24 สิงหาคม 2553 20:01 น.

ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์....

คีตากะ

“     พลังจิตวิญญาณเป็นของฟ้า ร่างกายเป็นของดิน เมื่อพลังจิตวิญญาณกลับบ้านและร่างกายคืนสู่แหล่งกำเนิด ตัวตนอยู่ที่ไหน ?”.....

     หนุ่มน้อยหน้าตาผ่องใสคนหนึ่ง รูปร่างสันทัด บุคลิกลักษณะของเขาไม่คล้ายคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ เขาสะพายกระเป๋าเป้สัมภาระอยู่บนหลัง ราวกับว่าไม่อาจปล่อยวางมันลงมาได้ตลอดชีวิตก็ปาน เขาเดินทางมาจากภาคตะวันตกของประเทศ และกำลังเดินวนเวียนด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นอย่างหนักอยู่ภายในบริเวณสถานีรถของจังหวัดรอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้เป็นวัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานตอนบน....
     เขาใส่เสื้อผ้าธรรมดา สีพื้นๆ สวมกางเกงยีนเก่าๆ ท่าทางซอมซ่อ ไม่เป็นที่สะดุดตามากนักสำหรับคนผ่านทางที่ได้พบเห็น สีหน้าของเขาฉายแววความกังวลอยู่หลายส่วน คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปมยุ่งอยู่ตลอดเวลา คล้ายมีปัญหายิ่งใหญ่อันใดที่ไม่อาจคลี่คลายได้ แต่ความวิตกกังวลเหล่านั้นก็ไม่อาจทำลายเค้าลางความงามตามธรรมชาติของเขาลงได้แม้แต่น้อย จิตใจของเขากำลังดิ้นรนเพื่อเสาะแสวงหาบางสิ่งบางอย่างนั่นคือ “การพ้นทุกข์”....

     “ทางที่พูดถึงได้มิใช่ทางอมตะ นามที่บัญญัติได้มิใช่นามยั่งยืน สิ่งที่ถูกจดจารหรือถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้ก็คือกาก”…..

     เขายังตามระลึกได้ว่าชีวิตช่วงที่ผ่านมาของเขานั้นทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงใด แท้ที่จริงแล้วเขาไม่มีความปรารถนาที่อยากจะอยู่บนโลกอันมีแต่ความทุกข์แบบนี้อีกต่อไปเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็รู้ว่าการทำร้ายตัวเองเป็นบาปมหันต์ ภาพความเลวร้ายต่างๆที่เขาได้ประสพมาโดยเฉพาะในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมามันทำให้เขาเบื่อหน่ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและสิ้นสูญความศรัทธาต่อความดีงามในจิตใจของปัจเจกชนเสียแล้ว เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังมีเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนศีรษะและกำลังวิ่งไปอย่างสุดชีวิตเพื่อหาทางดับความร้อนจากมันอย่างเร่งด่วนที่สุด มันคงจะง่ายดายกว่าถ้าความร้อนนั้นมาจากเปลวไฟจริงๆ เขาก็ทำเพียงแค่หาแหล่งน้ำเย็นๆ สักแห่งแล้วกระโจนลงไปเท่านั้น ปัญหาก็คงจบสิ้น แต่น่าเสียดายที่ความร้อนอันนี้มันเกิดขึ้นที่จิตใจของเขาเอง มันเกิดจากเพลิงโทษะ ความโกรธได้ครอบงำจิตใจของเขาจนแทบหมดสิ้น จิตใจของเขาจึงจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน ต่อให้เขากระโจนลงทะเลก็ยังคงไม่อาจดับไฟแห่งทุกข์อันนี้ได้ ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน และลูกน้องในบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ผู้คนแวดล้อมรอบข้างต่างล้วนแล้วแต่ทำให้เขาผิดหวังและโกรธเกรี้ยวจนไม่อยากจะพบหน้าคนเหล่านี้อีกตลอดกาล เขาถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกประนาม จากคนรอบข้างมายาวนานมาพอสมควรแล้ว ไม่มีใครให้เกียรติแก่เขา แม้แต่ลูกน้องของเขาเอง ก็มองเห็นเขาเป็นเพียงแค่ตัวตลกตัวหนึ่ง เป็นคนไม่ได้เรื่อง คนไม่เอาความ คนที่มีแต่ความล้มเหลว สมองของเขาท่องแต่คำว่า “เบื่อเพื่อนร่วมงาน รำคาญตัวเอง เซ็งเจ้านาย” เขาอยากจะกำจัดคนเหล่านี้ออกไปจากโลกและจากชีวิตของเขาเสียจริง แบบไม่ต้องให้เหลือเศษซากรกหูรกตาอีกต่อไป แต่เขาไม่สามารถกระทำได้พราะเขามีอาจารย์ ท่านเคยสอนสั่งให้เขารู้จักควบคุมตัวเอง ให้อภัยและมีความรักต่อเพื่อนร่วมโลก แต่เขาก็ยังไม่อาจให้อภัยใครได้ และเกิดความขัดแย้งในจิตใจอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง มันก่อให้เกิดเพลิงความแค้นสุมแน่นอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเวลา นาที เนื่องจากอาจารย์ของเขาต้องเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะต่างประเทศจึงไม่มีใครช่วยเขาได้ในเวลาที่เร่งด่วนเช่นนี้ นั่นอาจมีแต่เพียงพระวัดป่าที่เคร่งครัดทางวิปัสนากรรมฐานเท่านั้นที่อาจช่วยคลายความทุกข์ให้เขาได้บ้างไม่มากก็น้อย นี่คือความเห็นส่วนตัวของเขาเอง ผนวกกับเป็นช่วงเวลาที่ทางบริษัทที่เขาทำงานอยู่กำหนดให้พนักงานหยุดพักเป็นเวลา 1 เดือนตอนสิ้นฤดูการผลิตของทุกปีพอดิบพอดี เวลานี้จึงเป็นเวลาอันประเสริฐยิ่งที่เขาจะใช้มันให้คุ้มค่ากับชีวิต เพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างและดับไฟที่กำลังเผาลนจิตใจของเขาอยู่ รวมทั้งตัดสินอนาคตของเขาด้วย

     “สำหรับตะวันและจันทรา ความสว่างเป็นที่น่าปรารถนา แต่หมู่เมฆมาบดบัง สำหรับนทีในลำน้ำ ความใสเป็นที่น่าปรารถนา แต่ทรายทำให้มันขุ่น สำหรับธรรมชาติของมนุษย์ ดุลยภาพเป็นที่น่าปรารถนา แต่นิสัยทะยานอยากกลับทำลายมัน มีแต่ปราชญ์เท่านั้นที่สามารถวางสิ่งทั้งปวงและหวนคืนสู่ตัวตนได้”......

      เขาเลือกวัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน และเดินทางอย่างเร่งรีบไม่ได้บอกใครจนเพื่อนพ้องและญาติพี่น้องใกล้ชิดไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเขา เขาคล้ายอันตธานหายไป ไปจากโลกที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย เขาปิดโทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้ใครรบกวนเขาได้ เพราะอาจทำลายความมุ่งมั่นของเขาลง ก่อนที่ไฟแห่งความทุกข์จะเผามอดไหม้ทั้งจิตใจและร่างกายของเขาจนวอดวายลงไปกลายเป็นจุล เขากำลังจะตายทั้งเป็น เขาจำเป็นต้องได้รับคำตอบอย่างรวดเร็วที่สุด “เขาคือใคร มาทำอะไรที่นี่?”
มนุษย์ปุถุชนธรรมดาย่อมไม่อาจตอบคำถามเหล่านี้ได้ ยกเว้นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณวิเศษหรือไม่ก็อาจารย์ของเขาเองเท่านั้น ตอนแรกที่เขามอบตัวเป็นศิษย์อาจารย์ของเขานานมาแล้ว ภายหลังจากที่เขาตั้งจิตอธิษฐานต่อสวรรค์ว่า “ขอให้ได้พบกับพระพุทธเจ้าที่มีชีวิต” ไม่นานจากนั้นอาจารย์ของเขาก็ปรากฏตัว ต่อมาเขาก็ขออาจารย์ออกบวชตลอดชีวิต แต่น่าเสียดาย อาจารย์ของเขาปฏิเสธและกล่าวแก่เขาว่า “เธอสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานพร้อมกับดูแลครอบครัวของเธอไปด้วยพร้อมการปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องออกบวช” เขาเชื่อคำของอาจารย์ของเขา หลังจากเรียนหนังสือจบก็เข้าทำงานหลายต่อหลายแห่ง แต่แทบทุกแห่งก็มักจะมีจุดจบแบบเดียวกัน นั่นคือความโกรธแค้นในทุกองค์การที่เขาเคยทำงานมาแล้วแทบทั้งสิ้น สุดท้ายเขากลายเป็นสุนัขหัวเน่าและล้มเหลวทุกอย่าง ชีวิตล้มเหลวไม่เป็นท่า ปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง บางทีนี่อาจไม่ต่างอะไรกับชีวิตนักบวชที่เขาเคยเลือกอยากจะเป็นนั่นคือ “ชีวิตไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง” แต่ชีวิตนักบวชล้วนต่างเป็นผู้สละโลกแล้ว ความกังวลมีน้อย เป็นผู้ควรบูชา บางทีสิ่งที่อาจเป็นชิ้นเป็นอันที่สุดในชีวิตของเขาก็คือเศษกระดาษเก่าๆ ในกระเป๋าที่เขามักจะนำติดตัวไปด้วยเสมอๆ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นบทกวีเพียงไม่กี่บรรทัด แต่สำหรับเขาแล้วมันกลับเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต เพราะมันบอกเรื่องราวของเขา และใช้เป็นที่ระบายความคับข้องใจของเขาตลอดเวลายาวนานนับสิบปี...

     “โกรธมาจากไม่โกรธ กระทำมาจากไม่กระทำ หากท่านมองเมื่อไร้รูป ท่านจะพบสิ่งที่ถูกเห็นได้ หากท่านฟังเมื่อไร้เสียง ท่านจะพบสิ่งที่ถูกยินได้”

“หลวงพี่ครับ ผมมาขออาศัยวัดอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ได้หรือเปล่าครับ” เขายกมือไหว้พระหนุ่มรูปหนึ่งที่ได้เจอกันทันทีที่เดินทางมาถึงวัดป่าแห่งหนึ่ง สภาพของเขาเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางข้ามคืนข้ามวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่แววตายังฉายแววแห่งความหวัง

“โยมเป็นใครมาจากไหนหล่ะ ต้องการมาพักที่วัดเพื่ออะไร?” พระหนุ่มตั้งคำถามด้วยท่าทีอันสงบ

“ผมมาจากภาคตะวันตกครับ เป็นพนักงานบริษัท ช่วงนี้บริษัทหยุดพักร้อนให้กับพนักงานครับ ก็เลยอยากมาศึกษาธรรมะที่วัดนี้” เขาตอบคำถามตามความเป็นจริง พร้อมกับหอบหายใจถี่

“ใครแนะนำโยมมาหรือ รู้ได้อย่างไรว่าวัดเรามีสถานที่ปฏิบัติธรรม?” พระหนุ่มสอบถามรายละเอียด ด้วยท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น

“เพื่อนคนหนึ่งของผมครับ เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน เขาเคยมานั่งสมาธิที่นี่สัปดาห์หนึ่ง บอกว่าเงียบสงบดีมากเหมาะแก่การศึกษาธรรมะ” ชายหนุ่มตอบ

“ดีนะ ยุคนี้ยังมีหนุ่มๆสาวๆ มาปฏิบัติธรรมกัน หายากยิ่ง” พระหนุ่มออกความเห็น ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

“จริงๆ แล้วผมอยากจะสนทนาธรรมกับท่านเจ้าอาวาสด้วยครับ เผื่อท่านจะมีอะไรแนะนำผมได้บ้าง” ชายหนุ่มแจ้งความจำนงอีกประการหนึ่งออกมา

“หลวงตาเป็นพระอริยะเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเป็นเสมือนแพทย์รักษาโรคทางจิตวิญญาณ ธรรมะของท่านก็คือธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเสมือนโอสถทิพย์บำบัดความทุกข์ให้แก่มวลมนุษย์ได้ แต่น่าเสียดายนะ โยมมาช้าไปหน่อย ช่วงนี้หลวงตาไม่อยู่วัดหรอก คงอีกหลายเดือนกว่าท่านจะกลับ” พระหนุ่มสาธยาย

“อ้อ เหรอครับ น่าเสียดาย ผมมาผิดจังหวะไปหน่อย” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับแสดงอาการผิดหวังทางสีหน้า

“มีกุฏิของนายแพทย์ชื่อ.........ยังว่างอยู่ ช่วงนี้ท่านยังไม่มีเวลามาปฏิบัติธรรม เนื่องจากติดภารกิจต้องดูแลคนไข้ โยมก็อาศัยไปก่อนละกัน ส่วนอาหารทางวัดเราฉันเพียงหนึ่งมื้อเวลาเช้า จะมีญาติโยมนำมาทำบุญถวายที่วัดทุกวัน โยมก็ลงมาทานร่วมกับลูกศิษย์วัดตอนเช้านะกัน ทางวัดเราไม่มีไฟฟ้าและน้ำปะปาใช้ น้ำที่ใช้ล้วนรองมาจากน้ำฝนทั้งสิ้น แต่ละกุฏิจะมีห้องน้ำอยู่ด้วย แต่ต้องระมัดระวังให้ดีพื้นที่ป่าบางแห่งห้ามเข้าเพราะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระ แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องใช้ความสงบสำรวม ถ้าโยมหิวกระหายน้ำ ทางวัดเราก็มีชากาแฟเตรียมเอาไว้แล้วทางด้านโน้น เดี๋ยวอาตมาจะให้ลูกศิษย์วัดพาไปยังกุฏิที่ว่านั้น” พระหนุ่มอธิบายเสียยืดยาว จากนั้นท่านก็เรียกลูกศิษย์วัดมาคนหนึ่ง เดินนำทางชายหนุ่มไป

     “จิตวิญญาณข้ามทิวเขาโดยไม่พบอุปสรรค ชำแรกมหาสมุทรและลำน้ำโดยไม่เปียก ไม่อึดอัดสำลักในที่แคบๆ และแม้จะแผ่ไปทั่วผืนฟ้าและแผ่นดินก็ไม่เต็ม”

     ลักษณะกุฏิแต่ละหลังสร้างจากไม้ทั้งหลังแม้แต่หลังคา กุฏิเป็นห้องเดี่ยวมีนอกชานยื่นออกมา ปกติกุฏิหลังหนึ่งสามารถใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ 2 คน คนหนึ่งอยู่ภายในห้อง อีกคนอยู่นอกชาน แต่ละกุฏิอยู่ห่างกันจนแทบมองไม่เห็นกันและกัน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแนวป่าบดบังเอาไว้ บางบริเวณมีป้ายเขียนเอาไว้ว่าห้ามคนภายนอกเข้า และกั้นเอาไว้ด้วยเชือก คาดว่าข้างในเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระ ชี และผู้ปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัดเท่านั้น ซึ่งคนนอกห้ามเข้าเด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก่อน ชายหนุ่มก็เช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น แม้เขาจะอยากพบกับผู้บำเพ็ญระดับชั้นสูงทางธรรมเหล่านั้นภายในเขตต้องห้ามก็ตาม แต่กฎก็ต้องเป็นกฎไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบริเวณวัดก็ต้องรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด จริงๆ แล้วก็เพื่อประโยชน์ของตัวผู้นั้นเอง การไปรบกวนพระสงฆ์องค์เจ้าขณะปฎิบัติธรรมถือเป็นกรรมหนัก ตายไปอาจเข้าถึงนรกภูมิได้เลยทีเดียว เรื่องราวเหล่านี้ชายหนุ่มย่อมทราบกระจ่าง เพราะเขาเคยศึกษามาบ้างในตำราทางศาสนาเขาล้วนทราบกฎเกณฑ์หรือศีล ข้อบัญญัติต่างๆ เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนั้นเอง ภายหลังจากที่เด็กวัดนำเขามายังกุฏิหลังหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้นั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครมาปฏิบัติธรรมที่กุฏิหลังนี้พอดี ทำให้เขาต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังผู้เดียว สำหรับเขาก็นับว่าเป็นโชคดี เพราะเขารักสันโดษมากกว่า พอมาถึงเขาก็เอาแต่นั่งสมาธิ กำหนดจิตเป็นหนึ่งเดียว และไม่ก้าวย่างออกจากกุฏิหลังนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว 

     “ความเรียบง่ายอันยิ่งใหญ่นั้นไร้รูป มรรคที่มีผลไพศาลที่สุดก็มิอาจวัดได้ ด้วยเหตุนี้ ฟ้าจึงกลมโดยไม่ถูกกำหนดด้วยเข็มทิศ และดินจึงตรงโดยไม่ถูกกำหนดด้วยไม้บรรทัด”

     “ความสุขเป็นเสมือนน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ” ภาพในอดีตอันเลวร้ายมากมายได้ผ่านเข้ามาในห้วงสมาธิของเขา ราวดั่งคลื่นน้ำถาโถมกระแทกเข้าใส่จิตใจของเขา ระลอกแล้วระลอกเล่า ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน สมาธิของเขาปั่นป่วน แม้เขาจะพยายามควบคุมบังคับขัดขืนมันอย่างไรก็ตาม แต่มันก็กลับกลายเป็นเพิ่มกำลังให้มันรุกจู่โจมหนักยิ่งขึ้น หลายต่อหลายครั้งเขาพ่ายแพ้ และล้มตัวลงนอนแผ่ราบกับพื้นกุฏิหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย แต่พอเขากลับได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็จะรีบลุกขึ้นมาเพื่อนั่งสมาธิต่อในทันที เขาจดจำคำสอนของอาจารย์ของเขาได้ว่า การนั่นสมาธิจะต้องผ่อนคลาย อย่าบังคับ แข็งขืน พยายามทำใจให้มีความสุข ความทุกข์จะทำให้เรานั่งสมาธิไม่ได้ เขาจึงพยายามกำหนดจิตเป็นหนึ่งเดียวและไม่สนใจกับภาพในอดีตต่างๆ เหล่านั้นอีกต่อไป อารมณ์ต่างๆ ที่จู่โจมเข้ามาเป็นระยะๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลงไปเอง ในที่สุดมันก็พ่ายแพ้ จิตของเขาจึงเข้าสู่สมาธิ สงบระงับ สมองที่เคยตึงเครียดก็เริ่มคลายความเครียดลง ความวิตกวิจารณ์ต่างๆ เริ่มทยอยกันหายลับดับสูญจนไร้ร่องรอย จิตจึงรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว ความสุขจากความสงบเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดในใจว่านี่เองที่เรียกว่า “ความปิติสุข” เมื่อปราศจากวิตกวิจารณ์ ความสุขก็บังเกิดจากภายในจิตใจเอง เมื่อพลังสมาธิมีมากขึ้นตามติดทยอยต่อเนื่องไม่ขาดสายแล้ว เขาจึงคิดในใจว่านี่เองที่เรียกว่า “เอกกัคตา” จิตใจเริ่มเข้าสู่ความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จนจิตใจเข้าสู่”ความว่างเปล่า”กลายเป็น “อุเบกขา” เขาพบว่าแม้จะใช้สมองคิดอะไรยามนี้ก็หาได้ทำให้พลังสมาธิลดน้อยถอยลงไปไม่ จิตใจเริ่มบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ พลังสมาธิก็เริ่มแก่กล้ามากขึ้น ตามลำดับ....

     “ผู้บรรลุถึงจุดที่ไม่หลงเพลินพึงใจในสิ่งใด ย่อมพบว่าบัดนี้เขาสามารถยินดีกับทุกสิ่ง เนื่องจากไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่ยินดี ความสุขของเขาจึงสูงสุด”

     เวลาล่วงเลยไป 3 วัน โดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาออกจากสมาธิในวันหนึ่ง ด้วยร่างกายและจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสงบสุข ความทุกข์ต่างๆ ปลาสนาการไปสิ้น เขาพบว่าเวลาผ่านล่วงเลยไปโดยที่เขายังไม่ได้กินอะไรเลย เช้าวันนั้นเขาจึงลงจากกุฏิไปช่วยเด็กวัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดศาลาที่พระฉันอาหารและโรงธรรม เขาพบว่าพระที่วัดแห่งนี้มีทั้งคนในประเทศและชาวต่างประเทศมากมายที่มาบวช บางส่วนอาจเป็นพระหรือแม่ชีจากวัดอื่นที่เดินทางมาเพื่อปฏิบัติธรรมเหมือนกับเขา แต่เขาไม่พบแม่ชี แสดงว่าแม่ชีคงจะอยู่คนละส่วนกับพระกระมัง รอจนพระฉันอาหารเช้าเสร็จ เขาและพวกเด็กวัดก็ร่วมกันกินข้าวที่เหลือจากก้นบาตร จากนั้นก็ช่วยกันเก็บกวาดอาสนะ ทำความสะอาดอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายกันไป ต่างคนต่างก็ทำงานของตนไปโดยแทบไม่ได้ปริปากพูดคุยกันเลยแม้แต่สักคำเดียว....

     “เห็นชัดเจนมิใช่เห็นผู้อื่น เพียงเห็นตนเองเท่านั้น หูไวมิใช่ยินผู้อื่น เพียงได้ยินตนเองเท่านั้น เข้าใจมิใช่รู้ผู้อื่น เพียงรู้ตนเองเท่านั้น”

     เขาค้นพบว่ามนุษย์เราเป็นทุกข์ก็เพราะความคิดปรุงแต่งของตัวเองนี่เอง ถ้าดับความคิดปรุงแต่ง ซึ่งเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งที่พระท่านมักเรียกว่า “กิเลส” ลงเสียได้ ความทุกข์ก็ย่อมดับไปเองโดยปริยาย ความคิดปรุงแต่งก่อให้เกิดอัตตาตัวตน หลงว่านี่เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นชีวิต นี่เป็นตัวเรา นั่นเป็นของเรา แล้วปัญหาต่างๆมากมาย ก็เริ่มเกิดขึ้นตามมาไม่ขาดสาย ปัญหาก็คือความคิดปรุงแต่งอันเป็นความเคยชินนี้ติดตัวมาจากอดีตชาตินับครั้งไม่ถ้วน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปล่อยวางมันลงได้ในคราวเดียว จำเป็นต้องใช้เวลา วิธีเดียวที่จะแก้ได้ก็คือ “เอาความเคยชินมาแก้ความเคยชิน”หรือเรียกว่า”เกลือจิ้มเกลือ” เมื่อจิตใจมีความเคยชินชอบคิดปรุงแต่ง การแก้ก็ต้องกำหนดจิตให้มันอยู่เคยชินกับการไม่ปรุงแต่งที่พระเขาเรียกว่า “สุญตา” หรือ “ความว่าง” หรือ “จิตว่าง” ทำงานด้วยจิตว่าง เดิน ยืน นั่ง นอน ด้วยจิตว่าง กุศโลบายที่มักใช้กันก็คือการท่องคำพระในใจ จดจ่ออยู่กับคำใดคำหนึ่งด้วยสติตลอดเวลา จนเกิดสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดตามมา ความทุกข์ก็ลดน้อยบางเบาลงไปเอง การไม่ไปสนใจมันทำให้มันอ่อนกำลังลงไปเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่มีอยู่จริง เป็นภาพลวงตาที่จิตใจสร้างขึ้นมาเองด้วยความหลงผิด แต่ถ้าจะถึงขั้นรู้แจ้งสมบูรณ์คงต้องใช้พลังสมาธิมากกว่านี้ กาย วาจา ใจ จะต้องสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ยิ่งกว่า อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งจะต้องใช้การฝึกฝนอย่างช่ำชอง ทุกครั้งที่เขาเริ่มนั่งสมาธิความคิดปรุงแต่งเก่าๆ ต่างก็ทยอยกันตามมาเหมือนเช่นเคย ต่างกันตรงที่เขาจะใช้เวลาน้อยกว่าในการข้ามผ่านมันไปเพื่อเข้าถึงจิตอันสงบระงับ เขายังคงตั้งคำถามว่าอีกเมื่อไรหนอเขาจะสามารถรู้แจ้งแทงทะลุถึงขั้นสูงสุด เขาพบนิพพานก็จริงแต่มันเป็นเพียงนิพพานชั่วคราวเท่านั้น จึงยังไม่รู้สึกพอใจกับสิ่งที่ได้รับเท่าไรนัก เขาต้องการ”นิพพานแบบถาวร” โดยเฉพาะตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ความเคยชินเก่าๆ ยังคงติดตามหลอกหลอนเขาในยามที่เขาไม่มีเวลานั่งสมาธิและหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับงานทางโลกที่บริษัท สมาธิของเขายังคงเข้า-ออก ซึ่งความจริงเขาก็รู้ว่า “สมาธิที่แท้จริงไม่มีการเข้าและออก”

     “จิตไม่โศกเศร้าหรือยินดี คือการบรรลุคุณธรรมอันสูงสุด ประสบผลสำเร็จโดยไม่เปลี่ยนแปลง คือการบรรลุความสงบอันสูงสุด ไม่ถูกนิสัยอยากเทียมแอกเอา คือการบรรลุความว่างอย่างสูงสุด ไม่มีชอบไม่มีชัง คือการบรรลุอุเบกขาอันสูงสุด ไม่ติดข้องกับสรรพสิ่ง คือการบรรลุความบริสุทธิ์อย่างสูงสุด”

      วันหนึ่งมีฝนตกลงมาอย่างหนักภายในวัด อากาศในหน้าร้อนก็กลับกลายเป็นเย็นลงทันที ป่าเขียวขจีสดชื่นขึ้นมาทันตา บรรยากาศภายในวัดท่ามกลางแมกไม้แห่งนี้กลับกลายเป็นสรวงสวรรค์ในทันที เขาสัมผัสความรู้สึกแห่งดินแดนสวรรค์นี้ได้ ใต้กุฏิของเขามักมีกระต่ายป่าขนสีขาวปุย 2-3 ตัวกระโดดไปมา พวกมันมักพากันมานอนซุกตัวตรงใต้ราวบันไดของกุฏิที่เขาอยู่ ไก่หลายตัวขันประชันเสียงยามเช้ามืด นกแปลกๆมากมายบินว่อนไปมา บ้างก็ส่งเสียงทักทายกัน สัตว์ในวัดเหล่านี้คงมีความสุขในที่อาศัยดุจแดนสวรรค์แห่งนี้ แม้ชายหนุ่มเพิ่งจะมาอาศัยอยู่ได้เพียง 4 วันยังพบกับความสุขถึงขนาดนี้ แล้วสัตว์และบุคคลผู้สละโลกแล้วเหล่านี้จะมีความสุขขนาดไหนกันหนอ บางทีเขาเองก็นึกอิจฉาชีวิตอันสงบสุขเรียบง่ายของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาก็เคยปารถนาวิถีชีวิตแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่เคยออกไปไหนเลย จนกระทั่งมีพระชรารูปหนึ่งเดินทางมาถึงกุฏิที่ชายหนุ่มปฏิบัติธรรมอยู่ ท่านเป็นพระชาวต่างชาติ ใบหน้าเหี่ยวย่น ท่านกวักมือเรียกเขาให้ลงมาจากกุฎิและเริ่มต้นสนทนา

     “สิ่งที่ทำให้เงาโค้งงอก็คือรูปอันเป็นต้นเงา สิ่งที่ทำให้เสียงสะท้อนไม่ชัดก็คือต้นเสียง ผู้ที่ความรู้สึกรั่วไหลออกมาภายนอก ย่อมง่ายที่จะถูกหยั่งถึงภายใน”

     “เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจะไปโกรธเคืองคนอื่นเขาไม่ได้ คนส่วนใหญ่เป็นพวกทุศีล พวกเขามักชอบหาเรื่องเรา เราจะต้องอดทนอดกลั้น ให้อภัย ถ้าเราไปโกรธเขาเราจะมีบาปหนัก เขาโกรธเราได้ แต่เราโกรธเขาไม่ได้ เข้าใจไหม ” พระชราเริ่มต้นเทศนา

“ครับ” ชายหนุ่มรู้สึกตกตะลึงกับถ้อยคำแรกของพระชราต่างชาติรูปนี้ เขาได้แต่ก้มศีรษะรับคำ ในใจเขาครุ่นคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องรอพบเจ้าอาวาสแล้ว เพราะพระชรารูปนี้สามารถหยั่งรู้เรื่องราวของเขาเป็นอย่างดีโดยที่เขายังไม่ได้แนะนำตัวเลยด้วยซ้ำ ท่านต้องเป็นพระอริยะเจ้าอย่างแน่นอน โดยที่เขาไม่ต้องเสียแรงออกไปเพื่อเสาะหาให้เหนื่อยเปล่า ท่านกลับล่วงรู้ความประสงค์ของเขาอย่างกระจ่าง ท่านจึงเดินทางมาเยือนถึงกุฏิของเขาเอง แน่นอนท่านคงรู้จากญาณภายในของท่าน อีกอย่างต่อให้เขาออกไปเสาะหาก็ยังคงไม่รู้ว่าใครคือพระอริยะเจ้าที่แท้จริง ทางที่ดีรอให้ท่านมาเองแบบนี้จะง่ายกว่า เขารอคอยอยู่หลายวัน ในที่สุดท่านก็ปรากฏตัว ชายหนุ่มย่อมทราบกระจ่างว่าสถานที่เขามาอยู่แห่งนี้เป็น”แหล่งชุมนุมมังกร ซ่อนพยัคฆ์” มียอดคนแอบแฝงเร้นกายอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เพียงแต่เขาไม่มีปัญญาจำแนกได้ว่าคือผู้ใดเท่านั้น พระชรายังกล่าวสืบต่ออีกว่า

“กามราคะทั้งหลายเป็นทุกข์ อย่าไปหลงพลอยยินดีกับมัน จงปล่อยวางมันให้ได้ แท้ที่จริงร่างกายมนุษย์มีแต่ของน่าเกลียดน่ากลัว มีแต่ของเน่าเสีย ต้องอาบน้ำทุกวันจึงจะหายเหม็น เส้นผมก็ต้องสระบ่อยๆ เสื้อผ้าสะอาดพอคนเอามาใส่ก็กลายเป็นสกปรกต้องซัก ฟันก็ต้องแปรงทุกวัน เห็นไหม ถ้าลองลอกหนังคนเราออกมาก็จะพบแต่เลือดและเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้พุง น่าขยะแขยงยิ่งนัก ต้องหมักน้ำหอมเครื่องสำอางค์เท่าไรจึงจะกลบกลิ่นตัวคนเราได้ ไม่ว่าร่างกายเขาหรือร่างกายเราก็เหมือนกันสกปรกเหมือนกันหมด ทั้งโลกนั่นแหละ เราจึงไม่ควรเห็นร่างกายเป็นของน่ารักน่าใคร่ น่าทนุถนอม และหลงในรูปลักษณ์ทั้งหลาย อย่าหลงพลอยยินดีในกามตัณหาทั้งหลายทั้งปวง” พระชราหยุดหอบหายใจเล็กน้อย แววตาแฝงความเมตตาของท่าน ทำให้ชายหนุ่มแทบพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

“อดีตชาติโยมเคยเกิดเป็นพญานาคมาก่อน ดังนั้นจึงมีความเกรี้ยวโกรธติดเป็นนิสัยมาจนถึงชาตินี้ ความมีฤทธิ์มากทำให้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ศัตรูต่างพ่ายแพ้ไม่อาจเอาชนะได้ ในชาติที่ผ่านมาโยมเกิดเป็นเจ้าเมืองที่ยิ่งใหญ่มากมีข้าทาสบริพานมากมาย ทำให้โยมยากที่จะละทิฏฐิลงได้ง่ายๆ โยมจึงเป็นคนดื้อรั้นไม่ฟังใคร เพราะความเคยเป็นเจ้านายคนมาก่อน แต่ชาตินี้โยนหันหน้าปฏิบัติธรรมบำเพ็ญความดี จำต้องละตัวตนลงบ้าง ปล่อยวางลงบ้าง และโยมกำลังเข้าสู่กระแสแห่งการหลุดพ้น นี่อาจเป็นชาติสุดท้ายของโยม เพราะชาตินี้โยมเกิดมาก็เพื่อปฏิบัติธรรมบำเพ็ญ โยมจึงต้องพบกับศัตรูเก่ามากมาย เจ้ากรรมนายเวรต่างรีบมาทวงหนี้กรรม เขาอาจมาใส่ร้าย ป้ายสี ด่าประนาม ทำให้เสียชื่อเสียง ทำให้ได้รับความลำบากต่างๆนาๆ โยมจึงต้องอดทนให้มากและไม่ตอบโต้ มิเช่นนั้นจะเป็นการสร้างกรรมสืบต่อภพชาติต่อไปอีก.......................” พระชราเทศนาต่อไป ตั้งแต่ท่านเรียกเขาลงมา เขายังไม่มีโอกาสถามคำถามสักคำ และท่านก็ไม่เว้นช่องให้เขาพูดด้วย เขานั่งฟังท่านเทศนาเสียยืดยาว ท่านยังคงยืนพูดอยู่อย่างนั้น เหมือนท่านยังมีเรื่องรีบร้อนจะไปไหน ชายหนุ่มยังคงพยักหน้ารับคำ เขามองหน้าพระชราด้วยแววตาเป็นประกายและยิ้มออกมา พระชราก็หัวเราะ ในมือของท่านถือวัตถุสิ่งหนึ่งลักษณะยาวๆ ห่อด้วยพลาสติก ขณะที่ท่านหัวเราะท่านก็พลันยกวัตถุท่อนยาวๆนั้นฟาดลงกลางศีรษะของชายหนุ่มทันที ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อยแต่แล้วเขาก็พลันหัวเราะออกมา เพราะวัตถุที่ท่านฟาดลงมานั้นมันนุ่มนิ่มคล้ายกับหมอนข้างใบใหญ่ใบหนึ่ง เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง พระชรารูปนั้นก็จากไปจนไร้ร่องรอยแล้ว....

     “ปราชญ์ส่งจิตวิญญาณไปยังต้นเค้าของความตะหนักรู้ และคืนสู่จุดเริ่มของสิ่งนับหมื่น พวกท่านมองสิ่งที่ไร้รูปและฟังสิ่งที่ไร้เสียง ในท่ามกลางอันธการอันมืดมิด พวกท่านเท่านั้นที่เห็นแสง ในท่ามกลางความไพศาลอันเงียบกริบ พวกท่านเท่านั้นที่มีความแจ่มกระจ่าง”

     ภายหลังจากที่ชายหนุ่มได้สนทนากับพระชราลึกลับรูปนั้นแล้ว เขาก็กลับไปเก็บเสื้อผ้าทันที เขาเดินทางมาพบพระหนุ่มเพื่อจะบริจาคเงินให้ทางวัดและเพื่อขอลากลับ พระหนุ่มทำท่าตกใจถามว่า
 
“อ้าว โยมจะกลับแล้วเหรอ? ไหนบอกว่าจะอยู่สัก 2-3 อาทิตย์ไม่ใช่เหรอ?”

“เคลียร์แล้วครับหลวงพี่ ผมได้ยาแล้วครับ อาการทุเลาลงมาก ผมจะบริจาคเงินได้ที่ไหนครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับคำถาม
 
“ เอ้อ ก็ดีแล้ว เอาเงินไปหยอดที่ตู้ตรงโน้น” พระหนุ่มชี้มือไปที่ตู้รับบริจาคของวัดที่ตั้งอยู่ติดกับศาลาโรงธรรม ท่านยิ้มอย่างสงบคล้ายเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

      เขาหยอดเงินลงตู้รับบริจาคพร้อมกับยกมือไหว้ลาพระหนุ่มรูปนั้นและจากไปอย่างเงียบๆ ขณะที่ครุ่นคิดในใจว่านี่เราต้องไปเผชิญกับความทุกข์อีกแล้วเหรอ? เขาต้องกลับไปที่บริษัทเพื่อทำงานต่อ ขณะที่ในใจเขาก็นึกถึงคำสอนของอาจารย์ของเขาที่กล่าวว่า “ถ้าเธอไม่เคยมีความทุกข์ ไม่เคยรู้จักทุกข์ และไม่เคยหลุดพ้นจากทุกข์ แล้วเธอจะช่วยสรรพสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้อย่างไร” เขาก็พลันมีกำลังใจขึ้นมาอีกหน่อย พร้อมจะเผชิญปัญหาทุกอย่างที่เข้ามา “ผู้ใดไม่เห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่เห็นธรรม”



     “เมื่อคนเราถูกซัดไปในกระแสโลก เขาถูกผูกมัดทางวัตถุและถูกสูบจนแห้งทางจิตวิญญาณ เหตุฉะนั้น จึงต้องทนทุกข์เพราะความพร่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

     “หากท่านรู้ความไพศาลของจักรวาล ความตายกับชีวิตย่อมมิอาจข่มขี่ท่าน หากท่านรู้ความบรรสานสอดคล้องของชีวิตที่เอื้ออาทร ท่านจะไม่ไยดีกับการครองโลก หากท่านรู้จักความสุขของภาวะไม่เกิด ความตายก็ไม่อาจทำให้ท่านกลัว”

     “จิตวิญญาณคือต้นธารแห่งการรู้ เมื่อจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ความรู้ก็แจ่มชัด การรู้คือหลักสำคัญของหัวใจ เมื่อรู้ตามความจริงอย่างไร้อคติ หัวใจก็สงบ”

     “สิ่งที่ให้ชีวิตแก่สรรพชีพไม่มีวันตาย แม้ชีพที่มันสร้างขึ่นจะมีวันตาย สิ่งที่แปรเปลี่ยนสรรพสิ่งไปไม่เคยเปลี่ยน แม้สิ่งที่มันแปรเปลี่ยนจะมีการเปลี่ยนแปลง”

     “คุณธรรมบริสุทธิ์ดำรงอยู่ตามลำพัง แจกจ่ายออกโดยไม่รู้จักหมด ถูกใช้ไปโดยมิรู้เหือดแห้ง ดังนั้น เมื่อท่านมองจึงไม่เห็นรูปของสิ่งนี้ เมื่อฟังจึงไม่ได้ยินเสียง เมื่อติดตามจึงไม่พบตัว มันไร้รูปแต่เป็นบ่อเกิดแห่งรูป ไร้เสียงแต่เป็นบ่อเกิดแห่งเสียง ไร้กลิ่นรสแต่เป็นบ่อเกิดแห่งกลิ่นรส ไร้สีแต่เป็นบ่อเกิดแห่งสี เหตุฉะนี้ ภาวะจึงเกิดขึ้นจากอภาวะ การบรรลุผลจึงผุดขึ้นจากความว่าง”

     “เมื่อผู้คนชี้ข้อบกพร่องของท่าน ท่านขุ่นเคืองเขา แต่เมื่อกระจกเงาสะท้อนความอัปลักษณ์ของท่าน ท่านว่ามันเป็นกระจกดี หากคนเราสามารถเกี่ยวข้องกับผู้อื่นโดยไม่เอาอัตตามายุ่งด้วย เขาย่อมเลี่ยงการถูกลากลงต่ำได้”

     “เมื่อการรับของท่านเล็ก การรับรู้ของท่านก็ตื้น เมื่อการรับของท่านยิ่งใหญ่ ความตระหนักรู้ของท่านก็กว้าง”

     “ภายนอกเคลื่อนคล้อยไปตามกระแส ส่วนภายในธำรงธรรมชาติแท้ของตนไว้ แล้วตากับหูของท่านจะไม่พร่าแปร่ง ความคิดจะไม่สับสน ทั้งจิตวิญญาณภายในก็จะแผ่ขยายอย่างใหญ่หลวง เพื่อท่องไปในแดนแห่งความบริสุทธิ์สมบูรณ์”

     “เมื่อการรับรู้แจ่มชัด กอปรด้วยการหยั่งเห็นอย่างลึกซึ้งพ้นจากความปรารถนาอันเย้ายวน ทั้งพลังงานและเจตจำนงก็เปิดกว้างสงบเย็น เบิกบานอย่างแจ่มใสพ้นจากนิสัยอยาก เมื่อนั้นอวัยวะภายในย่อมสงบระงับและเต็มด้วยพลังงานที่มิรั่วไหล พลังจิตวิญญาณย่อมถนอมกายอยู่ภายในและไม่ออกไปภายนอก ดังนี้แล้ว ย่อมไม่ยากที่จะเห็นเหตุแต่อดีตและผลในอนาคต”

     “เมื่อแสงแห่งจิตวิญญาณถูกสะสมไว้ในความไร้รูป พลังชีวิตและพลังงานก็คืนสู่ความเป็นจริงอันสมบูรณ์ เมื่อนั้นนัยน์ตาจะแจ่มใสแต่ไม่ถูกใช้มอง หูจะว่องไวแต่ไม่ถูกใช้ฟัง จิตใจจะแผ่ขยายแต่ไม่ถูกใช้คิด เมื่อพลังชีวิตผ่านเข้าสู่นัยน์ตา การเห็นก็กระจ่าง เมื่อมันอยู่ในหู การได้ยินก็คมชัด เมื่อมันอยู่ในปาก คำพูดก็ถูกต้องเที่ยงตรง เมื่อมันรวมอยู่ในจิต ความคิดก็ทะลุปรุโปร่ง”

     “เมื่อคนเรามีความอยากมากย่อมส่งผลเสียต่อสำนึกในความยุติธรรม มีความกังวลมากย่อมส่งผลเสียต่อปัญญา มีความกลัวมากย่อมส่งผลเสียต่อความกล้าหาญ”

     “ความสงบอันกระจ่างคือสุดยอดของคุณธรรม ความนุ่มนวลอย่างยืดหยุ่นคือกุญแจแห่งมรรค ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้าง และความร่างเริงอย่างแจ่มใส ย่อมช่วยให้บุคคลใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งได้”

     “พลังแห่งฟ้าคือวิญญาณส่วนบน พลังแห่งดินคือวิญญาณส่วนล่าง พึงส่งมันกลับสู่ห้องลี้ลับ เพื่อแต่ละอย่างจักอยู่ในที่ของมัน คอยเฝ้าไว้อย่าสูญเสียมันไป ท่านจะได้เชื่อมโยงกับเอกภาพอันสมบูรณ์เบื้องบน พลังชีวิตของเอกภาพอันสมบูรณ์นั้นเชื่อมโยงกับสวรรค์”

     “ทางอันยิ่งใหญ่นั้นไร้รูป ความอารีที่ยิ่งใหญ่ไร้ความคุ้นเคย คำจับใจที่ยิ่งใหญ่ไม่มีเสียง ความถ่อมที่ยิ่งใหญ่ไม่ประจบ ความกล้าที่ยิ่งใหญ่ไม่อวดดี หากท่านไม่ละเลยสิ่งทั้งห้านี้ ท่านกำลังเข้าใกล้มรรค”

     “ผู้เชื่อมั่นในตนเองย่อมไม่หวั่นไหวกับคำติชม ผู้สันโดษย่อมไม่ถูกเย้ายวนด้วยอำนาจหรือผลกำไร เหตุฉะนั้น ผู้แจ้งใจในสภาวะแท้จริงของแก่นแท้จึงไม่ตะเกียกตะกายในสิ่งที่แก่นแท้ช่วยอะไรไม่ได้ ผู้แจ้งใจในสภาวะแท้จริงของชะตากรรม จึงไม่กังวลกับสิ่งที่ชะตากรรมช่วยอะไรไม่ได้ ผู้แจ้งใจในมรรค จึงไม่ปล่อยให้ความกลมกลืนของตนวิกลไปด้วยสิ่งใดๆ”

      “ฟ้าสงบและกระจ่าง ดินมั่นคงและสันติ ผู้สูญเสียคุณสมบัติเหล่านี้ย่อมวอดวาย ผู้เอาอย่างมันย่อมมีชีวิต ความไพศาลอันสงบคือบ้านของแสงแห่งจิตวิญญาณ ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้างคือที่พำนักของเต๋า เหตุฉะนี้ จึงมีผู้แสวงหามันจากภายนอกแต่กลับสูญเสียมันอยู่ภายในและมีผู้ที่รักษามันไว้ภายในแล้วยังได้มันมาจากภายนอก มันเหมือนรากกับกิ่ง ดึงที่ราก แล้วทั้งกิ่งและใบก็จะตามมาเอง”

     “ผู้มีวาจาไม่แน่นอนและการกระทำไม่คงที่ จัดเป็นคนกระจอก
ผู้สังเกตสิ่งหนึ่งและเข้าใจศิลปะอย่างหนึ่ง จัดเป็นคนปานกลาง
ผู้เห็นกว้างขวางอย่างเข้าใจและยึดกุมสิ่งทั้งหลายได้ทั่วถึง
 ผู้ซึ่งประเมินความสามารถและใช้มันได้อย่างเหมาะเจาะ จัดเป็นปราชญ์”

     “ปราชญ์ไม่ถูกควบคุมด้วยชื่อ ไม่ถูกบังคับด้วยแผน ไม่ถูกเทียมแอกด้วยกิจ และไม่ถูกปกครองด้วยปัญญา ท่านซ่อนอยู่ในความไร้รูป กระทำอย่างไร้ร่องรอย และจรจาริกไปโดยไม่เหลือรอยทาง ท่านไม่เสาะหาโชคลาภหรือแส่นำหายนะ คงความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้าง และกระทำเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเท่านั้น”

     “ชอบกับชังคือความเกินพอดีของชีวิต ความอยากจนเป็นนิสัยคือแอกแห่งธรรมชาติของมนุษย์”

     “คนเราเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุดในทุกทาง ท่านสึกหรอลง แล้วก็คือคงขึ้นมาใหม่ ความเบิกบานเป็นไปได้ในสภาวะที่มิอาจคิดคำนวณ ตัวอย่างเช่น ท่านฝันว่าท่านเป็นนกเหินไปในเวหา ท่านฝันว่าท่านเป็นปลาดำดิ่งสู่ห้วงลึก ขณะที่ฝันนั้นท่านไม่รู้ว่ามันคือความฝัน ครั้นตื่นขึ้นจึงตระหนักว่าตนฝันไป มีการตื่นที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งเมื่อตื่นแล้วท่านจะรู้ว่าชีวิตคือความฝัน เมื่อเรายังไม่เกิด เราจะรู้ความน่าพึงใจของชีวิตได้อย่างไร หากเรายังไม่ตาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความตายไม่น่าพึงใจ”

     “มรรคมีสายโยงใยเป็นเอกภาพ เมื่อท่านบรรลุถึงรากเดียว มันจะเชื่อมโยงถึงกิ่งก้านนับพันและใบนับหมื่น นี้ช่วยให้ท่านสามารถเชิดชูระเบียบเมื่ออยู่ในตำแหน่งสูง ลืมความต่ำต้อยเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่ำ เบิกบานกับงานเมื่อยากจนและเผชิญอันตรายได้เมื่อพบทางตัน เมื่อมีเหมันต์อันหนาวจัด มีทั้งน้ำคางแข็งและหิมะ เมื่อนั้นท่านจึงรู้ถึงความเข้มแข็งของไม้อันชอุ่มเขียวอยู่ตลอดทั้งปี เมื่อสถานการณ์คับขันอันตราย ได้กับเสียวางอยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นท่านจึงรู้ว่าปราชญ์คือผู้ที่ไม่ไถลออกไปนอกมรรค”

     “ท่านอาจเห็นปลายผมเส้นหนึ่งขณะที่มิได้ยินกัมปนาทจากฟ้าร้อง หรือได้ยินทำนองเพลงขณะที่ไม่เห็นขุนเขา ทำไม? นี้ก็เพราะการจดจ่อเล็กๆ ย่อมยังผลเป็นความไม่ใส่ใจอันมหาศาล”

     “การโอ้อวดและหลอกลวงเกิดจากความทะนงตน ผู้ถึงความจริงอยู่ภายในย่อมเป็นสุขและไม่รีบร้อน ย่อมยังกิจที่ต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติประดุจนกขับขานหรือหมีบิดขี้เกียจ ใครจะทะนงกับสิ่งนี้เล่า”

     “ถือโลกเบาๆ แล้วจิตวิญญาณของท่านจะไม่แบกภาระหนัก มองทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก แล้วจิตใจของท่านจะไม่สับสน เห็นความตายกับชีวิตเสมอกันแล้วหัวใจท่านจะไม่หวั่นหวาด”

     “นิสัยอยากตามความเคยชินบั่นทอนพลังงนของคนเรา ชอบกับชังทำให้ดวงจิตอ่อนล้า หากท่านไม่รีบกำจัดมัน เจตจำนงและพลังงานของท่านจะอ่อนแรงลงทุกวัน”

     “ความสูงส่งอันสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องมีบรรดาศักดิ์ ความมั่งคั่งอันสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สมบัติ”

     “เมื่อพลังชีวิตกับจิตวิญญาณถูกใช้เกินกำลัง ย่อมพร่าไป เมื่อหูกับตาไม่สำรวม ย่อมหมดกำลัง ดังนั้น ผู้นำที่อบรมตนในมรรคจึงหยุดความฟุ้งฝันและกำจัดความดึงดัน คงดำรงอยู่ในความรู้ชัดและเปิดกว้าง”



				
12 สิงหาคม 2553 22:24 น.

ธรรมวิถีกวนอิม

คีตากะ

mt1-1.jpgธรรมวิถีกวนอิม
เป็น กฏเกณฑ์ของจักรวาล
ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล

ปราศรัยธรรมโดยอนุตราจารย์ชิงไห่
งานฌาน 3 ที่ลอสแอนเจลีส
รัฐคาลิโฟเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2541
(ต้นฉบับเป็นภาษาเอาหลาก) วีดีโอเทป #640 


 ธรรม วิถีกวนอิมไม่ใช่ฉันเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมา ฉันเพียงแต่รู้จักธรรมวิถีนี้เท่านั้น ธรรมวิถีนี้มีมาตั้งแต่จักรวาลนี้เริ่มก่อตัวขึ้นมา และจะอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร ความจริงธรรมวิถีกวนอิมก็ไม่ใช่ธรรมวิถี มันเป็นกรรมวิธีการโคจรของจักรวาล เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ได้ทั่วจักรวาล ถ้าพวกเราคิดจะกลับไปจุดต้นกำเนิด กลับสู่ตัวเองที่แท้จริง อาณาจักรสวรรค์หรือจิตพุทธ ก็ต้องปฏิบัติตามมัน ธรรมวิถีกวนอิมเหมือนกับวิทยาศาสตร์ที่มีความแม่นยำ เหมือน 2+2 ต้องเป็น 4 ไม่มีคำตอบอื่น ! ถ้าพวกเราทราบว่า 2+2 ต้องเป็น 4 2+2 ก็ต้องเป็น 4 ไม่ว่าพวกเราจะพูดอย่างไร จะเถียงอย่างไร 2+2 ก็ต้องเป็น 4

 

ในทำนองเดียวกัน ในจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ที่แม่นยำอย่างนี้เช่นกัน ผู้ที่รู้จักกฎเกณฑ์เหล่านี้ พวกเขาเป็นเพียงผู้ค้นพบเท่านั้น ไม่ใช่ผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมา ถ้าพวกเราค้นพบกฎเกณฑ์เหล่านี้และปฏิบัติตาม ก็จะได้รับผลที่แม่นยำที่สุด

แน่นอน การทำงานสามารถมีหลายวิธีที่ต่างกัน มีวิธีที่เร็ว วิธีที่ช้า และมีวิธีที่สูงกว่า ธรรมวิถีกวนอิมเป็นวิธีที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ฉันเป็นเพียงผู้ค้นพบเท่านั้น ฉันไม่ได้คิดประดิษฐ์ธรรมวิถีนี้ขึ้นมา ธรรมวิถีนี้เป็นของพระเจ้า และเป็นของทุกคน

ประสิทธิผลของธรรมวิถีกวนอิมเร็วมาก กรรมต่าง ๆของแต่ละภพชาติจะถูกเผาทิ้งจนหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา พวกเราเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สำเร็จ ผู้บำเพ็ญธรรมวิถีกวนอิมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สำเร็จเป็นพุทธ เป็นไปไม่ได้ ! เหมือนกับนำเอาน้ำตาล 2 เม็ดมาวางรวมกับน้ำตาลอีก 2 เม็ด แล้วบอกว่ารวมกันแล้วไม่ใช่ 4 เม็ด มันเป็นไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน บำเพ็ญธรรมวิถีแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สำเร็จ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ก้าวหน้า ไม่รู้แจ้ง ! ธรรมวิถีกวนอิมมันยอดเยี่ยมจริง ๆ!

แต่ธรรมวิถีนี้มีจุดที่แปลกประหลาดอยู่จุดหนึ่ง คือ ผู้ที่ไม่เชื่อก็สามารถบำเพ็ญได้ ขอเพียงบำเพ็ญไปให้ดี ทุกวันนั่งสมาธิ 2 ชั่วโมงครึ่ง ปัญญาก็จะพัฒนาเอง ถึงเวลาพวกเราก็จะเข้าใจ ตัวเราเป็นอาจารย์ของตัวเอง ขอเพียงบำเพ็ญธรรมวิถีนี้ก็จะเข้าใจเองอย่างแน่นอน เหมือนกับนำเอาน้ำตาล 2 เม็ดไปวางไว้ข้าง ๆ น้ำตาลอีก 2 เม็ด จะต้องเป็นน้ำตาล 4 เม็ดอย่างแน่นอน ไม่ว่าพวกเราจะเชื่อครูสอนเลขคณิตหรือไม่ แม้เขาจะบอกว่าอย่างนั้น ไม่ว่าพวกเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ขอเพียงนำเอาน้ำตาล 2 เม็ดไปวางไว้ข้างน้ำตาลอีก 2 เม็ด รวมขึ้นมาต้องเป็น 4 เม็ดอย่างแน่นอน 


หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://magazine.godsdirectcontact.net/thai/178/				
12 สิงหาคม 2553 22:12 น.

จดจำพระเจ้า ใน ทุกแง่มุม ของ ชีวิต

คีตากะ

ms-2.jpg


อาจารย์กล่าว

 

ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
22 ตุลาคม 2549 ปารีส ฝรั่งเศส(ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ และ ฝรั่งเศส)

เราควรปรับตัวในทุก ๆ สถานที่ที่เราอยู่ มิฉะนั้นเธอก็จะไม่รู้ว่าเธออยู่ตรงไหน และไม่รู้ว่าอะไรเธอควรจะทำในขณะที่มีชีวิตอยู่และหลังจากเราจบชีวิตลง ไม่มีข้อแก้ตัว เรามีชีวิตเพื่อติดต่อกับพระเจ้าเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราทำงาน เรากิน เรานอนหลับ แต่นั่นเป็นสิ่งสำคัญรองลงมา เพราะถ้าเธอยังไม่เข้มแข็ง เธอยังต้องทำงาน กิน และหาเลี้ยงชีพ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีชีวิตเพื่อการทำสมาธิ สมาธิมีความหมายว่าการภาวนา มันก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้วิธีทำสมาธิ เราก็สวดภาวนา มันเหมือน ๆ กัน หลังจากผู้เป็นอาจารย์ เช่น พระพุทธเจ้า หรือพระเยซู ไปสู่สวรรค์ ผู้คนเลยไม่รู้วิธีการทำสมาธิ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสวดภาวนา แต่พวกเราควรทำอย่างถูกต้อง นั่นหมายถึงการทำสมาธิ นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสวดภาวนา ถ้าเราสวดภาวนาแบบนั้น เราก็จะไม่รู้จักพระเจ้าของเรา ตัวตนของเรา แล้วเธอก็จะหลงทาง เธออาจจะหาเงินได้มากมาย มีลูกหลานมากมาย หรือกิน couscous(แป้งกรอบที่ทำจากแป้งหมี่หยาบ) มากมาย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หลังจากที่เธอตายไป มันก็จบหมด ทั้ง couscous ลูกหลานทั้งหมด และภรรยาทั้งหมด ไม่มีความหมาย พวกเขาไม่สามารถช่วยเธอได้ในเวลาที่เธอไป เวลาที่เธอจากดาวดวงนี้ หรือจากชีวิตนี้ไป ไม่ช่วยอะไรได้เลย ที่ฉันพูดนี้เป็นพื้นฐานที่สุด ที่ฉันพูดแล้วพูดอีก และเธอก็ยังไม่เข้าใจ

แต่เธอต้องทำสมาธิ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต มันสำคัญมากกว่าทุก ๆ สิ่งในชีวิต มิฉะนั้นแล้วเธอก็จะไม่ทำ เธอคิดว่าเธอใช้เวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงฟังเสียง-ข้างใน หรือข้างนอก (อาจารย์หัวเราะ)ขึ้นกับว่าเธอหลับลึกแค่ไหน แต่ว่ามันก็ไม่พอ นั่นคือเหตุที่ถึงแม้ฉันยกเธอขึ้นไปถึงระดับที่ห้า เธอก็จะหล่นลงไปทันทีเกือบจะเร็วยิ่งกว่าตอนเธอขึ้นไป เมื่อเรามีเพียงใจเดียวและมุ่งที่จุดเดียวเท่านั้นเราจึงจะไปถึงระดับที่ห้า ได้เร็วมาก แต่ถ้าใจของเรากระจัดกระจาย หมายถึงความคิดของเรากระจัดกระจาย แล้วเราก็จะหล่นลงไป-Zip!(เสียงหวิวในอากาศ)อย่างนั้น

เพราะเหตุนี้ พระเยซูกล่าวว่า "ถ้าเราไม่กลายเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง เธอจะไม่สามารถไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้เลย" มันยากมากในการบังคับจิตใจ มันยากมากกว่าช้างนับร้อย ๆ เชือก เมื่อเธอเห็นแสงนิดหน่อยหรือได้ยินเสียงเพียงเล็กน้อย เธอก็คิดว่ามันดีแล้ว แต่นั่นมันไม่ใช่ เพราะว่าเธอยังอยู่ที่นี่ เธอยังคงรู้สึกมันอยู่-เธอยังรู้สึกทางข้างนอกและเธอก็ยังรู้สึกว่ามันดี เพียงแค่ตรงนั้นตรงนี้นิดหน่อยและเธอก็รู้สึก แต่มันไม่ใช่สิ่งนี้ ถ้าเธอได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ เธอจะถูกดึงขึ้นรวดเร็วมากยิ่งกว่าจานบินหรือจรวดไปดวงจันทร์ และไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถหันเหเธอได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เธอต้องการ เธออาจจะยอมตายด้วยซ้ำถ้ามีใครมาฆ่าเธอ เวลานั้นเธออาจจะพูดว่า "เชิญ ยินดีต้อนรับ" เธอไม่มีความคิดในเรื่องใด ๆ ว่าเธอต้องการอะไรในโลกนี้อีกแล้ว:ไม่มีอะไรอีกแล้ว นั่นคือเวลาที่เธอทำสมาธิจริง ๆ และที่เหลือก็มีเพียงการปฏิบัติ ปฏิบัติ และปฏิบัติ

 

การพัฒนาทางจิตวิญญาณ เราต้องทำมันด้วยตัวของเราเอง

เพราะ ฉะนั้นทำไมฉันจึงพูดว่า "ได้โปรดปฏิบัติสมาธิ" นั่นคือที่เราเรียกตัวเราเองว่าผู้ปฏิบัติธรรม หมายถึงเราต้องพยายาม พยายามและพยายาม บางครั้งเธอพยายามและเธอก็ไปถึง บางครั้งเธอพยายามและเธอก็ไปไม่ถึง แต่ถ้าเธอไม่มั่นคง แม้ว่าเธอไปถึงเนื่องจากพระกรุณาธิคุณของพระเจ้า เธอก็จะต้องกลับมาอีกโดยเร็ว! แต่ถ้าเธอมั่นคงเธอก็จะไม่หล่นลงมา แม้ว่าเธอทำงานทางโลก แต่ถ้าเธอไม่มั่นคง ถึงแม้เธออยู่ในวัด ถึงแม้เธอไปอยู่ภูเขา ถึงแม้เธอพักอยู่ในศูนย์สมาธิ มันก็ไม่มีประโยชน์ แม้ว่าเธออยู่ตรงหน้าอาจารย์ด้วยซ้ำ อาจารย์ไม่สามารถกินแทนเธอ อย่างเวลานี้ฉันให้ช็อกโกแลตแก่เธอ แต่เธอต้องเป็นคนที่กินมันเอง ฉันกินมันแทนเธอไม่ได้ ฉันซื้อช็อกโกแลตมามากมาย แต่ไม่ใช่เพื่อให้ฉันกินเองทั้งหมด ถ้าฉันกินมันทั้งหมด เธอจะรู้สึกอะไรหรือเปล่า? ถ้าฉันซื้อช็อกโกแลตและกินเองทั้งหมด เธอจะมองดูฉันและพูดว่า "อ้ำ-ม-ม ช็อกโกแลตอร่อยเหลือเกิน!" อย่างนี้หรือเปล่า? (เสียงหัวเราะ) มีเรื่องแบบนั้นหรือ? ไม่ เป็นไปไม่ได้

ดังนั้นฉันให้ช็อคโกแลตแก่เธอ แต่ถ้าเธอไม่กินมัน เธอก็ไม่สามารถรู้สึกอะไรได้เลย ก็เหมือนกับหากเธออยู่ตรงหน้าอาจารย์แต่เธอไม่รวมความสนใจอยู่ที่อาจารย์ แล้วพระพรยิ่งใหญ่นั้นก็ไม่สามารถเข้าถึงเธอได้มากนัก อาจจะได้บ้างบางส่วน แต่ไม่มาก อีกกรณีถ้าเธอมีข้อจำกัดให้ตัวเองอย่างเช่น การคาดคิดไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับว่า อาจารย์ควรทำอะไรหรืออาจารย์ควรดูเหมือนอะไรแล้วล่ะก็ เท่ากับเธอสร้างกำแพงกักตัวเองไว้ ซึ่งเป็นการแยกตัวเธอเองออกจากพระพรของอาจารย์ แล้วเธอก็ยิ่งมีมันน้อยลง

 

การยกระดับเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ต้องทำเอง

เธอ คงจำเรื่องของพระพุทธเจ้าได้: ท่านมีผู้รับใช้ใกล้ชิดคนหนึ่งที่ท่านรักมาก และอยู่กับท่านทั้งวันทั้งคืน เขาชื่อพระอานนท์ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เขาสามารถจำคำพูดของพระพุทธเจ้าได้ทุกถ้อยคำ ดังนั้น พระสูตรทั้งหมดของพระพุทธเจ้าล้วนเขียนขึ้นตามความทรงจำของพระอานนท์ แต่พระอานนท์ไม่ได้บรรลุชั้นสูงนัก:ท่านยังไปไม่ถึงระดับที่สามด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เหล่าพระสงฆ์ทั้งหมดไม่ยินยอมให้เขาเข้าร่วมประชุมในคณะ พวกพระสงฆ์นั้นไม่ให้เขาเข้าร่วมสังคายนากับพระสงฆ์ระดับสูง ดังนั้น ด้วยความละอายเขาจึงไปที่ถ้ำแห่งหนึ่งและปลีกตัวอยู่ที่นั่นระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเขาบรรลุถึงระดับสูง และแล้วพระสงฆ์เหล่านั้นจึงได้เชิญเขาเข้าการประชุม

แต่ทำไมพระสงฆ์จึงทำเช่นนั้นต่อคนใกล้ชิดที่สุดและรักที่สุดของพระพุทธเจ้า? มันหมายความว่าเหล่าพระสงฆ์นั้นใจร้าย ใจดำและเกรี้ยวกราดต่อพระอานนท์หรือไม่?

ผู้ปฏิบัติคนที่หนึ่ง ฉันคิดว่ามันคือการกระตุ้นและปลุกให้เขาตื่นขึ้น

อ: ใช่

ผู้ปฏิบัติคนที่สอง เพื่อบังคับให้เขาทำงานด้านจิตวิญญาณใช่ไหม?

อ: ใช่ นั่นก็มีส่วนจริง มีใครอีกไหม?

ผู้ปฏิบัติคนที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ใช่ไหม?

อ: ใช่ นั่นก็ถูก เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์! นั่นก็ถูกต้อง ถ้าใครที่หัวใจไม่บริสุทธิ์และระดับการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณยังไม่สูง เขาก็จะไปปนเปื้อนต่อที่ประชุม นั่นถูกต้องที่สุด และก็ถูกเช่นกันที่ว่าเพื่อกระตุ้นให้เขารู้ว่าเขาต้องทำงาน ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าช่วงเวลาที่เขาอยู่กับพระพุทธเจ้า เขาไม่ได้ปฏิบัติ เขาอยู่ใกล้ชิดเกินไป เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่รับใช้พระพุทธเจ้า นั่นคือเหตุที่เขาไม่พัฒนาระดับของเขา เป็นสาเหตุเดียวเท่านั้น เหตุผลของพี่สาวคนนั้นที่ว่า เขาควรจะทำงานเพื่อการพัฒนาด้านจิตวิญญาณของเขา นั่นก็ถูกเหมือนกัน เพราะว่าตลอดเวลาที่เขาอยู่กับพระพุทธเจ้า เขาภาคภูมิใจตัวเองเกินไปว่าเป็นคนใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า และเขาก็ไม่คิดว่าเขาจำเป็นต้องปฏิบัติอะไร นั่นคือสาเหตุที่เขาไปไม่สูง

อีกอย่างหนึ่ง เขามีความจำที่พิเศษเหนือมนุษย์ เขาสามารถท่องจำทุกสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดได้ทั้งหมดจาก ก-ฮ และยังทวนซ้ำได้อีก เขาจำได้ทั้งหมดคำต่อคำ ไม่ลืมอะไรเลยแม้กระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าพูดผิดไป อย่างเช่นพูดซ้ำบางอย่างหรือขากบ้วนเสลด พระอานนท์ก็จำได้หมด นั่นคือเหตุที่พระสูตรทางพุทธไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีจนถึงปัจจุบันนี้ เพียงแต่เขียนตรง ๆ ทุกคำตามที่พระพุทธเจ้าพูด ดังนั้นบางครั้งเธออ่านแล้วเธอก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายบ้าง เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้าเอาแต่พูดซ้ำประโยคเดิม หรืออธิบายในแบบที่มีรายละเอียดมากเพื่อให้ลูกศิษย์เข้าใจตรงตามที่พระองค์ กำลังพูด

ในพระสูตรทางพุทธทั้งหมดจะต้องเริ่มด้วย"ดังนั้น ฉันได้ยินมาว่า..." นั่นเพราะมันถูกเขียนขึ้นตามที่พระอานนท์ได้ยินมา กระทั่งคนสำคัญขนาดพระอานนท์ก็ยังเกือบเหมือนเครื่องบันทึกเทป ความจำของเขาพิเศษจริง ๆ มันเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องบันทึกเทปในปัจจุบัน แต่คนที่สำคัญมากขนาดพระอานนท์ เหล่าคณะสงฆ์ของที่ประชุมหรือพระสงฆ์ของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยอมให้เขาเข้า ร่วมประชุมด้วย เพราะว่าเขายังไม่ได้ยกระดับเพียงพอ ถึงแม้เขาจะเป็นคนสำคัญ มันก็ยังไม่มีประโยชน์

ดังนั้นเธอสามารถเห็นความสำคัญของการยกจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ไม่จำเป็นว่าเธอเป็นใคร มันอยู่ที่ว่าเธอเป็นอะไร และไม่ใช่แค่ว่าเธอเป็นอะไร แต่มันอยู่ที่เธอเป็นอะไรข้างใน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือภายในของเธอเป็นอะไร ตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เนื่องจากพระอานนท์และไม่ใช่เนื่องจากพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากตัวเธอเอง เพราะหลังจากที่เราตาย เราก็ไม่มีอะไร! มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ฉันไม่จำเป็นต้องบอกเธอเพราะเธอก็รู้ทั้งหมดแล้ว แต่เธอไม่ตระหนักรู้มันให้ลึกซึ้ง นั่นคือสาเหตุที่เธอเพิกเฉยต่อภาระหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตเธอ

ดังนั้นจากกรณีของพระอานนท์ เราสามารถเรียนรู้บางอย่าง: บทเรียนของการถ่อมตน เราต้องพิจารณาทบทวนทุก ๆ วันว่าเรามีความถ่อมตนพอหรือไม่ เราจึงจะสามารถพัฒนาได้มากขึ้น เพราะมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่เราสามารถใส่อะไรลงไปได้ ถ้าแก้วนั้นว่างเปล่า เธอก็สามารถใส่น้ำเข้าไปได้ แต่ถ้าแก้วนั้นเต็มอยู่ มันก็ใส่อะไรไม่ได้ แก้วนั้นอาจจะมีน้ำอยู่เต็มหรือมีขยะอยู่เต็มก็ได้ ถ้าหากแก้วนั้นมีขยะอยู่เต็มแล้ว เราก็ไม่ใส่น้ำเข้าไปอีก มันน่าจะดีกว่าถ้าหากเรามีสิ่งที่เราต้องการอยู่ในแก้วใบนั้น แทนที่จะเป็นขยะทั้งหมด ทำนองเดียวกันนี้ เราควรเติมชีวิตของเรา ตัวตนของเรา และความเข้าใจของเราด้วยสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยคุณค่าทางจิตวิญญาณ เพราะว่าเราอาจจะเติมมันด้วยสิ่งไร้สาระก็ได้เหมือนกัน หรือสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งที่บ่อนทำลายชีวิตของเรา หรือการพัฒนาของเรา

 

ชีวิตประจำวันก็เป็นการปฏิบัติธรรม

ทุก ๆ วันเราควรมั่นใจว่าเราได้เติมตัวเองด้วยสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เหมือนเช่นทุก ๆ วันเราพยายามเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทุกครั้งที่เรากินของดี ๆ เธอควรต้องระลึกว่า "ฉันต้องให้อาหารดี ๆ แก่จิตวิญญาณของฉัน แก่การพัฒนาด้านจิตวิญญาณของฉันด้วย" ดังนั้น แม้ในเวลาที่เธอกำลังกิน เธอก็สามารถปฏิบัติได้ด้วย เวลาที่เธอสวมใส่เสื้อผ้าที่ดี ๆ เธอก็ควรจดจำว่า "ฉันต้องตกแต่งตัวฉันเองด้วยความงดงามทางจิตวิญญาณเช่นกัน" ทุกครั้งที่เธอเห็นดอกไม้ที่สวยงาม เธอก็บอกว่า "ฉันต้องเพาะปลูกสวนแห่งจิตวิญญาณของฉันด้วย" ให้เตือนตัวเธอเองไว้เสมอด้วยสิ่งที่คล้าย ๆ กัน เวลาที่เราได้ยินเสียงนกร้องเพลงเรารู้สึกมีความสุขและสบายใจ เราก็ต้องระลึกถึงว่าเราไม่ควรลืมเสียงของพระเจ้า และเมื่อเวลาที่เธอดื่มด่ำอยู่ในความรัก ในความสัมพันธ์อันโรแมนติกและเธอก็มีความสุขมาก เธอก็ควรรู้ว่า "ฉันต้องจดจำความรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งนิรันดร ซึ่งเป็นความรักแท้จริง" แต่ถ้าเธอไม่สามารถแยกแยะได้ เธอก็ต้องเตือนสติตัวเองว่า "ใช่ ฉันจะพยายามจดจำ ฉันจะทำบางอย่างเพื่อว่าฉันจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฉันและพระเจ้า ให้เจริญงอกงามขึ้น โรแมนติกมากขึ้น และสนิทสนมมากขึ้น"

ทุกครั้งที่เรารักลูกของเรา เราต้องจำไว้ว่าพระเจ้ารักเราจริง ๆ และลูกของเราเช่นกัน นี่เป็นความรักที่แท้จริงที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับทุก ๆ คน และทุกครั้งที่สัตว์เลี้ยงของเธอรักเธอและเธอรักมัน หรือเธอปลอบประโลมสัตว์เลี้ยงของเธอหรือพวกมันปลอบประโลมเธอ เธอก็ควรเตือนใจตนเองเช่นกันว่านี่คือส่วนหนึ่งของความรักของพระเจ้า และมีแต่ความรักของพระเจ้าเท่านั้นที่จริงแท้และแผ่กระจายอยู่ทั่วไป ดังนั้นเธอก็เห็นแล้วว่าเราสามารถใช้ทุก ๆ สถานการณ์มาเตือนใจตนเองไม่ให้ลืมวิถีทางแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งเราได้เลือกเดิน ด้วยวิธีนี้เราจะเสริมกำลังให้ตัวเองเข้มแข็งอยู่เสมอในขณะที่เราอยู่ในโลก มนุษย์นี้ และเราอยู่ในความทรงจำของพระเจ้าตลอดเวลา มันเป็นอย่างนี้เสมอ

แต่การปฏิบัตินั้น ก็ไม่มีใครกลายเป็นอาจารย์ในชั่วข้ามคืน แม้แต่พระอานนท์ ดังนั้นอย่าเพิ่งรู้สึกหมดกำลังใจ เราเพียงแต่ต้องมีความจริงใจและปฏิบัติตลอดเวลา ในขณะที่มีอาจารย์อยู่ เธออาจจะพัฒนาได้เร็วมากกว่า แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอรับรู้ได้เพียงไร และเธอบริสุทธิ์เพียงไร มันก็เหมือนกับแก้วใบนั้น ถ้ามันเต็มไปด้วยขยะ ก็ไม่มีอะไรสามารถใส่เข้าไปได้ หรืออาจจะใส่ได้นิดหน่อย



หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://magazine.godsdirectcontact.net/thai/179/				
12 สิงหาคม 2553 21:37 น.

ให้ตัวเราและอนุชนรุ่นต่อไป...

คีตากะ

ms-1.jpgให้ตัวเราและอนุชนรุ่นต่อไป

 

    ปราศรัยโดยอนุตราจารย์ชิงไห่ สิงคโปร์ วันที่ 3 มีนาคม 2535
    (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป #223

     

หากทุกคนมีชีวิตตามแบบ ที่ไบเบิ้ลกล่าวเอาไว้ และทุกคนเห็นพระเจ้าภายใน เห็นแสงของพระเจ้า อาณาจักรของพระเจ้า ได้ยินเสียงพระวจนะของพระเจ้า หรือธรรมชาติแห่งพุทธะ โลกของเราก็จะกลายเป็นสวรรค์ เพราะแสงและเสียงนี้ทำให้เรากลายเป็นนักบุญ ทำให้เรากลายเป็นพุทธะ และโลกที่พุทธะอาศัยอยู่ก็คือนิพพาน โลกที่นักบุญอยู่อาศัยก็คือ สวรรค์หรืออาณาจักรแห่งพระเจ้า
ปรับเข้าหาพลังพระเจ้า

ดาวเคราะห์อื่น ๆ มากมายมีบรรยากาศแบบสวรรค์นี้ เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายบนดาวเคราะห์เหล่านั้นฝึกการปรับเข้าหาพลังพระเจ้า และความปรารถนาของเขาก็สมหวัง มีพลังในมือของพวกเขาและมีความสงบสุขในตัวของพวกเขาภายในหมู่เพื่อนบ้านของ พวกเขา บนดาวเคราะห์เหล่านั้นมีแต่การทำความดีเท่านั้น โดยไม่มีด้านที่เป็นลบเหมือนอย่างบนโลกของเรา บางดวงมีความเจริญมากกว่า ในขณะที่บางดวงล้าหลังกว่า เราไม่มีเวลาที่จะมาคุยกันในเรื่องเหล่านี้ เราพูดเรื่องโลกของเราก่อนได้ นั่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมในทางปฏิบัติและจำเป็นที่สุด

ถ้าเธอเข้าใจถึงบรรยากาศ เมื่อสิ่งที่เป็นวัตถุนั้นเบา มันก็จะลอยขึ้น มันขึ้นไปในบรรยากาศที่สูงขึ้น เหมือนความร้อนหรืออะไรแบบนั้น และสิ่งใดที่หนักหรือเย็นจะอยู่ในส่วนที่ต่ำกว่าของบรรยากาศหรืออยู่ต่ำกว่า เนื่องจากแรงโน้มถ่วง

รักษาความถี่ของแรงสั่นสะเทือนที่สูงเอาไว้

ในทำนองเดียวกัน ความดีจะอยู่เหนือความเป็นลบไม่มากก็น้อย ในโลกแห่งความดีและความชั่วของเรา แน่นอน ความดีจะอยู่ข้างบน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นอิสระจากความเป็นลบ เรามีมันติดอยู่กับเพื่อนบ้านของเรา หรือติดกับสภาพที่ต่ำกว่าของเรา โลกอื่น ๆ มีแต่ความดีเท่านั้น เราเรียกสถานที่เหล่านี้ว่า สวรรค์หรืออาณาจักรพระเจ้า เราสามารถไปถึงดาวเคราะห์เหล่านี้ หรือเราตอนนี้จะไปเยี่ยมก็ได้ ถ้าเรามีคุณสมบัติแบบเดียวกัน หรือมีความถี่ของแรงสั่นสะเทือนเหมือนสรรพสัตว์บนดาวเคราะห์เหล่านี้

ดังนั้น การบำเพ็ญในอาณาจักรของพระเจ้าหรือการบรรลุนิพพาน จึงไม่ใช่เรื่องโกหก แต่มันเป็นวิถีชีวิตที่เห็นได้แจ่มชัดมาก และเป็นวิทยาศาสตร์มาก หากเราต้องการมีชีวิตแบบนั้น มันก็ไม่ยาก มันเป็นเพียงวิถีชีวิตที่เราเลือก
ได้มาซึ่งสวรรค์แบบชั่วคราวทุก ๆ วัน

พระเจ้าไม่ได้ให้ความยากจนแก่ โลกนี้ พระเจ้าไม่ได้สร้างนรก มันเป็นตัวเรา-ด้วยความผิดพลาดของเรา ด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ด้วยการเลือกการกระทำที่ผิดในเวลาที่เด็ดขาด เราจึงได้สร้างนรกขึ้นมา เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราสามารถคิดทบทวนและสร้างสวรรค์ อย่างน้อยก็สวรรค์แบบชั่วคราว เราจะได้พักผ่อนชั่วครู่ แล้วเราก็จะได้เป็นอิสระจากภาระของโลกนี้ชั่วครู่ และเราสามารถคิดว่าเราต้องการทำอะไรต่อไป ว่าเราต้องการกลับไปยังโลกอีกหรือไปสู่ขั้นที่สูงสุดของสวรรค์ เราสามารถตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้น สวรรค์ชั่วคราวสามารถได้มาด้วยการกระทำความดี ด้วยการมีศรัทธาในพระเจ้า ด้วยการสวดภาวนา ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจในความผิดของเรา ด้วยการพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเสมอสำหรับสังคมและตัวเรา และด้วยการพยายามเป็นมังสวิรัติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฉันสามารถเสนอสิ่งทดแทนด้วยก้อนเต้าหู้ในบางครั้งบางคราว มันถูกกว่า ย่อยง่ายกว่า และมีความรู้สึกผิดน้อยกว่า บาปน้อยกว่า และกรรมน้อยกว่า กรรมหมายถึง หว่านพืชอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น หรือก็คือกฎแห่งเหตุและผล เพราะฉะนั้น นี่ก็คือสวรรค์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเธอจะสร้างให้ตัวเธอเองในตอนนี้
การเป็นมังสวิรัติคือการช่วยเหลือโลกจริง ๆ

เราพยายามเป็นมังสวิรัติให้มาก ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเป็นมังสวิรัติไม่ใช่เป็นวิถีชีวิตตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่มันเป็นวิธีที่จะช่วยโลกให้รอดพ้นจากความอดอยากและความยากจน เรามีงานวิจัยมากมายที่จะพิสูจน์ในเรื่องนั้น เราสูญเสียผลิตภัณฑ์ของมนุษย์และของโลก และทรัพยากรไปมากมาย เพื่อจะเลี้ยงวัวและหมูเป็นเวลาหลาย ๆ ปี สูญเสียยา โปรตีน ถั่ว และผักสารพัดชนิดเป็นปริมาณมาก เพื่อจะเลี้ยงหมู 1 ตัว และเรากินมันภายในเวลาอันรวดเร็วมาก 5 นาที ถ้าเธอกินช้าแบบนั้น บางคนอาจกินภายใน 1 นาที!

ดังนั้นถ้าเราเป็นมังสวิรัติ ไม่เพียงแต่เพราะว่าเราเป็นคนธรรมะธรรมโมเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือโลกจริง ๆ โลกของเราตกอยู่ในความยากจน ในบางส่วนของโลก และมีความอดอยาก เพราะเราไม่ทำงานร่วมกันที่จะช่วยเหลือกันและกัน มีงานการกุศลและงานบรรเทาทุกข์มากมาย ไม่ต้องสงสัย แต่นั่นไม่ใช่รากเหง้าของปัญหา การขาดแคลนอาหาร ไม่ได้มีต้นตออยู่ในแอฟริกาเท่านั้น หรืออยู่ในประเทศเอเชียบางประเทศ มันมีต้นตอมาจากอาหารที่มีการกินเนื้อสัตว์ จากพลังงานทั้งหลาย จากเทคโนโลยีทั้งหลาย และกิจกรรมที่มีไหวพริบอื่น ๆ มากมาย ซึ่งทุ่มให้กับการเลี้ยงเนื้อสัตว์ แทนที่จะนำไปวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือประชากรโลกให้ดีกว่านี้ หรือเพื่อโภชนาการที่ดีกว่านี้ สำหรับผู้คนทั้งมวล

ตามที่เธอรู้กันดีในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า อาหารมังสวิรัตินั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก โรงพยาบาลทั้งหลายถูกสร้างให้ใครกัน? คนกินเนื้อสัตว์ไงล่ะ! คนส่วนใหญ่ที่นั่นเป็นคนที่ไม่ใช่มังสวิรัติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราให้อาหารตัวเราด้วยยาพิษ เราก็จะต้องรักษาตัวเราด้วยอุปกรณ์ของโรงพยาบาล เราสร้างความเดือดร้อนเป็น 2 เท่าให้ตัวเรา
สร้างยุคทองด้วยการใช้ชีวิตแบบนักบุญ

เราจะต้องรักษาที่รากเหง้าไม่ ใช่ที่กิ่ง การช่วยเหลืองานบรรเทาทุกข์หรือบริจาคอาหารให้คนยากจน ไม่ใช่ทางแก้ของปัญหาความอดอยากของโลก รากเหง้าอยู่ที่ตัวเราแต่ละคน ซึ่งเราจะต้องช่วยเหลือ เราจะต้องประหยัดพลังงานบางอย่างของเรา และทรัพยากรของโลกเพื่อพี่ ๆ น้อง ๆ ของเรา ยกตัวอย่าง ประเทศด้อยพัฒนาอาจจะขายผลิตภัณฑ์ของเขาให้แก่ประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อเป็น อาหารของวัว แต่แล้วประเทศด้อยพัฒนากลับอดอยาก เราจะต้องแก้ด้วยการแบ่งปัน เราจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แน่นอน ฉันไม่ใช่นักการเมือง ฉันพยายามได้แค่บอกให้เธอช่วยด้วยวิธีการของฉัน ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของฉัน ผู้นำของโลกจะต้องทำงานร่วมกัน หากพวกเขาสนใจในความผาสุกของทุกชาติ ไม่เพียงแค่ชาติของเราเท่านั้น แต่ก็นับว่าเป็นการดีพอแล้วที่เราเอาใจใส่ประเทศของเรากันอยู่แล้ว ฉันรู้สึกขอบคุณและสุขใจ เมื่อได้เห็นชาติใด ๆ มีความเจริญรุ่งเรือง ใช้ชีวิตในความสะอาด มีความเป็นนักบุญ และสามัคคีกัน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์

เราสามารถทำให้มันเป็นยุคทองได้อีกครั้งหนึ่ง โดยการใช้ชีวิตแบบชาวคริสต์ ใช้ชีวิตแบบชาวพุทธ หรือชาวฮินดูที่แท้จริง ฯลฯ เอาใจใส่ดูแลในความรับผิดชอบทางคุณธรรมของเรา ช่วยเหลือเพื่อนบ้านของเราเท่าที่เราสามารถทำได้ สละทรัพย์ของเราบ้าง และความอยากในรสชาติบางอย่างของเรา เพื่อช่วยในการพัฒนาโลกให้ก้าวหน้า และช่วยเหลือพี่ชายพี่สาวคนอื่น ๆ ที่ยากไร้
การสร้างเพื่ออนุชนรุ่นหลัง

ในลักษณะนี้ เราได้ใช้ความพยายามของเราช่วยสร้างชาติให้ดีขึ้นสำหรับอนุชนรุ่นหลัง มันไม่ถือว่าสูญเปล่า มันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานเหลนของเรา มันจะไม่สูญเปล่า เราไม่จำเป็นต้องดูแลอนุชนในปัจจุบันอย่างเดียว และเราไม่จำเป็นต้องคิดว่า “โลกดีขึ้น แต่เราจะตายไป และเราจะไม่ได้รับประโยชน์จากมัน” ลูก ๆ ของเราจะได้รับประโยชน์ แม้ถ้าเราไม่มีลูก เราก็ไม่ควรคิดแคบ ๆ เช่นนี้ แต่ขอให้คิดถึงความสุขของผู้อื่นซึ่งเกิดหลังเรา ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขสมานฉันท์ และอยู่ในโลกที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งนั้นควรทำให้เราดีใจเพียงพอแล้ว โดยปราศจากการได้มาซึ่งวัตถุใด ๆ และนี่คือหนทางของสุภาพบุรุษ! นี่คือวิธีการที่เล่าจื้อ ขงจื้อ พระพุทธเจ้า และพระเยซูคริสต์ได้เพียรพยายามที่จะสั่งสอนมนุษย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

สิ่งที่ฉันบอกเธอไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราได้ลืมไป และพวกเราบางคนไม่ได้พยายามที่จะใช้ชีวิตแบบนั้น เราจึงไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ตอนนี้เราสามารถลองดูได้แล้ว เราสามารถทดลองดูในวันพรุ่งนี้ และดูว่ามันเป็นอย่างไร ดูว่าเรารู้สึกดีขึ้นแค่ไหน ดูว่ามันให้ประโยชน์แก่ประเทศของเราและแก่โลกโดยรวมอย่างไร 


หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://magazine.godsdirectcontact.net/thai/174/				
10 สิงหาคม 2553 05:50 น.

อันตรายจากเนื้อสัตว์....

คีตากะ

ก า ร กิ น เ จ อาหารธรรมชาติของมนุษย์ 
อันตรายจากการกินเนื้อสัตว์ 
________________________________________

        จากการสำรวจอายุเฉลี่ยและสุขถาพอนา มัยของประชากรในแต่ละส่วยของโลกพบว่า ในกลุ่มประชากรที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก ไม่พบผักเลยหรือกินแต่น้อย จะมีอายุสั้นมากแก่เร็วและเต็มไปด้วยโรคภัยร้ายแรงคุกคามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับกลุ่มประชากรที่กินแต่อาหารพืชผักเป็นหลัก พบว่ามีอายุยืนร่างกายแข็งแรง และปราศจากโรคภัยร้ายแรงใดๆ ฉะนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า " การกินเนื้อสัตว์เป็นเหตุบั่นทอนอายุให้สั้นลง ทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรม และก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆขึ้น " จากผลการวิเคราะห์เนื้อสัตว์ของสถาบันโภชนาการพบอันตรายที่สำคัญยิ่ง 5 ประการดังนี้คือ 

1. เลือดและเนื้อของสัตว์เป็นพิษ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าโดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ ซึ่งมีจิตสำนึกค่อนข้างสูงเช่น วัว ควาย หมู สัตว์เหล่านี้จะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะ สารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่ว่าพิษนั้นยังคงอยู่ต่อไป สารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่างๆเสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี จะมีใบหน้าสดใส ร่าเริง แก่ช้า อายุยืน และสุขภาพอนามัยดี สถาบันโภชนาการประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า " เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษและสารพิษอื่นๆมากมาย " พบว่าหลังจากที่สัตว์ตายไป 2 - 3 ชั่วโมงเนื้อสัตว์จะเป็นกรดมากขึ้นทุกขณะ กรดนี้คือน้ำเนื้อซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับรสอยู่ที่บนลิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อมีรสชาดอร่อย ฉะนั้นผู้ที่ปรุงอาหารเนื้อจึงไม่นิยมนำเนื้อไปล้างน้ำ เพราะจะทำให้มีรสจืด แต่กรดในน้ำเนื้อมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง กระตุ้นจิตใจ และอารมณ์ ให้มีความรุนแรงฉะนั้นชนชาติที่ นิยมกินแต่เนื้อสัตว์จะมีความก้าวร้าวรุนแรง จ้องประหัตประหารล้างผลาญ คิดสร้างสรรอาวุธขึ้นมาทำลายล้างซึ่งกันและกัน นับวันยิ่งทวีความโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้วิจัยพบว่าในเนื้อสัน 1 กิโลกรัมจะมีกรดยูริคอยู่ถึง 30 กรัม กรดยูริคในเนื้อมีสารยูเรียซึ่งเข้าไปสะสมในร่างกาย สารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยากแก่การขับถ่ายและไม่สามารถสลายตัวได้ง่าย ส่วนที่ตกค้างก็ถูกส่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจับเป็นผลึกอยู่ตามกล้ามเนื้อไขข้อและกระดูกทำให้เป็นโรคไต โรคเก๊า โรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ แพทย์พบว่าไตของคนกินเนื้อ ต้องทำงานมากกว่าคนกินผักถึง 3 เท่า เพื่อขับสิ่งสกปรกและสารพิษในเนื้อที่กินเข้าไป แม้ว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่พออายุมากขึ้น ไตที่ต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานานๆย่อมไม่อาจจะทนไหว อาการเจ็บป่วยจึงเริ่มปรากฏให้เห็น เช่น โรคไตพิการ ไตวาย นิ่วในไต โรคเก๊า และโรคไขข้อ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการจับเป็นผลึกของกรดยูริค ภายในส่วนต่างๆของร่างกายนั่นเอง ทุกวันนี้คนเราตกอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารดัดแปลงต่างๆ เมื่อร่างกายสะสมพิษเข้าไว้มากๆในที่สุดก็ต้องเจ็บป่วย ครั้นแล้วก็กลับพากันกินยาซึ่งสกัดจากสารเคมีเข้าไปรักษาความเจ็บป่วยนั้น บางครั้งยาที่คิดว่าจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น กลับให้ผลแทรกซ้อนข้างเคียง ทำให้อาการของโรคย่ำแย่ลงไปอีก บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฎิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย เกินไป 

2. สารเคมีในเนื้อสัตว์ นับตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่า ตัดชำแหละเป็นชิ้นๆ แยกประเภทนำบรรจุเข้าตู้แช่แล้วขนส่งไปยังตลาดจำหน่าย เนื้อสัตว์ต้องตกค้างอยู่เป็นเวลาหลายวัน เพื่อรอผู้บริโภคมาซื้อไป กว่าจะถูกปรุงเสร็จเป็นอาหารก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามธรรมดาเนื้อสัตว์จะคงความสดอยู่ได้ไม่นานก็จะแปรสภาพ สีจะกลายเป็นสีเทาอมเขียว ดังนั้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จึงมีการใช้สารเคมีช่วยยืดอายุการเน่าเสีย และเจือสารรักษาสีให้เนื้อมีสีแดงดูสดนาน สารเคมีเหล่านี้ทางการแพทย์พบว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ปัจจุบัน ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมลงในอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญ เติบโต ทำให้สัตว์อ้วนท้วนโตเร็ว เนื้อสัตว์ที่ได้จะมีสีสรรน่าซื้อแต่การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคได้รับ สารพิษต่างๆมากมาย เมื่อบริโภคเนื้อนั้นเข้าไปเป็นประจำ มีการฉีดเซรุ่มและยาปฎิชีวนะต่างๆ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ผู้ที่รับประทานเนื้อเป็นประจำร่างกายมักมีการต้านยา เมื่อเจ็บป่วยยาที่กินจึงไม่ค่อยได้ผล เช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืชมากๆ แมลงเหล่านั้นก็จะมีความต้านยามากขึ้นเรื่อยๆ ยาที่มีความรุนแรงในขนาดเดิมจะใช้ไม่ได้ผล แมลงกลับจะทวีจำนวนมากขึ้นๆ ปัจจุบันได้พบข้อผิดพลาดนี้จึงมีการเสนอให้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีการรักษาสมดุลย์ของสัตว์ที่กินแมลงศัตรูพืชนั้นๆ เป็นอาหาร นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและอเมริกาพบว่า คนกินเนื้อเป็นประจำทำให้แบคทีเรียในลำไส้เล็กจะทำปฎิกริยากับน้ำย่อยของ ร่างกายทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในลำไส้ โรคนี้พบมากในกลุ่มคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ เช่นแถบอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก แต่แพทย์ไม่พบเลยในกลุ่มคนที่รับประทานแต่อาหารพืชผักผลไม้ หรืออาหารมังสวิรัติ เช่น ในประเทศอินเดีย เป็นต้น ในอเมริกาคนเป็นมะเร็งลำไส้มาก เพราะต่างนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ส่วนคนใน สก๊อตแลนด์กินเนื้อมากกว่าคนประเทศอังกฤษ 20 % สถิติการป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ของคนในสก๊อตแลนด์ก็มากกว่าคนในอังกฤษเป็น อัตราส่วน 20% เช่นกัน แม้แต่น้ำมันจากสัตว์ เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดสารแมททิลคอลเรนทีน สารนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งในคน แต่ไม่พบสารนี้ในน้ำมันพืชเลย ปัจจุบันจึงไม่นิยมเอาน้ำมันจากสัตว์มาปรุงอาหารรับประทาน ในเนื้อย่าง 1 กิโลกรัมจะมีสารโซไพรินเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 600 มวน ซึ่งทำให้คนเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน มีการพิสูจน์พบว่าในเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าที่ฉีดพ่นด้วย ดี.ดี.ที ก็จะพบสาร ดี.ดี.ที อยู่ด้วยในเนื้อวัวนั้นเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งสาร ดี.ดี.ที นี้สามารถทำให้เป็นหมัน มะเร็ง และโรคตับ จากการทดลองของมหาวิทยาลัยไอโอวายืนยันว่า "สาร ดี.ดี.ที ในร่างกายของคนส่วนใหญ่ได้รับมาจากเนื้อสัตว์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อสัตว์สามารถเก็บกักสาร ดี.ดี.ที ไว้ได้ในปริมาณมากกว่าพืชผักผลไม้ ใบหญ้าถึง 13 เท่า" ปัจจุบันเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มาก ฉะนั้นผักที่มีใบห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เช่น ผักกาดขาว ผู้ปรุงควรดึงเปลือกชั้นนอกออกทิ้งไปสัก 2 - 3 ใบ ส่วนกระหล่ำปลีดอกควรนำไปล้างในน้ำที่ละลายด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ผักที่เก็บกักปริมาณยาฆ่าแมลงไว้มาก ควรล้างให้นาน โดยปล่อยน้ำให้ไหลตลอดเวลา เพื่อล้างยาฆ่าแมลงออกให้หมดก่อนนำไปปรุงอาหาร ขอแนะนำว่าควรเลือกซื้อผักที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติและปลอดสารพิษมาปรุงอาหาร (Organized Grown And Non-Pesticide) หนังสือพิมพ์ชิคาโคทรีบูน (Chicago Tribune) ได้ตีพิมพ์เรื่องการเลี้ยงดูอย่งผิดธรรมชาติใน อุตสาหกรรมปศุสัตว์ว่า "เป็นการทำทำลายสมดุลย์ชีวเคมีในร่างกายของสัตว์ เช่นอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ ลูกไก่ที่เกิดใหม่จะถูกฉีดกระตุ้นด้วยยาอาหารและสารเคมีต่างๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต สัตว์จำนวนนับหมื่นๆ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบ ชีวิตที่น่าสงสารทั้งหมดอยู่ในกรงขนาดจิ๋ว เป็นการเลี้ยงในระบบขั้นบันได เมื่อสัตว์มีขนาดโตขึ้นก็จะเลื่อนลงมาตามชั้นที่จัดวาง สัตว์ถูกเลี้ยงให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อให้ตัวโตไขมันมากมีเนื้อเยอะ ทุกชีวิตไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์แสงจันทร์ ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์หรือการออกกำลังกายเลย ไก่จึงขาดความแข็งแรงตามธรรมชาติ จะพบว่าไก่จำนวนมากที่เลี้ยงโดยวิธีดังกล่าวมีรูปร่างวิปริตผิดธรรมดามี เนื้องอกขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ การเลี้ยงสัตว์ในลักษณะเช่นนี้เป็นการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง เนื้อสัตว์ที่ได้จึงเต็มไปด้วย สารเคมีที่เป็นพิษเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้บริโภค" 

3. โรคจากสัตว์ มนุษย์มีความรู้เรื่องสุขอนามัย แต่ยังคงเจ็บป่วยเป็นโรคได้ สัตว์เลี้ยงต่างๆ หากินคลุกคลีอยู่กับพื้นดินกินอาหารไม่เลือกจึงมักติดเชื้อและโรคต่างๆ เสมอ ในชนบทเมื่อหมู ไก่ วัว สัตว์เลี้ยงตายลงก็ยังนำไปปรุงอาหารโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าสัตว์นั้นตายด้วย โรคอะไร เชื้อโรคบางชนิดไม่อาจถูกทำลายด้วยความร้อน ผู้บริโภคจึงได้รับเชื้อโรคจากสัตว์ที่ป่วยนั้นเข้าไปโดยตรง ในโรงงานอุสาหกรรมชำแหละเนื้อสัตว์ จะพบสัตว์ที่มีเนื้องอกผิดรูปร่างอยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อสัตว์สำเร็จรูปบางประเภททำมาจากส่วนต่างๆของสัตว์ โดยนำมาบดรวมกันแล้วผสมสีเจือกลิ่นเครื่องเทศแล้วบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ปรากฎว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเอาตับของสัตว์ที่เป็นโรคไปเลี้ยงปลา ปลาเหล่านั้นก็เกิดเป็นโรคเช่นกัน ชาวอเมริกาบริโภคเนื้อสัตว์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก พบว่าประชากร 1 คนในจำนวนทุกๆ 2 คนจะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจและที่สำคัญไขมันคลอเลสเตอรอลจากสัตว์ ไม่สามารถสลายตัวในร่างกายของมนุษย์ เมื่อสะสมมากขึ้นจะจับเป็นก้อนแข็งตัวในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแคบลง เป็นเหตุให้เส้นเลือดตีบ หัวใจจึงทำงานหนักในการสูบฉีดโลหิต หากมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดเมื่อเส้นเลือดสูบฉีดแรงจะทำให้เส้นเลือดในสมอง แตก และเป็นอัมพาต ในปี พ.ศ. 2504 วารสารทางการแพทย์อเมริการายงานว่า อาหารธัญญพืชทั้งหมดสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ 90 ถึง 97% นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการกล่าวว่ากากและเส้นใยของอาหารพืช ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ ด๊อกเตอร์ยูดี รีจีสเตอร์ หัวหน้าภาควิชาโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยโรมาลินดา ในรัฐแคลิฟอเนียร์ได้ทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานแต่อาหารประเภทถั่วและธัญญพืช ต่างๆ ปรากฏว่าระดับไขมันคลอเรสเตอรอลลดลงทั้งๆที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังกินเนยใน ปริมาณมากอยู่ก็ตาม การบริโภคเนื้อซึ่งไขมันสูงก็มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้นด้วย นักวิจัยท่านหนึ่งได้พบว่า หากจำนวนคลอเรสเตอรอลในเนื้อสัตว์ลดลง 1 % อัตราการเป็นโรคหัวใจในประชากรจะลดลงถึง 2 % คลอเรสเตอรอลในไขมันสัตว์ไม่สามารถละลายได้ง่ายในร่างกายของมนุษย์ มันจะสะสมอยู่ตามผนังของเส้นเลือดนานๆเข้าจะทำให้ภายในเส้รเลือดเล็กแคบ เป็นเหตุให้เลือดไหลผ่านได้น้อย ภาวะอันตรายคือ เส้นโลหิตอุดตัน หรือ เส้นโลหิตเกิดแข็งตัว หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดเป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูง ป่วยเป็นโรคหัวใจ และหัวใจวายได้ อาหารและไขมันจากพืชไม่มีสารคลอเรสเตอรอลอยู่เลย ปัจจุบันจึงนิยมประกอบอาหารด้วยน้ำมันพืชเทานั้น ในเนื้อสัตว์ยังมีธาตุโซเดียมสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหมดกำลังวังชา โรคกระเพาะ โรคเบาหวาน ผัก ผลไม้สดๆ ซึ่งเก็บมาใหม่ๆ เป็นอาวุธที่มีอานุภาพ จะต่อสู้โรคต่างๆได้หลายชนิด การออกกำลังกายประกอบกับการหายใจ การนอนหลับพักผ่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ดื่มน้ำสะอาดและรับแสงแดดดีๆ สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทั้งหมดจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ 

4. การเน่าเสียเร็ว ในทันทีที่สัตว์ตายลง ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สารโปรตีนในตัวสัตว์จะจับกันเป็นก้อนพร้อมกับปล่อยเอ็มไซม์ที่มีพิษออกมาทำ ให้เนื้อเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ต่างไปจากพวกพืชผักซึ่งมีโครงสร้างของผนังเซลล์ ไม่สลับซับซ้อนมีความมั่นคงทำให้ขบวนการเน่าเสียเป็นไปอย่างช้ามาก หากนำเนื้อสัตว์มา 1 จานและผักสด 1 ต้น นำมาตั้งวางไว้ ภายในวันเดียวเนื้อจะเริ่มบูดเน่า แต่ผักแม้จะทิ้งเป็นเวลาหลายวันก็จะเพียงเฉาลง ผักเหล่านี้เมื่อนำไปแช่น้ำก็จะกลับฟื้นสดขึ้นดังเดิม เนื้อสัตว์ใหญ่หากทิ้งไว้จะพบตัวพยาธิและมันจะโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนพร้อมกับแพร่พันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นจนน่ากลัว เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิปากขอ ฯลฯ ส่วนผักผลไม้เราจะพบตัวหนอนที่เป็นศัตรูพืชบ้าง แต่ตัวหนอนเหล่านี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ แมลงวันทองหรือแมลงอื่นๆ ไม่ใช่พยาธิอย่างในเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ต้องผ่านขั้นตอนที่ยาวนานเริ่มจากสัตว์ถูกฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปชำแหละแยกประเภทส่วนต่างๆ นำเข้าแช่ในห้องเย็นเพื่อจัดลำเลียงส่งไปยังตลาด ตามห้างร้าน ขณะที่วางขายก็จะต้องอยู่ในตู้แช่แข็งตลอดเวลาเพื่อยืดอายุการเน่าเสียให้ นานที่สุด เมื่อแม่บ้านซื้อไปแล้วใช้ไม่หมดก็ต้องเก็บเข้าตู้เย็นไว้อีก ลองนึกดูว่าเนื้อสัตว์ที่ปรุงอาหารให้เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะอยู่ ในสภาพเช่นไร แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากที่เรารับประทานอาหารเข้าไปแล้ว แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว เนื้อก็จะเริ่มบูดเน่าอยู่ภายในร่างกายของเรา ร่างกายต้องใช้เวลา 3 - 5 วันเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปจึงจะถูกขับถ่ายออกมาได้หมด ซึ่งต่างจากกากใยของพืชที่จะถูกขับออกจากร่างกายได้ภายในเวลาครึ่งวัน ในระหว่างที่เนื้อสัตว์ตกค้างในลำไส้ เนื้อซึ่งกำลังบูดเน่าได้สัมผัสกับอวัยวะย่อยอาหารของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กทำงานผิดปกติเป็นสาเหตุให้เกิดโรคลำไส้และโรค อื่นๆติดตามมา นายแพทย์ท่านหนึ่งได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอาหารเนื้อสัตว์ว่า " เป็นการดีที่จะรับประทานอาหารผักด้วยความโล่งใจ สบายใจ โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหารนั้น ปรุงมาจากเนื้อสัตว์ประเภทไหน " 

5. การขับถ่ายไม่สะดวก เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีกากหรือเส้นใย ทำให้เคลื่อนตัวไปตามทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารประเภทพืชผักถึง 4 เท่า อาหารเนื้อใช้เวลายาวนานมากกว่าจะถึงระบบขับถ่าย ในระหว่างการย่อยที่ยาวนาน กากอาหารจะถูกดูดเอาน้ำไปมากทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานแต่อาหารเนื้อมี อุจจาระแข็ง แห้ง ถ่ายลำบาก มักป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหลายอย่างเช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวารเป็นต้น ดังกล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าเนื้อสัตว์เป็นบ่อเกิดของโรคในทุกระบบของร่างกาย เริ่มตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหารรวมไปถึงระบบขับถ่าย ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆมากมาย เมื่อกินเนื้อทุกๆวัน ก็เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ทุกๆวัน อาหารพืชผักผลไม้มีกากและเส้นใยมาก เมื่อรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยป้องกัน และยับยั้งโรคริดสีดวง โรคมะเร็งลำไส้ โรคไส้ติ่ง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไม่ให้เกิดขึ้น จากการสำรวจเราจะไม่เจอโรคเหล่านี้ในประชากรที่รับประทานอาหารที่มีกากใยกัน มากๆเลย ในปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกทั้งหลาย หันมารับประทานอาหารพืชผักผลไม้กันมาก ก็เพราะเหตุผลของสุขภาพอนามัยร่างกายมากกว่าเรื่องศีลธรรมความเชื่อและจิตใจ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์แพทย์พบวิธีรักษาที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการรักษาโรค ทั้งหลายคือ เลิกกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้วเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เป็นการสูญเสียเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าใครก็อยากมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน เพราะสิ่งเหล่านี้เงินทองซื้อไม่ได้ คนเราทุกคนสร้างบ้านเรือนของเราด้วยไม้ ด้วยวัสดุอย่างดี ก็เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรง จะได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุข ฉะนั้นเราก็ควรสร้างร่างกายของเราด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติอันแท้จริงของ มนุษย์ เพื่อให้ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเช่นเดียวกัน 

				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>