16 มกราคม 2550 20:06 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. กว่าที่ฉันจะรู้เดียงสาว่าอะไรคืออะไร
เด็กทารก ส่งเสียงร้องได้เพียง อุแว้ อุแว้
ในอ้อมอก ไออุ่น ดูด ดื่ม หยาดน้ำนม..
หยาดน้ำนมบริสุทธิ์ กลั่นมาจากสายเลือด
ในความเป็นแม่ มี ความเป็นครูสถิตย์อยู่
หยอก ชวน เล่น เลี้ยงดูทะนุถนอม..
คุณครูคนแรก "แม่" สอนทารกให้คว่ำ ค่อยๆกระเถิบ
เรียนรู้การคลาน เริ่มหัดเดินเตาะแตะ เดินคล่องจนวิ่งซุกซน
หัดฝึกส่งเสียงพูด จนพูดได้คำแรก "แม่" "พ่อ"
ในความเป็นพ่อ ก็มีความเป็นครู อาศัยสถิตย์
พ่อสอนจากการเอาใจใส่ ล้อเล่น ชวนคุย แม้แข็งๆประสาผู้ชาย
รอยเท้าเล็กเท่าฝ่าหอย พยายามเดินตามรอยเท้าพ่อ
พ่อสอนลูกด้วยหยาดเหงื่อ ทุ่มเท มานะ เพื่อครอบครัว
พ่อพร่ำสอนให้ลูกเข้มแข็งและติดดิน ฝ่าป่า ข้ามทุ่งนา
กระทั่งถึงวัยเรียน..........
ฉันเข้าโรงเรียนประถมฯโดยไม่ได้ฝึกหัดเรียนจากอนุบาล
เด็กประถมหนึ่งอย่างฉัน จึงต้องเริ่มฝึกเรียนจากติดลบ
บางวัน....ฉันร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน.....
แต่แล้วครูก็ได้ปลูกฝังความกระตือรือร้นในตัวฉัน
ฉันเริ่มสนใจ .........
ก.เอ๋ย ก.ไก่,ข.ไข่ในเล้า,..........,อ.อ่างเนืองนอง,ฮ.นกฮูกตาโต
เอ, บี ,ซี ,ดี ,................................., เอ็ก ,วาย ,แซต
ฉันเริ่มค้นพบบางสิ่งในตัวเอง...ที่แฝงอยู่
ฉันเริ่มนับเลข..........ได้บ้าง.
ศูนย์,หนึ่ง,สอง,สาม,สี่,ห้า...............
ซีโร่,วัน,ทู,ทรี,โฟว์,ไฟต์........................
ฉันทดลองขยับมือวาดเขียนตัวอักษร,ตัวเลข..จนเขียนเป็น
ฉันลองขยับมือวาดเขียนบนสมุดวาดเขียนและสมุดเรียนตามประสาเด็ก
ฉันเริ่มเข้าใจ... ฉันเริ่มกระหายวิชาความรู้ อย่างแรง
คุณครูปล่อยจิตวิญญาณ ถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียน
คุณครู ร่ายมนต์ เสก...วิชาเข้าสมองเด็ก....
ไม่ว่าครู วิชาภาษาไทย,คณิตศาสตร์,ส.ป.ช.,ส.ล.น.,พละศึกษา,
อังกฤษ,ศิลปะ, วิชาศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม ฯลฯ
คนแล้ว คนเล่า ครูทุกคนอยู่ในใจเด็ก.......
ขณะเรียนประถมศึกษา....วันเสาร์-อาทิตย์.......
ฉันก็เรียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม คุรุสัมพันธิ์(ตาฎีกา)
ก้าวแรกที่ฉันย่างก้าวเข้าไปในโรงเรียน........
พกพาความรู้มาจากบ้านด้วยความว่างเปล่า.........
ฉันต้องเริ่มเรียนจากการต้องนับด้วยภาวะติดลบ........
โต๊ะครูสอนภาษาอาหรับ,มาลายู นับตัวอักษรซึ่งก็คล้ายๆกัน
อาลีฟ,บา,ตา,ซา,จีม,.........................,ลามอาลีฟ,อัมซะ,ยา
โต๊ะครูสอนนับเลขอาหรับและมาลายู..
วาฮิด,อิซแนน,ซาลาซา,อัรบาอา,.....................
ซาตู,ดูวอ,ตีฆอ,อัมปัต,ลีมอ,อานำ,............................
ฉันเรียนกับโต๊ครูท่านสอนให้รู้จุดมุ่งหมายอิสลาม
เพื่อศึกษาบทบัญญัติของศาสนา..ภาคฟัรดูอีนและกีฟายะฮ์
เรียนรู้บัญญัติธรรมนูญ อัล-กุรอ่าน
ทำตามแนวทางตามแบบอย่างท่านนบีฯ(ซุนนะฮ์และอัล-ฮาดิษ)
และศรัทธาสวามิภักดิ์สิโรราบต่ออัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า
หลังจบประถมฯ มุ่งเรียนต่อ มัธยมต้นฯ
ฉันจึงมุ่งหน้าเดินทาง........สู่จุดหมายใหม่
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ( ปอเนาะ )
เพื่อเรียน กีตาบ และ อัล-กุรอ่านจากโต๊ะครู
แสวงหาความรู้.....จากเบื้องลึก แห่งศรัทธา
เด็กปอเนาะ สร้างกระต๊อบเล็กๆ วึ่งเรียกว่าปอเนาะ
อาศัย อยู่กิน หลับนอน อย่างโรงเรียนประจำ
แต่แร้นแค้นกว่ามาก อย่างทรหด อดทน........
อาหาร การกิน ห้องส้วม บ่อน้ำ ตามยถากรรม
มาม่า ,ปลากระป๋อง ,ไข่ คือ อาหารหลักที่เลิศหรู
ทุกๆครั้งที่เสียงอาซาน ก้องทั่วปอเนาะ วันละห้าครั้ง
เราต่างรีบเร่ง วิ่งไปละหมาด ที่สถานบาลาย
ภารกิจในค่ำคืน โต๊ะครูสอน กีตาบ และ อัล-กุรอ่าน
จิตวิญญาณในความเป็นครู พร้อมจะถ่ายทอดจากโต๊ะครู
ถ่ายทอดวิชาความรู้ ตามแนวทางอย่าง อิสลาม
กิรวัตรในภาคกลางวัน คาบเช้า เรียนวิชาสามัญ
อาจารย์วิชาภาษาไทย,วิทยาศาสตร์,คณิตศาสตร์,อังกฤษ,
สังคมศึกษา,ศิลปะศึกษา,พละศึกษา,พลานามัย, ฯลฯ
.............ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าสอน.......
อาจารย์ถ่ายทอดวิชาความรู้ จนหมดไส้หมดพุง..
ภาคบ่ายเราเรียนวิชาศาสนา.........
โต๊ะครูหมุนเวียน สับเปลี่ยน ถ่ายทอดวิชา
วิชาอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน,ฮาดิษ,เตาฮีด,ฟิกส์,จริยธรรม,
ภาษาอาหรับ,ภาษามาลายู,ศาสนประวัติ, ฯลฯ
ปูพื้นฐาน และเติมวิชาการ ความรู้ทางศาสนา
หล่อหลอม เจียรนัย เยาวชน บนหลักศรัทธา
จุดประสงค์ มุ่งหมาย ใน พระองค์ อัลลอฮ์
จนกระทั่งจบหลักสูตรอิสลามศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
เล่าเรียนควบคู่กัน ทั้งทางด้านศาสนา และ สามัญ
จบ ม.ต้นจากปอเนาะ...สู่ ม. ปลาย..
จุดมุ่งหมายต่อไปมุ่งสู่โรงเรียนกรมสามัญมีชื่อเสียงในตัวจังหวัด
ฉันตวัดตัวเอง หักเหอนาคต ที่หวังไว้ว่าดี....
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง เคลื่อนเท้า ก้าวย่าวสู่โรงเรียนใหม่
เส้นทางสาย ม.ปลาย ยังต้องเรียนรู้และปรับตัว
เด็กผู้ชายในชุดนักเรียน บนวัยที่หักเห ณ.โค้งหักศอกอันตราย
จนนำไปสู่หนทางเขาวงกต หลงทาง วกวน หาทางออกไม่เจอ
คึกคะนอง เสเพล เริ่มเกเรจนอาจารย์และทางบ้านปวดขมับ
วิชาความรู้จากอาจารย์ที่ฉกฉวยมาได้ ผลการเรียนอ่อนบรมอ่อน
ทั้งๆที่...............ฉันเป็นเด็กสายวิทย์-คณิต
ในความเป็นครู อยากให้ศิย์ได้ดี.........หวังดี
ปล่อยรัศมีวิชา เจิดจ้าทุกๆคาบเรียน ทุกๆวิชาแต่สมองฉันไม่รับ
อาจารย์ฝ่ายปกครอง คือ อริศรัตรูตัวฉกาจ.........
ชอบจับผิดแต่งตัวผิดวินัยบ้าง ทรงผมไม่เรียบร้อยบ้าง
วิ่งไล่จับฉันและเพื่อน สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หลังห้องน้ำเป็นประจำ
แต่ฉันเข้าใจท่าน ปรารถนาดี........
ขอบคุณความเมตตา ปราณี สงสาร ของอาจารย์ กระทั่งจบ ม.ปลาย
ในความเป็นครู รู้ว่าท่านหวังดี พยายามสอนสั่งทุกวิถีทาง
สุดท้าย ฉันจบ ม.ปลาย เอาตัวรอดมาได้.........
ณ. สถานี รถไฟ.........
การแต่งตัวของฉันในคราบบ้านนอก หิ้วกระเป๋าใบใหญ่
บริเวณชานชลา ตีตั๋ว รถไฟชั้น3 ปลายทางสถานีรถไฟหัวลำโพง
กับเพื่อนอีกสองคน เป้าหมายศึกษาต่อปริญญาในกรุงเทพฯ
วาดหวังถึงใบปริญญา มุ่งหน้า สู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เท้าเหยียบเคลื่อนที่ไปใน กทม. แหวกความวุ่นวายของฝูงชน
ควันพิษกระจายทั่วทุกแห่งหน บนท้องถนนรถติดยืดยาว
แม่น้ำ ลำคลอง เน่าเหม็น ตลึงงันในป่าคอนกรีต
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง นักศึกษาปี1มหาวิทยาลัย
อาจารย์บรรยายอยู่หน้าห้องเรียนใหญ่มโหฬาร
มองจากแถวหลังไม่เห็นหน้าอาจารย์....
ตั้งใจฟังอาจารย์สอน ได้ยินและเห็นหน้าอาจารย์ จากภาพโทรทัศน์
เด็กปี1 ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะศึกษา
ปี 2 ล่วงผ่าน ไม่เคยเข้าเรียนฟังอาจารย์บรรยาย
อ่านหนังสือ หนังสือเป็นครู
ปี 3 ล่วงผ่าน ไม่มีทีท่าจะเข้าไปนั่งฟังอาจารย์สอน
อ่านหนังสือ เป็นครูให้ตัวเอง
ปี 4 เข้าเรียนบ้างประปราย ฟังอาจารย์ บรรยายสอน
ศึกษาเนื้อหา รายละเอียด แนวข้อสอบวิชายากๆ
และสุดท้าย ฉันก็เอาตัวรอดมาได้อีกครั้ง
จวบจนกระทั่ง ฉันสำเร็จการศึกษา เข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร
..........โดยที่ฉันแทบไม่รู้จักอาจารย์ท่านใด.............
ในความเป็นครู แฝงไว้ด้วยความยิ่งใหญ่
อุดมการณ์จิตวิญญาณ ปลูกฝังเยาวชนไทย
วิชาความรู้ พร้อมจะถ่ายทอด ด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ
แต่ทำไม ครู ถึงเป็นเป้าหมาย............
กราด ลอบยิง ทำร้าย สังหาร .........................
......................มันช่างน่าร้องไห้...................
14 มกราคม 2550
.
16 มกราคม 2550 17:35 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. ตื่นขึ้นมาทักทาย กับความหนาวเย็น
จดจ่อ เบื้องหน้า รอคอยการปรากฏ.......
แสงอรุณใหม่ โผล่ขึ้มมาจากทิศตะวันออก
สูด...เมฆ หมอก...กลิ่นไอยามเช้า..
เรากางเต็นท์ นอนขวาง...กลางถนน
ฉันสบตา กับพระจันทร์..ทั้งคืน...
เรานอนนับดาว บนหาดทราย..ชายทะเล
แข่งกับลมหนาว..โต้ลมทะเล..ไกวเปล
ฉันห่มกองฟาง..ซังข้าว..แทนผ้าห่ม
เครื่องดื่มอย่างดีที่สุด กาแฟชงแก่ขมเข้ม..
ปล่อยมือเปล่า ดีดกีตาร์ในเพลงที่ไม่รู้จัก...
ก่อกองไฟ ผิงกาย ผ่อนคลายอาการเหน็บหนาว
สายตาฉันทอดยาว เหม่อมองทิศตะวันออก
ฉันจะทักทาย และ สบตากับดวงอาทิตย์...
ฉันจะจ้องมองเขม็ง ท้าทาย..ด้วยสายตา...
ฉันจะปีนต้นไม้สูง เรียกร้องความสนใจจากตะวันใหม่
ยินดีต้อนรับ....สวัสดี.....อยากรู้จัก...
ฉัน ตะโกน กู่ร้อง ก้องป่าเขา...เพื่อทักทาย..
เรียกร้องความสนใจ....อาการขาดความอบอุ่น
อยากประจักษ์สายตา..ตะวันใหม่..แสงแห่งความหวังดีๆ
1 มกราคม 2550
.
14 มกราคม 2550 20:19 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. โลกรกร้าง..ว่างเปล่า..
ดินแดน...สาบสูญ...
หรือนั่นคือความบังเอิญของทะเลทราย
หรือ..นั่น คือ เหตุการณบังเอิญ....
ความฝันครั้งใหม่ก็พลันประจักษ์
ปรากฏการณโอเอซิส..เหนือทะเลทราย
ได้แค่มอง........ไม่มีสิทธิ์........
ความจริงก็คือความจริง ความฝันก็คือความฝัน
หรือ..ฉัน คือ..กองขยะ.......
อยู่ในโลกของขยะอย่างวีรบุรุษ.....
ฉันสบตากับดอกไม้ และเกิดรอยยิ้ม..
หัวเราะ เฮฮา กับแสงแรกอรุณรุ่งแห่งดวงตะวัน
ความรักครั้งใหม่ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ
สถาปนาความรักฝ่ายเดียวอย่างเดียวดาย
เธอคือดอกไม้ งอกงามบนกองขยะ
ภารกิจรักข้างเดียว...อย่างเด็ดเดี่ยว...
สีชมพู.....ของดอกกุหลาบ.......
ความจริงใจ...บริสุทธิ์....สีขาว.....
เธอคือ.ความรักครั้งใหม่..ของเศษขยะอย่างฉัน.....
เธอ..คือนกอิสระ กางปีกโบยบินอย่างสง่า...
เราเผชิญหน้ากัน...ไม่พูดจา...ไม่ทักทาย...
ก่อเกิดแรงบันดาลใจใหม่..
..........ชีวิตฉันค่อยๆมีความหมาย..
เธอคือนกคาบดอกกุหลาบขาว...
......ไม่อาจเอื้อม..ได้แค่มอง..
เหตุการณ์บังเอิญ......ฉันเข้าใจ........
ฉันคือ...ใบไม้ใบหนึ่งพูดจากับตัวเอง...
2 มกราคม 2550
.
14 มกราคม 2550 19:53 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. เด็กผู้ชายเดินทางด้วยสองเท้าเปลือยเปล่า
ย่ำเดินไป บนถนนสีแดง สายลูกรัง.......
เหยียบ กรวด,ทราย ร้อนรน เพลิงแดดแผดเผา
ก้าวย่ำเดินทาง....ด้วยฝ่าเท้าคู่เล็ก.....
ออกจากบ้าน แต่เช้าตรู่ เดินเท้าไปโรงเรียน...
วันแต่ละวัน...ในความทรงจำ....
เด็กผู้ชายเดินทาง ออกจากบ้าน...ทุ่งเกาะปาบ
เดินฝ่าทุงนาสีเขียวสด ด้วยรองเท้านักเรียนคู่เก่า
ถุงเท้า เกรอะกรัง ไปด้วยดอกหญ้าเจ้าชู้....
รองเท้า เลอะ เละเทะ ไปด้วยขี้โคลน...
กางเกง , เสื้อนักเรียน มอมแมม.......
ปฐมบท ของเด็กผู้ชาย ผู้มีโลกแคบ.......
ออกเดินทางจากบ้าน...เช้าตรู่ ไปโรงเรียน
คร่ำเคร่ง พากเพียร เล่าเรียน อย่างขยัน ผลการเรียนดี
เด็กผู้ชายผู้มีโลกส่วนตัวกว้างใหญ่ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร
ใช้จินตนาการและวาดฝัน ในโลกของความฝัน...
อาจดูหน่อมแหน้ม อ่อนแอ เด็กคนอื่นรังแก มีเรื่องชกต่อย
บ่อยครั้ง ร้องไห้ งอแง ขี้แย ไม่สู้ใคร
ความทรงจำของเด็กผู้ชายผู้มีโลกแคบแต่กว้างใหญ่ในโลกส่วนตัว
ความหลังยังจดจำ.........เมื่อเห็นเด็กเลิกเรียนตอนเย็น.......
ฉันสังเกตุลึกเข้าไป....ฉันพบตัวเองเดินกลับบ้าน...
ท่ามกลางเด็กๆ เหล่านั้น.............
สวมรองเท้าแตะ ก้าวเดินเป็นรูปรอยฝ่าเท้าเล็กๆ ฝากไว้กับพื้นดิน
..................โดยไม่สนอะไร......................
11 มกราคม 2550
.
14 มกราคม 2550 19:10 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
. ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์
จากไป ผ่านไป อีกวันหนึ่ง
ความมืด ค่อยแผ่รังสี ปกคลุม
กลายเป็นกลางคืนที่แต่งเติมด้วยดวงจันทร์เพียงซีก
และดาวกระจายแสง ทั่วฟากฟ้า
ลำแสงสุดท้ายของวัน เมื่ออาทิตย์อัศดง
ขณะเดียวกัน วันสุดท้ายของปีก็จากไป
. ..................................อย่างไม่มีวันคืนกลับ
จากไป ตลอดกาล ชั่วนิรันดร์
ลำแสงแรกของวันใหม่ยังไม่ส่องมาให้เห็น
ใครต่างเฝ้ามอง อรุณรุ่ง แสงอาทิตย์แรกของปีใหม่
วันใหม่ปีใหม่คืออุปมาอุปไมยสิ่งใหม่ๆที่ดี
ทุกคนต่างวาดหวัง ผันถึงจินตนาการอันเลศหรู
เฝ้ารอการเปลี่ยนไปของวันเก่า..ปีเก่า
ส่งท้ายปีเก่า และสวัสดีปีใหม่ ทุกปีไม่เคยเหน็ดเหนื่อย
และจะถีบหัวส่ง เมื่อถึงปลายปีและจะสวัสดีกับอีกหนึ่งปีใหม่
อะไร เก่าๆ ก็ไม่สวยงาม แม้บางสิ่งดี..
ในความไม่เคย พอเพียง และ เพียงพอ..
วันใหม่ ปีใหม่ แบกความหวังของผู้คน..
ว่าสิ่งใหม่ ดีๆ จะเกิดขึ้นกับชีวิตตนเอง...
31 ธันวาคม 2549
.