5 กันยายน 2549 15:00 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้าในสนาม ปล่อยตัวถลาเอนกายลงในทุ่งหญ้ากว้าง
ซบกับพื้นหญ้าใต้ร่มเงาต้นไม้ คว่ำตัวลงนอนมองดอกไม้ ใบหญ้า
หยิบหนังสือของฉันขึ้นมาอ่าน เปิดสมุดบันทึกส่วนตัวขึ้นมาเขียน
ลมพัดผ่านแผ่วเบา พริ้วโบกโบย ใบไม้แห้งจากต้นไม้ร่วงโรย
ปลิดปลิวลิ่วลมล้อยามพัดพา รู้สึกเบื่อก็หงายหน้าขึ้นเหม่อมองฟ้า
วันนี้ท้องฟ้าสวยงามกว่าวันไหน เมฆงดงามเหมือนราวภาพเขียน
บรรยากาศสบายๆที่ไม่ค่อยได้เจอ เห็นเครื่องบิน บินผ่านท้องฟ้า
ได้ยินเสียงเครื่องบินลั่นทั่วอาณาบริเวณ ...........................................
ฉันชอบมองเครื่องบินบนท้องฟ้า ฉันไม่ใช่หมาแต่คงไม่ต่างจากหมา
นอนเกลือกกลิ้งอยู่แนบพื้นดิน เป็นคนขี้เรื้อนได้แค่เห่าเครื่องบิน
แต่มีความสุขทางใจยามได้มอง เหม่อมองท้องฟ้าแหงนมองเครื่องบิน
เพียงได้เห็นรู้สึกว่ามีความสุข ไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากนั้น
.......................หรือหมายความว่าอย่างอื่นนอกจากนี้เลย
5 กันยายน 2549 14:24 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ สูดกลิ่นไอของความเลวร้าย
ได้แต่น้อยใจตัวเองเท่านั้น เพราคิดไปเองว่ามีอะไรไม่เท่าคนอื่น
หยัดยืนด้วยสองขาอย่างมั่นคง จุดประสงค์ตัวเราคือสิ่งใด
พบปัญหาไม่ขอร้องใครง่ายๆ ควรจะช่วยตัวเองซะก่อน
คนเข้มแข็ง ไม่ต้องกลัวจะโดดเดี่ยว เพราะชีวิตโดดเดี่ยวนั้นเข้มแข็งที่สุด
นอกจากโลกนี้ แสงอาทิตย์ และอากาศ ยังมีตัวเราที่ร่วมอยู่ด้วยกัน
มันต้องไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นความเมตตา กรุณาต่อใคร
ไม่จำเป็นต้องอวดความดีของตน ไม่มีเหตุผลไปก้าวก่ายคนอื่น
จงทำใจให้ยอมรับ!แค่นี้ก็เป็นสุขและพบกับสิ่งสวยงาม
5 กันยายน 2549 14:02 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ท่ามกลางแสงแดดไหม้แผดเผาของเที่ยงวัน ร้อนแรงอบอ้าวจนเหงื่อไหลซึม
ฉันเดินอยู่ตรงส่วนหนึ่งของถนน ตอนเพลิงพระอาทิตย์กระหน่ำเที่ยงตรง
ฉันร้อนเหลือเกินกระหายน้ำเหลือเกิน พลางเดินสอดส่ายสายตาหาจุดพักผ่อน
ความหิวและกระหายยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูน เป็นความทรมานเพียงเศษเสี้ยวของคนหลงทางกลางทะเลทราย
และโชคชะตาไม่เล่นตลกโหดร้ายจนเกินไป เมื่อได้เห็นร่มเงาต้นไม้และพอมีน้ำดับกระหาย
ครั้งแรกที่พบเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์ของคนเดินถนน สวรรค์ของคนเดินดิน
ต้นไม้อยู่ข้างทางคอยให้ร่มเงา แผ่ขยายแตกกิ่งก้านใบ หมุนเวียนอากาศ
เพียงแค่ฉันนั่งลงมองขึ้นไปบนต้นไม้ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งยามลมพัดพา
นกกระจอกเกาะกิ่งไม้ส่งเสียงไพเราะเสนาะหู เปรียบไปแล้วฉันก็คงเป็นคนกระจอก
แค่เดินทางไปมาพอเหนื่อยก็พักผ่อน สุดท้ายกลับจับต้องไม่ได้อะไรมาเลย
นกกระจอกตัวเล็กโบยบินออกหาอาหาร คนกระจอกอย่างฉันหากินปากกัดตีนถีบ
โผบินด้วยความหวังอันเลือนลาง ฝันเล็กๆว่าวันหนึ่ง........................
5 กันยายน 2549 13:25 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
วันนี้กับวันนั้นมันก็ไม่ต่างอะไร ยังไม่มีใครก้าวเดินเข้ามา
ปิดชีวิตไม่มีแล้วความศรัทธา ไม่หวังในรักอกหักมาจนชาชิน
วันคืนล่วงผ่านเลยไปไม่เคยสนใจ ไม่มีวันไหนพิเศษแตกต่างเลย
มันก็ไร้รสชาติเหมือนวันที่เคยๆ ยิ่งเพาะบ่มความเศร้าเหงาใจ
ซึมเหม่อลอยเฝ้าคอยอะไรสักอย่าง เคว้งคว้างเปลี่ยวเหงาสายลมแผ่วเบา
น้ำตาซึม บอกถึงความปวดร้ว ข้างในที่เก็บเอาไว้คนเดียว
เหี่ยวเฉายังหาความรักไม่พบ จุดจบใครจะรู้ว่าเป็นยังไง
หายากเต็มทนกับความรักจริงใจ มันต้องเป็นไปได้มันจะต้องมี
ทนไปก่อน อดทนไปอีกนิด ชีวิตคงได้พบเจอคนที่ใฝ่ฝัน
อีกไม่นานเท่าไหร่ คงถึงวันนั้น ความรักอันสวยงาม ความรักที่จริงใจ
4 กันยายน 2549 17:12 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ฉันต้องการความเงียบสงบ เพื่อได้พบและทำความเข้าใจกับตัวเอง
พกพาความเครียดปัญหาคร่ำเคร่ง เพื่อมาละเลงให้หายไปตามสายลม
ฉันเลยออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง จนเจอแหล่งน้ำ บึงเงียบสงบ
นั่งลงตรงริมบึงและก้มมองผิวน้ำสงบนิ่ง ได้พบความจริงบางสิ่งบางอย่าง
เป็นภาพสะท้อนบนผิวน้ำก็คือฉัน เป็นเงาของฉันปรากฏบนผิวน้ำ
เห็นหน้าตาของคนไม่เคยรู้จักแปลกหน้า บางครั้งก็ชินตาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เมื่อใดเจอปัญหา ทุกข์โศรกเจ็บปวด ร้าวรวดบาดแผลเศร้าเสียใจ
ท้อแท้ ท้อถอยหมดอาลัยตายอยาก จนร้องไห้เกลือกกลิ้งบนพื้นดิน
มีคนเดียวเท่านั้นสามารถจะช่วยได้ ไม่ใช่เทวดาองค์ไหนช่วยเรา
คือตัวเองที่คอยกอบกู้ความตกต่ำ คอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ
อย่างน้อยก็มีเงาที่ไม่เคยทิ้ง ยังมีตัวเองที่สะท้อนบนผิวน้ำ
ถึงจะตกต่ำสุดขีดต่ำสุดแหลกเหลว ไม่เลวร้ายเสียทีเดียวที่ไม่เคยคิดทิ้งตัวเอง
ทุกข์โศรกเมื่อไหร่มองที่กระจกซิ แล้วจะเจอคนที่ช่วยเราได้ไม่มีใครที่ไหน
นอกจากตัวเอง
เป็นคนเก่งที่เคยฝ่าฟันอุปสรรคเคยเจอปัญหาแล้วยังเอาตัวรอดมาถึงวันนี้