10 ธันวาคม 2549 20:29 น.

ดัชนีฝุ่นเฟ้อ

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.


     นิสิต นักศึกษาร่ำเรียนจนจบเดินออกมาจากมหาวิทยาลัย
บัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ออกมาจากมหาวิทยาลัย
ปัญญาชนเหมือนฝูงมดกลาดเกลื่อนเมือง
ปัญญาชนเบียดเสียดแย่งทางเดิน แข่งขันกันบนเส้นทาง
เส้นทางที่ว่าด้วยราชการและเอกชน
ความรู้และเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง.......



      ระบบราชการแข่งขันที่นับวันยิ่งสร้างความรุนแรงอย่างหนัก
กระบวนการ  เครือข่าย  เส้นสายใหญ่ คือ เฟืองจักรสำคัญ




      ขณะนี้ปัญญาชนที่สำเร็จการศึกษาจากนานา มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
จบ ปริญญา  นับวันยิ่งคล้าย  จบ ป.4
ปัญญาชนหลายจำนวน ระหกระเหิน  พเนจร
คล้ายเศษฝุ่นละอองธุลีล่องลอย.......


      ฉันคือหนึ่งในจำนวนนั้น  ไร้จุดหมาย
กิจกรรมประจำและนันทนาการคือเดินเตะฝุ่นไปวันๆ


       และจากการเกิดภาวะฝุ่นเฟ้อเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดฝุ่นแห่งประเทศไทย    
ดัชนีอาจลดต่ำลงได้จึงทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เมื่อดัชนีฝุ่นเฟ้อเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวก

     กลวิธีคือการชะเง้อคอย ได้เพียงแต่หวังและเฝ้ารอให้เข้าสู่สภาวะฝุ่นฝืด
และนั่นเป็นทางออกที่จะส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดฝุ่นแห่งโลกแคบๆของไอ้ไบ










            17  พฤศจิกายน 2549




.				
10 ธันวาคม 2549 19:50 น.

ดอกไม้เสียบปลายกระบอกปืนผูกริบบิ้นเหลือง

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.    กลางดึกคืนนั้นฉันยังจำได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
คืนที่กองทัพทหารในนามของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำการยึดอำนาจรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีระบอบประชาธิปไตย
     
      เหตุการณ์ตอนนั้นยังอยุ่ในความทรงจำของฉัน
รถถังสัญจรตามท้องถนนและกองกำลังทหารติดอาวุธประจำการสถานที่สำคัญๆ
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ที่ต้องจารึกไว้
ด้วยการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยไม่เกิดการปะทะ,จราจล,ชุลมุน
เสียเลือดเนื้อบาดเจ็บ  ปืนและกระสุนไม่มีวี่แวว ท่าทีที่ต้องนำมาใช้แต่อย่างใด
ไม่ได้ยินเสียงกระสุนเพียงนัดเดียวให้ได้ยิน

      ทุกๆวัน คือภาพที่เห็นจนชินตาอย่างมิตรมิใช่ศรัตรู
มันช่างเป็นภาพที่อัศจรรย์และสวยงามอย่างหาที่สุดมิได้
บนการเปลี่ยนแปลงด้วยกองกำลังและอาวุธโดยสันติวิธี
ความขัดแย้งระหว่างอาวุธสงคราม ปืน,กระสุน,กองทัพทหารและรอยยิ้ม
น้ำใจไมตรีหยิบยื่นระหว่างประชาชนและทัพทหาร

      ดอกไม้ที่เสียบปลายกระบอกปืนซึ่งผูกด้วยริบบิ้นเหลือง
ภาพของกองกำลังทหารตักบาตรพระสงฆ์
บนความแตกต่างระหว่างวัดกับรถถังสงคราม




............มันช่างเป็นภาพขัดแย้งที่เป็นศิลปะ.............





      แด่ทหารหาญผู้ยึดอำนาจรัฐประหาร  ฉันศรัทธาพวกท่านเยี่ยงวีรบุรุษคณะหนึ่ง 
 

      ใครก็บอกว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมันช่างเสรี สวยงาม
ใครก็บอกว่าการเกิดรัฐประหารคือการเดินถอยหลังลงคลอง
ในทัศนะของฉันคิดว่าหากการปกครองด้วยรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมันแหลกเหลวเน่าเฝะ แตกความสามัคคี ส่งกลิ่นเหม็นอย่างน่า
รังเกียจ
   
      นโยบายของรัฐบาลประชาธิปไตยของทักษิณ
30บาทรักษาได้ทุกโรค,หมู่บ้านละล้าน,otop,ประกาศสงครามยาเสพติด,
ประกาศสงครามกับความยากจน,ประเมินกลุ่มก่อการร้ายต่ำ,แก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง
ฉันคิดว่าบางนโยบายของรัฐบาลทักษิณพัฒนาไปถูกทาง
แต่อีกหลายนโยบายที่เลิศหรู อลังการ เบื้องหน้าอาจโรยด้วยผักชีสวยงาม
แต่เบื้องหลังเละเทะ    สกปรกไม่มีชิ้นดี


       บางทีการเดินถอยหลังลงคลองตามวิถีรัฐประหารยึดอำนาจ  อาจจะดีกว่า
การเดินหน้าตามวิถีประชาธิปไตยไปลงหุบเหวนรกอเวจี
ด้วยวิธีการตั้งหลักในคลอง แล้วค่อยหาโอกาศเดินหน้า
ฟื้นฟูความสามัคคีของสังคม,แก้ปัญหาเรื้อรังของชายแดนใต้และแก้ไขปัญหาทางการเมือง



.................รอวันเดินหน้ากลับคืนสู่ประชาธิปไตย....................













              8  ธันวาคม  2549





.				
5 ธันวาคม 2549 19:04 น.

ข้าวเม่า

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        แม่เดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่............
เดินทางไปกับน้าข้างบ้าน........

         ไปไร่...ไปเก็บข้าวที่เราเคยลงแรงหยอดพืชพันธุ์เมล็ดข้าว
ใส่หลุมเล็กๆทั่วบริเวณกว้างอาณาเขตไร่.......
บัดนี้เมล็ดข้าวนั้นงอกงามออกเป็นผลิผลเรียวรวง
ข้าวเปลือก อุดมไปด้วยความสมบูรณ์.....
รวงไหวเอน สบัดช่อพริ้ว ไหวทั่วทุ่งไร่..............


        สายๆหน่อยยาย มุ่งสู่ทุ่งนาหน้าบ้านเก็บข้าวเหนียวที่ล้มเรียงราย
บนคันนา ระเกะระกะ รุงรังไม่เป็นระเบียบ............
ทุ่งนาที่เราช่วยไถ,คราด,หว่าน,ดำ,  ข้าวกล้า
บัดนี้ก็กลายเป็นรวงข้าว ล้อลม โบกพริ้วช่อสะบัด
ไหวเอน อ่อนไหว ยามล้อลมพัดโบก ทั่วท้องทุ่งนา.........

        ยายและแม่ คลี่ข้าวเปลือกที่ยังไม่แก่เต็มที่ออกจากกระสอบ
ซึ่งเพิ่งเก็บมาได้...........
ช่วยกันนวดข้าวด้วยฝ่าเท้า ซ้ายขวา ให้ร่วงออกจากเลียง
ส่วนเมล็ดข้าวอ่อนๆที่ยังติดอยู่กับฟางข้าว..........
ยายและแม่เอาปลายข้าวที่เหลือ.........
ขูดกับไม้ไผ่เล็กๆจนเหลือเพียงเศษฟาง ซังข้าวที่ไม่ต้องการ


       ฉันผ่าเฉียงฟืนจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเชื้อเพลิง
แม่ ตั้งกระทะ บนก้อนหินกรวด เป็นสามเส้า.......
จุดไฟขี้ยางและวางเรียงฟืนลุกไหม้............
ฉันช่วยกลิ้งเคลื่อนย้าย ครก และ สากตำข้าว..


       ยายคั่วเมล็ดข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดและขูดตั้งไฟจนเกรียม
ส่งให้แม่เทไว้ในครก เอาสากมาตำเมล็ดข้าวที่ได้ผ่านความร้อน
พลางกระดกไม้ไผ่อันเล็กๆ เพื่อให้คละจนทั่ว...ตำจนแบนลีบ...
ใส่ไว้ในเฌอ.....เอาข้าวเม่าที่ได้ไปฝัดกับกระด้ง........
เพื่อไล่เปลือกข้าว  แกลบ และเศษอื่นๆที่ไม่ต้องการ...........

       ที่สุดก็กลายเป็น ข้าวเม่า เพื่อนำไปกิน......
นี่แหละอาหารการกินของชาวไร่ ชาวนาชนิดหนึ่งที่ได้จากการลงแรงและผลผลิต






           

                

                22  พฤศจิกายน  2549








.				
5 ธันวาคม 2549 17:39 น.

"ราชา"ที่ไม่ได้อยู่แค่ในนิทาน

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.         หนึ่งกาลครั้ง..............

       ยังมีดินแดนอาณาจักรอิสระอาณาจักรหนึ่ง
                       
    พื้นที่เขตนั้นคือความสลับซับซ้อนทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ

ความแตกต่างของประชากรจาก เชื้อชาติ,วัฒนธรรม,

ขนบธรรมเนียม ประเพณี,ภาษา และศาสนา



          อาณาจักรแห่งนี้ปกครองด้วยราชาพระองค์หนึ่ง

กษัตริย์ผู้ทรงปรีชาสามารถด้วยศาสตร์และศิลป์

       คีตราชาผู้ทรงรักในการพระราชนิพนธ์เพลง,ทรงสนพระทัยในดนตรีแจ๊ซ
กษัตริย์นักกีฬา ผู้ทรงรักในการแล่นเรือใบ กษัตริย์ผู้ทรงมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
อัครศิลปินกษัตริย์ ผู้ทรงรักการถ่ายภาพและรักการประพาสสู่ธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ  

       พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกแห่งหนบนแผ่นดินนี้
อย่างคนธรรมดาสามัญอย่างหาญกล้า ไม่เหน็ดเหนื่อย
ความติดดินของพระองค์ทรงแสดงให้ประจักษ์ชัดว่า
พระองค์คือราชานักปราชญ์ที่เข้าถึงและเข้าใจในวิถีราษฎรของพระองค์
ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนถามทุกข์ สุข ปัญหาและความเป็นอยู่การดำเนินชีวิตของราษฎร

       โครงการแก้ปัญหามากมาย เกิดขึ้นตามกระแสแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์  เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้ง,อุทกภัย,ความยากจน ฯลฯ
แก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรของพระองค์ ซึ่งเป็นเกษตรกร ชาวบ้านทุรกันดาร
เสียส่วนใหญ่  ให้รู้ถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่พอกิน 
พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี อย่างมีความสุข

         กษัตริย์นักปราชญ์ผู้ทรงสมถะ..................
ผู้ทรงคิดค้นแนวคิดทฤษฏีปรัชญญาเศรษฐกิจพอเพียง



        พระองค์ทรงชนะใจของราษฎรทั้งอาณาจักร...........




        เป็นที่รวมใจของผู้คนในแผ่นดิน....................



        เป็นที่เลื่องลือและแซ่ซ้องในพระราชกรณียกิจจากทั่วโลก.....................






               นั่นคือนิทาน!....คล้ายว่าเป็นนิทาน!.....นั่นคือนิทาน!












          ทว่า...สำหรับประชาชน  ราษฎร    คนไทย.......

พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นมีอยู่จริง...ไม่ได้เป็นแค่นิทาน





                 4  ธันวาคม 2549



            ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน



                 ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


                       ข้าพระองค์  นาย ศิลป์กีรติ   ว่าโร๊ะ




      คำราชาศัพท์และงานเขียนของข้าพระองค์ยังอ่อนหัด อ่อนด้อยยิ่งนัก
   ข้าพระองค์ขอพระราชทานอภัย   ณ  โอกาศนี้				
3 ธันวาคม 2549 20:45 น.

มหากาพย์พลพรรคกองโจรก่อการร้าย

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.       เมื่อกองกำลังที่คลั่งไคล้ระบบความรุนแรง
การเชือดพลีผู้บริสุทธิ์  คืออุดมการณ์ 
การระเบิดสังหารเจ้าหน้าที่ คือข้อปฏิบัติรายวัน
ยิงสาดกระสุนปืนเกลื่อนกลาด ซุ่มโจมตี
สงครามแบบกองโจร เพื่อท้าทายอำนาจรัฐ
พุทธศาสนิกชนและหมู่มวลมุสลิม  ในพื้นที่ต่างขยาด

         เมื่อกองทัพปีศาจหันปืนใหญ่ ไปหาข้าราชการครู
ผู้ถ่ายทอดความรู้สืบทอดเจตนารมณ์การสอนไปยังศิษย์
หากการถ่ายทอดวิชาความรู้จากอาจารย์สู่นักเรียนเพื่อผลสัมฤทธิ์
ผิดด้วยหรือ...ควรจะลองคิด.ผิดยังไง.ผิดอย่างไร

         เมื่อกองพลไฟ ลอบวางเพลิงเผาโรงเรียนของลูกหลาน
ซากตอ ปรักโรงเรียนถูกเผาไหม้ ไม่เหลือซึ่งเศษถ่าน
เมื่อทำร้าย ลอบยิง คนที่ให้ความรู้ แก่เหล่าเยาวชน
เยาวชน,เด็กที่ไหนไปทำอะไรให้ ไปเผาโรงเรียนเขาทำไม

        เมื่อพลพรรคกองทัพปีศาจอุดมการณ์นรก
ภายใต้ความสกปรก ของจิตวิญญาณถูกครอบงำด้วยมารร้าย
กฏ ก็คือการส่งคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปสู่ความตาย
การปิดฉากจบชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐแบบไร้ค่าไม่มีความหมาย
ก่อเหตุป่วนเมืองสร้างความวุ่นวาย เป็นกิจวัตร

       ขบวนการผู้นำเอาพระนามของพระองค์มาผูกเงื่อนไขก่อการร้าย
กระบวนการที่นำเอาศาสนาของพระองค์อภิบาล
มาผูกด้วยเงื่อนไขความร้ายแรง  การฆ่าคนบริสุทธิ์ตาย
ขบวนการที่ชักจูงสร้างความฮึกเหิมแก่บรรดาเยาวชน,และชาวบ้านมุสลิม
หลอกให้หลงเดินทางผิดสู่หุบเหว

       ขบวนการโจรที่นำเอาเรื่องประวัติศาสตร์ รัฐปัตตานี ครั้งอดีตมาปลุกเร้าด้วยศาสนา,วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดและเชื้อชาติพันธุ์  จากการสร้างสถานการณ์ที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ข่มเหงอย่างอยุติธรรม
มหากาพย์กลุ่มขบวนการโจรก่อการร้าย บนความไม่ถูกต้อง

     ด้วยหวังริบหรี่ว่าสักวันหนึ่ง รัฐ เข้ามาคลี่คลาย
ด้วยความร่วมมือกับประชาชนแนวทางสมานฉันท์ยังพอมองเห็น.............
แม้คล้ายแสงหิ่งห้อยตัวน้อยนิดตัวหนึ่งในคืนทมิฬมืด....................................





              29 พฤศจิกายน 2549


.				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ