลอมละลายละลนใจ
ให้รวงเรียวเอนพลิ้วหวิวไป
เป็นระลอกคลื่นเขียวไพลเขียวตอง
เขียวส่องเขียวสดที่ช่างแสนงดงามใจเป็นที่สุดแล้ว


ในทุกยามที่สาวนาร้องเพลงขับกล่อมประสานประสม
ไปกับสายลมพรมหอมแห่งท้องทุ่งในอรุณ..เรือง..อรุณเลือน..

ที่เสมือนโลกทิพย์ฟ้าขลิบทอง 
ให้ตื่นนอนมารับไอฉ่ำ
อันหวานเย็นสดชื่นจากอวลอากาศ
ที่ไม่ต้องระแวดระวังมลพิษ



สองสามคืนมานี้ 
สาวนารู้สึกมีชีวิตชีวามาก
บางค่ำคืน....
พี่ทองจะก่อกองฟืนจุดไฟใกล้ลอมฟาง
เอาเสื่อไปปูเอนนอน
แล้วพากันช้อนตา
ดูเดือนเสี้ยวราวเคียวทองเกี่ยวกิ่งฟ้า
ดูดวงดารา มากระพริบล้อพ้อเพลงหวานผ่านม่านเมฆ
แล้ว
หมกมันเทศ กินกัน 
บางคืนก็ทำข้าวหลามหอมๆกันเดี๋ยวนั้น
ให้หวานมันส์อร่อย
แกล้มกินกันกับ การหัดซ้อมเพลงดึกๆยามหิวกิ่วท้อง
ที่ครึกครึ้นมารวมตัวกันหลายคน



คืนนี้..
พี่ทองเริ่มร่ายมนต์ขยับนิ้วพลิ้วไหวไล่เสียงขลุ่ย
ด้วยเพลง-เดือนเพ็ญ 
อันเป็นเพลงแสนรักแสนอมตะ..ในดวงใจชาวทุ่งชาวไทย



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song367.html
เดือนเพ็ญ คาราบาว 

เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม
นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวล ชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์

กองไฟ สุมควายตามคอก
คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอก
ให้ลมช่วยเป่า
สุมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว
ให้พี่น้องเรา นอนหลับอุ่นสบาย

เรไร ร้องดังฟังว่า
เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา
ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย
ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย
ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้
นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป
บอกเขานั้นหนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย

เรไร ร้องดังฟังว่า
เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา
ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย
ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย
ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้
นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป
บอกเขานั้นหนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย...
...........................................



ใจสาวนา..
แสนมีความสงบสุขเหลือเกิน...
เป็นดึกดื่นใกล้คืนเพ็ญ....
ที่จันทร์ค่อนดวง..ลอยเด่น ลอยงาม
ประดับบนฟากฟ้า..
สลับกับดวงดาราระยิบกระพริบพราวพราย.....

เสียงหรีดหริ่งเรไรระงม..... 
พรมพร่างด้วยน้ำค้างกลางหาว...... 

บทเพลงป่าขับกล่อม
มากับหวานแว่วของหยาดน้ำค้างระริน
กับกลิ่นข้าวใหม่ในนา
ที่ต่างพากันชูช่อล้อสายแสงจันทร์
รอคืนเพ็ญเช่นเดียวกันกับสาวนา


บางคราสาวนาได้ยินเสียงนกแปลกๆร้องขับขาน
เสียงนกคุ่ม นกกระทา 
แต่หามีเสียงโฮกๆให้วิ่งหนีนาป่าราบไม่

สาวนา ตั้งใจว่าจะพยายามร้องเพลง
ให้หวานแสนหวานแข่งกับเสียงจิ้งหรีด
หากแม้นยังไม่ได้ดื่มหยาดน้ำค้างก็ช่างเหอะ


เพราะพี่ทองบอกว่า
คืนวันงานนั้น 
ให้สาวนา หาดอกไม้ทัดแก้มแซมผม
และแต่งตัวให้สวยสมด้วยเอกลักษณ์ไทย
ด้วยสไบไพลสไบแพรสีตอง
ที่จะขับผิวผ่องเนียน
ให้ยิ่งผ่องไพลพิลาสพิไล
สวยแบบบาดใจแบบสาวนาสาวไพร
ก่อนขึ้นคว้าไมค์ครวญมนต์เพลงรักลุกทุ่งให้จรุงหูแจ่มจรัสใจ


เผื่อจะมีหนุ่มเมืองกรุงหลงทุ่งมาเที่ยวบ้าง 

ซึ่ง..จริงๆ
สาวนาหาได้ไยดีไม่
เพราะหัวใจสาวนา แค่อยากทำสิ่งที่รักที่ชอบ

ได้ร้องเพลงหวานหวาน
ฝากกระซิบผ่านฟากฟ้ากว้าง..ขุนเขา..
ในเงาฝนเงาฝัน 
ฝากสายลมพลันพัดพร่างไปประโลมร่างอ้าย
ให้หนาวคลายให้เลิกดายเดียวก็พอแล้ว...



เพราะอ้ายรู้ดี
คืนวันลอยกระทงอย่างนี้ 
คือคืนที่*สาวนาและอ้ายได้พบรัก*
คืนที่..
อ้ายเคยร้องเพลงรักแล้ว..แอบอ้อน
วอนสาวนาด้วยน้ำเสียงรานร้าว
ยามเข้าไต้เข้าไฟบนเวทีวัด

ในเพลงที่ชื่อว่า..*รักนี้มีกรรม*



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5448.html
รักนี้มีกรรม สันติ ดวงสว่าง 

เกิด มา ชาตินี้
มีบาป กรรม
แสนจะเจ็บช้ำ
ในหัว ใจให้ หม่นหมอง
สิ่งที่หวัง พังทลาย
สิ่งที่หมาย ไม่สมปอง
แสนเศร้าหมอง ในหัว ใจ
โอ้ สอง เรานี้ มีแต่ ช้ำ
น้อง ร้อง ครวญคร่ำ
พาให้พี่ใจ หาย
จำจากกันแล้ว แก้วตา
จำจากลาแล้ว แก้วใจ
ต้องจากไกล ไปจากกัน
เรา รัก กันไม่ได้
รัก กันไม่ได้
เพราะถูก ผู้ใหญ่กีด กัน
เก็บความช้ำ ไว้ในใจ
เหมือนว่าเรา ตายจากกัน
คิดว่าฝัน พลันอับปราง
เกิด ใหม่ ชาติหน้า ถ้ามี
ขอ สอง เรานี้
อย่ามี ใครกีดขวาง
สิ้นหวังน้อง นองน้ำตา
ไว้ชาติหน้า เถิดน้องนาง
จะสร้างทางรัก ของ เรา

เรา รัก กันไม่ได้
รัก กันไม่ได้
เพราะถูก ผู้ใหญ่กีด กัน
เก็บความช้ำ ไว้ในใจ
เหมือนว่าเรา ตายจากกัน
คิดว่าฝัน พลันอับปราง
เกิด ใหม่ ชาติหน้า ถ้ามี
ขอ สอง เรานี้
อย่ามี ใครกีดขวาง
สิ้นหวังน้อง นองน้ำตา
ไว้ชาติหน้า เถิดน้องนาง
จะสร้างทางรัก ของ เรา...



และ
ด้วยน้ำเสียงอันโหยไห้ของอ้ายในคืนนั้นแน่เชียว
ที่ได้มัดเกี่ยวดวงใจสาวนา
ราวข้าวกล้าถูกมัดฟ่อนด้วยฟอนไฟแห่งรักภักดี
ที่แสนจริงใจหนักแน่นมั่งคง
จากดวงใจอ้ายคนมั่นคงคนดี
ที่มีน้ำใจใสซื่อยึดถือรักภักดิ์พลี
แบบคนโบราณ



ที่จะมั่นใจในรักจริงเพียงหญิงเดียว
อย่างคำมั่นสัญญา
อันแสนมีค่าแสนศักดิ์สิทธิ์ที่ช่างแสนหายากเย็น
ในโลกอลวนคนมากมายมากมีแบบโลกในปัจจุบันสมัยนี้
ที่หมุนเร็วจี๋เปรี้ยวจิ๊ดในทุกลีลาชีวาชีวิต 
ที่สาวนาคนโง่ซื่อตามไม่ทันเลยจริงๆ


หลังจากคืนนั้น 
ที่สาวนาได้พากันไปลอยกระทงหน้าวัด
และ
อ้ายยังบอกให้สาวนาตั้งใจฟังชัดๆ
ยามที่ได้ยินใครบางคนกำลังครวญคร่ำบทเพลง
*จูบไม่หวาน*ว่า
อย่าให้สาวนาใจดำทำกับอ้าย
แบบบทเพลงฝากพ้อเพ้อเลยนะ


และให้..ราตรีและแม่พระคงคา
จงมารับรู้เป็นพยานรักแห่งสองดวงวิญญาณ์

ที่จะอธิษฐานร่วมใจต่อหน้าสายน้ำ
ที่ยิ่งใหญ่ในดวงใจไทยทุกดวงเสมอมา
คำที่ว่าให้รักกันตลอดไปเหมือนสายน้ำ
ที่ไม่เคยขาดจากชีวิตจิตวิญญาณคนไทยมานานเนาเช่นกัน

ได้แบ่งฝันปันใจ 
ได้เลี้ยงชีวิตผู้คนและพืชพรรณ
หล่อเลี้ยงอู่ข้าวมายาวยืน
ให้ทุกดวงใจได้มีกินมีชีวิตชื่นเลี้ยงชีวิตชอบ


ได้ฝากฝันฝากพลังรัก
พลังศรัทธาใจไทยทั้งชาติ
และ
ได้แสดงความกตัญญูชื่นชมยินดี
ที่ทุกดวงใจรู้สึกดีและมีความพันผูกต่อสายน้ำ
มายาวนานนัก
ที่ได้พี่งพิงพึ่งพา
ฝากชีวิตชีวาไทยโบราณไว้ริมฝั่งมหานที


และแทบทุกเรื่องราว
ในชีวีนี้ก็หนีไม่พ้นได้มาจากสายน้ำ 
ไม่ว่าอาหาร การสื่อสารเส้นทาง
และแม้กระทั่งความรัก
ที่มักมากับประเพณีเทศกาลจากลำน้ำ...

ที่เชื่อกันมาแต่โบราณนานมาว่า..
แม่น้ำลำคลองทุกสาย
จะไหลรวมกันไปยังนัมทามหานที..
ที่ไหลผ่านไปยังพระธาตุจุฬามณีบนสรวงสวรรค์


ดังนั้น การลอยกระทง
จึงเป็น
ดั่งการสักการะต่อองค์พระธาตุบนสรวงสวรรค์
และเชื่อว่าจะเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัย 
ความเคราะห์ร้ายทั้งปวงออกไปจากชีวิตได้


สาวนาคงเพียรเฝ้า
ขออธิษฐานบานบนต่อแม่พระคงคา
ให้บุหลันกลางฟ้าและดวงดารา..รับรู้รักนี้
ที่หนักแน่นมั่นคงซื่อตรงคงมั่น เป็นดั่งสักขีพยานใจ..
แม้นในวันนี้วันนั้นนั้น
ดวงชีวันชีวินจะปราศจากอ้าย
มาคอยคู่เคียงประคอง
ค่อยๆลอยกระทงไปด้วยกัน



สาวนาก็ ..คิดว่าหาใช่เรื่องสำคัญไม่
หากจิตใสสองดวงนั้น
ดั่งหลอมละลายเป็นดวงเดียวกันแล้ว
และจะเป็นเช่นนี้ไปตราบชั่วนิจนิรันดร!

.....................................



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song932.html
กระทงหลงทาง ไชยยา มิตรชัย 

เป็นลาง สังหรณ์
เมื่อตอน วันลอย กระทง
สายน้ำไหลเชี่ยว ไหลส่ง
กระทงสองเรา แยกทาง
กระทงเจ้านั้น
ล่องไปเหมือนใจมุ่งหวัง
กระทงของพี่ หลงทาง
ลอยขวางหาทาง ไม่เจอ
ตั้งแต่วันนั้น พี่ก็กังวลไม่หาย
เฝ้าคิดกลุ่มใน หัวใจ
กลัวใครเข้ามา แย่งเธอ
กลัวพี่กลับน้อง แยกทางหากันไม่เจอ
กลัวใครเข้ามา พรากเธอ
เหมือนดังกระทง หลงทาง
ล้างร้ายวันลอยกระทง
บอกเรื่องราวโดยตรง
ว่าความรักเรา อัปปราง
เจ้าเปลี่ยนหัวใจ มีใหม่สมใจมุ่งหวัง
พี่เหมือนกระทง หลงทาง
อ้างว้างหัวใจลอยวน
เพ็ญเดือนสิบสอง พี่ล่องกระทงเดียวดาย
ปีนี้ไม่มีหวานใจ
เคียงกายเหมือนใครหลายคน
กระทงอ้างว้าง ล่องไปกับสายน้ำวน
เปลี่ยนความรักที่ มืดมน
หาคนร่วมทางไม่มี

เพ็ญเดือนสิบสอง พี่ล่องกระทงเดียวดาย
ปีนี้ไม่มีหวานใจ
เคียงกายเหมือนใครหลายคน
กระทงอ้างว้าง ล่องไปกับสายน้ำวน
เปลี่ยนความรักที่ มืดมน
หาคนร่วมทางไม่มี...



เพลงประกอบใจประกอบไมค์สาวนาจ๊ะ

http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song518.html=ลอยกระทง
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4913.html=ทาแป้งรอ
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5448.html=รักนี้มีกรรม
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4688.html=สาวนาสั่งแฟน



				
23 กรกฎาคม 2549 21:17 น.

วอมไฟลอมฟาง..!

สาวบ้านนา


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song13.html
(น้ำตาแสงไต้)

คืนนี้เป็นคืนแรม
ทุกสิ่งดูแรมไร้ ร้างเลือนไปเสียสิ้น
แม้นกระทั่งดาวเดือนเกลื่อนฟ้า
ก็ยังต่างพากันหลบหน้าหนีหายเข้ากลีบเมฆหมองหม่น


สาวนาไล้ตะเกียงให้โชนแสงขึ้น
หลังจากนอนนิ่งนิ่ง
ทิ้งร่างกับเงาระริกระริบหรี่ไหวของวอมไฟวะวับแวม
บนเตียงไม้ไผ่ในที่นอนนวลนุ่มมานานนาที


ฟ้าหลังฝน งามฉ่ำชื้น 
หาก...
ไยเล่า...!ใจสาวนาจึงเหน็บหนาว
ร้าวรานประมาณกัน ดั่งฟ้าฝัน ฝนพราวในดวงใจ
สาวนานอนฝันฝันฝันด้วยพิษไข้รุมรุม
สุมร่างมาหลายวันแล้ว ในทุกยามโพล้เพล้ตะวันรอน


ให้หัวใจสะออนของสาวนา 
ยิ่งแสนอ้างว้างเดียวดาย
เมื่อ..
หันไปไร้สิ้นร่างอ้ายคนดีที่เคยเคียงเคลียคลอ

สาวนาไม่รู้จะไปอ้อนพ้อ
ขอให้ใครดูแลยามเจ็บป่วยอย่างนี้

ในฤดีจึงระกำ พอกันกับลั่นทม 
ที่พรายพวงคอยปลิดร่วงๆพร่างพรมจนเต็มพื้นหญ้าเขียวขจี...


สาวนาได้ยินเสียงลมครางฟ้าครวญ
และคิดว่าลมหวนเอาละอองฝนที่ไหนสักแห่งมา
ปรายโปรย ราวโรยไปทั่วร่างให้สาวนาแสนเยียบเย็น


สาวนาเอื้อมมือควานคว้าวิทยุคู่ใจ
และค่อยๆหมุนหาคลื่นภักดิ์
ที่จักพาให้ร่างลอยละลิ่วเหิรปลิวไปบนฟากฟ้า
ราวกับว่านกไพรอิสราติดปีกบิน


เสียงหวานแว่วค่อยๆแผ่วพรายร่ายมนต์เพลงรักลูกทุ่ง
ข้ามลำประโดง โค้งคุ้งไปสู่ทิวทุ่งทิพย์รวงทอง

http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4888.html

สี่ในสี่ ห้องหัวใจ
ฉันให้คุณหมด
หมด ไม่มีเหลืออยู่
คุณ ไม่รักแล้วไม่เอ็นดู
พอหัวใจคุณเปิดประตู
ไม่มีฉันอยู่ ในนั้นเลย
เก็บความหม่น ทนระทม
ทุกข์จมความโศก
โลก สร้างมาเหลือเอ่ย
ฉัน ทุ่มใจเพราะยังไม่เคย
รักเขาเต็มใจหมดเลย
พิโธ่เอ๋ยนี่โดนหนามยอก
หัวใจของคุณ
คงแบ่งปันสักพันสักหมื่น
แต่ใจฉันนั้นมันขมขื่น
เพราะคุณยื่นความช้ำความชอก
ไม่รักฉันอยู่ตั้งนานแล้วไยไม่บอก
ฉันรักคุณแล้วพูดไม่ออก
ให้คุณบอกไม่รักสักคำ
หนึ่งในสี่ ใจของคุณ
ว้าวุ่นไปได้
ใช่ ก็ใครเขาทำ
เคย ห้ามใจโถมันไม่จำ
แม้เขาจะพร่าจะยำ
เจ็บปวดช้ำก็ยังยิ้มรื่น
หัวใจของคุณ
คงแบ่งปันสักพันสักหมื่น
แต่ใจฉันนั้นมันขมขื่น
เพราะคุณยื่นความช้ำความชอก
ไม่รักฉันอยู่ตั้งนานแล้วไยไม่บอก
ฉันรักคุณแล้วพูดไม่ออก
ให้คุณบอกไม่รักสักคำ
หนึ่งในสี่ ใจของคุณ
ว้าวุ่นไปได้
ใช่ ก็ใครเขาทำ
เคย ห้ามใจโถมันไม่จำ
แม้เขาจะพร่าจะยำ
เจ็บปวดช้ำก็ยังยิ้มรื่น...
.................


สาวนายันร่างที่รุมรุมด้วยพิษไข้
คล้ายแทรกซ้อนด้วยพิษรักคิดถึงอ้าย

ค่อยๆเดินไปในครัว 
แขวนตะเกียงรั้วไว้ที่โคนเสา

สาวนา..
ค่อยๆจุดไฟด้วยขี้ไต้ให้ติดไม้ฟืนหอมๆ
ในเตาที่สาวนายังใช้ก้อนเส้าสามก้อนสำหรับวางหม้อ


กลิ่นฟืนควันไฟ พาให้สาวนาไอสำลัก
จนต้องใช้พัดใบลานสานสวยไว้ค่อยๆโบกพัดวี

แสงไฟลุกวาบอาบไล้ใบหน้านวลเนียนแดด
ของสาวนาให้งามล้ำราวลูกตำลึงสุก

สาวนา..
ซาวข้าวหอมแก่นจันทร์อย่างเร็วๆ
ก่อนที่จะเทน้ำข้าวทิ้งไว้ในชาม
ที่..
สาวนาตั้งใจจะนำไปขัดผิวสีให้ยิ่งฉวีวรรณ 
สูตรนี้นั้นที่สาวนาได้เรียนรู้ภูมิปัญญาพิ้นบ้าน
มาจากคุณยายสาวนาเอง 
ที่อายุปาไปเจ็ดสิบแล้วหากผิวยังผ่องแผ้วพรรณราย
สีน้ำผึ้งรวงหนั่นแน่นให้แสนน่าพิศวงสงสัยอยู่เลย...


กลิ่นข้าวใหม่ข้าวหอมหอมหอมในหม้อเดือดปุดปุด 
ให้สาวนาคอยใช้กระจ่าคน.. จนรู้สึกได้ที่ดีแล้ว
จึงใช้ไม้ขัดหม้อ มิรอเวลาให้ข้าวอ้วนพองพีไปยิ่งกว่านี้
เพราะ..
ดีไม่ดี..จะได้กินข้าวแฉะแบบข้าวต้ม
สาวนา..
ต้องราไฟลงแล้วค่อยๆดงข้าวให้สุกดีดี
ก่อนที่จะนำหม้อดินไปวางไว้ในที่รอง 
จากก้านมะพร้าวสานขัดไว้คอยรองรับก้นหม้อกันร้อน


แล้ว..
สาวนาคนขยันแม้นในยามยาก
ก็เดินไปริมรั้ว คว้าพลั่วมาขุดมันแกว
ในท่ามแสงสลัวๆของนวลแสงไต้
ที่สาวนาจุดไว้กันเหลือบยุงริ้นไร
ในคอกที่จะไปกัดเจ้าควายน้อยลาแล้งและสายน้ำ
ที่..
สาวนาจะนำไปฝานบางๆผัดกับน้ำมันหอย
และ
ถึงไม่มีเนื้อสัตว์ แนมก็ให้รสชาติหวานอร่อยแล้ว
พร้อมกับ..
จะไปเด็ดพริกขี้หนูและมะนาวริมสวน
มาเตรียมทำน้ำพริกแกล้ม  
แล้วก็..
อาจจะมีฟักแฟงแตงกวา
ที่จะนำไว้รอท่าปรุงอาหารมื้อต่อไป
สาวนาเลือกยอดตำลึงที่กำลังพันพร่างไสว
และเครียวพันรัดร้อยรั้วไม้ไผ่
มาทำแกงจืด สักถ้วยร้อนร้อน กินขับไข้ให้เหงื่อออก...

 

และ..
ในท่ามราตรีที่สาวนาแทบจะหลับตาเดินได้
สาวนา..
ได้ยินเสียงขลุ่ยหวานแว่วแผ่วผิวมากับฟากฟ้าสีกำมะหยี่
ที่ณ..บัดนี้ดาวน้อยดวงสุกใสค่อยๆคลี่ดวงรำไรๆ
ออกมาจากม่านฟ้าแล้ว

สาวนาฮัมเพลง*ดาวจรัสแสง* 


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song393.html

ดาวเอ๋ย ดาวน้อยเจ้าลอยสูงเด่น
ใครใครเขาก็แลเห็น
ว่าเจ้าสูงเด่นเหนือดาวดึงส์
เจ้าเป็นดาว ที่พี่อาจเอื้อมไม่ถึง
อยู่เหนือดาวดึงส์ พี่จึงได้แต่แลมอง
ดาวเอ๋ย ก่อนนั้นเจ้ายังไร้ค่า
ใครใครก็ไม่นำพา
ไม่เลิศเลอกว่าแสงดาวเรืองรอง
เจ้าสกาว จึงมีคนเฝ้าคอยปอง
เด่นเหมือนดาวทอง สักวันจะหมองวิญญา
ก่อนนั้น เจ้าคิดถึงพี่หรือเปล่า
ก่อนที่จะมาเป็นดาว ใครเขาส่งเจ้าเข้ามา
เฝ้าอุ้มชู จนเจ้าได้เป็นดารา
มีแสง มีค่า พอได้เวลาก็เคลื่อน คล้อย
ดาวเอ๋ย อย่าหาว่าพี่ทิ้งเจ้า
วันใดเจ้าปวดรวดร้าว
ตัวพี่จะเฝ้าแหงนคอรอคอย
เฝ้ารอซับ น้ำตาดาวที่หลั่งย้อย
หากแม้ดาวลอย ใช่ลอยจากฟ้าลับไป

ดาวเอ๋ย อย่าหาว่าพี่ทิ้งเจ้า
วันใดเจ้าปวดรวดร้าว
ตัวพี่จะเฝ้าแหงนคอรอคอย
เฝ้ารอซับ น้ำตาดาวที่หลั่งย้อย
หากแม้ดาวลอย ใช่ลอยจากฟ้าลับไป...
.....................


และ
วันนี้...
สาวนา ได้ยินข่าวจากวิทยุด้วยว่า
จะให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่รังสิต
ทดลอง...
ทำการศึกษาวิธีปลูกข้าวในแปลงสาธิต
ที่น่าจะคิด ตามรอยพระบาท
*ทิพยทฤษฎีใหม่* ไปตั้งนานแล้ว

เพื่อให้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตชาวนาไทย
เกษตรกร เกษตรกรรมไทย
อัน...
ไม่ควรให้..*สิ้นรอยไถแปร..*แพ้สังคมศิวิไลซ์
ที่ทำอย่างไรๆก็คงไม่ทำให้ไทยอิ่มท้องทั่วหน้า
จึงน่าปลื้มปิตินัก 
ที่ภาครัฐและนักศึกษาจะหันมาเห็นค่าซึ้งค่า
คำว่า..*ภูมิปัญญาไทย กระดูกสันหลังไทย*..


และ
สำหรับหัวใจสาวนาแล้วไซร้ 
ถึงใครๆจะ*เลือกโลกย์*เดินไปในทิศทางไหน

หัวใจดวงทองดวงผ่องผุดของสาวนา
ก็คงเลือกที่จะเกิดมากับวิถีไทวิถีทอง วิถีท้องทุ่ง
กับ..
เรียวรุ้งฟ้ากระจ่าง 
กับ..
สว่างรำไรๆ เรื่อเรือง..
ยามอาทิตย์อุทัยหมุนอรุณอุ่นอาบที่ทาบทา
ด้วยแสงสงฆ์จากพระพายเรือมา
ในท่ามประโดง ลำคลองสายใส สวยใส
ดู..
ตาลเดี่ยวเปลี่ยวใจ แสนงามไฉนเลยในเงาแสงรำไรๆ


และ..
กับเรียวรวงไสวข้าวกล้าสุกปลั่ง
กับ..
ลอมฟาง..ซังข้าว
กับ..
พราวดอกไม้ป่า 
กับ..
เมตตากรุณาในดวงจิต
ราวมี*อัญมณีทิพย์อัญมณีธรรมในดวงใจ*
กับ..
เสียงร้องของดุเหว่าไพร ไก่เถื่อนขันเทือนในยามเช้า
เฝ้าปลุก
ให้..
นอนเฝ้าดูรุบหรู่ดาว
ดูหยาดละออละอองน้ำค้างพราว
ที่พร่างเกาะตามใบบัวใบข้าวยอดไม้ใบหญ้า
เกาะชายคาจากหยดดั่งดวงกุดั่นแก้วแสนวะแวววับ
ดู..
นภายามสายแสงสีทองระยับอาบจับทาบทา..


และ..
พรายแสงลงมาสู่ท้องนาจนข้าวกล้าราวแพรไหมสีทอง
ดู..ครรลองผีเสื้อดอกไม้ ดูโสนไสวบาน
ดู..
หวานของมวลเมฆยามใกล้ค่ำ
ดูสายนทีระร่ำริน ในทุกถิ่นที่
ฟังเสียงดนตรีไพร บรรเลง
ให้..
วังเวงเหว่ว้า..
หากทว่า..คือความสงบสมถะให้งามเงียบ
ให้ชีวีนี้รู้ว่าก็คือ..*เท่านี้เท่านั้น* ไม่ว่าจะฝันไกลแค่ไหน
โลกเราไซร้ ..
และ..
ทุกมวลมนุษย์ผู้ทุกข์สุขทั่วหล้า
ใต้ฟ้าไทย ไทก็จำต้องว่ายวนไป
จาก..*สูงสุดคืนสู่สามัญ*
อันคือธรรมดา ธรรม ธรรมดาชีวีชีวิต
ที่ใครไหนเล่าจะหนีลิขิตพรหมพ้น


และ
นาทีนี้..
ใจดวงดีดวงทองที่ผ่องพรายราวบัวบานเหนือโลกย์
ใน..
ท่ามทุกทุกข์ผู้คนผู้สับสนสิ้นหวัง
ก็..
ยังมิสิ้นพลังใจไฟฝัน ให้สาวนาคิดฝันฝันฝันว่า
ไม่ว่าอ้ายจะพรากลา ฤาไปหลงมายาใด
หาก..
ยามใดที่สาวนาแหงนเงยขึ้นมองบนฟากฟ้า
สาวนาก็ยังคิดว่า เราสองก็ยังมีจันทร์ไสวใจดวงเดียวกัน


ยังมีฝันมีหวัง ว่าสักวันภายใต้ขอบฟ้ากว้าง
บางทีสาวนาอาจจะได้อยู่ในอ้อมกอดอ้อมใจอ้ายในคืนแรม
ที่แม้นดาวเดือนคงเลิกกระพริบ
เฝ้าหยุดจ้องมองด้วยอิจฉา

สาวนา ..
ค่อยๆพาร่างเหว่ว้าเดินไปที่คอกเจ้าลูกควายสายน้ำ
ลูบไล้คล้ายระบายรักระบายใจ
ด้วยคิดถึงอ้ายจนล้นใจแล้ว
แล้ว..
ค่อยๆเติมฟางให้ไฟไม่มอด
คอยสุมคอกไล่เหลือบยุงริ้นไร..


ก่อนที่จะ...เดินไปริมบึงกว้าง 
แล้ว..
พาร่างราน พายพาเรือลำเล็กๆ
ค่อยๆลอยเลื่อนเคลื่อนคล้อยไปท่ามบึงกว้าง
พร่างพราวด้วยดงดอกบัวขาวบัวแดงนับพันดอก 

ที่กำลังงามสล้าง ด้วยได้น้ำค้างน้ำฝนจากฟ้า
ที่ละหลั่งรินมาอย่างมิสิ้นสาย 
มา..
*รดดินระแหงบัวแล้งน้ำ*..ให้ได้ชุ่มฉ่ำพลันชื่น
ฟื้นฝันพลันชูช่อพ้อฟ้าฟ้าสลัว ..


และ..
ให้ใจดวงสว่าง มิมืดมัว...
ที่กำลังจะเด็ดบัวน้อยสักช่อกำ
ไปพับกลีบพริ้มอิ่มปิติเพื่อถวายพระ ในค่ำคืนนี้
ที่..
สาวนาตั้งใจว่าจะสวดมนต์อธิษฐานจิต
นั่งสมาธิให้นาน 
เพราะ..ดวงใจคิดห่วงใย
*ขวัญชาติ ขวัญชีวิตของทุกดวงใจไทยทุกคน*
*พระพ่อหลวงแห่งปวงชนชาวไทย *ที่กำลังทรงพระประชวร


หาก ..
ไม่นานดอกหนา พระองค์ก็คงหายและสบายดี
เพราะ
ตอนนี้ก็ผ่านพ้นการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว
เหลือเพียง..
ทรงพักพระวรกาย 
ที่เคยทรงเหนื่อยยากฝากหยดพระเสโท
ดั่งหยาดเพชรร่วงสู่ปวงหล้าสู่พื้นพสุธาไทย 
มาอย่างยาวนานนัก
อย่างเสียสละเมตตานัก...

สาวนาซึ่งมีเพียงใจภักดิ์รักชาติรักแผ่นดิน
 จึง..
ได้เพียงน้อมพลีถวายถวิล
ไหว้วอนให้..
ทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแผ่นดินไทยผืนดินธรรมแผ่นดินทอง
ได้..
ทรงประทานพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ
เกษมสิริสำราญ 
มีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ว
เพื่อ..
ทรงเป็นมิ่งขวัญดั่งร่มฉัตรกั้นเกศ
ให้ไทยประเทศได้ยังคงหยัดยืนธำรง..ดำรง
คงไปตราบชั่วกาลนานนิรันดร์..


สาวนา ราพาย..
แล้ว...
ค่อยๆหย่อนตัวลงในบึงกว้าง
ท่ามกลางแสงดาวที่พรายพร่างกระพริบระยิบระยับ
ที่..
กำลังเฝ้าจับตาดู สาวนารู้ดีวันนี้สาวนาเป็นไข้

ด้วยใจดวงเข็มแข็งสาวนาตั้งใจหักดิบหักไข้ด้วยวิธีนี้
เพื่อจะดูทีว่า ..
หาก..
ใจดวงดีดวงนี้ไม่ยอมพ่าย สาวนาจะตายมั้ยนะ
ให้ฟ้าดินเบื้องบน...
ทรงเป็นพยานโปรดรับรู้ด้วยเถิด...
ได้ทรงโปรดเมตตา 
ให้...
สาวนายังมีร่างและลมหายใจ...ที่จัก..ได้พลีทำความดี
ถึง..
มาตรแม้นจะแค่ธุลีหล้า ก็ยังคงดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย


กับร่างราน รุมรุม 
สาวนากลับ...รู้สึกดีในนาทีนี้
กับ..
สายนทีที่กำลังค่อยๆระรินไหล
ดับ...ทั้งพิษไข้ใจไข้กายให้พบเกษมใสเย็นฉ่ำ
ให้...
สาวนาได้รู้ว่าแท้แล้วไซร้นั้น
ไม่ว่าคืนระกำ ฝันระทมสักเพียงใด ที่ผู้ใดพากันหยิบยื่นให้
 สาวนา...ก็ยินดีเมตตาอภัย 
และ..
พอใจภูมิใจ ที่จะมีใจดวงงามไสว..ดวงทอง..
ได้ท่องโลกย์โศกสุขแม้นเพียง...ลำพัง....!!!!

................................
...............................................


แผลเก่าฤาแผลใหม่ในใจขวัญ
คือแปรผันดั่งรอยไถไร้ชีพชื่น
ทุกคืนวันแว่วเสียงขลุ่ยมิย้อนคืน
เฝ้าสะอื้นรอรักเก่าเรา..ที่เดิม...

วันแห่งรักแล้วไยเล่าเฝ้ากำสรวล
ใจนวลนวลเหมือนเปลี่ยวร้างกับเศร้าเพิ่ม
รอนกน้อยคล้อยหลงรังเคยต่อเติม
เหมือนทุกข์เพิ่มเหมือนไร้หวังสิ้นพลังรัก

เคลียหมอนนิ่มริมแก้มฟังแสนแสบ
อกก็แปลบใจก็ปลาบสิ้นไร้ภักดิ์
หัวใจเอยไยชาเฉยไม่อยากรัก
ใช่อกหักเพียงมันว่างณ..กลางใจ

ไม่มีใครไม่มีรักไม่มีรอ
ไม่วอนขอไม่อ้อนใครไม่หวามไหว
ไม่มีแล้วไม่มีแก้วเสน่หาณ..กลางใจ
ไม่มีใครในเส้นทางอ้างว้างลา

เส้นแห่งชีวีขนานใช่แอบชิด
คนละทิศคนละทางแสนเหว่ว้า
คืนของอ้ายรอสว่างพร่างพรายกับกาลเวลา
คืนของสาวนารอท่า..ฟ้ามืดมิด

จูบลั่นทมห่มผ้านอนนิทราฝัน
ไม่เอื้อมจันทร์ไม่คว้าดาวหนาวชีวิต
มีเพียงเงามายาคว้าลมลวงบ่วงลิขิต
มีเพียงสิทธิ์นับวันลา...อย่าได้พบ...
จบด้วยลืม...ลืม และลืม...ละคอนลม..

............................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4721.html
ข้าวคอยเคียว 

ได้ยินไหมพี่ เสียงนี้ คือสาวบ้านนา
พร่ำเพรียกเรียกหา ตั้งตานับเวลารอคอย
คอยเช้า คอยเย็น ไม่เห็นสักหน่อย
ปีเคลื่อนเดือนคล้อย
รักเอ๋ยจะลอยรักเอ๋ยจะลอยแรมไกล
อีกเมื่อไรรักจะคืนรื่นรมย์
ตะแบกบานแล้วร่วง สีม่วง ที่พี่ชื่นชม
หรีดหริ่งระงม พี่ปล่อยน้องให้ตรมคนเดียว
รวงเอ๋ยรวงทอง ต้องร้าง คนเกี่ยว
รวงข้าวคอยเคียว
น้องนี้คอยเหลียวคอยนับวันรอพี่มา
กลับเถิดหนาสาวบ้านนายังคอย

ตะแบกบานแล้วร่วง สีม่วง ที่พี่ชื่นชม
หรีดหริ่งระงม พี่ปล่อยน้องให้ตรมคนเดียว
รวงเอ๋ยรวงทอง ต้องร้าง คนเกี่ยว
รวงข้าวคอยเคียว
น้องนี้คอยเหลียวคอยนับวันรอพี่มา
กลับเถิดหนาสาวบ้านนายังคอย... 
 




http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4721.html
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song4888.html
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song393.html
(ข้าวคอยเคียว  สี่ในสี่ห้องหัวใจ ดาวจรัสแสง)
				
3 มิถุนายน 2549 21:17 น.

กระท่อมทำใจ..

สาวบ้านนา


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song1444.html
(วอนลมเกี่ยวใจ)


ใกล้ค่ำ..วันนี้ 
วันที่..สาวนาแสนดายเดียว
เดียวดายเสียเหลือทน
สาวนา..
ไปอาบน้ำในบึงบัวแล้วพาตัวมานอนนิ่งนิ่งริมคันนา
ทิ้งตาดูม่านฟ้าสลัวๆ
ด้วยดวงใจหมองหม่นมัวราวเมฆฝนบนฟ้านั่น


เพราะ..
อ้ายมาพรากขวัญพรากลาสาวนาไปหลายวันแล้ว
หลังกลับมาให้คำมั่นสัญญา
ว่า..
*จะรักภักดีต่อสาวนาตราบชั่วดินฟ้า*
ให้อินทร์พรหมยมพญามารับรู้เป็นพยาน
เมื่อวันวิสาขะที่ผ่านมา
ด้วยการประคองพากันไปเวียนเทียนรอบโบสถ์คร่ำ
ก่อนที่..
จะมานอนร้องเพลงรักเพลงฝันตรงนอกชานเรือน
ที่มี..
ดาวเดือนเป็นเพื่อนพลอยกระพริบระยิบระยับรับฟัง
ที่ทำเอาสาวนาถึงกับแทบอยากจะระรินหลั่งน้ำตา
.................



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5459.html
วอนลมเกี่ยวใจ

วอน ลมพัดพา
สัญญาเคยฝากใจน้อง
วาน บอกทุ่งทอง
สองใจลู่ลมรัญจวน
หวนรักรำพึง เฝ้าคิดถึง เสน่หา
จำเสียงคำสัญญา
ฝากลมพาสู่ใจของนาง
คิดถึงข้าวรวงอุ่นทรวงไม่ห่าง
คิดถึงแก้มนางกรุ่นกลางสายลม
ใจ ได้รักเธอ
ขอเจอเพียงเจ้าเท่านั้น
เคย กระซิบกัน
ฝังรอยร่วมเรียวเคียวคม
หวนครวญรำพึง
เฝ้าคิดถึงกรุ่นเรือนผม
ยามใดพอสายลม
กล่อมเอวกลมฝากลมเว้าวอน
มองแสงเดือนนวล
ป่วนใจไหวอ่อน
มองแสงเดือนรอน
อ่อนใจให้ครวญ
ขอดวงฤทัย ฝากปันใจเนื้อนวล
ขอรอยรัญจวน
คร่ำครวญสายใจอาทร
วอน ฝากสายลม
พริ้วพรมเนียนแก้มนางนั้น
คอย คืนสัมพันธ์
ฝังรอยรักนางกลางใจ
หวน รักรำพัน
ผ่านผิวลมข่มใจไว้
นางเอ๋ยเคยอุ่นไอ
กู่สุดไกลให้หวนคืนมา
วานข้าวเรียวรวง
เกี่ยวทวงสัญญา
วานสายลมพา เกี่ยวใจเจ้าคืน
วานสายลมพา เกี่ยวใจเจ้าคืน...

.............

แล้ว
วันเวลาก็มาพรากอ้ายไปอีกคราอีกครั้ง 
ไปทำหน้าที่ลูกผู้ชายชาติทหารคนดี
ไปพลีร่างยอม..ถวายจิตวิญญาณเป็นทหารอาสา
เพื่อ..
ปกบ้านป้องเมือง
ให้พบกับคำว่า*รู้รักสมานฉันท์สามัคคี*
โดยใช้คุณธรรมความดี
พร้อมพลีพิสูจน์


ให้พี่น้องผองเพื่อนในแผ่นดินเดียวกัน
อย่าได้มาเสียเวลาฆ่าฟันห้ำหั่นทำร้าย
คิด
จะปันแบ่งผืนดินอันแสนสุขสงบร่มเย็นกันอยู่เลย
ให้ทุกดวงใจรู้รักษาความสงบงามยิ่งใหญ่
ที่บรรพชนไทยได้พลีชีพหลั่งเลือดประโลมรักษา
มาเพื่อให้เราได้พบคำว่าไท ไทย ในสุวรรณภูมิทอง
......................


ราตรีนั้น
กับโมกกอ พ้อพร่าง
กับลั่นทม แทบปลิดร้างไร้ดอก
อ้ายเวียนกระซิบรักพร่ำบอกริมหู
แล้วพรายพรมโลมลูบจูบไล้สาวนาจนฟ้าใกล้สาง
แม้นดุเหว่ายังครางแว่วแผ่วครวญ
พลอยหวนไห้อาลัยรัก ...
...............



และ...กับวันนี้
ในยามเย็น 
ยามตะวันรอนๆอ่อนแสงสวย
เคลียทิวตาลดงไผ่
วันที่หัวใจดวงซื่อใสแสนภักดิ์รักคิดถึงอ้าย
หลังจูงลูกควายสายน้ำ
มานอนแช่น้ำในหนองแล้ว


สาวนาได้ยินเสียงพี่ทอง มากู่ก้องร้องตะโกน
บอกให้สาวนาไปดูรายการแสนโปรด
*ชิงช้าสวรรค์*
ดูโรงเรียนชื่อดังแสนหวาน*สายน้ำผึ้ง*
ที่หยาดสายราวสายธารธาราสวรรค์
ประชันเพลง..
ชิงตำแหน่งแชมป์ฤดูร้อนกับ..
โรงเรียนบัวใหญ่..จากนครราชสีมา 
ผู้เคยครองตำแหน่งปีที่แล้ว


สาวนาชื่นฉ่ำใจ 
เพราะ..
ดวงใจสาวนาคนยากนั้นแสนรักและหลงใหล
ในทุกมนต์เพลงลูกทุ่ง
ที่..
แสนให้อารมณ์ละมุนละเมียดมากเหลือเกิน
จนใครๆแถวนี้ให้สมญาสาวนาว่า
เจ้าแม่เพลง*ดั่งจินตหราน้อย*


ไม่รู้สินะ 
ว่าจริงๆแล้ว..
ทำไมสาวนาจึงได้เลือกจะรักเฉพาะ
เพลงลูกทุ่ง
คงเป็นเพราะคงโดนใจเนื้อนวลใจสาวนาเต็มๆ
ทั้งทำนองลีลา
ที่แสนให้ชีวิตชีวาสาวนาพรายพร่างด้วยไฟฝัน
พบพลังแสนวาบหวามไหว ดื่มด่ำ 
เงียบงามยามได้รับฟัง..กระมังนะ


สาวนา...
จึงน้ำตาคลอ
กับเนื้อเพลงชื่อ*เขียนฝันไว้ข้างฝา*
ของคุณครูสลา คุณวุฒิ
ที่ท่านได้ประพันธ์เอาไว้
อย่างกระเทาะเข้าไปถึงแก่นกระพี้
ของชีวิตชีวา สาวบ้านนา บ้านทุ่ง
ผู้หวังมุ่งจะเข้าเมืองมาเพื่อสานฝันให้พลันจริง


และ
สาวนาก็แสนตื้นตันกับบทเพลงบทนี้
ที่คุณครูสลา ใจดีได้รจนาอย่างแสนงดงาม
จนมิอาจหานิยามใด
มายกย่องชมเชยไปได้เสียทั้งหมดทั้งสิ้น


สาวนาเลยค้นหาบทเพลงงามๆ
ที่มีอยู่ณร่มรักเรือนใจเรือนไทย
กระท่อมไพร ณที่แห่งนี้
ที่เป็นฝืมือของคุณครู 
มาเชิดชู ยกย่องชื่นชมด้วยศรัทธาคารวะ


และ..
สาวนา..อยากกราบมอบ
*มาลัยใบข้าว*จากพราวเพชรในรวงเรียวเกี่ยวใจ
มานานปีของสาวนา
เพื่อ
พลีเทิดเกียรติพระคุณครูผู้แสนยิ่งใหญ่
ผู้มีดวงใจดวงสวยใสสะอาด..
รู้รักษ์วิถีชาติ วิถีไทย วิถีทอง
เพียร..
จรรโลงครรลองบทเพลงแห่งชีวิต  
อันดิบเดิมติดดิน
อันยังมิสิ้นกลิ่นอายแห่งท้องทุ่ง 
รุ้งเรียว..เคียวคมแลความรัก
อันคือ..
สายธารธารารักที่แสนเรียบง่ายและงดงาม
ดั่งนิยามรู้สมถะพอดีพอเพียง...


และนี่
คือชื่อบทเพลงที่สาวนาพอจดจำได้

จดหมายเปื้อนชอล์ค
สัญญาเมื่อสายันณ์
ปลาร้าสัญจร
คิดถึงแม่
สาวตีข้าว
วอนลมเกี่ยวใจ
บัวตองต่างเมือง
ริมฝั่งมูล
บัวลา
เพลงรักเพลงคิดถึง
ผู้หญิงสีขาว
.............


สาวนาจึงนอนน้ำตาไหล
เมื่อได้ยินเสียงหวูดรถไฟแว่วมา
คำสัญญาของอ้ายยังดังก้อง..


ยามที่..
อ้ายบอกว่าสักวันจะกลับมา
พร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ 
ให้สาวนาได้สวมสวยไสว
ราวข้าวสุกกอรอเคียวคม 
ที่จะพลีโน้มลงขอเพียงได้อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
ให้อ้ายคนดีได้นอนฝันในอ้อมตัก
พร้อมกับ..
รอบรรเลงบทเพลงรักอันแสนหวานหอม
หลอมพลีร่างไปด้วยกัน...เป็นหนึ่งเดียว
เป็น..นิรันดร์รัก..

......................



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song1729.html
เพลงรักเพลงคิดถึง


รัก ฝากฝังตรึง
สื่อบทเพลง คิดถึงเธอ
ใจ ใฝ่ละเมอ
อยากเจอะเจอ สองดวงตา
ฟ้า โปรดเห็นใจ
อยู่สุดไกล ให้นำพา

เธอ อยู่หนใด
สุดป่าไพร โพ้นพนา
ขอ เถิดรักมา
อุ่นอุรา ซบดวงใจ
หมาย มั่นรักคืน
ส่งใจยืน มองฟ้าไกล
ลมยังคงรำเพย
พัดเปรยปลิวยอดไม้
ลมยังคงเป็นใจ ล่องพา
ใจยังคงรำพึง คิดถึงไม่สร่างซา
ปรารถนา นั้นเพียงเธอ

ใจ ให้เหลียวดู
โปรดจงรู้ รักล้นเอ่อ
เธอ อยู่หนใด
โปรดนำใจ ร้อยฤดี
รู้ ไหมเพลงนี้
ส่งใจพลี ให้คิดถึงเธอ...

				
13 พฤษภาคม 2549 18:32 น.

นวลแสงไต้..

สาวบ้านนา


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song13.html
(น้ำตาแสงไต้)
...........................


จันทร์...กระจ่างฟ้า
นภาประดับด้วยดารารายระดะดวง
นอกชานเรือน
ใน...ท่ามวูบไหวของ*นวลแสงไต้*
ที่..กำลังทอไล้ลงมาอาบผิวเนียนแดดของสาวนา
ที่..
กำลังตั้งใจทอเสื่อกระจูดอยู่อย่างขะมักเขม้น
หลังเสร็จสิ้นงานนา....งานหว่านกล้าดำไถแล้ว...

สาวนา..
ตั้งใจมานานวันแล้วว่า..
จะทอเสื่อสวยให้เสร็จสมบูรณ์ทันวันอ้ายกลับมา..
เพื่อรอท่า..รอรับขวัญอ้าย..


เพราะ..
สาวนาอยากปูเสื่อฝีมือละเมียดผืนงาม
เอาไว้ให้อ้ายเอนอิงนอน
และรองรับสำรับกับข้าว
ที่...
สาวนา...
ตั้งใจว่าจะตั้งใจทำสุดฝีมือ 
ทั้ง..
น้ำพริก ปลาทู 
แนมคู่ผัดสดริมนาเป็นเครื่องเคียง
ทั้ง..
*ปลาสองน้ำ*รสดี
ที่สาวนานี้ตั้งใจคลุกขมิ้นกับเกลือกระเทียม
หมักไว้ให้หอมได้ที่แล้วค่อยนำมาทอด
ให้กรอบนอกนุ่มเนื้อหวานใน
แล้ว..
ไหนจะแกงเหลืองหม้อใหญ่
ด้วยผักนานากับปลาช่อนตัวโตๆ

ผลไม้...ก็มากมายมากมีในฤดูนี้
ทั้งเงาะ แตงโม มังคุด


และ....
ที่เด็ดสุดคือ
น้ำปลาหวานมะม่วง
ที่สาวนารู้ดีว่าอ้ายนี้..
ชอบน้ำปลาหวานแกมกับมะม่วงแรด
เพราะเปรี้ยวแซ่บดี...กว่ามะม่วงมันส์พันธุ์ไหนๆ


แล้ว..
มานั่งจุดเทียนกินข้าวกัน
ในท่ามแสงจันทร์ในคืนวันพรุ่งนี้...
ที่..
สาวนารอมานานหลายเดือนเต็มที
หลังจากที่อ้าย..คนดี..บอกว่าจะกลับมา
หลังเสร็จสิ้นภารกิจเพื่อชาติ..
เนื่องจาก..
อยากมาเคียงกายเคียงใจเคียงไหล่สาวนา
พากันไป...เวียนเทียนรอบโบสถ์คร่ำ
ในท่ามสายแสงจันทร์เพ็ญ
ให้...
ดวงใจทั้งสองดวงแสนใสฉ่ำเย็นพอกัน
*ในวันวิสาขปุณมี*


และ..
สาวนา..ทราบดีว่า..
หลังจากวันพระวิสาขบูชา
*จะเป็นวันคล้ายวันเกิดอ้าย *
ที่..
อ้ายมักกระซิบบอกกับสาวนาเสมอมาว่า
อย่าได้ให้ความสำคัญ
เพราะ..
วันทุกวันคือวันดีตราบเท่าที่เรานี้ยังมีลมหายใจ
และ..
ได้เพียรคิดดี พูดดี ทำในสิ่งดีดี
พลีให้..
แด่ตัวเองแม่พ่อและเพื่อนพ้องอย่างผู้รู้ค่าคน...
และ...
ทำสิ่งมงคลหมายให้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า
ตราบจนกว่า...
ลมหายใจจะสิ้นเพียงนั้น..
ก็น่าจะพอเพียง..เพียงพอ..


สาวนา..อยากเถียงว่าแค่เพียงสาวนาปิติใจ
อยากลุกขึ้นมา..เตรียมอาหารหวานคาว
รวมทั้งตั้งใจร้อยมาลัยดอกไม้
ให้อ้ายได้ใส่บาตร..ถวายพระ เท่านั้น..


และ..
ในยามค่ำ..ท่ามเดือนสวยดาวไสว
ขอเพียง..
สาวนา..ได้นอนหนุนไหล่อ้าย
แล้ว..อ่านบทธรรมงามจับจิตจับใจ
ของ*หลวงปู่มั่น*พร้อม
ฟัง..
เสียงเรไรร่ำจั๊กจั่นจิ้งหรีดร้อง
เสียงก้องไพรจากสรรพสัตว์เหล่านี้..
ที่แสนดังระงม..หากทำไมนะจึงให้อารมณ์
แสนวิเวกวังเวง 
ช่างไม่เหมือน..*บทเพลงเมือง*
ที่สาวนาไม่เคยชินเอาเสียเลยสักนิ๊ดเดียว


และ..
ในท่ามน้ำค้างหยดเผาะ
สาวนา..
อาจจะเปิดบทเพลงไพเราะของ*ครูทูลทองใจ*
 ที่..
คือบทเพลงไพรที่แสนให้อารมณ์ดำดื่ม
แบบดิบเดิม
ที่ฟังทีไร..
ทั้งอ้ายและสาวนาจะแสนปลื้ม
จะพากัน..
หันมาทำตาซึ้งใส่ให้กันแบบรู้ทันเท่าความไพเราะ
แสนเสนาะหวานเศร้า 
เคล้าบรรยากาศลูกทุ่งท้องนาเสียไม่มี...


พรุ่งนี้...
สาวนา..ตั้งใจเด็ดดวงดอกไม้นานาในสวน
ทั้ง..
ดวงดอกพุดซ้อนอรชร
มะลิละอออ่อน
ที่...
กำลังผลิดอกพราวนวลทุกราวกิ่ง
มารัดร้อยเป็นดั่ง*สร้อยศรัทธามาลัย*
เพื่อ..
พลีน้อมนำ..ไปเวียนเทียน
ถวายพระประธานในวิหารโบสถ์คร่ำ


แล้ว...
อีกพวงจะวางถวายองค์พระปฏิมา
บนหิ้งพระ*กระท่อมปลายนา*
แล้ว..
ตั้งจิต..อธิษฐานวาจา..สวดมนต์ภาวนา
ให้เรานั้น..
พ้นวิบากรักวิบากกรรม
และ..
หากจำต้องเกิดมาชดใช้กรรมอีก
ขอให้ได้เกิดมาเป็นดั่ง..คู่บุญคู่ธรรม
เพื่อนทิพย์ทางจิตวิญญาณทุกภพทุกชาติไป
แล้ว...
จะวางมาลัยพิกุลเคียงหมอน 
ให้สองเรา..
นอนหลับฝันดีในท่ามราตรี...*แห่งรักนิรันดร์*
.......................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song13.html

น้ำตาแสงไต้ สง่า อารัมภีร์ 

นวลเจ้าพี่เอย คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ
ถ้อยคำ เหมือน จะชวน
ใจ พี่ หวล ครวญคร่ำอาลัย
น้ำ ตา อาบแก้ม เพียงแซม ด้วยเพชร ไสว
แวววับ จับหัวใจ เคล้าแสงไต้ งามจับตา
นวล แสงเพชร เกล็ดแก้ว อันล้ำค่า
ครา เมื่อต้องแสง ไฟส่องมา
แวววาวชวนชื่นชม
น้ำ ตา แสงไต้ ดื่มใจ พี่ร้าวระบม
ไม่อยาก พรากขวัญ ภิรมย์
จำ ใจ ข่ม ใจไปจากนวล
นวล เจ้าพี่เอย
นวล เจ้าพี่เอย...
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสาวบ้านนา
Lovings  สาวบ้านนา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสาวบ้านนา