29 กันยายน 2546 10:40 น.

ตอบ..เพลงยาว

อัลมิตรา


สดับสาส์นกาลคล้อยมาร้อยจิต
พ่อมิ่งมิตรฝากใจหมายคิดถึง
แม้นห่างเหินเกินคำพร่ำรำพึง
ยังคงขึงเรียงพจน์เป็นบทกลอน

สายสวาทมาตรมั่นสัญญาว่า
มิคลาดคราคืนคลายสายสมร
ยินเสียงแผ่วแว่วซึ้งคะนึงวอน
เป็นบทอ้อนเหนี่ยวใจให้จารจำ

จากเรือนห่างร้างไกลหมายคืนถิ่น
ยังยลยินตักหนุนกรุ่นงามขำ
แสนเหว่ว้าหนาวกายาคราฝนพรำ
สุดระกำจึงเพียรเขียนกลอนคืน

หากบุญหนุนจุนเจือมาแต่หลัง
จิตเรายังผูกพันมิผันอื่น
แม้นชีพลับดับมลายคล้ายหยัดยืน
รักคงชื่นตราบนานเท่ากาลมี

เทียบน้ำหยดรดหินบิ่นสึกกร่อน
รักมิห่อนร้างเลือนหรือเบือนหนี
ยังหนักแน่นแก่นทรวงห้วงฤดี
ยากจะมีวันชืดจืดจางลง

อย่าหวั่นใดในกานท์ที่หวานหยด
หากจะปลดทิ้งคว้างหว่างลุ่มหลง
ฤๅจะเทียบเทียมใจหมายจำนง
รักยังคงสถิตแน่นยังแก่นใน

กำไลร้อยกำไลรักจักคงถ้อย
มิเสื่อมถอยคำเล่ห์เสน่ห์ไหน
ยังสวมสอดกอดกระหวัดมัดฤทัย
สื่อเป็นนัยหมายมาตรมิพลาดชม

คนสมุยคุยเฟ้อ..เออ ! บ้านนอก
อยากจะบอกคนกรุงมิฟุ้งถม
หากรักจริงมิ่งชายคลายระทม
อย่าได้ตรมตรอมจิต..พิศวาทเลือน..
				
29 กันยายน 2546 09:05 น.

+::+~คืนเดือนดับ~:+::+

อัลมิตรา

ขอเรียงร้อยถ้อยคำลำนำอ้าง
ยามอ้างว้างร้างลาคราจันทร์หาย 
ยามสิ้นดาวพราวแพรวแนวคืนคลาย
ยามหวั่นไหวในวันอันหม่นเดือน 

คงหลงฟ้าราตรีทิวาล่วง
แสนหวงห่วงดวงแขแลหมางเหมือน 
ไยหลบหลีกซีกฟ้าครายลเยือน 
ฤๅร้างเลือนเพื่อนชมภิรมย์ดาว 

เฝ้าชะแง้แลหลงตรงจันทร์ผ่อง
ใจหวังปองมองฟ้าคราเหน็บหนาว 
สายลมพัดกวัดไกวใจสั่นเทา
แสนปวดร้าวคราวคืนสะอื้นมอง 

พระจันทร์เอยเคยชมรื่นรมย์อยู่
คงพลัดคู่ดูดายคล้ายกลัดหนอง 
ริมสายน้ำยามคืนฝืนใจมอง
ศศิจ้องพ้องเรา...นั่งเฝ้ารอ...

ริมโคนไทรในคืนอันขื่นขม
แว่วสายลมขรมกู่อู้จริงหนอ 
กระทบกายใจสั่นพรั่นพนอ
สายลมล้อกอไผ่ให้ไหวเอน 

เสียงลู่เรียงเอียงไหวปานใจฉัน
ยังหนาวสั่นหวั่นวิตกอกแสนเข็ญ 
นั่งสะท้านปานว่าคราลำเค็ญ
ลมพัดเย็นเร้นดาวสกาวพราย...

โอ้ว่าไทรไหวโยกโศกสำเนียง
ระบือเสียงเพียงว่าอย่าหลับใหล 
กิ่งก้านโกรกโยกย้ายกลายแกมใบ
ดั่งสไบชายพริ้วลิ่วลมลอย 

เสียงนกน้อยคอยคู่กู่กึกก้อง
เฝ้าร่ายร้องพ้องหาว่าเศร้าสร้อย 
ดั่งใครกันพรั่นคำยามหลงคอย
ดาวเดือนคล้อยลอยลับกับเมฆา

แม้นมิยาตรเยื้องกรายคล้ายหลับฤา
คงสุดมือยื้อยุดฉุดพาหา 
สูงเทียบฟ้าเวหาคว้าดารา
เพียงชายตาหาแสงยังแย้งใจ

ไม่เห็นเพ็ญนภาพราวสกาวพร่าง
ดูอ้างว้างร้างนักจักร่ำไห้ 
ดุจมืดมัวกลัวเกรงเพลงบทใด
แสนอาลัยในพระจันทร์วันมืดมน 


+::+~~:+::+.+::+~~:+::+.+::+~~:+::+


เสียงเพรียกพร่ำผ่านแผ่วแนวไทรโศก
กิ่งก้านโยกเอนไหวใบกวัดแกว่ง 
ลมเจ้าล่องลู่ไล้หมายแทรกแซง
โกรกจนแกว่งกิ่งก้านสะท้านใบ 

นั่งพิงไทรริมน้ำยามดึกนัก
เสียงนกทักท่วงท่าน่าหลงใหล 
บ้างกู่เรียกเพรียกคู่อยู่ร่ำไป
บ้างร้องใส่เสียงส่งบ่งสำนวน 

ลมพัดเอื่อยเรื่อยแล้วแนวไทรสั่น
ดุจอกหวั่นพรั่นหนาวคราวลมหวน 
ยังคนึงจิตหมายใกล้เนื้อนวล
แสนรัญจวนจับใจคล้ายติดตรึง 

ริมสายน้ำยามดึกนึกครวญคร่ำ
ยังชอกช้ำน้ำเหนือเมื่อมาถึง 
คงเอ่อล้นเต็มฝั่งนั่งรำพึง
โคนไทรซึ่งเหมือนว่าว้าเหว่ใจ  

สองฟากคลองน้ำหลากมากยิ่งแล้ว
จิตยังแน่วนั่งนิ่งมิติงไหว 
สายน้ำเย็นจนหนาวร้าวฤทัย
ไม่เทียบใจที่ตรมระทมครวญ 

ฟังเอ๋ยฟังคลื่นน้อยค่อยเคลื่อนผ่าน
ปลาทะยานโจนเล่นเช่นสุขสรวล 
น้ำกระเซ็นเป็นสายแหวกว่ายทวน
บ้างยังง่วนหวนหาพาเชยชม  

โอ้อกเอ๋ยเคยเคียงเยี่ยงลมแผ่ว
ฤๅต้องแคล้วจากไกลคล้ายขื่นขม 
จำต้องพลัดพรากกันปานสายลม
เพียงเชยชมแล้วลอยคล้อยจากไกล 

คงเหลือไว้ไมตรีที่มากพ้น
ที่จำนนหาคำนำเปรยได้ 
ให้เรียงร้อยวรรณกรรมล้ำเลิศใด
ยังยากไปเกินเปรียบเทียบไมตรี  

ครั้งรุ่งแจ้งแสงฟ้าพาสดชื่น
ยามเจ้าตื่นมุ่งงานอันเร็วรี่ 
ให้ปราศทุกข์กังวลพ้นไพรี
ขอให้มีแต่สุขทุกย่ำยาม 

พบเพื่อนดีมากมายหมายช่วยเหลือ
และจุนเจือกิจการงานล้นหลาม 
ขอถ้อยท่วงบทกวีที่เล่าความ
แด่คนงาม...สดชื่นรื่นนิรันดร์  

				
27 กันยายน 2546 21:44 น.

๏๏๏ ตามรอย ๏๏๏

อัลมิตรา


๏ อลังการผ่านฟ้า....................อโย-  ธยาเฮย
เรืองรุจน์สุดภิญโญ..................โอ่อ้าง
ดุจพิษณุเทพเดโช...................นิรมิต
ปราสาทราชฐานค้าง-..............โศลกหล้าเหลื่อมสวรรค์ ๚

๏ เศวตรฉัตรชั้น.......................เฉิดเฉลิม
เฉกฉัพพรรณพราวเติม............เดื่องด้าว
ยังเกียรติเกริกไกรเสริม............ยศยิ่ง
ประดุจมัฆวานท้าว....................เทพไท้มไหศวรรย์  ๚

๏ จากอิฐนิดก้อนเนื่อง..............เหลือคณา
ปูนโบกปักษ์ปกทา....................แต่งแต้ม
จำหลักเจิศเพริศตา...................วิจิตร-  การเฮย
เวียงวัดทัศน์อาจแฉล้ม..............เฉกชั้นดาวดึงส์ ๚

๏ ทวยราษฏร์ปราศทุกข์ร้าว......นอนขม
สรรค์สุขเกษมภิรมย์..................ทั่วหล้า
หมายกอปกิจการสม.................สำเร็จ
ใครใคร่ขายใดค้า......................เกลื่อนร้านชานเรือน ๚

๏ สำเนียงเสียงหยอกเย้า..........บรรลือ  ขจรแฮ
โขนขับประโคมฮือ....................ห่อนร้าง
จอแจขวักไขว่ถือ.......................แขนเกี่ยว  เมียงนา
สมโภชโรจน์อาจอ้าง.................ไป่ร้างกรุงศรี ๚

๏ สองมือถือธูปตั้ง....................เทียนถวาย
ผ่องผุดโกมุทผาย....................จรดคิ้ว
หมายองค์พุทธพรรณราย.........งามยิ่ง
กำจัดนิวรณ์กริ้ว........................เกลือกกลั้วอวิชชา ๚

๏ หากกาลผันผ่านพ้น................นักษัตร
เมืองมิ่งอาจวิบัติ........................คลาดคว้าง
ไตรลักษณ์ประจักษ์ชัด...............เฉกเช่น  ธรรมเฮย
หาอยู่ดูสมอ้าง............................เกลือกกลั้วมัวดิน ๚

๏ ยังเพลินเดินรอบรั้ว.................เวียงวัง
หากจิตพิศดารยัง.......................ดั่งแกล้ง
โหยหาอดีตหลัง.........................กาลเก่า
อยุธยาพาแจ้ง...........................จิตรรู้ปริศนา-  ธรรมเฮย ๚

๏ ยืนยงคงมอดม้วย...................ดังกัน
สรรพสิ่งมิ่งอาจผัน.....................แผกดิ้น
สำแดงแห่งสามัญ-.....................ญลักษณ์
กำหนดปรากฏสิ้น.......................สิ่งเร้นเห็นความ ๚

๏ ตาม.....เมืองอันเฟื่องฟ้า..........อดีตกาล
รอย.....ภาพจินตนาการ...............จิตยั้ง
ครู.....เผยเอ่ยวิจารณ์..................ขอนบ-  นอบนา
โคลง.....คร่ำครวญอีกครั้ง...........ดั่งเอื้อนเยือนเมือง-  เก่าเอย ๚ะ๛ 


 				
27 กันยายน 2546 12:22 น.

๏ ภมร - ผกา ๏

อัลมิตรา


๏ ครากอดกุมนุ่มเนื้อ..............เนียนนวล 
เพียงแผ่วผึ่งผายจวน...............ซ่านซ้อน 
อุทรเคลื่อนหวิวรวน.................รัวร่อน 
อกคั่งละหลั่งร้อน.....................เร่าเร้าถวิลหา ๚ 

๏ บุปผายามดอกแย้ม.............สีสัน 
บานแอร่มเผยอวดพรรณ.........หยาดเยิ้ม 
หอมจรุงกรุ่นกลิ่นอัน..............ยวนยั่ว 
ภมรย่อมไหวเคลิบเคลิ้ม..........ซ่านซ้องรสหวาน ๚ 

๏ คืบคลานเล็มคลุกเคล้า........เสาวรส 
เกลือกร่างคละคลึงบด.............กลีบง้ำ 
เบียดแทรกสอดกายลด...........เลี้ยวแหวก 
ดูดดื่มกำซาบน้ำ....................หลั่งเลี้ยงเผดียงไหว ๚ 

๏ หทัยดุจละลิ่วห้วง................สูงโพยม 
หวิววาบปลาบถาโถม...............ร่วงคว้าง 
โลกยามซ่านลามโลม..............ลนร่าง 
คำย่อมยากเคียงค้าง................คู่คล้อยจินตนา ๚ะ๛ 				
27 กันยายน 2546 12:14 น.

..มนต์จันทร์..

อัลมิตรา



๏ หลงใหลไยห่วงห้วง...................มหรรณพ์หาว
รูปลักษณ์มักแพรวพราว................หลอกล้อ
จูบจับกับเดือนดาว........................สุกสว่าง
จันทร์เจิดเพริศเกิดท้อ...................เพ่งหล้าโอบอิง ๚

๏ ปราศจันทร์อาจแจ่มแจ้ง.............จิตถวิล
คลาดเคลื่อนเดือนดับดิน................ดาษด้าว
โหยหากว่าชีวิน.............................สูญสาบ  ดับนา
หาดับกับรุ่งเช้า..............................พ่ายแพ้สุริยงค์ ๚

๏ ใครกันพลันอาจต้อง....................อิงกาย  แม่เอย
จิตพี่อาจฟูมฟาย...........................ใคร่ห้าม
จักชิงช่วงทวงหมาย........................ปักษ์ปก
ชายอื่นพันหมื่นคร้าม.....................หากใกล้หมายนวล ๚

๏ หลงจันทร์ผันผกคล้าย................รัตติกาล
อาจหม่นจนมรณานต์....................จิตร้าว
เวิ้งว้างว่างศฤงคาร.........................ดังดับ  จันทร์เฮย
มิอาจจรัสอะคร้าว..........................พร่างฟ้าจันทร์ฉาย ๚ะ๛  

				
Calendar
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟอัลมิตรา
Lovings  อัลมิตรา เลิฟ 0 คน
มาอีกรอบนะ พยายามจะเขียนกลอนที่นี่ แต่ยังใช้ไม่เป็น เห็นกลอนขุดบ่อล่อปลาแล้วคิดถึงอิม คิดถึงเรื่องเก่า ๆ จะสิบปีแล้วสินะที่เริ่มเขียนกลอนได้ เหมือนกลอนที่เคยอ่านหรือเขียนขึ้นใหม่นะ
คิดถึงจังอิม สบายดีหรือเปล่า
>