23 มกราคม 2550 17:25 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. การโดนฟัน แทง จากมีดดาบ ที่ว่าคมกล้าและแหลมแล้ว
บาดแผล และ ความเจ็บปวด สาหัส ยังไม่เท่าไหร่
อย่างน้อยสิ่งที่หลงเหลือ คือ รอยบาดแผล ทางกาย
บันทึกไว้บนผิวหนัง ...ระลึกถึง เมื่อมองเห็น...
ในหมู่บ้าน ถนนเปียกชื่น ลื่น เฉอะแฉะ
อากาศมลพิษ แผ่ขยาย อึมครึม ทั่วร้านชำใกล้บ้าน
อันเป็นแหล่งรวมตัวชุมนุมชน นักข่าว ชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าว ตระเวณ แสวงหาแหล่งข่าว เพื่อนำเสนอ
ประธานสมาคม เปิดอภิปราย ถึงสถานการณ์
สมาชิกปากจัดไม่ได้รับการคัดเลือกแต่อยากเป็นสมาชิกได้ออกปากเสียง
ต่างส่งเสียง เห่าหอน กันให้สลอนกันในสมาคมน้ำลาย
หลายๆเสียง ประสานกัน อย่างเมามันส์ สนุกปาก
เรื่องคนนั้นเป็นอย่างนี้ เรื่องคนนี้เป็นอย่างนั้น ไม่หยุดปาก
โหยหอน นินทา ผู้คน........ทั่วไป ในหมู่บ้าน
คนนั้นบ้า คนนั่นโง่ คนโน้นไม่ดี ยากจน สกปรก น่ารังเกียจ
รู้เรื่องไปหมดทุกเรื่องทุกอย่าง ชีวิตใครเป็นยังไง
สมาคมหมาขี้เรื้อน สะเทือนก้อง หมู่บ้าน นินทา
สบถ ถ่มน้ำลาย ใส่หน้าชาวบ้าน ละแวกใกล้เคียง
กลิ่นลมปากเหม็นๆ ส้วมแตก อยู่ในปาก
หมาที่คิดว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่น ที่แท้ก็กินขี้ของตัวเอง
17 มกราคม 2550
.
23 มกราคม 2550 17:02 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. ย่ำเดินตระเวณ สำรวจ ลุยๆ แบบลูกผู้ชาย
ฉันชินชากับการใช้ชีวิตโดยลำพัง มาเนิ่นนาน
ความอ้างว้าง เดียวดาย และเปลี่ยวเหงา คือเพื่อนสนิท
จนวันหนึ่งได้พบกับเธอ.........ใครคนหนึ่ง ฉันไม่เคยเจอ
หญิงสาวจากลุ่มน้ำปัตตานี พูดจาภาษาญาวี
สาวงาม คลุมผ้าฮิญาบ แต่งตัวอย่างมุสลีมะฮ์ที่ดี
เราต่างเป็นผู้พลัดถิ่น ภูมิลำเนา สู่มหานคร
จรจากบ้าน สู่กรุงเทพฯ ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
ก๊ะ หญิงงามจากข้างใน ไม่ใช่แค่เปลือก
ในความธรรมดาของเธอ มีเสน่ห์ และความน่ารักแฝงอยู่
หญิงสาวนัยตาแขก ชวนฝัน ถึงความหวัง
เกิดปฏิกิริยา สิเน่หา ความรักค่อยๆก่อตัว
ครั้นความรักจักพึงกำเนิด การเกี้ยวพาราสี จึงเกิดขึ้น
เราทักทาย พูดจา กันพอเหมาะไม่เสียหาย
ฉันค้นพบเลยว่า ความเข้าใจและความคิดเห็นใกล้เคียงกัน
ภารกิจพิชิตความรัก จึงเริ่มขึ้นด้วยความหวัง
พี่ชายที่แสนดี เธอยัดเยียด คำๆนี้ให้ฉัน
เธอบอกว่ามีคนรักแล้ว คบกันมาก็หลายปีอยู่
ตั้งแต่สมัย มัธยมฯ............อยู่ละแวกเดียวกัน
ปราสาททรายสวยงาม พังทลายไปกับตาเมื่อคลื่นซัด
เธอกะไว้ว่าจะบอกแล้ว ว่าเธอมีใครอยู่
ผิดที่ฉัน ดั้นด้น ดื้อดึง จนไม่ลืมหูลืมตา..
ความดันทุรังของฉัน มากมายเหลือคณา...
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เป็นพี่ชายน้องสาวก็ได้
... .......แม่ดอกดาหลาแห่งดินแดนนราฯ.............
20 มกราคม 2550
.
22 มกราคม 2550 17:19 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. ซีดเซียว งานเขียนชิ้นนี้ ซีดเซียวเหลือเกิน
บทกวี ที่ออกจะแนวปรัชญา เปรียบเทียบ
ไม่ค่อยมีใครสนใจ และ เปิดโอกาศต้อนรับ
ฝีมืองานเขียนของฉัน เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างจริงจัง พัฒนาการ
งานเขียนของฉันออกแนวประหลาด แหกกฏ
ฉันทลักษณ์ และ สัมผัส ดันทุรัง แหกคอก ออกมา
ในความแปลกแยกที่มีอยู่จริง ฉันเลือกเอง
ทางเดินที่ไม่มีใครเดิน หรือ เดินน้อยคน
เคยมีใครไม่กี่คน ที่ถาง บุกเบิก กวีสายนี้
กวีปลอดฉันทลักษณ์ กลอนเปล่า อิสระเต็มที่
กลัวอะไรกับการหลงทาง ถ้ามัวแต่กลัวก็จงย่ำอยู่กับที่
ถนนมากมาย ทุกสายต่างมีทางออก ตามทางของมันเอง
ถนนนักเขียน คือ เส้นทาง แยกออกไปหลายสาย
นักเขียนอิสระคือสิ่งที่ฉันรัก........และอยากเป็น.....
แต่หนทางเดินจะก้าวมันเต็มไปด้วย อุปสรรค ยากเข็ญ
การแจ้งเกิดบนถนนสายนี้.....ริบหรี่เกือบมองไม่เห็น
ตะโกนสุดกู่ ด้วยซุมเสียง โบกมือร้องหา
เป็นนักอยากเขียนไปก่อน ฝึกฝนไปก่อนเถิดหนา
ฝีมือยังไม่ถึงขั้นนักเขียน เป็นนักขอเขียนด้วยปรารถนา
วงการวรรณกรรม คือ แสงดาวแห่งศรัทธา
หากชีวิตนี้เป็นไปไม่ได้ อย่างฝันคาดไว้
ไม่เป็นไร ฉันยังมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวตน
กวี อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ในตัวเราเอง
แค่ได้อ่านและสร้างสรรค์งาน แม้ไม่ได้เผยแพร่ ไม่เป็นไร
17 มกราคม 2550
.
22 มกราคม 2550 16:55 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. ทัศนียภาพ ท้องทุ่งนาแห่งนี้ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
นาแต่ละบิ้ง เต็มไปด้วย เศษฟาง ตอซังแห้งๆ
สีเหลืองซีด แทนที่ ทุ่งข้าวรวงเรียวสีเหลืองทองอร่าม
ความแห้งแล้งค่อยๆคืบคลาน เข้ามาคุกคาม รุกราน
ปลาในบึง หนอง นา ดิ้นรนกระเสือกกระสน
ภายใต้ความแห้งแล้งของฤดู.....ในหนองน้ำปลักโคลน
เด็กๆและชาวบ้าน ขมีขมัน จดจ่อ กับการวิดน้ำ จับปลาน้ำแห้ง
โคลนเลอะหัว เลอะตัว บ้างลื่นล้มลงจนเป็นมนุษย์โคลน
ชาวบ้าน ปล่อย วัว ควาย แพะ กัดกินซังข้าวในทุ่งนา
หันไปทิศทางไหนก็มีแต่วัว ควาย กำลังเกล็ดเล็มหญ้าและฟางแห้ง
เด็กๆวิ่ง แล่น เล่น ว่าวปักเป้า อย่างสนุก..........
ขณะที่ประเพณีเล่นว่าวของชาวบ้าน ยังไม่เริ่ม
เสียงกังหันลมไม้ไผ่ เตาะหมาก บนปลายต้นไม้สูงส่งเสียง
ยามกระแสลมพัด....เสียงยิ่งดังชัด...และไพเราะ
ดอกหญ้าริมถนน อ่อนโอน ล้อลม แผ่วเบา
เสียงปี่ซังข้าว ดังแว่วมา ล่องลอย แทรกอณูของอากาศ
หมู่บ้านที่เราพำนัก ตั้งอยู่ในหุบเขาหมอกสีขาว
สองข้างทาง ลัดเลาะ ป่ายางพาราและสวนปาล์มที่ปลูกเรียงราย
ทุ่งนา ห้อมล้อม หมู่บ้านของเรา รายรอบ คล้ายๆ เกาะ
ขณะที่บนเกาะก็มีท้องทุ่ง และในท้องทุ่งก็มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง
ต้นไม้ที่เรียกประสาชาวบ้านว่า"ปาบ" และมีผลกินได้
รสชาติเปรี้ยวคล้ายๆมะม่วง ลักณะ "ลูกปาบ "ออกจะแบนๆเบี้ยวๆ
และจนมาถึงวันที่ต้น"ปาบ"ได้จากไป สาเหตุด้วยอสูนิบาติฟ้าผ่า
หลังจากนั้นต้น"ปาบ"ได้จากไป หายสาบสูญพันธุ์....
ไม่เหลือสิ้นแล้ว........เหลือเพียงแค่ชื่อ.........
20 มกราคม 2550
.
22 มกราคม 2550 16:20 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. สาวน้อย...หญิงสาวในชุดนักเรียน...
รูปร่าง อ้อนแอ้น อรชร เอวบางร่างน้อย
งดงาม ด้วยหน้าตาสะสวย เสน่ห์บาดลึก
เธอ คือ ดาวดวงหนึ่ง ที่ใครต้องการไขว่คว้า
นางฟ้าน้อย........พิมาน'สรรค์ สร้าง
พรแห่งความรื่นเริง........อยู่กับเธอ
ดวงจันทร์............บนท้องฟ้า..
กรวด ทราย เกลื่อนอยู่บนพื้น..หนึ่งในนั้นก็คือฉัน
การละเมอของก้อนกรวด อยู่ในฝันไกลห่าง
แหงนจ้องมอง..........กระต่ายในดวงจันทร์
กระต่ายขี้เล่น วิ่งร่าเริง ยิ้ม ส่งสายตา สบตากับฉัน
เราไม่มีโอกาศจังหวะพูดจาทักทายทำความรู้จักมากกว่าที่เป็น
เธอเคยถามว่าทำไม ฉันถึงจ้องหน้า อยากสบตากับเธอ
แล้ว ฉันก็ไม่เคย ตอบคำถาม.............
นับแต่บัดนั้น เวลาผ่านไป เนิ่นนานสุดกู่
และวันนี้ฉันจะตอบ แต่เธอไม่จำเป็นต้องรู้...หรอก
ด้วยความรู้สึกดีๆ กับคำว่ารัก และ คำว่าชอบเธอ
ความทรงจำนั้น ฉันยังจำได้เสมอ....ครั้งหนึ่ง
ขอความเป็นเพื่อนเก่า ดำรงอยู่ระหว่าง เธอและฉัน
10 มกราคม 2550
.