28 กันยายน 2553 03:06 น.

จี้กงผู้กินอากาศ....

คีตากะ

     สวัสดี ท่านผู้ชมที่มีความสุข ยินดีต้อนรับสู่รายการระหว่างอาจารย์และศิษย์บนโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ การไม่ทานอาหารเป็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างมากที่ประเทศจีนมานานนับพันๆปี หนังสือเต๋า “หนังสือแห่งลำดับของอาหารประจำเดือน” กล่าวว่า “ผู้ที่ทานลมจะเข้าทางจิตวิญญาณและมีอายุยืนยาว ผู้ที่ทานธัญพืชจะฉลาดในวิถีทางต่างๆ แต่จะทำให้จิตเหนื่อยจากการทำงาน ผู้ที่ทานหญ้าจะโง่ ผู้ที่ทานเนื้อสัตว์จะมีความโกรธมากมาย ผู้ที่ทานอากาศจะเข้าถึงระดับจิตวิญญาณแห่งนิรันดรและบรรลุเต๋า” เพราะอาหารมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการสร้างชีวิตของเราและบุคลิก ความสำคัญของการปลอดอาหารถูกอธิบายไว้ในรายละอียดของพระสูตรของเต๋า “พระสูตรไทปิง (สันติสุข)” มันกล่าวว่าในตอนแรกเริ่มเมื่อมวลมนุษย์ปรากฏบนโลกครั้งแรก มนุษย์มีธาตุพลังงานเดียวกันในร่างกายเหมือนสวรรค์และโลก และไม่ต้องการอาหารใดในการดำรงชีวิต มนุษย์รุ่นแรกพึ่งพาการดูดซับของหยินและหยางโดยตรงหรือพลังจักรวาล อย่างไรก็ดี เนื่องจากการเสื่อมลงและการห่างจากหนทางของพระเจ้า หลงลืมแหล่งกำเนิดและมีแน้วโน้มสู่ภาพลวงตา ความสามารถทั้งหมดของมนุษย์ได้เสื่อม แล้วจึงเกิดความหิวโหย ดังนั้นถ้าไม่มีการทานอาหารหรือดื่มน้ำความตายจะเกิดขึ้นแน่นอน สวรรค์รู้สึกสงสารมนุษย์จึงได้รับอนุญาตให้ทานอาหารด้วยเหตุผลนี้ เต๋าจึงมีวิถีอย่างช้าๆ ที่จะปลอดอาหาร เริ่มต้นด้วยการทานอาหารปริมาณน้อยลงและมีรสชาติอ่อนลง แล้วพัฒนามาสู่ระดับที่ตนอยู่ได้ด้วยอากาศ จนกระทั่งจิตของคนหนึ่งและอวัยวะภายในเข้มแข็งขึ้นและมีความปรารถนาน้อยลง จนในที่สุดนำไปสู่การขาดความอยากอาหารโดยสิ้นเชิง ลัทธิเต๋าเน้นย้ำถึงการปลอดอาหารเพราะแม้ว่าอาหารสามารถทำให้ร่างกายมีชีวิต มันไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณนัก และจะเป็นอุปสรรคสู่การตื่นและยกระดับของจิตวิญญาณ มันได้รับการเชื่อว่าด้วยการลดการบริโภคอาหาร ผู้บำเพ็ญเต๋าสามารถลดความอยากทางกาย การมีชีวิตที่ปลอดอาหาร สามารถช่วยผู้บำเพ็ญเต๋าอิสระจากกรอบและข้อจำกัดของร่างกาย ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณในที่สุด ในตอนนี้ของรายการระหว่างอาจารย์และศิษย์ เรามาพบกับผู้บำเพ็ญจี้กง อาจารย์เหลียว ฟง เชง ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอยู่โดยไม่ต้องกินอาหาร จี้กงคืออะไร? ตามความเห็นของเคนเน็ธ โคเฮน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและผู้ก่อตั้งศูนย์บำเพ็ญและการวิจัยจี้กง มันเป็นวิชาของจีนโบราณ เขากล่าวว่าจี้กงคืออุดมการณ์สำหรับชาวเต๋าให้ตระหนักถึงเป้าหมายแห่งหวูจี้ สภาวะแห่งความว่างเปล่า ตื่นตัวของจิตสำนึกที่ไร้ข้อจำกัด ซิ่ง หมิง ฉวง สิ่ว ร่างกายและจิตวิญญาณอยู่ในสมดุล”  ผู้บำเพ็ญเต๋าและจี้กงทั้งคู้ล้วนแสวงหา ความกลมกลืนของหยินและหยาง ภายในและภายนอก ทางโลกและทางธรรม ความสงบนิ่งและความเคลื่อนไหว เชื่อกันว่าผลงานส่วนใหญ่ของจี้กงถูกพบในหนังสือ 1,000 เล่มในวิถีแห่งเต๋า เพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น ในการฝึกจี้กงและการกินอากาศ นักข่าวโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ในฟอร์โมซา(ไต้หวัน) ได้ไปสัมภาษณ์อาจารย์เหลียงฟงเชง ผู้ปฏิบัติจี้กง ที่เปลี่ยนมาเป็นผู้กินอากาศ ตั้งแต่ปีที่แล้ว (ถาม : อาจารย์เหลียวโปรดอธิบายแนวคิดของผู้ไม่กินอาหาร) 

      “ผู้ไม่กินอาหารเป็นเรื่องอธิบายกันยาก มันคือการปราศจากอาหาร ซึ่งคุณไม่กินเลยหรือลดการกินอาหารลง แนวคิดหลักก็คือพยายามเป็นมังสวิรัติ ธัญพืชหรือเนื้อสัตว์ควรจะหลีกเลี่ยง เราอาจเริ่มอดอาหารโดยกินผลไม้หรือซุป แล้วค่อยๆปรับการกินอาหารลดลง จนคุณหยุดกินโดยสิ้นเชิงและบรรลุถึงภาวะของการไม่ต้องกินอาหาร คำว่า อินนีเดีย มาจากศัพท์โบราณแบ่งได้เป็น 2 ประเภท อินนีเดียแบบธรรมชาติและอินนีเดียแบบวางแผน อินนีเดียแบบธรรมชาตินั้นก็เหมือนอย่างผมหลังจากที่ฝึกจี้กงไปถึงระดับหนึ่ง ผมก็เลิกกินอาหารไปโดยธรรมชาติ แต่ร่างกายผมยังคงได้รับการหล่อเลี้ยงเพื่อค้ำจุนชีวิต ส่วนคำว่าอินนีเดียแบบวางแผนหรือการใช้อาหารบางชนิดเพื่อปรับเปลี่ยนร่างกาย ขณะที่ยังต้องค้ำจุนชีวิตของคุณ แล้วค่อยๆลดการกินอาหารจนกระทั่ง คุณกลายเป็นผู้กินแต่น้ำ บางคนกระทั่งไม่กินน้ำ นี่เป็นการอดอาหารแบบวางแผน ที่จริงแล้วทั้งสองแบบก็ค่อนข้างคล้ายกัน มันเพียงแต่ขั้นตอนต่างกัน ถ้าคุณทำวิธีอดอาหารแบบวางแผนเพื่อยืดช่วงเวลาให้ยาว คุณจะเข้าสู่ภาวะของการอดอาหารแบบธรรมชาติ”

    อาจารย์เหลียวเป็นผู้ที่ไม่กินอาหารเมื่อไม่นานมานี้ เขาบรรลุถึงสภาวะนั้นได้อย่างไร? อะไรทำให้เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต? ที่แน่ๆคือเขาเผชิญอุปสรรคมากมายในการเดินทาง

     “ผมเติบโตในฟาร์มในชนบท หลังจากเรียนจบ ผมก็ทำงานเป็นครู ต่อมาเนื่องจากเงินเดือนไม่พอจ่ายค่ายาจำนวนมหาศาลสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวของผม ผมจึงเริ่มทำธุรกิจ การทำธุรกิจต้องใช้แรงงานมากและลำบาก หลังจากทำงานหนักอยู่หลายปี ผมทรมานมากจากการเจ็บป่วยเนื่องจากอาชีพ”

     หลังจากที่ป่วย อาจารย์เหลียวกลายเป็นคนไข้ประจำของคลินิกแพทย์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปหาหมอกี่ครั้ง สุขภาพของเขาก็ไม่ดีขึ้น ในที่สุดขาทั้งสองข้างของเขาก็ใช้การไม่ได้เนื่องจากโรคไขข้อเสื่อม ทางเลือกเดียวสำหรับเขาคือการผ่าตัดเขาทั้งสองข้าง หลังจากการทดสอบครั้งนี้ อาจารย์เหลียวก็เริ่มปฏิบัติ “จี้กงตามธรรมชาติ” เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและเพื่อคุณภาพของชีวิต

      “ โดยทั่วไปจี้กงสอนให้คุณใช้จิตใจของคุณควบคุมชี่ ปกติแล้วเมื่อเราฝึกจี้กง ครูจะสอนเราให้เพ่งพลังชี่ของเราที่ท้องแล้วเคลื่อนมันไปยังจักระ การปฏิบัติแบบ “จี้กงตามธรรมชาติ”เราเรียกมันว่า “จี้กงตามธรรมชาติ”  เพราะมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ มันมาและไปตามที่มันเห็นว่าเหมาะสม เราไม่ต้องใช้สมองไปควบคุมมัน ดังนั้นเมื่อชี่กำลังหมุนเวียนอยู่ทั่วร่างกายของคุณ คุณไม่ต้องควบคุมมัน เมื่อคุณเห็นอากัปกิริยาของจี้กงตามธรรมชาติ บางครั้งมันเป็นการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อย การเคลื่อนไหวที่เด่นชัด บางคนหมุนเร็วมาก”

     เหตุใดอาจารย์เหลียวจึงเลือกการไม่กินอาหาร เขาเปลี่ยนมามีชีวิตอยู่โดยอาศัยเพียงพลังจักรวาลหรือพลังปราณได้อย่างไร? เรามาศึกษาดู อาจารย์เหลียวเกิดในปี 2502 ที่ผิงตง ฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ในครอบครัวเกษตรกร หลังจากเรียนจบ เขาก็ทำงานเป็นครูอยู่ระยะหนึ่งแล้วเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเจ้าของกิจการ หลังจากทำงานหนักหลายปี เขาทุกข์ทรมานจากโรคที่เกิดจากงานที่ทำ แล้วในที่สุดขาทั้งสองข้างก็ใช้การไม่ได้เนื่องจากโรคไขข้อเสื่อมและต้องผ่าตัด หลังจากนั้นเขาเริ่มฝึก “ชี่กงตามธรรมชาติ” แล้วสุขภาพและคุณภาพชีวิตของอาจารย์เหลียวก็พัฒนาดีขึ้นอย่างมาก

     “เวลาที่คุณฝึก “ชี่กงตามธรรมชาติ” นี้มันจะเป็นไปตามลักษณะปัญหาสุขภาพของคุณ มันไปปรับระบบการหมุนเวียนในร่างกายคุณ จนกระทั่ง มันเคลียร์จุดที่ติดขัด เมื่อระบบหมุนเวียนในร่างกายราบรื่นขึ้น เราก็สามารถพูดถึงการฟื้นฟูสุขภาพของคุณ เราเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูสุขภาพ ตามมาด้วยการบำรุงความแข็งแกร่ง แล้วเราก็ขยับขึ้นไปที่การปฏิบัติด้านจิตวิญญาณ เราทำไปทีละขั้นตอน หลังจากจบแต่ละช่วง ร่างกายและจิตใจของคุณรู้สึกสบายอย่างมาก พิษทั้งหลายถูกชำระล้างออกไปจากร่างกายของคุณ มีการเคลื่อนไหวที่เก็บสะสมชี่และในช่วงการสะสมชี่และการล้างชี่ ร่างกายของคุณจะปรับตัวเองและล้างพิษออกไป หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายและวิญญาณของคุณเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อคุณขยันฝึกปฏิบัติ การเจ็บป่วยของคุณนั้นก็จะหายไปทีละอย่าง”

     แล้วสภาวะของการอยู่โดยไม่กินอาหารเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติชี่กงตามธรรมชาตินี้อย่างไร?

      “ผมไม่ได้เรียนเพื่อการไม่กินอาหาร แต่เมื่อผมปฏิบัติชี่กงตามธรรมชาตินั้น มันก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติ มันเริ่มเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทีแรก มันขะเป็นช่วงๆ ประมาณ 21 วัน หลังจาก 21 วันแล้ว ผมก็กินอาหารอีก แต่สองสัปดาห์หลังจากนั้น ผมก็หยุดกินอีก แล้วค่อยๆ เข้าสู่สภาวะของการอดอาหารโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเวลาที่ชี่ของคุณมีพลังอย่างที่เราพูดถึง เรื่องของจักรวาลหรือพิภพเล็กๆ เวลานี้คุณเป็นส่วนหนึ่งของพิภพเล็กๆ คุณสามารถค้ำจุนตัวคุณเองได้ ร่างกายของคุณสามารถเริ่มสะสมพลังงานภายนอก การกินอาหารจะลดน้อยลงและค่อยๆหยุดไปเอง ผมหยุดกินอาหารนานกว่าหกเดือนแล้ว ตอนนี้นานกว่าครึ่งปี”

     เมื่อร่างกายของเขาไม่ต้องการอาหารที่เป็นวัตถุอีกแล้ว อาจารย์เหลียวยังค่อยๆหยุดการดื่มน้ำในที่สุด มันมีขั้นตอนอย่างไรของ “การกินอากาศ” มันเป็นไปได้หรือของ “การกินอากาศ” มันเป็นไปได้หรือใน “การฝึกชี่กง” อาจารย์เหลียวบอกว่าความคิดเห็นบางอย่างของเขา

     “สิ่งที่เรียกว่า “การกินอากาศ” มันรวมถึงพลังในธรรมชาติและพลังงานที่มีอยู่ในบรรยากาศในต้นไม้ แสงแดด แสงจันทร์และอื่นๆ  พลังงานเหล่านี้เข้ากับการฝึกปีกู (การอดอาหารในชี่กง) และ “การกินอากาศ” อาหาร 3 มื้อสามารถสามารถลดลงเป็น 2 มื้อหรือหนึ่งมื้อและแล้วไม่กินเลย ถ้าหากคุณไม่หิว วิธีนี้เราสามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้กินอากาศและทำตามระบบใหม่ในการรับสารอาหาร”

     อะไรคือกระบวนการของอินนีเดีย ในการฝึกชี่กง? มันมีสภาวะที่แตกต่างจากการไม่กินอาหารของผู้ที่ไม่ได้ฝึกชี่กงหรือไม่? มีอุปสรรคอะไรที่คนเราต้องเผชิญเพื่อการเป็นผู้กินอากาศ? อาจารย์เหลียวได้บรรยายให้แก่ผู้สื่อข่าวของโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ในรายละเอียดที่ลึกซึ้ง

     “โดยทั่วไป อินนีเดียมีสภาวะที่แตกต่างกัน ทั่วไปแล้วใน 3 วันแรกของการไม่กินอาหารเป็นสภาวะที่ลำบากที่สุด เพราะคุณเปลี่ยนจากการเคยกินไปเป็นไม่กินอะไร ผมพูดจากจุดยืนของการเป็นผู้กินอากาศในระดับของชี่กงที่ไม่กินอาหาร 3 วันแรก คุณต้องต่อสู้กับนิสัยของการกินอาหาร แล้วตอนนี้คุณไม่กิน มันไม่ใช่ว่า คุณไม่ต้องการกิน แต่คุณจะรู้สึกไม่สบาย เวลาที่คุณกินและจะทิ้งมันไปหมด คุณไม่สามารถกลืนลงคอ คุณรู้สึกว่าอิ่มเหลือเกินเหมือนอาหารนั้นขึ้นมาถึงคอ ดังนั้นทั้งหมดมันทำให้คุณฟื้นฟูทุกอย่าง 3 วันแรกนั้น มันยากที่จะทนได้ เพราะเมื่อคุณเห็นคนอื่นกินอาหาร คุณก็อยากจะกินบ้าง แต่ร่างกายของคุณไม่ยอมรับ แล้วหลังจาก 3 วัน คุณจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง แล้วจากวันที่ 10 ถึง 13 คุณจะรู้สึกเหนื่อย เพราะในสภาวะนี้ร่างกายและจิตใจของคุณต้องการพัฒนาไปสู่ระดับที่ไม่กินโดยสิ้นเชิง เวลานั้นคุณจะเหนื่อยง่ายและค่อนข้างอ่อนแอ นี่คือภาวะที่เจ็บปวด แต่พอถึงวันที่ 14 ร่างกายจะคืนสู่ปกติอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นมันก็ง่ายขึ้น คุณไม่มีปัญหาที่อยากจะกินอีกต่อไป มันมีแต่กินไม่ได้”

      อาจารย์เหลียวได้เล่ารายละเอียดว่าคนเราควรคาดหวังอะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้ รวมทั้งการแนะนำถึงวิธีจัดการบางอย่าง

      “ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 3 เราเรียกมันว่าช่วงล้างพิษ ในระหว่างช่วงนี้เนื่องจากคุณหยุดกินอาหาร ท้องและลำไส้ของคุณว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงและพิษทั้งหลายจะถูกล้างออกจากร่างกายของคุณ ดังนั้นคุณอาจจะมีอาการท้องเสียบ่อย มันมีสภาวะหลายอย่างในช่วงที่ล้างพิษ เช่น ขับถ่ายหนักเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลดำ สีของถ่ายเบาจะเป็นสีคล้ำและข้น ร่างกายของคุณมีกลิ่นแรงและไม่น่าพอใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการล้างพิษและชี่ที่ไม่ดีถูกขับออกจากผิวหนังและจักระของคุณ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ผู้คนจะได้กลิ่นและที่กระจายออกจากตัวคุณ ซึ่งคล้ายกับกลิ่นคนแก่ แต่กลิ่นตัวของคุณอาจจะแรงกว่านั้นก็ได้ บางครั้งคุณจะเห็นของเหลวข้นๆออกมาจากตัวคุณ แม้ลมหายใจของคุณก็มีกลิ่นเหม็นไม่มีทางใดจะระงับมันได้ เพียงแต่ล้างปากของคุณให้บ่อยครั้งขึ้น ช่วงของการล้างพิษตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 7 คล้ายกับการล้างทุกสิ่งทุกอย่างออกจากโกดัง คุณต้องกำจัดทุกอย่างที่ไม่ต้องการ นี่เป็นสภาวะที่สอง เริ่มต้นในวันที่ 3 แล้วภายในสัปดาห์แรกหลังจากที่ล้างพิษแล้วซึ่งคือสิ่งที่เราเรียกว่าช่วงทำความสะอาด สิ่งที่ไม่ต้องการที่ถูกสะสมไว้ ทั้งหมดจะถูกกำจัดทิ้งไป”

      เมื่อล้างพิษแล้วก็ก้าวหน้าไปสู่สภาวะของการทำความสะอาด

     “ในช่วงนี้ร่างกายของคุณเริ่มเผาผลาญไขมันและสารอาหารที่เกินความจำเป็น หากคุณมีน้ำหนักมากเกินไป ไขมันส่วนเกินจะถูกเผาผลาญไปอย่างช้าๆ ภายใต้สภาวะนี้ ดังนั้น คุณอาจจะพบกับความรู้สึกร้อนและรู้สึกร่างกายอ่อนแอ ปากของคุณจะไม่รู้รสชาติ ในสภาวะตรงนี้คุณอาจจะใส่อาหารในปากของคุณได้บ้าง เช่น ผักที่มีรสเผ็ด เพียงเพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้น นี่คือที่เรียกว่าช่วงการทำความสะอาด”

      มีสภาวะที่แตกต่างกันอย่างไรในการกลายเป็นผุ้กินอากาศ? เราเรียนรู้จากอาจารเหลียวว่าในสภาวะแรกเรียกว่าการล้างพิษ ในช่วงนี้ร่างกายของเราจะขจัดพิษที่สะสมมาตลอดชีวิตของเราจนถึงจุดนี้ มันยังเป็นสภาวะที่ เราเริ่มหมดความรู้สึกอร่อยและไม่สามารถกินอะไรได้เลย แม้ว่าเราถูกยั่วให้กิน เมื่อเราผ่านกระบวนการของการอยู่โดยไม่กินอาหาร เราควรระวังอะไรบ้างและเราจะเอาชนะความท้าทายที่เกิดขึ้น แต่ละครั้งได้อย่างไร?

      “คุณอาจจะท้องเสีย มันเป็นหนึ่งในสภาวะของการล้างพิษ คุณควรดื่มน้ำมากขึ้น ในช่วงนี้และคุณต้องทำตามเหมาะสม การที่ดื่มน้ำมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะดื่มไม่หยุด ให้ดื่มเพียงแค่พอเพราะคนเราเสียน้ำในร่างกายหลังจากที่ท้องเสีย แบบนี้ไม่ดี ดังนั้นระหว่างอดอาหารเราต้องดื่มน้ำตามที่จำเป็นอย่างที่ผมพูดมาแล้ว ”วิธีที่ปราศจากวิธี” ขอให้ใช้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นคุณต้องทำตามที่เหมาะสม ระหว่างการล้างพิษ เราอาจรู้สึกเหนื่อยอย่างชัดเจน แต่อย่าไปคิดว่าคุณป่วย มันเป็นปฏิกิริยาธรรมดา เนื่องจากการล้างพิษและการเริ่มต้นใหม่ แน่นอนที่คุณจะรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแอ ถ้าคุณพบกับสภาวะอะไรที่พิเศษในระหว่างอดอาหาร คุณอาจจะหยุดได้ชั่วขณะ ถ้าครอบครัวของคุณคิดว่าคุณป่วย คุณควรอธิบายให้พวกเขาว่านี่ไม่ใช่การที่กินไม่ได้ อินนีเดียคือวิธีที่พัฒนาศักยภาพของคนเรา คุณต้องอธิบายให้ชัดเจนแก่ครอบครัว อย่าทำให้พวกเขารู้สึกรู้สึกสับสน”

      เมื่อเราผ่านขั้นตอนแรกซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ร่างกายของเราเริ่มทำความสะอาด ในสภาวะทำความสะอาดนี้ร่างกายเราจะเพิกเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกินหรือไม่จำเป็น เช่น ไขมันส่วนเกิน สภาวะต่อไปคือการปรับสภาพ

     “ในระหว่างช่วงการปรับสภาพ เราปรับอะไรก็ตามที่จำเป็นเมื่อคุณอยู่ในสภาวะนี้ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายของคุณ เบาขึ้น เพราะอะไร? เพราะคุณเพิ่งเคลียร์คลังเก็บของของคุณ และเผาผลาญไขมันส่วนเกินออก ดังนั้น คุณจะรู้สึกเบาขึ้น เมื่อคุณอยู่ในช่วงของการปรับสภาพ คุณอาจรู้สึกผิวหนังที่หย่อนขึ้นนั้น กระชับขึ้นเนื่องจากการเผาผลญไขมัน ดังนั้น ในช่วงการปรับสภาพนี้ ผิวหนังเต่งตึงขึ้น หมายถึงว่ารอยเหี่ยวย่นจะค่อยๆหายไป รอยตีนกาบางแห่งของคุณอาจหายไปในระหว่างช่วงนี้”

     การเริ่มสภาวะที่ปรับสภาพร่างกายของเรายังคงแสดงออกถึงประโยชน์จากการไม่กินอาหาร

      “หลังจากช่วงการปรับสภาพนี้ ในวันที่ 15 สภาวะต่อไปเรียกว่าช่วงฟื้นฟู หลังจากที่ “คลัง” เตรียมตัวเสร็จแล้วและปรับสภาพแล้ว ตอนนี้เราจะใช้งานมัน นี่เป็นการเริ่มต้นการอดอาหารที่แท้จริง เมื่อเราวางรากฐานของเราใหม่ ตอนนี้เราจะใช้งานมัน ณ จุดนี้ ไม่สำคัญว่าคุณฝึกชี่กงหรือไม่หรือคุณปฏิบัติธรรมวิถีใดก็ตาม คุณจะได้รับผลสองเท่าโดยใช้ความเพียรครึ่งเดียว พูดอีกอย่างคือคุณสามารถได้รับผลโดยใช้ความพยายามนิดเดียวเท่านั้นและสภาพร่างกายของคุณก็อยู่ในระดับที่ดีที่สุดของมัน ถ้าคุณมีปัญหาด้านสุขภาพ มันจะถูกกำจัดออกไปในช่วงการชำระล้าง การเจ็บป่วยที่เรื้อรังก็จะถูกปรับสภาพและถูกซ่อมแซมระหว่างช่วงการฟื้นฟู ดังนั้นสภาพร่างกายของคุณจะพัฒนาขึ้น คุณจะรู้สึกแข็งแรงขึ้น และมีพลัง คุณอยากนอนน้อยลง คุณเพียรพยายามเพียงนิดหน่อยแต่ได้รับผลดีมาก”

      คล้ายกับคนอื่นๆที่ไม่กินอาหาร เช่น เจริโค ซันไฟร์ ,พานทันลุค,หรืออากาฮี เมื่อเราผ่านขั้นตอนของการอดอาหาร ความอยากในรสชาติอาหารจะเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นพืชผัก และในที่สุดเราสามารถอยู่ด้วยพลังของจักรวาลหรือพลังปราณ ณ จุดนี้ตามที่อาจารย์เหลียวกล่าว ร่างกายของเราจะไม่อยากและจะปฏิเสธอาหารวัตถุไม่ว่าในรูปแบบใด

      “โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือเราลดการบริโภคอาหารและเรากินน้อยลง เรายังกินและดื่ม แต่ไม่กินเนื้อสัตว์และธัญพืช(ข้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ) จำนวนของอาหารที่กินก็เล็กน้อยมาก บางทีเป็นผักนิดหน่อยและผลไม้ก็พอแล้ว มีตัวอย่างหนึ่ง อาจารย์กวงชิน ในอดีตผู้กินแต่ผลไม้ ประเภทที่สองคือหยุดกินโดยสิ้นเชิงเพียงดื่มน้ำเท่านั้น ประเภทที่สามคือผู้กินอากาศ คนหนึ่งหยุดการกินโดยสิ้นเชิงแบบสุดท้ายนี้ดีที่สุด ไม่ว่าเป็นประเภทใด คุณจะไม่รู้สึกหิว จิตคิดของคุณจะเฉียบแหลม สภาพร่างกายของคุณก็ดีมาก คุณไม่ต้องนอนมากและร่างกายของคุณอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดของมัน คุณจะดูดีตามธรรมชาติ คุณจะแข็งแรงและสุขภาพดี และแล้วผลก็คือคุณอายุยืน ระหว่างที่อดอาหารอาการของโรคทางสุขภาพจะปรับดีขึ้นหลายๆ อย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วนและไขมันในเลือดสูง อย่างตัวผมเองเคยเป็นโรคเก๊าท์มาก่อน ถ้าผมกินถั่ว แม้แค่เม็ดเดียว มันจะทำให้ผมทรมานทั้งคืน ในช่วงที่ผมพยายามอดอาหารขั้นที่สอง ผมบำบัดโรคเก๊าท์หายโดยสิ้นเชิง”

     ด้วยการไม่กินอาหาร เราลดการพึ่งพาวัตถุในโลกนี้ ด้วยพลังของจักรวาลหล่อเลี้ยงร่างกายของเรา เราสามารถเพ่งความสนใจมากขึ้นในพระเจ้าพลังแห่งจักรวาล วิธีเช่นนี้การอดอาหารจึงสามารถมีผลต่อการบำเพ็ญของเรา

     “การอดอาหารมีประโยชน์มาก สามารถช่วยยกระดับทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ดังนั้นผู้บำเพ็ญจิตหลายๆ คนใช้การอดอาหารมาช่วยให้บรรลุถึงการรู้แจ้ง ตัวอย่างเช่น คริสเตียนใช้การอดอาหารและการภาวนามาช่วยพัฒนาจิต และรับรู้การชี้ทางของพระเจ้า เราลองมาดูนักปราชญ์ในอดีต ศาสนาพุทธ พระศากยมุนีพุทธเจ้าก็ทรงผ่านช่วงของการอดอาหาร ศาสนาคริตส์ พระเยซูคริสต์ก็ทรงมีประสบการณ์ช่วงของการไม่กินอาหาร ฮิบโปเครติส บรรพบุรุษทางการแพทย์ของกรีกโบราณเชี่ยวชาญในเรื่องการบำบัดด้วยอาหารและแนะนำคนไข้ของเขาให้รักษาการเจ็บป่วยด้วยการอดอาหาร โซเครติสก็ยังใช้การอดอาหารทำความบริสุทธิ์และยกระดับวิญญาณของเขา ดังนั้นนี่เป็นวิธีที่ดีมากที่จะแนะนำให้ทุกคน แต่คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจนก่อนถึงกระบวนการทั้งหมด อย่าพยายามอดอาหารทันทีโดยไม่มีความเข้าใจ มันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

      สำหรับผู้ที่ต้องการอยู่โดยไม่กินอาหาร แม้ว่าช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม อาจารย์เหลียวได้กรุณาให้เคล็ดลับและข้อแนะนำที่มีประโยชน์มาก สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการฝึกอดอาหารเป็นช่วงเวลายาวนาน เขาก็แนะนำอาหารพืชผักปราศจากเนื้อสัตว์

     “กระบวนการเรียนรู้ในการอดอาหารจำเป็นต้องรู้บางอย่าง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ถ้าหากคุณไม่ต้องการจะเรียนรู้การอดอาหาร คุณควรกินให้น้อยลงเพราะมันจะดีต่อสุขภาพของคุณ คุณอาจจะไม่ต้องการฝึกการอดอาหาร แต่คุณควรลดการบริโภคอาหารเพราะว่าการกินมากเกินไปจะสะสมอาหารมากเกินไปไว้ในท้องของคุณและคุณต้องย่อยทั้งหมดนั้นซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมาก นั่นคือสาเหตุที่เวลาคุณกินอิ่มเกินไป คุณรู้สึกง่วงนอน มีข้อแนะนำมากมายบอกว่า “กินอิ่มแค่ 80%” ให้ระบบย่อยของคุณมีเวลาว่างมากกว่า 10 ชั่วโมง เพื่อให้ก๊าซที่สะสมสามารถระบายออกได้ ในช่วงนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือเป็นมังสวิรัติและเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ เพราะการเป็นมังสวิรัติจะช่วยระบบเผาผลาญอาหารและสร้างสมดุลให้แก่ระบบประสาทอัตโนมัติของเราและช่วยให้มันอยู่ในสภาพที่ดีพร้อม ทุกคนรู้ว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้เรามีความรู้สึก “เลี่ยน” และก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตัน ดังนั้นคนเป็นมังสวิรัติมีเลือดที่เป็นด่างอ่อนๆ ทำให้กล้ามเนื้อของพวกเขาและส่วนอื่นๆ ของร่างกายไม่เหนื่อยง่าย จิตใจของพวกเขาก็แจ่มใส และพวกเขาไม่มีการเซื่องซึม อีกอย่างหนึ่งคือ เนื้อสัตว์ถูกฆ่า ความเกลียดชังจะสะสมอยู่ในเนื้อนั้น เมื่อคุณบริโภคเนื้อ ความเกลียดชังก็เปลี่ยนเป็นสารพิษซึ่งมันไม่ดีเลยสำหรับร่างกายของคุณ”

      ดังนั้นขั้นตอนอะไรที่จะลดการกินอาหารของเราได้ เพื่อจะพัฒนาสุขภาพ?

     “เราควรลงมือ ดังนี้ คุณสามารถค่อยๆ เลื่อนเวลาอาหารค่ำ ตัวอย่างเช่น คุณเลื่อนจากสองทุ่มเป็นหนึ่งทุ่มจากนั้น 6 โมงเย็น คุณสามารถ คุณค่อยๆ เลิกหลังเที่ยง ดังนั้น คุณกินวันละ 2 มื้อ กินตอนเช้าและตอนบ่าย ไม่ใช่กลางคืน มันอาจจะยากในตอนเริ่มต้น คุณสามารถกินผลไม้หรือดื่มอะไรบางอย่างเป็นอาหารเสริมในเวลากลางคืน แล้วคุณจะค่อยๆชินกับการไม่กินอาหารค่ำ แล้วคุณจะสุขภาพดีขึ้น หลังจากคุณกินอาหารเช้าและกลางวัน คุณสามารถพักระบบย่อยของคุณ มันจึงจะสามารถฝึกการขับถ่ายของมัน วิธีนี้ร่างกายและจิตใจของคุณมีควาสมดุล มันจึงดีกว่าสำหรับคุณ”

       ทำอย่างไร ถ้าเราต้องการหยุดกินอาหารและเรียนรู้วิธีอยู่โดยไม่กินเป็นเวลานานๆได้? อาจารย์เหลียวได้อธิบายกระบวนการและเคล็ดลับรายละเอียด

     “ขั้นแรกก่อนลองอดอาหาร คุณต้องหาข้อมูลความรู้ของการอยู่โดยการไม่กินอาหารและทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อที่คุณจะไม่ต้องตกใจแล้วก็ให้ตัวคุณเข้าสู่สภาวะอดอาหารโดยธรรมชาติ อย่าบังคับตัวเอง เมื่อร่างกายของคุณไม่พร้อมแล้วคุณบังคับมัน คุณมีแต่จะทำร้ายตัวคุณเอง หลังจากที่คุณเข้าสู่ภาวะอดอาหารคุณต้องคอยสำรวจปฏิกิริยาของร่างกายคุณแต่ละอย่างและทำความเข้าใจสภาวะนั้น แล้วคุณจะสามารถอดอาหารได้โดยปลอดภัยและมีสุขภาพดี คุณต้องจัดการอย่างพิถีพิถันระหว่างงานของคุณ ครอบครัวและสภาพจิตใจของคุณเอง มันจำเป็นต้องมีการจัดการในทุกๆด้าน ถ้าคุณมีโอกาสอยู่โดยไม่ต้องกินอาหาร คุณต้องคว้าจับมันไว้เพราะมันดีมากสำหรับร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของคุณ สุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือการอดอาหารโดยอนุโลมและการอดอาหารโดยสิ้นเชิง การอดโดยสิ้นเชิงคือการเลิกกินอาหารโดยสิ้นเชิง การอดโดยอนุโลมคือการกินและดื่มนิดหน่อยเป็นครั้งคราว บางครั้งการอดอาหารจะมี 2 แบบผลัดกัน เราไม่ควรยืนกรานอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ อย่าบังคับมันด้วยสมองของเรา มันจะส่งผลที่เป็นลบแก่เรา”

      “เรากินเนื้อสัตว์มากเกินไป หลงใหลเคยชินกับการกินเนื้อสัตว์ ตอนนี้เราก็เห็นผลของภาวะโลกร้อนบนโลก การเลี้ยงปศุสัตว์เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะโลกร้อน รายงานล่าสุดทาฃวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ก่อให้เกิดการแพร่ก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 50% ซึ่งมากกว่าการแพร่ก๊าซของการขนส่งทั้งหมดมารวมกัน มีการประชุมสัมนาระดับนานาชาติหลายครั้งที่ยกเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องแรกของวาะ ตัวอย่างเช่น โปเอ้า ฟอรั่ม ฟอร์เอเชีย มีหลายคนที่ประกาศอย่างเปิดเผยถึงการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ การลดการกินเนื้อสัตว์จะลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นี่เป็นทางแก้ปัญหาวิธีหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากเราพูดคุยเรื่องนี้มามาก เราควรทำความเข้าใจว่าการอดอาหารเป็นทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ เพื่อนๆของโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ ในช่วงภาวะโลกร้อนนี้และวิกฤตการณ์ของโลก เราควรลดการกินเนื้อสัตว์ลงและเดินในทิศทางของการเป็นมังสวิรัติ หากคุณไม่ต้องการฝึกการอดอาหารแบบชี่กงเหมือนผม ผมอยากแนะนำว่าการลดการกินเนื้อสัตว์และหันมาเป็นมังสวิรัติและลดอาหารของคุณ จาก 3 เป็น 2 มื้อต่อวัน มันไม่เพียงแค่ดีต่อร่างกายของคุณ มันยังดีต่อสิ่งแวดล้อม ขอบคุณทุกๆคน”

      ขอบคุณอาจารย์เหลียวในการสละเวลาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเราในเรื่องการอยู่โดยไม่กินอาหาร คำอธิบายของคุณถึงสภาวะของอินนีเดีย ทำให้ผู้ชมของเรามีความเข้าใจมากขึ้นในกระบวนการของการอยู่ด้วยพลังปราณ

				
28 กันยายน 2553 02:47 น.

พลังปราณ....

คีตากะ

      ในหลายๆ พระสูตรมักล่าวถึงเสมอว่าร่างกายมนุษย์เป็นวิหารของพระเจ้า อย่างไรก็ตามมันเป็นเอกสิทธิ์ที่หาได้ยากสำหรับแต่ละจิตวิญญาณที่จะได้รับวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระเจ้าพำนักอยู่นี้ เพราะมันคือพระพรโดยแท้จริงในการเกิดใหม่มาเป็นมนุษย์ มีหลายครั้งที่ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่หาได้ยากนี้ “การได้มาเกิดใหม่ในโลกมนุษย์นั้นยากลำบาก คุณต้องมีคุณสมบัติของมนุษย์เพียงพอ คุณต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพ่อแม่กับสังคมกับผู้คนรอบข้างของที่ที่คุณเกิด มันยากมาก การเป็นมนุษย์คุณต้องมีบุญกุศลบางอย่าง คุณต้องทำบางอย่างที่ดีเอาไว้แล้วในอดีตเพื่อที่จะสามารถมาเกิดในร่างกายมนุษย์ได้” (อนุตราจารย์ชิงไห่)
     ในฐานะวิหารมีชีวิตของพระเจ้า ร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นอย่างครบถ้วนพร้อมกับความมหัศจรรย์ต่างๆซึ่งสามารถตื่นขึ้นในบุคคลเหล่านั้นที่จิตวิญญาณตระหนักรู้และมีศรัทธาเต็มเปี่ยมต่อพระผู้สร้างของทุกชีวิต “อินนิเดีย” เป็นภาษาลาตินแปลว่า ”การอดอาหาร” คือความสามารถของมนุษย์ในการอยู่โดยปราศจากอาหาร ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมักจะมีบุคคลซึ่งสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังปราณหรือพลังชีวิต ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า อินนิดิเอทหรือผู้ที่มีชีวิตอยู่โดยไม่กินอาหารสามารถดึงเอาพลังงานจากธรรมชาติมาหล่อเลี้ยงตนเองได้ “พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยพลังชี่จากพื้นดินหรือจากป่า จากดวงอาทิตย์ จากอากาศ พวกเขานำทั้งหมดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์หรือพวกเขาอยู่ด้วยความรัก ด้วยความศรัทธาเท่านั้น” (อนุตราจารย์ชิงไห่ ) บุคคลเหล่านี้ แต่ละคนเรียกว่าผู้กินอากาศ ผู้กินแสงอาทิตย์ ผู้กินแต่น้ำหรือผู้อาศัยพลังปราณ พวกเขามาจากทุกชนชั้น จากหลากหลายวัฒนธรรมและจากทุกมุมโลก ความจริงมีความเป็นไปได้และมีปาฏิหาริย์ในชาตินี้ เพราะพระผู้สร้างผู้เมตตาได้ออกแบบไว้สำหรับเราอย่างไม่สิ้นสุด เพียงแต่เราต้องเชื่อมต่อกับภายในเพื่อรู้จักความอุดมสมบูรณ์ของเราซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ ด้วยความรักได้แนะนำเรื่องราวนี้ทุกสัปดาห์ในโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์เพื่อแนะนำบุคคลเหล่านั้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผู้ที่ได้เลือกใช้ชีวิตอยู่ในโลกโดยไม่กินอาหาร ขอให้เรื่องราวทางจิตวิญญาณของพวกเขาติดตรึงใจคุณ ขอให้ทุกหัวใจเปิดกว้างและขยายมุมมองออกไป เรื่องราวของ ดร.คริสโตเฟอร์ ชไนเดอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้กินอากาศในรายการระหว่างอาจารย์และศิษย์ รายการนี้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของลัทธิกินอากาศหรือการอยู่โดยไม่กินอาหาร มันไม่ใช่การสอนที่สมบูรณ์ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าพยายามหยุดกินอาหารโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ
         
      “สวัสดีครับ คุณคือชีวิตที่เป็นแสง ผมอยากให้คุณมีโอกาสพบกับมันอีกครั้งหนึ่ง มีประสบการณ์ใหม่กับมันว่าเราจะสามารถหล่อเลี้ยงโดยพลังปราณ โดยแสง โดยชี่ได้อย่างไร? เราจะสามารถใช้มันมารักษาตัวเราเองได้อย่างไร? และเราจะกลับไปยังที่มาของเราได้อย่างไร? ซึ่งเราที่เป็นชีวิตของสวรรค์มีความคุ้นเคยกับมัน ตัวผมเองเป็นโค้ชฝึกผู้กินอากาศ ผมคอยดูแลคนที่ต้องการผ่านกระบวนการเป็นผู้กินอากาศซึ่งเป็นที่นิยมกันโดยจัสมูฮีน สุภาพสตรีชาวออสเตรเลีย ซึ่งการอยู่ด้วยลมปราณนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้”

     ดร.คริสโตเฟอร์ ชไนเดอร์ เป็นนักเคมีและนักบำบัดโรคโดยไม่ใช้ยา เขายังเป็นบริทเทเรียน ผู้ที่ไม่กินอาหารมาเป็นเวลาหลายปี การอยู่แบบกินอากาศไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยคิดมาก่อนตั้งแต่เติบโตมา

     “ผมโตที่เมืองฮาโนเวอร์ทางตอนเหนือของเยอรมันที่ซึ่งผมเรียนวิชาเคมี แล้วผมเริ่มทำงานกับสหประชาชาติเป็นเวลา 2 ปีในการทำโครงการ แต่หลังจาก 2 ปี ผมคิดว่าผมอยากเป็นนักบำบัดโดยไม่ใช้ยา แล้วครึ่งปีต่อมาผมก็เริ่มที่โรงเรียนเนเจอร์โรพาท ใช้เวลาอยู่หลายปี มันก็ตลกนะ ผมเคยสนใจในเรื่องยามาก่อน แต่เนื่องจากตอนที่เป็นเด็กเวลาที่ผมเห็นเลือดหรือเข็มแล้ว ผมเป็นลม ดังนั้นผมไม่เคยคิดจะเรียนเรื่องยา แต่ผมเรียนด้านเคมี ผมก็กลับมาหาเรื่องยาอีก คุณต้องเรียนหลายอย่างและเข้าคอร์สต่างๆ  ในวิธีการแบบไม่ใช้ยา สำหรับเรื่องส่วนตัวที่คุณต้องการทำแล้วนี่คือส่วนใหญ่ที่ผมได้นำมาใช้ในเวลานี้ ในฐานะเป็นผู้รักษาโรคโดยไม่ใช้ยา ยกตัวอย่าง การฝังเข็ม ผมไปเรียนที่ศรีลังกา ผมหัด “สัมผัสเพื่อสุขภาพ” ซึ่งเป็นการทดสอบกล้ามเนื้อ ผมเรียนอยู่หลายคอร์สที่นั่น ผมก็กลายเป็นครูอยู่ที่นั่น”

     นักปฏิบัติด้านสุขภาพที่ไม่ธรรมดา ผู้ที่ดูแลคนไข้อย่างประณีต ดร.ชไนเดอร์พยายามให้พวกเขาได้รับผลในทันที

      “ผมรักคนไข้ของผม แต่ผมไม่อยากให้เขามาขึ้นอยู่กับผม เวลาที่คุณปวดหลัง คุณอาจจะใช้การบำบัด 10 ข้อแล้วมันก็ดีขึ้น แต่ผมไม่อยากพบพวกเขา 10 ครั้ง ทำไมหรือ? เพราะผมต้องการให้พวกเขาได้รับผลเต็มที่ตั้งแต่นาทีแรก ดังนั้นวิธีการของผมคือเวลาที่พวกเขามาหา ผมจะพูดคุยกับพวกเขาถามความต้องการก่อน แน่นอนที่ร่างกายกำลังร้องไห้อยู่เพราะว่าคุณเจ็บปวด ดังนั้น ผมจะทำบางอย่างสำหรับร่างกาย แต่ผมก็พยายามหาต้นเหตุของมันว่าอะไรผิดปกติ การทำอย่างนี้คนไข้อาการดีขึ้นเร็วมาก (ถาม : คุณอยากให้พวกเขาช่วยเหลือตนเองมากกว่า?) ครับ ถูกต้อง ผมหมายถึงผมไม่สามารถรักษาพวกเขา ไม่มีทางเลยบางทีอาจเป็นพระเจ้าผมก็ไม่รู้ แต่ว่ามีบางอย่างขาดหายไปหรือบางอย่างที่ผิดปกติ แล้วเมื่อคุณทำให้มันปกติได้หรือพวกเขาพบทางที่ถูกต้อง พลังงานทั้งหมดนั้นก็ไหลลื่นและพวกเขาก็อาการดีขึ้นหรืออย่างน้อยพวกเขารู้ว่ากำลังทำอะไร บางครั้งพวกเขาก็ไม่อยากเปลี่ยน บางคนก็ต้องการจะขึ้นอยู่กับคนอื่นหรือพวกเขาต้องการยึดติดอยู่กับเรื่องราวเก่าๆของพวกเขามันก็เป็นไปได้ ดังนั้นปล่อยพวกเขา เมื่อใดที่พวกเขาพบมัน พวกเขาก็จะไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องพวกนี้ ซึ่งมันทำให้พวกเขาไม่ยุ่งยากอีกต่อไป พวกเขาจะเห็นว่า นั่นคืออิสรภาพพวกเขาสามารถยึดติดมันหรือไม่ยึดติดก็ได้ มันเหมือนคุณจะดื่มกาแฟหรือไม่ดื่มก็ได้ แต่คุณไม่ต้องการดื่ม”

      เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่กินอาหาร ดร.ชไนเดอร์ค้นพบการหล่อเลี้ยงด้วยพลังปราณ โดยบังเอิญ มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำเขาให้รู้จักข่าวสารของจัสมูฮีนเรื่องการอยู่ด้วยแสง (ถาม: คุณเข้ามาอยู่ในหนทางหนทางของการเป็นบริทเทเรียนได้อย่างไร?)

      “ผมมีเพื่อนที่ดี เขาเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ แต่เล็กๆ เขามีหนังสือของเขาเองและอื่นๆ อีกไม่กี่เล่ม เขาไปที่คอร์สฝึกสมาธิและก็มีบางคนที่ไม่กินอาหารซึ่งอาจจะเป็นช่วงอดอาหาร แต่เขามีความรู้สึกที่ดีกับคนอื่นๆ และเขาก็พบว่ามีบางอย่างที่แตกต่าง เขาจึงถามเธอ เธอก็เลยให้ที่อยู่ซึ่งเป็นของชาเมนฮาร์ลีย์ มันกล่าวถึงหนังสือของจัสมูฮีนและเธอก็ส่งไม่กี่หน้ามาให้ แต่ข้างในนั้นถูกซีลปิดไว้และมันก็เป็นเพียงการแนะนำบางอย่าง มีคำอธิบายที่เรารู้ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงใน 21 วัน คือไม่ดื่ม 7 วัน 7 วันต่อมาดื่มแต่น้ำผลไม้เจือจางเท่านั้นและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง เขาจึงเอาให้เพื่อนคนหนึ่งดูและหลังจากนั้นหนึ่งหรือสองเดือนเพื่อนคนนั้นก็เริ่มทำในเวลาเดียวกัน เขาก็ติดต่อกับจัสมูฮีน เธอมาที่ยุโรปเพื่อให้การบรรยาย เขาพยายามหาทางติดต่อ เธอปรากฏตัวทางทีวี รายการทอร์คโชว์แล้วเขาก็จัดสัมนาและแน่นอนเพราะผมเป็นเพื่อน ผมจึงมีข้อมูลทุกอย่าง แล้ววันหนึ่งเขาก็มาและบอกว่า “คุณสามารถจัดสัมนากับเธอและผมได้ไหม?””

      บางทีนั่นอาจเป็นโอกาสหรือเราอาจเรียกว่า “โชคชะตา” ตั้งแต่นั้นมา ดร.ชไนเดอร์ก็เรียนรู้เรื่องของความเป็นไปได้ในการอยู่โดยไม่กินอาหาร ทุกอย่างดูเหมือนลงตัวหมดทำให้เขาสามารถเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงใน 21 วัน

      “ผมไม่ได้ปฏิบัติขั้นตอนนั้น ผมไม่รู้จักใครเลย เวลานั้นและในการสัมนาที่เราจัดกันนั้นมีคนให้ข้อมูลเราจำนวนมาก พวกเขาก็ถามเหมือนกัน ดังนั้นผมต้องค้นหาทุกอย่างแล้วผมก็ไปสัมนาอีกแห่งหนึ่งเพื่อเตรียมตัวผมเองและเพื่อดูว่าผู้คนมีการสนองตอบอย่างไร แล้วในสัมนานั้น เธอพูดมากมายหลายอย่าง 
“ผมก็บอกว่าโอเค นางฟ้าและผู้นำด้านจิตวิญญาณ ไม่ว่าคุณเป็นใครก็ตาม ถ้าเรื่องนี้จริงก็ให้ผมรู้และถ้าผมควรทำในกระบวนการนี้ก็บอกผมมา” แต่ผมต้องใช้เงิน เพราะ 3 สัปดาห์ผมทำงานไม่ได้ ผมหาเงินไม่ได้ และผมต้องใช้เวลาเพราะผมจัดสัมนาหลายแห่ง และผมจะต้องจัดอีกหลายแห่ง มันไม่มีเวลาเลย แต่เมื่อผมกลับมาจากเบอร์ลิน ผมเปิดดูไดอารี่ มันมีเวลา 3 สัปดาห์ ในฤดูร้อน ตอนนี้พูดได้ว่าผมมีเวลาแล้ว และวันพฤหัสต่อมามีคนไข้คนหนึ่งเธอบอกว่า ”คุณช่วยฉันมาก ฉันอยากให้ของขวัญคุณ” “ครับซื้อซีดีหรือดอกไม้ให้ผมก็ได้” แต่เธอเชิญผมไปทานอาหารและก็ให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง เธอบอกว่า ”อย่าเพิ่งเปิดที่นี่” ผมไปเปิดดูที่บ้านมันมีเงินจำนวนมากอยู่ในนั้น นั่นก็คือที่มาของเรื่องว่าผมมีทุกอย่างแล้ว แล้วผมก็ทำตามวิธีการนั้นในฤดูร้อนนั้นเลย ผมเริ่มต้นทำ นั่นเป็นก่อนที่เราจะจัดสัมนาจัสมูฮีน ดังนั้นผมแช่อยู่ในพลังงานของการอยู่กับแสงผมหยุดไม่ได้(ถาม : นั่นเป็นเมื่อไร?) มันเป็นฤดูร้อนของปี 2541 ที่ผมฝึก ผมทำอยู่ที่บ้านเพราะไม่มีสิ่งแวดล้อมไหนที่ผมรู้จักที่มันเหมาะสมกว่า” 

      จากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ดร.ชไนเดอร์มีคำแนะนำสำหรับคนที่อาจจะสนใจในการอยู่โดยไม่กินอาหารคือฟังหัวใจของคุณเอง

      “ผมรู้ว่าในการเลือกนี้หรือระเบียบการเตรียมตัวมันก็ง่ายๆแบบนี้ คือถ้าหัวใจคุณร้องเพลง ครั้งหนึ่ง จัสมูฮีนบอกว่าถ้าหัวใจคุณร้องเพลงนั่นก็คือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับคุณถ้าคุณมีข้อสงสัยก็ทิ้งมันไปหรือรอสักหน่อย กระบวนการนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนคุณไม่จำเป็นต้องทำ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ามีเสียงเรียกร้อง คุณสามารถทำขั้นตอนที่จำเป็นและมันมีหลักฐานเสมอว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ปราณคืออะไร? ผมต้องบอกว่า ผมไม่รู้แน่ชัด ผมมีแต่รู้สึกถึงมัน ผมสามารถได้รับมัน ผมรู้ว่ามันมีอยู่ แต่ผมรู้สึกและอธิบายได้เหมือนที่ผมถามคุณว่า ไฟฟ้าคืออะไร? ปราณยังเรียกได้อีกหลายคำ เช่น ชี่ หรือออด เมื่อเร็วๆนี้ผมเห็นรายชื่อยาวเหยียดมันมีหลายคำเนื่องจากวัฒนธรรมต่างๆซึ่งชนชาติและกลุ่มวัฒนธรรมส่วนใหญ่จะรู้จักมันในชื่อของ ชี่ ปราณ ออดและมันเป็นไปได้จริงๆที่มีชีวิตอยู่ได้โดยมันและนี่ก็เป็นหัวข้อที่ผมอยากพูดถึงในวันนี้ ในเยอรมันที่นี่เราเรียกมันว่า “Lichtnahrung” (อยู่ด้วยแสง) เราเพียงแต่ใช้ภาษาเยอรมันในบรรดาคำศัพท์อื่นๆความเห็นของผมคือในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์นานมาแล้วที่เรารู้เรื่องนี้กัน วิธีการอยู่ด้วยพลังปราณ วิธีการอยู่ด้วยแสง วิธีที่ไม่ต้องใช้อะไรเลย การอยู่ด้วยแสงหมายถึง ผมจะชี้ขึ้นไปข้างบนเสมอเพราะว่าเป็นสัญลักษณ์ ผมคิดเสมอว่าพระอาทิตย์หรือแสงอาทิตย์จากข้างบน แต่แสงมาจากทุกหนทุกแห่ง นั่นหมายความว่าในห้องที่มืดผมก็สามารถอยู่ได้ด้วยปราณเช่นกัน และถ้าเรามีวันที่ฝนตกหนักเมฆครึ้ม มันก็ยังทำงานได้ผลเหมือนกับมีแสงแดด ดังนั้นในอีกนัยหนึ่งเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในภาคใต้ของอิตาลีเพื่อจะได้พลังปราณมากขึ้นและผมเชื่อว่าเมื่อมนุษยชาติมายังบนโลกไม่มีความจำเป็นที่ต้องกินอะไรเลย แต่บังเอิญอย่างที่กล่าวอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลคือผลไม้จากสวนอีเดนผลไม้นั้นมีอยู่และรสชาติดีซะด้วย พวกเขาสุขสบายอย่างบริสุทธิ์ มันสุขสบายอย่างบริสุทธิ์ก็เหมือนกับผมเวลานี้ผมไม่จำเป็นต้องกิน มันสะดวกสบายจริงๆ เวลาที่อยู่ด้วยแสง คนเราไม่จำเป็นต้องกิน” 

      ก็คล้ายๆ กับคนอื่นๆที่ไม่ต้องกินอาหาร ดร.ชไนเดอร์ได้พบประโยชน์ในทันทีจากชีวิตที่ไม่ต้องกินอาหาร

       “คุณไม่จำเป็นต้องนอนมากเลยในกระบวนการนี้ สิ่งที่ผมเริ่มคือทำบางอย่างกลางดึกเวลาที่ไม่มีรถวิ่ง ผมอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผมเล่นสเก็ต โรลเลอร์สเก็ตเพียงแค่ให้มีบางอย่างทำ ผมไปเดินเล่น ผมดูพระจันทร์ (ถาม :ดังนั้นคือคุณมีเวลามากขึ้น? ) คุณมีเวลามากขึ้นเพราะคุณไม่ต้องนึกถึงอาหารไม่ต้องเตรียมอาหาร ไม่ต้องใช้ครัวกระบวนการของการอยู่ด้วยแสงเป็นไปได้สำหรับพวกเรา ถ้าเราผ่านกระบวนการนั้นแล้วมาอยู่ด้วยแสงอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ถ้าผมไม่ดื่ม 7 วันและไม่กิน 21 วันแล้ว ด้วยการปรับสภาพนี้ร่างกายของผมก็สามารถอยู่ได้ด้วยแสง คุณจะมีการเชื่อมต่อมากขึ้นมันเหมือนกับการนั่งรถ คุณหมุนกุญแจแล้วมันก็วิ่งไปธรรมดาๆ ถ้ารถนั้นวิ่งได้ ถ้าคุณมีรถเก่าๆ และรถนั้นผมไม่รู้นะอาจมีปัญหาบางอย่างนั่นก็เหมือนกับคุณจะอธิบายความแตกต่างนั้นได้อย่างไร แต่ก่อนนั้นคุณมีอะไรหลายๆอย่างอย่างเช่นวิทยุเวลาที่ปรับคลื่นไม่ดีคุณจะได้ยินเสียงต่างๆเต็มไปหมด คุณก็ยังสามารถฟังได้ ถ้าคุณต้องการ แต่ก็นั่นแหละเวลาที่คุณทำสิ่งต่างๆ คุณจะรู้สึกชัดเจนโดยเฉพาะหลังจากผ่านกระบวนการนั้นไม่นาน มันเหมือนการทำความสะอาดโดยไม่ต้องทำอะไรเลยมันเหมือนกับความคิดที่ว่า ”โอ้ ใช่แล้ว” และมันอาจเป็นความสัมพันธ์ มันอาจเป็นพื้นฐานของคุณที่เรียบร้อยดีแล้วคุณก็คิดถึงมันและคุณก็เอาสิ่งนั้นมาและโยนมันทิ้งไป มันชัดเจนมาก มันเป็นพลังที่เข้มแข็งมาก มันเหมือนเมื่อก่อนนี้ที่ใช้ท่อเล็กๆเชื่อมต่อเข้ากับตัวตนที่สูงขึ้นแล้วจากนั้นเวลานี้มันเหมือนท่อใหญ่ สิ่งแรกที่ผมสังเกตคือความชัดเจนเกิดขึ้นมากอย่างที่บอกไว้แล้ว เช่นหลายๆอย่างที่ไม่เหมาะกับผมอีกต่อไปหรือหลายๆอย่างเรียบร้อยขึ้นในวิถีทางกายภาพแล้วงานของผมก็เริ่มในทันที ผมรักษาผู้คน ผมทำการรักษาแบบไม่ใช้ยา ฉีดยาหรือการจัดกระดูกสันหลังและผมก็ชอบมากเพราะผู้คนมีความสุขมากและมันก็ชัดเจนขึ้นมากในสิ่งที่ผมได้ทำและสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาหรือแม้กระทั่งการรักษาแบบโฮมีโอพาธิกหรืออื่นๆ (ถาม: คุณมีสัณชาตญาณชัดมากขึ้น? ) ครับ แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นสัญชาตญาณ ผมว่าเหมือนการรับรู้มากกว่าและมันชัดมาก ผมไม่ต้องโต้เถียงในหัวของผมเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ เช่น “ฉันควรให้อันนี้หรืออันนี้สำหรับเรื่องนี้?”  แต่มันชัดเจนมาก ไอเดียมีอยู่ตรงนั้นแล้ว มันเหมือนกับมันไม่ใช่บนจอภาพ ผมไม่ใช่คนที่มองด้วยภาพ มันค่อนข้างเหมือนกับชัดเจนในสิ่งที่ทำสำเร็จและอีกอย่างคือ การสื่อสารมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมไม่จำเป็นต้องพูดมาก ผมจะฟังมากนี่ก็ทำให้คุณมีเวลาเหลือมากเหมือนกัน นั่นก็คือเหตุผลที่ผมมีความสุขมาก เพราะเวลานั้นผมไม่มีมันผมไม่มีเวลาก็เหมือนกับชาวตะวันตกคนอื่นๆทั้งหลาย (ถาม : ดังนั้นคุณโฟกัสได้ดีขึ้น? ) ใช่ (ถาม : และจากการโฟกัสนั้นคุณมีเวลาเหลือมากขึ้น? ) ครับ แน่นอนและมันก็ดีมากด้วย เพราะว่าเวลาที่คุณรู้ความลับหรืออะไรบางอย่างมันก็มีความสุนทรีย์อยู่ในนั้นมากมาย นี่ก็คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของผม ผมสามารถเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้มากขึ้นและเห็นเหตุผลที่ผู้คนทำบางอย่างที่เป็นทางกายภาพอันความสวยงาม “ 

      นอกจากการมีความชัดเจนและสัมผัสที่สูงขึ้นของสัญชาตญาณ ดร.ชไนเดอร์ยังพบกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา (ถาม : เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของคุณ? มีอะไรเกิดขึ้นกับแบคทีเรียในท้องของคุณ? ) 

      “หลังจากอยู่ด้วยพลังปราณมาหลายปี มันอาจจะมีน้อยลงเพราะคุณไม่ยัดอะไรเข้าไปตลอดเวลา แต่มันก็ยังทำงานอยู่และมูกเมือกก็ยังมีอยู่ ดังนั้นคุณมีเซลใหม่อย่างเช่นผิวหนังและผม แน่นอนทังหมดนี้ยังคงมีอยู่ในร่างกาย” 

      “บางตัวอย่างของคนที่อยู่ด้วยพลังปราณต้องพบกับน้ำหนักที่ลดลง นั่นดูเหมือนว่าเหมาะกับร่างกายของพวกเขา ตอนที่ผมอยู่ในการประชุมของผู้อาศัยพลังปราณก็มีคนคนหนึ่งที่เป็นโรคไม่อยากกินอาหารแล้วตอนนี้หลังจากฝึกแล้วเธอมีอิสระมากขึ้น หลังจากกระบวนการนั้นแล้วเธอมีอิสระที่จะกินสิ่งที่เธอต้องการ ในขณะที่ไม่จำเป็นต้องกิน เธออธิบายเรื่องนี้อย่างโน้มน้าวดีมาก เธอยังบอกว่าตั้งแต่นั้นมาน้ำหนักเธอไม่ลดลงอีกแล้ว นี่เป็นผลของการอยู่ด้วยแสงนั่นคือขณะที่ไม่กิน คุณก็ไม่เสียน้ำหนัก เมื่อคุณอยู่ด้วยแสง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ปัจจุบันนี้ไม่สามารถอธิบายทางกายภาพได้และมันก็เป็นความจริง ผู้อาศัยพลังปราณบางคนน้ำหนักขึ้นหลังจากกระบวนการนี้ ส่วนตัวของผมนั้นผมก็มีประสบการณ์นั้น 13 กิโลภายใน 3-4 วัน แต่ผมไม่รู้สึก มันราบรื่นดีมาก สบายจริงๆ และคุณจะตกใจถ้าน้ำหนักมันลดลงแต่เวลาเดียวกันนั้นก็ตระหนักว่า คุณรู้สึกสบายดี บางคนก็รู้ว่าน้ำหนักของพวกเขาไม่ได้ลดลง ขั้นตอนของการอยู่ด้วยแสงก็คือการเข้ารับครั้งแรก เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายและเซลมันจึงมีการเปลี่ยนแปลงในจิตสำนึกนั้นด้วย” 

     เมื่อเขาผ่านขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผู้ไม่ต้องกินอาหาร ดร.ชไนเดอร์ก็ตระหนักว่าการกินเป็นเพียงแค่นิสัยอย่างหนึ่งเท่านั้น 

     “มันมีความหมายอะไรกับ...อาหาร? มันหมายถึงบางสิ่งที่บำรุงเลี้ยงเรา แน่นอนกระบวนการนั้นเกี่ยวกับการบำรุงเลี้ยง แต่ว่าอะไรที่บำรุงเลี้ยงเรา? อะไรที่ค้ำจุนเราอยู่?  มันคือปราณหรือว่าคือของแข็งที่เราใส่เข้าไปในปากหรือว่าคือสิ่งอื่นที่อยู่ข้างนอกบางแห่ง ดังนั้นเรามาพูดถึงบางคน บางสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งที่สามารถรู้สึกได้ชัดเจนมากเวลาที่ผ่านกระบวนการนั้น มันอาจจะไม่สบายนักผมต้องบอกก่อน ลองนึกดูว่าถ้าคุณรู้ว่าอาหารที่คุณเคยเพลิดเพลินกับมันมาก มันไม่อาจเลี้ยงคุณได้อีกแล้ว ไม่แม้แต่ทำให้คุณสนใจอีกต่อไป ประการหนึ่งคือมันไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจนัก แต่สำหรับผมมันเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมาก เพราะว่าปกติเราก็รู้กันว่า “ฉันทำแบบนี้ไม่ได้ มันเป็นแค่นิสัยของฉันที่ฉันคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน” ใช่อาหารเช้าในตอนเช้า กลางวันก็กินนี่กินนั่น แล้วตอนเย็นก็กินนั่นกินนี่ บางทีในตอนเช้าคุณนั่งคุยด้วยกัน แล้วขณะที่กินคุณก็จิบกาแฟและมีโรสเต็ก แล้วบางทีกลางคืนเนื่องจากคนชอบใช้เวลาอยู่กับบางคนหรือกับครอบครัว แล้วคุณก็กินและทุกคนก็รู้ว่าไม่ว่าคุณจะหิวหรือไม่ก็ตาม คุณไม่คิดอะไรเลย อย่างน้อยผมไม่เคยคิด แล้วมันก็เป็นไปตามนั้น แล้วขณะที่เคี้ยวอยู่เต็มปากช้อนส้อมนั้นก็พร้อมที่จะตักอีกครั้งใช่ไหม? มันยากที่จะหมด ไม่หมดโดยสิ้นเชิง คุณสามารถเคี้ยวมากอีกหน่อยมันสนุกมากแบบนั้น แล้วคุณก็เอาส้อมส่งเข้าปากอีกครั้ง แล้วก็เป็นไปแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าใช่ไหม? มันเป็นนิสัยเท่านั้นผมมีประสบการณ์อย่างนี้จริงๆ หลังจากกระบวนการนั้นผมสังเกตตัวเองดูและคิดจริงๆ จังๆ “นี่เกิดอะไรขึ้น ที่นี่?” และผมก็ช็อคครั้งใหญ่เพราะผมตระหนักว่ากลไกที่น่ากลัวนี้ยังคงทำงานอยู่และมันเป็นเรื่องของการตามใจตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพหรือการเข้ากันได้ แต่มันคือ “ฉันต้องการอะไร? ” และผมก็ไม่ต้องการอาหาร” 

      ตามความเห็นของ ดร.ชไนเดอร์สภาวะหนึ่งที่คนเราจะไปถึงได้ในขณะที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ไม่ต้องกินอาหารคือการที่ค้นพบตัวเองอีกครั้ง

       “ในที่สุดเราพูดได้ว่า “โอเค ฉันยอมทุกอย่างแล้ว” และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆ คนในช่วงของขั้นตอนการอยู่ด้วยแสง เพราะว่านี่คือจุดที่เรากลับคืนสู่หัวใจของเรา เพราะถ้าเราดำเนินต่อไปภายใต้เงื่อนไขพิเศษของกระบวนการการอยู่ด้วยแสงนี้ ถ้าผมใช้เวลาอาจจะ 5 6 หรือ 7 วันกับตัวเองแล้ว ผมก็ไปถึงสภาวะที่ผมตระหนักว่า “ดูสิ จริงๆแล้วฉันคือใคร? ” สำหรับผมมันคือการจดจำธรรมชาติของแสงในตัวเราเอง เราคือตัวตนของแสง เราจำได้ว่าที่จริงเราได้รับการบำรุงเลี้ยง ไม่ใช่มาจากอาหาร ไม่ใช่มาจากคู่ของผม ไม่ใช่มาจากรถที่วิ่งเร็ว หรือจากดนตรีบางชนิดหรือหินที่มีค่าซึ่งมันก็อาจจะค้ำจุนเราได้ แต่ผมได้รับการหล่อเลี้ยงจากภายในตัวผมเอง นั่นคือจากพลังปราณ สำหรับผมนั้น การเชื่อมต่อมีความชัดเจนว่าที่จริงแล้วเราหล่อเลี้ยงตัวเราเอง ที่จริงมันคือธรรมชาติแบบพระเจ้าของเรา เราคือตัวตนของสวรรค์ แผ่กระจายโดยพระเจ้า” 

     สำหรับใครที่สนใจวิถีชีวิตแบบกินอากาศ ดร.ชไนเดอร์มีคำแนะนำซึ่งมีข้อหนึ่งคือการเป็นมังสวิรัติหรือเป็นฟุสเทเรียน(กินเฉพาะผลไม้)มาก่อน 

      “ขั้นตอนของการอยู่ด้วยแสงเป็นสิ่งที่ต้องมีจิตใจที่ค่อนข้างเข้มแข็ง เพราะบางคนนั้นพอได้ยินว่า ”ไม่ดื่ม 7 วัน” คุณต้องมีการกระทำที่เข้มแข็งเพื่อให้ผ่านพ้นมันไปได้ ทั่วไปผมจะบอกว่าทุกคนทำได้ ถ้าคนนั้นสุขภาพดีและรู้สึกถึงการเรียกร้อง แต่มันมีข้อมูลสำคัญนี้: คุณสามารถทนได้จริงหรือ? แต่ก็มีสิ่งที่ดีๆ อยู่มันคือเหมือนมีบางคนที่คอยยื่นมือเข้าคุ้มครองคุณไว้ เพราะว่าการไม่ดื่ม 7 วัน มันทำให้บางคนมีแง่มุม คนที่มีข้อสงสัยมากเกินไปและบางทีอาจจะทำไม่ได้ ไม่ว่าเป็นอะไรและสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้ผมคอยชี้แนะหลายๆ คน เพื่อผ่านกระบวนการนี้ ทั่วไปผมจะทำเป็นกลุ่มในแบบของการสัมนาเราเรียกว่า ”การเข้าฌาน” เพราะมันไม่ใช่สัมนา แต่มันคือปราณ มันเป็นสภาวะของตัวตน มันเป็นอย่างนี้ซึ่งหลายคนที่ได้ฟังนี้ทำตามขั้นตอนการอยู่ด้วยแสงได้ค่อนข้างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่รู้สึกถึงเสียงเรียก พวกนี้คือคนที่พูดว่า ”ฉันเห็นหนังสือนี้สัปดาห์ก่อน ตอนนี้ฉันต้องการทำ กระบวนการนี้อย่างแน่นอน ฉันจะทำได้ที่ไหน? ฉันจะทำได้อย่างไร? ”  ยังมีกระทั่งคนที่โทรไปหาและบอกว่า “เสียงภายในของฉันบอกให้หยุดกินและดื่ม สองวันต่อมาฉันไปที่ร้านขายหนังสือ ฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ ในที่สุดฉันก็รู้ว่ามันเป็นความจริง” เรื่องราวแบบนั้นประทับใจผมจริงๆ ประทับใจผมอย่างลึกซึ้ง เวลาที่มีคนโทรศัพท์มาและบอกผมอย่างนั้น ผมมีเวลาเตรียมตัวไว้แล้วหนึ่งหรือสองปี ผมรู้เรื่องพวกนี้มานานแล้ว แต่ก็มีคนที่รู้สึกถึงเสียงเรียกจริงๆ และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์สำหรับผมว่ามันได้ผล มันสัมผัสถึงหัวใจของผู้คนถึงธรรมชาติของพวกเขา ธรรมชาติของแสงของพวกเขา มันเป็นอย่างนั้น แน่นอนผมก็พยายามทำให้มันชัดเจนแก่พวกเขา ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจ มันไม่ใช่เรื่องของการทำให้มันดึงดูดใจเพราะถ้ามีใครที่ทำตามวิธีการนี้ แต่อาจจะไม่เตรียมตัวมาพอ มันก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะผมพูดได้แต่ว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เรื่องนี้ผมอยากจะเผื่อไว้สำหรับทุกคน” 

     ในการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ไม่ต้องกินอาหาร ดร.ชไนเดอร์แนะนำถึงการเตรียมตัวล่วงหน้า 

     “มันจะเกิดประโยชน์ ถ้าคุณทำตามขั้นตอนการอยู่ด้วยแสงนี้และมีการเตรียมตัวคุณเองปรับเข้าสู่ภายในและภายนอกและเตรียมร่างกายของคุณอีกสักหน่อย : “ฉันกำลังเดินทางพร้อมกับร่างกายของฉัน ฉันกำลังเดินทางที่เรียกว่าการไม่ดื่ม 7 วัน ไม่กิน 21 วัน” กินอย่างมีสุขภาพไว้ล่วงหน้าโดยพยายามเป็นมังสวิรัติอย่างน้อย 3 เดือนล่วงหน้าหรือกระทั่งรอว์ฟู๊ดก็ได้(raw food diet) คุณควรมีการอดอาหารเป็นบางครั้งเพื่อให้ร่างกายของคุณรู้ตัวไว้ว่ารู้สึกเบาสบายขึ้นอย่างไร และบางทีถ้าคุณคิดว่าสิ่งใดยังคงมีความจำเป็นต้องทำ เช่น วิธีการล้างลำไส้ หรือวิธีการล้างพิษก็ให้ทำอย่างนั้น มันไม่มีกฎตายตัว แต่มันเป็นการแนะนำและมันยังมีเหตุผลในการอดอาหารก่อนที่จะเริ่มกระบวนการนั้น เพราะว่ามันทำให้ร่างกายอ่อนแอลงบ้างสำหรับการขจัดออกไปคราวละมากๆ มันเกิดขึ้นก่อนและจุดนี้ทำให้ร่างกายทำงานหนัก มันจะเป็นการดีถ้าหากผมอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นเวลาสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ล่วงหน้าหรือกินแค่ผลไม้และอาหารดิบเท่านั้น อาจจะแค่น้ำผลไม้ แต่ผมตระหนักว่าถ้าร่างกายยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันก็ยังไม่มีความรู้สึก แต่หลังจากนั้นคุณก็สามารถเข้าสู่กระบวนการ ผมจะบอกคุณอีกครั้งว่า ผมรู้ว่าการเตรียมตัวตามกฎเกณฑ์นี้มันก็เป็นอย่างนี้ ถ้าหัวใจของคุณร้องเพลง จัสมูฮีนเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องสำหรับคุณ ถ้าคุณสงสัยก็ทิ้งมันไปหรือรอหน่อย กระบวนการนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคน คุณไม่จำเป็นต้องทำ แต่ถ้าคุณรู้สึกถึงการเรียกนั้น คุณสามารถเริ่มต้นก้าวที่จำเป็นและมันมีข้อพิสูจน์เสมอว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”

     “มันเป็นบางอย่างที่เรามีอยู่ภายใน ผมคิดว่าเพียงแต่เราต้องจดจำได้ เราจำได้ว่า เราเป็นใคร? เราถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรและเราทำอะไรได้บ้าง? การอยู่ด้วยแสงเป็นวิธีหนึ่งที่อธิบายได้ แต่ปราณมันคืออะไร? มันคือจิตวิญญาณ คือพลังงานของพระเจ้า คือสวรรค์ คือพลังงานของจักรวาล ถ้าพวกเขารู้สึกดึงดูดใจ พวกเขาก็ทำได้ แน่นอนจากมุมมองทางการแพทย์ ผมต้องบอกว่าคุณควรมองในเรื่องนี้ว่าคุณมีอาการอะไร เช่น ถ้าคุณมีอาการโรคหัวใจ ถ้าคุณเป็นเบาหวาน มีทางรักษาตั้งมากมายสำหรับการแพทย์ตะวันตก การแพทย์ตะวันออก หรือแพทย์ทางเลือกใหม่และก็เป็นไปได้ใน 21 วันนี้ เหมือนกัน คุณไม่สามารถพูดว่า “ทำขั้นตอนนี้เพราะคุณจะมีอะไรต่อมิอะไร” มันมีพลังอยู่ในนั้นมากมาย แต่ว่ามันก็ยังมีอันตรายอยู่มาก ตัวอย่างเช่น  ถ้าคุณเป็นเบาหวานหรือคุณมีอาการโรคหัวใจต้องมีบางคนแนะนำคุณอย่างใกล้ชิดและต้องบอกคุณเวลาที่ต้องหยุดหรือยกเลิกมันหรือ...(ถาม :บางทีเป็นผู้ฝึกทางการแพทย์?) ใช่ ใช่ แต่ก็ยังมีการแนะนำทางด้านจิตวิญญาณโดยพระเจ้าและคนพวกนั้นจะรู้ ผมคิดว่าผลกระทบข้างเคียงมากที่สุดก็คือด้านจิตใจ รูปแบบ ความโกรธ ความต้องการที่เราเห็นมันออกมาในทุกๆเซล ทุกอย่างถูกบันทึก ความจำทั้งหมดของเราทุกอย่าง ดังนั้นในช่วงที่เปลี่ยนแปลงมันจะออกมา ดังนั้นคุณจะจำเรื่องต่างๆมากมาย ความสุขก็เหมือนกัน บางคนมีความสุขมาก พวกเขาจึงระลึกถึงว่ามันมีความสุขอย่างไรในสมัยเด็กๆ หรือกับแฟนหรือกับพ่อแม่ เมื่อตอนไปเที่ยววันหยุดกัน สิ่งที่พวกเขาบอกเรามันน่าประทับใจมากเพราะพวกเขาติดต่อกับหัวใจของพวกเขา พูดจากหัวใจและรู้สึกถึงมันได้จริงๆ ดังนั้น มันดีมากที่จะทำขั้นตอนนี้และมันก็ไม่ถูกต้องที่จะไม่ช่วยให้ผู้คนผ่านกระบวนการนี้ เพราะผมคิดว่ามันคือ การบำบัดที่เข้มข้นรวดเร็วที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่ผมนึกได้”

      ตามความเห็นของดร.ชไนเดอร์ผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในช่วงสัปดาห์แรกของการเปลี่ยนแปลงมาเป็นไม่กินอาหารคือเรื่องของสุขภาพ

      “ปกติมักจะมีว่าความเจ็บป่วยเดิมๆนั้นมันหายไป มันจะออกมา เช่น บางคนนั้นมีการอักเสบเรื้อรังของไตและกระเพาะปัสสาวะ มันก็จะเป็นแบบนี้มันทำให้เรากลัว มันเห็นชัดเจน ถ้าผมรู้ว่า “ตายล่ะ มันเริ่มอีกแล้วฉันกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอน ฉันจะสามารถทำได้หรือแล้วฉันต้องหยุดมันหรือเปล่า? ” ฯลฯ มันจะดีถ้าหากมีบางคนอยู่ตรงนั้นรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันจะดีถ้าหากมีการช่วยเหลือหรือแนะนำเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้กำลังใจ ให้กำลังใจก็ดีเหมือนกัน การนำพาให้บางคนกลับเข้าหาตนเอง นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ในกระบวนการนี้กรรมวิธีคือบางสิ่งที่จะพาเราไปหาตัวเราเอง ผมจะพูดถึงสัปดาห์แรก ลำบากอยู่บ้างสำหรับบางคน แต่บางคนก็บินผ่าน ส่วนใหญ่แล้ววันที่ 4 5 หรือ 6 มักจะเป็นหนึ่งในนั้นที่ค่อนข้างลำบาก กรณีของผมนั้นผมมีน้ำลายมากจนถึงวันที่ 6 แต่บางคนนั้นจะปากแห้งในวันที่ 2 และมันทำให้ลำคาญและมันก็จะดีที่มีใครบางคนให้การช่วยเหลือและบอกว่าทำอะไรได้บ้าง คุณสามารถบ้วนปาก แต่อย่ากลืน คุณสามารถดูดน้ำแข็งและถ่มออกไปหรืออาจจะถ่มออกครั้งที่สอง เพราะว่ามีน้ำเหลืออยู่ข้างในนิดหน่อย คุณอาจจะกัดมะนาวหรือเคี้ยวก็ได้แล้วถ่มออกไป สิ่งเหล่านี้ทำให้มันราบรื่นขึ้นหน่อย”

     อาการอื่นๆมักจะไม่เกี่ยวกับสุขภาพและมีความท้าทายจิตใจน้อยลง

     “โดยทั่วไปเหมือนกับไม่มีอาการอะไรหรือลำบากอะไร ปกติแล้วร่างกายอยู่ภายใต้ความเครียดถาวร ทำให้มันปรากฎออกมาโดยอุณหภูมิสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น หลายๆคนต้องแช่อ่างน้ำเย็น มีคนหนึ่งบอกว่าเขาต้องใช้ก้อนน้ำแข็งใส่ในน้ำที่จะอาบ ร้อนมากของเก่าๆ นั้นถูกเผาซึ่งเรียกว่า ”ความร้อนที่ละเอียดอ่อน” หรือ “ไข้ที่ไม่มีตัวตน” และที่จริงแล้วผมเป็นคนที่ชอบน้ำอุ่นและไม่ชอบเลยกับน้ำเย็นๆ ผมต้องอาบน้ำที่ค่อนข้างเย็น ดังนั้นผมเกือบจะแช่แข็งเนื่องจากนิสัย แต่มันสบายมากความเย็นอันนั้น ดังนั้นผมเพียงอยากบอกว่าร่างกายกำลังเอาของออกให้มากที่สุดและมันก็จำเป็นที่ต้องระวังร่างกาย ร่างกายของเราที่ต้องผูกพันไปกับการเดินทางของเรา”

      อาการของการเปลี่ยนแปลงปกติแล้วจะหายไปหลังจากสัปดาห์แรก สัปดาห์ที่สองร่างกายก็จะเริ่มฟื้นตัว

     “สัปดาห์ที่สองผมเรียกมันว่า ”ระยะพักฟื้น” ระยะพักฟื้นก็เหมือนกับยาต้นตำหรับเมื่อระบบนั้นปฏิรูปตัวมันเองใหม่ ส่วนนี้อยู่ภายใต้ความตึงเครียด กรณีนี้ร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ร่างกายความรู้สึกซึ่งเคยทรมานนั้นก็กลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้งและสภาวะนี้น่าสนใจมาก เพราะว่านั่นคือภาวะที่มีการบำบัดรักษา คุณนอนลง ผมสังเกตว่ามันเหมือนกับพลังหลับ แต่เป็นพลังหลับที่มีการฝันกลางวัน สามชั่วโมงถ้าคุณชอบ แล้วในบางสภาวะ ผมตระหนักว่า “พอแล้ว” นี่คือที่ผมเรียกว่าการบำบัดเพราะว่าหลังจากนั้นผมรู้สึกแตกต่าง ผมรู้สึกเหมือนว่าผมได้รับ มันไม่ใช่ประสาทหลอนเพราะผมสังเกตว่าผมมีสติสัมปชัญญะทุกอย่างปกติ ไม่ใช่ว่าผมดูอะไรด้วยวิธีแปลกๆ ผมรู้ตัวจริงๆ ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในร่างกายของผม มันน่ามหัศจรรย์ น่าสนใจ มันเกิดขึ้นอยู่เสมอเวลาที่ผมเงียบ เวลาที่ผมสัมผัสกับตัวเอง มันเป็นเวลาที่ดีมาก ผมก็ชอบด้วย ดังนั้น คุณควรที่จะมีเวลาอยู่กับตัวเองให้ได้จริงๆ “

      กระบวนการเปลี่ยนแปลง เราจะเริ่มตระหนักถึงความเป็นอิสระจากการอยู่ด้วยอาหาร

     “สัปดาห์ที่สาม ผมจะเรียกว่า ”ช่วงของการจัดการใหม่” ที่นี่ความคิดอาจเกิดขึ้นมา “มันจะเป็นอย่างไรหลังจากนั้น? ฉันจะทำอะไรเกี่ยวกับอาหารล่ะ? ครอบครัวฉันล่ะจะทำอย่างไร? ฉันจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้น?” แล้วตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้น ทันใดนั้นผมก็รู้ว่า ผมต้องการอะไร ผมมองเห็นทุกอย่างชัดมาก “โอเค นี่คือสิ่งที่ฉันจะทำ ฉันทำอันนี้หรือจะทำนั่นๆ” สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาหมด นี่เป็นสัปดาห์ที่สาม และตรงนี้ คุณสามารถจัดการกับเรื่องทางโลกได้มากขึ้น บางทีฉันไม่ต้องโทรศัพท์มากหรือไม่ต้องเขียนจดหมายหรืออะไรพวกนั้น ในกรณีของผม สิ่งเหล่านั้นเลื่อนออกไป แต่คุณสามารถสร้างตัวคุณเองขึ้นมาใหม่ นี่คือสิ่งที่เราทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างมาก มีกี่คนไม่เคยพูดว่า “โอเค ปีนี้หลังจากคริสต์มาส ฉันจะนั่งลงและวางแผนสำหรับปีหน้าหรือเพื่อชีวิตที่เหลือของฉัน” คุณก็รู้กันทุกคน ความตั้งใจดีเหล่านี้ ใช่แล้วในวันที่ 21 ทุกอย่างเรียบร้อยทั้งหมด พวกเขาสามารถอยู่ได้ด้วยปราณ ร่างกายของพวกเขาถูกจัดการใหม่ มันเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลง แล้วพวกเขาก็ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระและสามารถใช้มันได้อย่างที่พวกเขาต้องการ”

สำหรับ ดร.ชไนเดอร์การผ่านขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงมาเป็นไม่ต้องกินอาหารและมีชีวิตอย่างบริสุทธิ์ด้วยปราณได้ช่วยให้เขาปรับเข้าหาตัวเองได้มากขึ้นและมองโลกด้วยมุมมองใหม่

“สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ในกระบวนการนี้คือการเห็นคุณค่าอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น หลังจากผ่านกระบวนการนี้ ตอนที่ผมทำเป็นกลุ่มแรก ผมเหมือนกับกลัว ช็อคว่าผมไม่เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ เลย เมื่อก่อนนี้ผมหมายถึง คุณไม่สามารถเปรียบเทียบ แต่มันรู้สึกเห็นคุณค่าของธรรมชาติ ของผู้คน ของพลังงาน ของจิตวิญญาณ ของวัตถุที่ผมวางไว้บนแท่นบูชาและผมเฝ้าดูตัวเอง วางสิ่งต่างๆ ไว้ตรงนั้นซึ่งผมไม่เคยทำมาก่อน สำหรับผมมันรู้สึกว่า มันมีคุณค่าอย่างมากเพราะมองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตรงนั้น มันสอนให้คุณรู้จักถ่อมตัวด้วยเหมือนกัน มันสอนคุณให้มีความเมตตา มันสอนคุณมาก มีความสุขด้วย”

     ติดต่อ ดร.คริสต์โตเฟอร์ ชไนเดอร์ ได้ที่อีเมลล์ : govind@web.de
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณารับชมที่ www.SupremeMasterTv.com/BMD
				
11 กันยายน 2553 02:25 น.

จุดพลิกผัน....

คีตากะ

การเตือนที่เร่งด่วน


-    ดร.เจมส์ แฮนเซน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษาอวกาศกอดดาร์ดของนาซ่า สหรัฐอเมริกา เตือนว่าถึงแม้มาตรฐานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ที่หนาแน่นที่สุดที่บังคับในปัจจุบันต้องต่ำกว่าเดิมเพื่อรับประกันความอยู่รอดของดวงดาว เขากล่าวว่า”สิ่งที่เราค้นพบคือเป้าหมายที่เรามุ่งหวังไว้นำไปสู่หายนะ หายนะที่ถูกรับประกัน”

-    นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ศาสตราจารย์ดร.โรส การ์นัว เตือนว่าเรามีเวลาและทางเลือกอย่างจำกัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การวิจัยของเขาบอกว่าออสเตรเลียต้องลดการปล่อยแก็สเรือนกระจกลงมากกว่า 90% ภายในปี 2593

-    นักวิทยาศาสตร์มากกว่า 600 คนจากทั่วสหรัฐอเมริการะบุในจดหมายถึงสภาคองเกรสอย่างเร่งด่วนให้มีการผ่านร่างกฎหมายว่าต้องลดการปล่อยแก็สเรือนกระจกต่ำกว่า 65% ในจดหมายนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังแถลงว่า”ภาวะโลกร้อนแสดงให้เห็นในระยะยาวของภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับทรัพยากรที่อาศัยยู่บนดาวเคราะห์โลก”

-    นายกรัฐมนตรีคนก่อนของอังกฤษ นายโทนี่ แบลร์กล่าวว่าเราต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังใน 2 ปีต่อจากนี้ โดยกล่าวว่าเราได้มาถึงจุดวิกฤตตอนนี้เพื่อการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะมีการใช้กฎเกณฑ์ป้องกันที่นุ่มนวลที่สุด ยังคงประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในขณะนี้ ซึ่งเป็นการขาดความรับผิดชอบและไม่น่าให้อภัยอย่างที่สุด

-    ในการเปิดการประชุมทั่วไป 2 วันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบาน คี มุน กระตุ้นให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มที่จะขับเคลื่อนเพื่อตอบโต้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะสนับสนุนเทคโนโลยี่สะอาด อุตสาหกรรมและงานแบบใหม่ๆ และรวบรวมความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้าไปในนโยบายและวิธีปฏิบัติของประเทศ

-    ดร.เดวิด อาร์เซอร์ ศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์ด้านธรณีฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา แถลงว่าผมมีความคิดว่าเราได้ผ่านขีดจำกัดอันตรายไปแล้ว ปริมาณน้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกได้ลดจำนวนลงกว่าหลายปี แต่ในปี 2550 มันได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และการเกิดแผ่นดินไหวและการเร่งการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ ผมคิดว่านี้คือสัญญาณบอกว่าเรากำลังอยู่ในดินแดนที่อันอันตราย

-    การสังเกตุผลที่ตามมาของแนวโน้มภาวะโลกร้อนในสหรัฐอเมริกาซึ่งประกอบด้วยการเกิดไฟป่าที่ถี่มากขึ้น ต้นไม้จำนวนมากล้มตายจากแมลงศัตรูพืช ธารน้ำแข็งละลายในมอนทานา และการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในหลายๆ รัฐ สตีเฟน ซอนเดอร์ประธานองค์การภูมิอากาศแห่งเทือกเขาร็อกกี้กล่าวว่ามันได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะได้เห็นผลกระทบและนักวิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่ามันกำลังจะแย่ลงลงอย่างเห็นได้ชัด

-    นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ดิมิทรีส ลาลาส กล่าวว่าเราได้เห็นอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ประมาณ 6-7 องศาเซลเซียสตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ในขณะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้นในส่วนอื่นๆ ของโลกประมาณ 3-4 องศาเซลเซียสแล้ว

-    การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้โดยกรีนพีซได้สรุปว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การลดลงของแหล่งน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงของฤดูมรสุมเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจะนำไปสู่การไร้ที่อยู่อาศัยของประชาชนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนกว่า 125 ล้านคน

-    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียนายเควิน รูด และเลขาธิการองค์การสหประชาชาตินายบาน คี มุนเห็นด้วยที่ว่าการดำเนินการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างล่าช้ามาก

-    คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าความเสี่ยงในการเกิดสึนามิเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในโมร็อกโค นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ สเปน และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งกำลังพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อป้องกันภัยให้แก่ประชาชน

-    ดร.เท็ด สแคมบอส หัวหน้านักธรณีวิทยาน้ำแข็ง มหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกากล่าวว่าในบริเวณขั้วโลก ใครก็ตามที่ทำงานวิทยาศาสตร์ขั้วโลก ไม่มีใครตั้งคำถามว่าเราอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นหรือไม่ ? เราอยู่ในความกังวลเพราะเราเห็นน้ำแข็งอยู่ในพื้นที่ทุกปีและแผ่นน้ำแข็งที่อยู่ที่นั่นมานานถึง 10,000 ปี นับตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดได้อันตธานหายไปเพราะว่าสภาพภูมิอากาศได้ร้อนขึ้นอย่างมากและในตลอดเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมามันยิ่งร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 

-    ในคำกล่าวของชาวสก๊อตว่ามีการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ริชาร์ด ล๊อคเฮดเลขาคณะรัฐมนตรีเพื่องานชนบทและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่ามันกำลังเกิดขึ้นขณะนี้และเราต้องช่วยกัน

-    ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเชื่อว่าประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสและทางตอนเหนือของยุโรปจะประสบกับฝนตกหนักอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก 20-30% จะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสของการเกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง


จุดผลิกผัน

สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหราชอาณาจักรระบุว่ามี 9 บริเวณของโลกที่ถูกคุกคามอย่างวิกฤตที่สุดจากระบบภูมิอากาศ ทั้งหมดกำลังประสบกับความเครียดอย่างรุนแรง จุดผลิกผันที่สำคัญประกอบด้วย
1) การละลายของชั้นน้ำแข็งที่อาร์กติก
2) การละลายของแผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์
3) การพังทลายของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตก
4) การตายของป่าฝนอะเมซอนเนื่องมาจากกระบวนการกลายเป็นทะเลทราย
5) การพังทลายของลมมรสุมฤดูร้อนของอินเดีย
6) การตายของป่าบอรีลทางตอนเหนือ


จุดพลิกผันที่ 1-3 : มหาสมุทรอาร์กติก แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกกำลังหายไปในอัตราที่เร่งด่วนเกินกว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ปรากฏในภาพยนต์

-    จากข้อมูลในฤดูร้อนปี 2550 ฤดูกาลละลายของทะเลอาร์กติก มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนเพิ่มมากขึ้นสรุปว่าน้ำแข็งทะเลอาจหายไปทั้งหมดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2551-2555 เร็วขึ้น 30 ปีจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทำนายนี้ประกอบด้วย ดร.เจย์ ซวอลลี่ นักวิทยาศาสตร์โครงการสำรวจระบบโลกแห่งนาซา ดร.หลุยส์ ฟอร์เทีย ผู้อำนวยการวิทยาศาสตร์การวิจัยเครือข่ายอาร์ติกแห่งแคนาดา และดร.โอลาฟ ออฮึม หัวหน้านักวิทยาศาสตร์สำนักงานเลขาธิการปีขั้วโลกสากลแห่งนอร์เวย์

-    นักวิทยาศาสตร์ องค์การบริหารเพื่อการศึกษาการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NASA) ประกาศว่าน้ำแข็งที่มีอายุเก่าแก่กว่า หนากว่าของน้ำแข็งอาร์กติกขณะนี้ก่อตัวขึ้นเพียง 30% ของน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกทดแทนน้ำแข็ง 30% ที่ลดลงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

-    นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเบริน ศึกษาตัวอย่างแท่งแกนน้ำแข็งจากกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาพบว่าภาวะโลกร้อนช่วงศตวรรษที่ผ่านมารุนแรงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ 22,000 ปี (22 สหัสวรรษ) ก่อน พร้อมด้วยอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

-    ในเดือนมีนาคม แอนตาร์ติกาตะวันตกพบกับการแตกตัวของหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุด 15 ปีล่วงหน้าก่อนที่เคยคาดการณ์ ซึ่งกำลังเตือนนักวิทยาศาสตร์ถึงการเร่งของมันในการจมลงสู่ท้องทะเล


จุดพลิกผันที่ 4

ป่าฝนอะเมซอนอยู่ภายใต้การคุกคาม
-    เกือบ 20% ของแก็สเรือนกระจกมีต้นกำเนิดมาจากการทำลายป่า ด้วยการเริ่มต้นถางป่าเพื่อใช้ที่ดินในการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ หรือปลูกพืชเพื่อทำเชื้อเพลิงชีวภาพ

-    ดร.โจส มาเรนโกและเพื่อนร่วมงานชาวบราซิล สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของความแห้งแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อะเมซอนช่วงปี 2548 ทิ้งไว้เพียงแม่น้ำสาขาย่อยของแม่น้ำอะเมซอนอันยิ่งใหญ่ที่แห้งขอด

-    การปศุสัตว์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเพื่อแก้ไขความยากจนภายใต้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติคำนวณว่า ป่าอะเมซอน 70% ถูกตัดไปเพื่อการผลิตเนื้อสัตว์



จุดพลิกผันที่ 5

ฤดูมรสุมอินเดียได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่แน่นอน
มรสุมอินเดียมีรูปแบบที่แปรปรวนอย่างมากได้นำไปสู่ความหายนะ
-    ในปี 2548 ฝนตกเพียงวันเดียวในวันที่ 26  กรกฎาคมก่อให้เกิดน้ำท่วมที่มุมไบวัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 944 มิลลิเมตรและมีผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คน

-    ในปี 2549 ลมมรสุมนำฝนมาล่าสุดที่เขตมาราทวาดาของรัฐมหาราชตระเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมพัดพาหมู่บ้านกว่า 400 หลังคาเรือนจมหายและก่อให้เกิดผู้สูญหายจำนวน 700 ชีวิต

-    ผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2550 ทำให้ประชาชนมากกว่า 19 ล้านคนต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานและมากกว่า 1,300 ชีวิตสูญหาย รวมทั้งอินเดียและบังคลาเทศ


จุดพลิกผันที่ 6

การละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว(เพอร์มาฟรอสต์)ในป่าบอรีลกำลังปลดปล่อยแก็สคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นปัจจัยที่ยังไม่ได้นับรวมเข้าไปในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

-    โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ(UNEP)เรียกร้องให้มีการวิจัยอย่างเร่งด่วนของอัตรายจากแก็สมีเทนที่ถูกปล่อยจากชั้นดินเยือกแข็งที่ละลาย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้คุกคามเร็วกว่าการคาดการณ์ในปัจจุบัน ผู้อำนวยการของยูเอ็นอีพี อชีม สเตนเนอร์ กล่าวว่าความไม่รู้เกี่ยวกับปริมาณและอัตราของมีเทนที่ปล่อยจากอาร์กติกที่ละลายทำให้มันมีหัวข้อที่กว้างมากสำหรับการพิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-    นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าแบคทีเรียในดินบริเวณที่เคยเยือกแข็งมาก่อนเหมือนอาร์กติกจะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยสู่บรรยากาศเป็นการเร่งให้สภาพภูมิอากาศร้อนขึ้นอีก พื้นดินสะสมคาร์บอนมากเป็น 2 เท่าของบรรยากาศ ดร.อิริค เดวิดสัน นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยวูดโฮล ในรัฐแมซซานชูเสส สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นเหมือนกับระเบิดเวลา ในความคิดผม กำลังรอที่จะถูกปล่อยออกมา มีการสะสมปริมาณคาร์บอนอย่างมหาศาลในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวและทั้งหมดเหล่านี้เป็นผลเกี่ยวเนื่องอย่างรวดเร็วให้เกิดการสลายตัว ถ้าชั้นดินเยือกแข็งคงตัวละลาย

-    ด้วยอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นกำลังละลายชั้นดินเยือกแข็งคงตัวใต้เท้าของพวกเขา ประชาชนในซาล์ลุตทางตอนเหนือของคิวเบค แคนาดา พิจารณาถึงการย้ายเมืองทั้งหมดออกไปให้ไกลจากโคลนถล่ม อาคารและถนนพังทลาย

-    ชาวบ้านท้องถิ่นในอลาสก้าเรียกร้องเงินค่าเสียหายจากบริษัทที่รู้จัก ซึ่งผลิตแก็สเรือนกระจกปริมาณมาก เพื่อช่วยพวกเขาย้ายหมู่บ้านที่สร้างอยู่บนชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่กำลังละลาย

-    อุณหภูมิในป่าบอรีลในไซบีเรียและอลาสก้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่ากว่าอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนอื่นๆ ของดาวเคราะห์โลก

-    ดร.เคทีย์ วอลเตอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของลิมโนโลจี แห่งมหาวิทยาลัยอลาสก้ายืนยันว่ามีเทนกำลังถูกปล่อยจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่กำลังละลายและเกิดเป็นฟองผุดขึ้นมาจากทะเลสาบอาร์กติกที่หนาวเย็นมาก ดร.วอลเตอร์ กล่าวว่าชั้นดินเยือกแข็งคงตัวเป็นเหมือนกับระเบิดเวลาที่รอการปะทุ เมื่อมันละลายไปเรื่อยๆ มีเทนปริมาณ 10,000 เทรากรัม(10,000 ล้านตัน) สามารถถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศเพิ่มภาวะโลกร้อนให้สูงขึ้น เธอแถลงว่าแก็สคาร์บอนปริมาณ 950 จิกะตัน(950 พันล้านตัน) ถูกกักไว้ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวใต้พื้นทะเลสาบไซบีเรีย ซึ่งมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศเวลานี้เสียอีก

-    ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศแห่งนาซา ดร.เจมส์ แฮนเซน แถลงว่า ในยุคประวัติศาสตร์ การปล่อยมีเทนจากการละลายของชั้นดินเยือกแข็งและแนวตะกอนที่ไม่เสถียรบนไหล่ทวีปใต้มหาสมุทร อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก



สภาพภูมิอากาศเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ

-    หลังจากการเกิดน้ำท่วมในอังกฤษเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว สัตวแพทย์ได้พบกับคลื่นความรุนแรงของเหตุการณ์การเกิดโรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า พวกเขาชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ตกอยู่ในความเสี่ยง บางส่วนของโรคนี้สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์ได้
  
-    แพทย์จากโรงพยาบาลสำหรับเด็กป่วย ในโตรอนโต ออนทาริโอรายงานว่าที่อยู่อาศัยของพาหะนำโรค เช่น หมัดเห็บและยุงกำลังขยายจำนวนไปทั่วพื้นที่อยู่อาศัยอันหนาแน่นของประชากรแคนาดาเพราะว่าภาวะโลกร้อน

-    รายงานแจ้งโดยมหาวิทยาลัย แสตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกายืนยันถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการเพิ่มขึ้นของระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศกับการเพิ่มขึ้นของอัตราการตายของมนุษย์

-    องค์การสุขภาพโลกยุคใหม่รายงานว่าสภาพอากาศที่รุนแรงกับและภัยพิบัติธรรมชาติสามารถนำความเครียดหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านจิตใจและการฆ่าตัวตาย

-    รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณะสุขของอินโดนีเซีย ซิติ ฟาดิลาห์ สุพาริแถลงว่า ประชาชนในประเทศจำนวน 150,000 คน ตายทุกปี เนื่องมาจากการเปลี่ยนแลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย

-    ดร.เจฟเฟรย์ ดีเมนแห่งมหาวิทยาลัยอลาสก้า อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพสาธาณะชนในรัฐทางเหนือทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาด้วยความเจ็บป่วยจากพาหะนำโรคจำนวนมาก

-    รายงานเมื่อเร็วๆ นี้จากแพทย์ในสมาคมแพทย์อังกฤษ(BMA) แถลงว่าภาวะโลกร้อนสามารถนำโรคเช่น ไข้มาลาเรีย มาสู่สหราชอาณาจักร เหมือนกับความเจ็บป่วยอย่างมะเร็งผิวหนังและโรคลมแดดผลจากคลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้น

-    แพทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียมีรายงานออกมาอธิบายผลกระทบอย่างรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพมนุษย์จากความเจ็บป่วยทีเกี่ยวข้องกับความร้อนและสภาพอากาศที่รุนแรง มีการเพิ่มสูงขึ้นของโรคภูมิแพ้และโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้เกิดความแห้งแล้ง เชื้อเพลิงชีวภาพและความต้องการเนื้อสัตว์กำลังสร้างอาหารที่ไม่ปลอดภัย ความไม่สงบ และความอดอยากหิวโหย



เหตุผล

-    หนังสือพิมพ์สหราชอาณาจักร เดอะ การ์เดียนกล่าวว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญของความอดอยากในโลกและการขาดแคลนอาหาร ในบทความเรื่อง “ทำไมวีเก้นจึงถูกต้องในทุกๆ ด้าน” จากการสอบถามผู้ไม่เป็นมังสวิรัติ นักหนังสือพิมพ์ จอร์จ มอนบอทอธิบายว่าความต้องการเนื้อโดยความมั่งคั่งของโลกผลักดันให้ราคาธัญพืชสูงขึ้นมากต่อผู้โชคร้าย เพราะต้องใช้ธัญพืชมากกว่า 5 ปอนด์เพื่อจะสร้างเนื้อสัตว์ให้ได้ 1 ปอนด์ ทุกๆมื้อของอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์เป็นการเอาอาหารโดยตรงมาจากปากของผู้ยากไร้

-    ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ดร.ราเจนดรา  เค ปาเชารี กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกำลังเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารที่อยู่ในบริเวณของธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย

-    เลสเตอร์ บราวน์ประธานของสถาบันนโยบายแห่งโลกที่สหรัฐอเมริกา แถลงว่าความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพกำลังต้องจ่ายแพงมากขึ้นในตลาดสำหรับผู้โชคร้าย ขณะที่การเพาะปลูกของชาวนาและการขายพืชผลการเกษตรไปเพื่อทำเชื้อเพลิงแทนที่จะเป็นอาหาร

-    ด้วยปริมาณฝนที่มีลดลง 20% ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมาและเหลือสำรองแค่ 10% ของความจุ ทำให้เกาะไซปรัสกำลังประสบกับการขาดแคลนน้ำเป็นประวัติการณ์

-    สมาชิกพิเศษด้านสิทธิทางอาหารของสหประชาชาติ ยีน ซีเกลอร์ เรียกร้องให้หยุดการผลิตกระบวนการทำเชื้อเพลิงชีวภาพในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า “พวกมันเป็นอาชญากรรมที่ขัดต่อมนุษยธรรม” เพราะว่ามันกำลังเป็นสาเหตุของการขาดแคลนอาหารโลกและนำไปสูความอดอยากหิวโหยในโลก

-    เลขาธิการสหประชาชาติ นายบาน คี มุนเรียกร้องให้มีการทบทวนเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพอีกครั้งในการเป็นแหล่งพลังงานทางเลือก ด้วยการคิดถึงผลกระทบของการผลิตที่กำลังมีต่อราคาอาหารโลก


สถานการณ์ในปัจจุบัน


-    ประเทศผู้ผลิตข้าวอย่าง อินเดีย จีน เอาแลค(เวียตนาม) และอียิปต์กำลังจำกัดปริมาณการส่งออกข้าว กำลังผลักดันให้ราคาข้าวสูงยิ่งขึ้นไปอีก

-    การจราจลด้านอาหารมีการปะทุไปทั่วโลก จากเม็กซิโกไปถึงอียิปต์ จากเมาริทาเนียไปถึงไฮติ ซึ่งหลายคนกำลังตายด้วยความยากจนอย่างมากในอียิปต์

-    ในอินเดีย คนหลายล้านคนต้องลดอาหารตนเองลงจากวันละสองมื้อเป็นมื้อเดียว และในเอล ซัลวาดอร์มื้ออาหารลดน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งแล้วตอนนี้ เมื่อเทียบกับสองปีที่แล้ว



ทางแก้ปัญหาที่ 1

ลดปริมาณแก็สมีเทน
การลดร่องรอยของแก็สมีเทนอาจเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถหยุดยั้งอัตราการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างรวดเร็วและซื้อเวลาวิกฤตเพื่อเยียวยาสิ่งแวดล้อม

-    ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ เจมส์ แฮนเซนกล่าวว่าเราอาจจะสามารถรักษาน้ำแข็งทะเลอาร์กติกเอาไว้ได้ ถ้าเราลดมีเทนลง เขาแถลงว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการตระหนักว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คาร์บอนไดออกไซด์ ดร.แฮนเซน อธิบายว่ามีเทนกำลังมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อการร้อนขึ้นของอาร์กติกมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) มีเทนมีอานุภาพมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 25 เท่า

-    องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA) ได้ขึ้นบัญชีว่าแหล่งผลิตมีเทนอันดับหนึ่งที่มีสาเหตุมาจากมนุษย์คือการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ตามมาด้วยพื้นที่ฝังกลบขยะ เหมืองถ่านหิน และการรั่วไหลจากท่อแก็สธรรมชาติ

-    องค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติได้ประมาณว่าการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารคิดเป็น 37% ของแก็สมีเทนที่มาจากมนุษย์



หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์

-    นักวิทยาศาสตร์ด้านพื้นผิวโลกจากทั่วโลกแถลงว่าก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงก้าวเดียวที่แต่ละคนสามารถทำได้ในการพลิกผันภาวะโลกร้อนคือการหยุดการทานเนื้อสัตว์

-    ดร.คริส แรพเลย์ ผู้อำนวยการพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งลอนดอนและอดีตหัวหน้านักสำรวจแอนตาร์กติก ผู้สนับสนุนการเป็นมังสวิรัติ(วีเก้น)เพื่อช่วยรักษาดาวเคราะห์โลก กล่าวว่ามันใช้พลังงานในระยะยาวน้อยกว่าอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ ดังนั้นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็คือการเป็นมังสวิรัติ(วีเก้น)

-    ทางเวปเอริธท์เซฟ.โออาร์จี รายงานว่านักสิ่งแวดล้อมกำลังมองข้ามมังสวิรัติที่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงชีวิตเราได้อย่างไร โดยแถลงว่าควรยอมรับความจริงแล้วว่ามีเทนเป็นสาเหตุที่สำคัญของภาวะโลกร้อน การลดภาวะโลกร้อนจะเป็นเรื่องง่ายๆ  ถ้าประชาชนเปลี่ยนมาทานอาหารมังสวิรัติ(วีเก้น)



ทางแก้ปัญหาที่ 2

รัฐบาลและสื่อมวลชนสนับสนุนอาหารมังสวิรัติ (วีเก้น)
-    การเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อสร้างแก็สเรือนกระจกปริมาณมากกว่าการคมนาคมขนส่งทั่วโลกรวมกัน รายงานที่ถูกตีพิมพ์โดยหน่วยงานปศุสัตว์ภายในองค์การอาหารและเกษตรของสหประชาชาติพบว่าการปศุสัตว์คิดเป็น 18% ของการแพร่แก็สเรือนกระจกโดยรวม รายงานยังกล่าวอีกว่าการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นการลดผลกระทบของมันควรจะเป็นนโยบายสูงสุดด้านสิ่งแวดล้อมของทุกรัฐบาล

-    ตามที่นักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม แอนดรู เรฟคิน ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า“ทางเลือกอาหารของเราก็เป็นทางเลือกของพลังงานที่จำเป็นในบางระดับด้วยเช่นกัน และที่จริงแล้วในแง่ของมังสวิรัติ มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี มีการใช้น้ำปริมาณมาก มีมลภาวะจำนวนมากที่เป็นผลมาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ ดังนั้นการกินที่ลดห่วงโซ่อาหารลงกำลังเป็นบางสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากรู้สึกว่าการเพิ่มมากขึ้นของประชากรโลกกำลังเป็นบางสิ่งซึ่งควรมีความสำคัญ

-    ดร.เคิร์ก สมิธ ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมโลกแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กเลย์ สมาชิกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แถลงว่ารัฐบาลควรเก็บภาษีเนื้อสัตว์เพื่อลดการบริโภคลงและนำไปสู่การลดระดับมีเทน


-    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อมของฟอร์โมซา(ไต้หวัน) นายวินสตัน ดัง แนะนำว่าประชาชนควรทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลงเพื่อปกป้องดาวเคราะห์โลกจากภาวะโลกร้อนและอนุรักษ์น้ำและแหล่งทรัพยากร

-    ผู้ออกกฎหมาย เยอรมัน เรเนท คุนาสต์ แนะนำให้เปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการเกษตรเพื่อหยุดยั้ยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ประกอบด้วยการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์นมและเนื้อสัตว์

-    วุฒิสมาชิก แอนดรู บาร์ทเลทต์ของรัฐควีนแลดน์ ออสเตรเลีย กล่าวว่า “ไม่มีอะไรง่ายกว่า ราคาถูกกว่า และรวดเร็วกว่าการที่เราสามารถทำการลดการแพร่ของแก็สเรือนกระจกที่ปล่อยออกไปส่วนบุคคลลงด้วยการตัดปริมาณของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนมที่เราบริโภคออกไป

-    ที่ประชุมของเมืองแคมเดน ในลอนดอนกำลังเสนอให้ห้ามการเสริฟเนื้อสัตว์ที่ห้องอาหารคณะทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการแพร่กระจายของแก็สเรือนกระจก

-    นักหนังสือพิมพ์ชาวแคนาดา เคท ฮาร์ทฟิลด์ แนะนำว่าเขตต่างๆ ของแคนาดาควรจะเริ่มเก็บภาษีเนื้อสัตว์เพื่อลดการแพร่ของแก็สเรือนกระจก เขากล่าวว่าเราพูดกันถึงคาร์บอนไดออกไซด์มากเหลือเกิน เราลืมไปว่ามันไม่ได้เป็นแก็สเรือนกระจกเพียงชนิดเดียว หรือเป็นตัวอันตรายที่สุดเท่านั้น การเลี้ยงปศุสัตว์ปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศส่วนมากผ่านการถางทำลายป่า(การปศุสัตว์ต้องใช้พื้นที่และอาหารจำนวนมาก) แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับความน่ากลัวของปริมาณแก็สมีเทนและไนตรัสออกไซด์ที่แพร่โดยฝูงปศุสัตว์และโรงปุ๋ยคอก

-    นายพา ออสมัน จาร์จู ผู้อำนวยการของกรมทรัพยากรน้ำในแคมเบีย แถลงว่าระบบอาหารของเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ถ้าเราหันมาทานอาหารมังสวิรัติ นั่นควรจะช่วยอย่างมากในการรักษาดาวเคราะห์โลก

-    พาร์ ฮอล์มเกรน นักอุตุนิยมวิทยาของโทรทัศน์สวีเดนและอาจารย์ด้านภูมิอากาศแถลงว่าถ้ามีคนมากขึ้น มากขึ้น ทานเนื้อสัตว์มากขึ้น มากขึ้น นั่นจะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวง เพราะพลังงาน เพราะความจริงที่ว่าสัตว์บางส่วนเหล่านี้กำลังกินอาหารซึ่งความจริงแล้วเราสามารถกินได้เช่นกัน และยังมีปัญหาที่สัตว์สามารถสร้างแก็สเรือนกระจกได้อีกด้วย

-    บทความในนิวยอร์กไทม์เขียนโดยมาร์ก บิทต์แมน ไม่ใช่นักมังสวิรัติ อธิบายต้นทุนสูญเสียในการบริโภคเนื้อสัตว์ต่อดาวเคราะห์ของเรา สุขภาพของเรา และต่อผู้ยากไร้



ทางแก้ไขที่ 3

ปรับมาตรฐานคาร์บอนให้เป็นศูนย์
-    ดร.อาร์ยัน แมคฮิจานิ ประธานของสถาบันถังความคิด(Think Tang) เพื่อการวิจัยพลังงานและสิ่งแวดล้อมของวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา รายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาจะเป็นกลางทางคาร์บอนโดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ เขากล่าวว่าเป้าหมายของการมีคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์มีความจำเป็นในการลดอันตรายที่เกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

-    ทุกวันนี้ ต้นทุนด้านพลังงานลมเป็นสิ่งที่ปราศจากของเสียมลพิษและมีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับพลังงานนิวเคลียร์

-    การคมนาคมขนส่งคิดเป็น 13% ของการแพร่แก็สเรือนกระจกในโลก นักสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้งมูลนิธิก้าวที่สูงขึ้น(Step It Up) บิล แมคคิบเบนแถลงว่า นอกจากการเดิน การขี่จักรยาน หรือโดยสารรถขนส่งสาธารณะ ยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้า สกุตเตอร์ จักรยาน และรถไฟพบว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดที่ได้รับจากเทคโนโลยีที่มีอยู่

-    โครงการอ็อฟเซทผ่านองค์การต่างๆ เช่น คาร์บอนฟาวด์ ดอท โออาร์จี (carbonfound.org) สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้

-    โมนาโคเสนอเงินจูงใจต่อพลเมืองเพื่อสนุนในการซื้อรถพลังงานสะอาด

-    การอนุรักษ์พลังงานเป็นวิธีที่ถูกที่สุด เร็วที่สุดในการลดการใช้พลังงาน รวมทังการใส่กระจกสามเท่า อุดรอยรั่วทั้งหมด และการหุ้มฉนวนบ้านของคุณ

-    ติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการใช้กระแสไฟฟ้า และเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์




ทางแก้ปัญหาที่ 4

การปลูกป่าทดแทน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ 300 คนจากทั่วโลก ลงนามประกาศ ณ การประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ที่เกาะบาหลี เริ่มต้นกล่าวว่าถ้าเราสูญเสียป่า เราก็พ่ายแพ้ในการต่อสู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-    การลดการส่งจดหมายขยะประมาณว่าเฉลี่ยบ้านเรือนในสหรัฐอเมริกาได้รับจดหมายขยะและใบโฆษณา ซึ่งทำลายป่าของภูเขาร็อกกี้ สวนสาธารณะแห่งชาติทุกๆ 4 เดือน บริษัทต่างๆ เช่น www.greendimes.com ช่วยผู้คนให้ลดจดหมายขยะได้ถึง 90%และปลูกต้นไม้ชดเชยหนึ่งต้น สำหรับแต่ละใบโฆษณาที่ถูกยกเลิก

-    ในโอเวน ซาวด์ แคนาดา กลุ่มต้นไม้ของออนแทรีโอ สอนประชาชนถึงเทคนิคการปลูกต้นไม้และแนะนำพวกเขาถึงโครงการกระตุ้นการเก็บภาษีป่าซึ่งเสนอการลดภาษีทรัพย์สินถึง 75% เพื่อการปลูกต้นไม้ชดเชยภาวะโลกร้อน

-    วันที่ 1 เมษายน 2551จดหมายจาก ดร.เจมส์ แฮนเซน ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เควิน รูด โดยบอกว่าพวกเราอยู่ในจุดที่ ผู้นำที่กล้าหาญเป็นสิ่งจำเป็น ผู้นำที่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การจะเอาชนะเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่เร่งด่วนและสำคัญเพื่อการบรรเทาวิกฤติทางสภาพภูมิอากาศที่เริ่มปรากฏให้เห็นรางๆ วิธีที่สามารถทำได้ขณะนี้ยังคงนำโลกไปสู่หนทางที่ลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



เราต้องรักษาดวงดาวนี้ไว้เพื่อที่เราจะได้อยู่ได้ก่อน เพราะว่าถ้าน้ำแข็งละลายหมด ถ้าขั้วโลกละลายหมด และจากนั้นถ้าทะเลอุ่นขึ้นแล้วก๊าซก็จะถูกปล่อยออกมาจากมหาสมุทร และเราทั้งหมดก็จะถูกพิษจากก๊าซจากมหาสมุทร….Supreme Master Ching Hai



                    Be Veg,Go Green 2 Save The Planet
                สำหรับข้อมูลเร่งด่วนสามารถรับชมได้ที่
                 www.SupremeMasterTv.com/SOS
				
11 กันยายน 2553 01:46 น.

การวิจัยเรื่องโลกร้อนล่าสุด...

คีตากะ

การวิจัยล่าสุดถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน



antarktic%20zagrijavanje.jpg-    ตามที่นักวิจัยของสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาทวีปแอนตาร์กติกกาซึ่งเป็นทวีปที่เหมือนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอายุกว่า 30 ล้านปี ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นกว่า 10 องศาฟาเรนไฮห์ตั้งแต่ปี 1950

-    การศึกษาโดยศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ(NCAR) พบว่าข้อมูลการละลายของน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในฤดูร้อนล่าสุดขยายไป 1,000 ไมล์เข้าไปในพื้นที่ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว(permafrost) ซึ่งปกติจะเยือกแข็งตลอดทั้งปี

-    ภาพถ่ายดาวเทียมในเดือนสิงหาคม 2008 แสดงการละลายของธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่งของกรีนแลนด์ กำลังเร่งระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นจากการละลายทางด้านทิศใต้ของกรีนแลนด์

-     นักวิทยาศาสตร์ดาวเทียมของสหรัฐอเมริกา แจ้งว่าน้ำแข็งอาร์กติกที่หายไปในปี 2008 มากกว่าในปี 2007 พร้อมการคาดการณ์ว่ามันจะหายไปทั้งหมดในอีกไม่ช้า ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียความสามารถของอาร์กติกในการสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปสู่ห้วงอวกาศ

-    ธารน้ำแข็งของที่ราบสูงทิเบตได้ลดขนาดลง 82% จากการที่ต้องเผชิญกับการร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งอาจจะทำให้รูปแบบของอากาศปั่นป่วนในเอเชียและเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำที่ใช้โดยประชากรราว 1 พันล้านคน

-    ความร้อนที่กำลังเพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุทำให้ธารน้ำแข็งละลาย น้ำท่วมและนำไปสู่การปิดตัวลงของส่วนสาธารณะแห่งชาติของแคนนาดาชื่อ “ อุยยุทตัก(AuyuittuqX” ในที่สุด ซึ่งก่อนหน้ารู้จักกันว่าเป็น”ดินแดนที่ไม่เคยละลาย”

-    กลุ่มผู้นำนักธารน้ำแข็งวิทยาระดับโลกเตือนอันตรายเรื่องอัตราเร็วในการละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอนดีสในเปรูที่กำลังละลายหายไป

-    ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุให้แผ่นน้ำแข็งขนาด 8 ตารางไมล์แตกตัวออกจากเกาะวาร์ดฮันท์ (Ward Hunt) ในอาร์กติกของแคนนาดา ขณะที่ก่อนหน้านี้หิ้งน้ำแข็งขนาด 3,500 ตารางไมล์ใกล้กับเกาะเอลเลสเมีย (Ellesmere) หดตัวเป็น 5 ส่วนเล็กๆ มีขนาดรวมเหลือแค่ 400 ตารางไมล์

-    นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลของรัสเซียทำการวิจัยทางเรือตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไซบีเรียเมื่อเร็วๆ นี้พบพื้นที่มากมายของทะเลกำลังปล่อยมีเทนปริมาณ 100 เท่ากว่าพื้นที่ปกติซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในการเร่งภาวะโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

-    นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนพบปริมาณมีเทนเหนือและใต้น้ำนอกชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของไซบีเรียเนื่องจากมีสภาวะร้อนขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้มีเทนถูกปลดปล่อยจากช่องรูเล็กๆของชั้นดินเยือกแข็งใต้พื้นทะเล

-    นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเบรเมน (Bremen) ในเยอรมัน มีข้อสรุปว่าทั้งทางช่องแคบด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือทางตอนเหนือของแคนนาดาและด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือทางตอนเหนือของรัสเซียมีการละลายของน้ำแข็งทะเล นั่นหมายความว่าการล่องเรือรอบช่องแคบน้ำแข็งอาร์กติกสามารถทำได้ขณะนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 125,000 ปีโดยประมาณ

-    นักวิทยาศาสตร์อังกฤษยืนยันว่าน้ำแข็งอาร์กติกขณะนี้กำลังละลายแม้แต่ในฤดูหนาว

-    สถาบันวิจัยน้ำและบรรยากาศแห่งชาตินิวซีแลนด์รายงานว่าน้ำแข็งถาวรปริมาณ 2.2 ล้านตันได้หายไปจากธารน้ำแข็งของประเทศระหว่างเดือนเมษายน 2550 และเดือนมีนาคม 2551

-    นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ในกรุงนิวเดลฮี อินเดีย กล่าวว่าภาวะโลกร้อนกำลังเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งแกงโกทริ (Gangotri) หดหายไปประมาณ 850 เมตรและยังละลายต่อเนื่องในอัตรา 17 เมตรต่อปี

-    ตามรายงานของบริษัทน้ำที่สำคัญของชิลี ธารน้ำแข็งอีชัวร์เรน (Echaurren) และธารน้ำแข็งรอบๆ กำลังหดหายไปด้วยอัตรา 12 เมตรต่อปี ซึ่งเป็นสาเหตุให้แม่น้ำที่ส่งน้ำ 70% ไปหล่อเลี้ยงประชาชน ในเมืองหลวงชื่อซานติเอโก (Santiago)  ต้องเหือดแห้งไป

-    การศึกษาโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติและศูนย์บริการตรวจติดตามธารน้ำแข็งโลกพบว่า 35-40% ของพื้นที่ธารน้ำแข็งรวมในเทือกเขาเทียนซาน (Tien Shan) ในช่วงคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ได้หายไปเมื่อศตวรรษที่แล้ว

-    นักสมุทรศาสตร์ ดร.เดวิด คาริสัน ผู้อำนวยการโครงการปีขั้วโลกสากล กล่าวว่าการสูญเสียน้ำแข็งอาร์กติกไปจนหมดจะมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสภาพภูมิอากาศและรูปแบบของอากาศ การละลายของชั้นดินเยือกแข็งในบริเวณซึ่งจะสังเกตุได้ว่ากำลังทำลายสิ่งก่อสร้างและกำลังต้องการการปรับเปลี่ยนชีวิตของประชากรในท้องถิ่น

-    ตามรายงานของผู้แทนด้านสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ประชาชนชาวอังกฤษ 2 ล้านคนไม่ตระหนักเลยว่าบ้านของเขาและสมบัติข้าวของจะหายไปอย่างรวดเร็วจากการเพิ่มสูงขึ้นของแม่น้ำและการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล ในปี 2550 น้ำท่วมครั้งรุนแรงส่งผลกระทบต่อบ้าน 55,000 หลัง 1,000 ครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่จัดไว้ให้



brazil-stephenferry-getty460.jpgทรัพยากรทางธรรมชาติ

-    ความต้องการน้ำในนามิเบียถูกคาดการณ์ว่าจะมากเกินกว่าแหล่งผลิตในปี 2558 สำหรับประเทศที่แห้งแล้งที่สุดในส่วนของทะเลทรายซาฮาร่า แอฟริกา

-    รายงานใหม่โดยนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงของออสเตรเลียทำนายว่าประเทศจำเป็นจะต้องเตรียมเผชิญกับภาวะแห้งแล้งเป็นสองเท่าและการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน 10 เท่าตัวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

-    ดร.เซมิห์ อีเคอร์ซิน แห่งมหาวิทยาลัยอกาซาเรย์ (Aksaray) เตือนว่าทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเคยใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของตุรกีได้หดลงไป 85% เนื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งอาจจะอันตธานหายไปภายในปี 2558

-    ผลเก็บเกี่ยวของข้าวสาลีลดลง 40% เทียบกับปี 2550 เนื่องมาจากความแห้งแล้งในเขตตะวันออกเฉียงเหนือเป็นปัญหาต่อการพึ่งพาตนเองทางด้านอาหารของประเทศ

-    กองทุนสัตว์ป่าของอังกฤษรายงานว่าระบบแม่น้ำเทมส์จะมีน้ำน้อยลงอีก แต่อันตรายที่ใหญ่กว่ามาจากน้ำท่วมเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

-    ต้นไม้โบราณของอังกฤษอย่าง ต้นโอ๊ค ต้นบีช ต้นแอสกำลังถูกทำลาย พวกมันไม่สามารถทนสภาพอากาศที่เข้ามาได้จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

-    ต้นซีดาร์ของเลบานอน บางต้นมีอายุนับพันปีต้องเผชิญกับการสูญพันธุ์จากภาวะโลกร้อน

-    ท่ามกลางปริมาณน้ำฝนที่ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิในรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียอย่างวิคตอเรียและทาสมาเนียได้ขึ้นไปสูงสุด

-    นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์มอนท์สหรัฐอเมริกา พบว่าต้นไม้ที่ชอบอากาศเย็นบนภูเขากรีนเมาเท้น(Green Mountains) ของรัฐได้เดินทางสูงขึ้นไปอีก 400 ฟุตในรอบกว่า 40 ปี

-    สถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติรายงานว่า ป่าอะเมซอนหายไปเพิ่มขึ้น 69% หรือมากกว่า 3,327 ตารางกิโลเมตรในเวลาเพียงหนึ่งปี สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการเนื้อสัตว์และถั่วเหลือง 74% ของป่าถูกใช้ไปเพื่อการเลี้ยงปศุสัตว์

-    วารสารธรณีวิทยาทางธรรมชาติได้ตีพิมพ์การค้นพบจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา นักวิทยาศาสตร์ สการ์โบโรชได้ค้นพบว่าภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของดิน กำลังเป็นสาเหตุให้มันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ระดับ CO2 เพิ่มขึ้นทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้ดินปล่อยแก็สเรือนกระจกปริมาณมากขึ้นออกมาและเกิดเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

-    ปัจจุบันระดับโอโซนเหนือพื้นดินได้เป็นที่น่าสังเกตว่าเพิ่มมากขึ้นถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกันจากก่อนยุคอุตสาหกรรม ความเข้มข้นที่สูงขึ้นนี้ เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ลดการเจริญเติบโตลง 7% ตั้งแต่ท้ายปี 2343 จากการตีพิมพ์การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ในวารสารวิทยาศาสตร์ชื่อโกลบอล เชง ไบโอโลจี (Global Chang Biology)

-    แมนเฟรด แลง ศาสตราจารย์ด้านธรณีฟิสิกส์ แห่งศูนย์วิจัยพลังงาน สิ่งแวดล้อมและน้ำของไซปรัส แถลงว่าประเทศที่เป็นเกาะมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นทะเลทรายเนื่องมาจากความแห้งแล้งจากภาวะโลกร้อน



sea_level_rising_myth.jpgมหาสมุทร

องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ(FAO) รายงานว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสัมพันธ์กับอุณหภูมิของน้ำทะเลอันเป็นผลไม่ดีกับเมตาโบลิซึมของปลา อัตราการเจริญเติบโต การแพร่พันธุ์ และการมีโอกาสติดเชื้อเป็นโรคได้ง่าย

นักวิจัยจากอินเตอร์เนชั่นแนล โครอล รีเสริร์ซ ซิมโพเซียม (International Coral Research Symposium : ICRS) ในฟอร์ท ลอเดอเดล ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา พบว่าเกือบหนึ่งในสามของสายพันธุ์ปะการังมากกว่า 700 ชนิดทั่วโลกปัจจุบันเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเป็นกรดของน้ำทะเล

การศึกษาใหม่โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาได้รับการเปิดเผยว่ามหาสมุทรโลกร้อนขึ้น 50% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เร็วกว่าความเข้าใจก่อนหน้าที่เคยรายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ในปี 2550

ศาสตราจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ สตีเว้น ติมาร์โค แห่งมหาวิทยาลัยเอ& เอ็ม เท็กซัส สหรัฐอเมริกา แถลงว่าแม่น้ำที่เต็มไปด้วยปุ๋ยไนเตรทที่เพิ่มมากขึ้นไหลออกมาจากการเกิดน้ำท่วมเมื่อเร็วๆ นี้ในสหรัฐอเมริกามีโอกาสเป็นสาเหตุให้เกิดพื้นที่มรณะทางน้ำขนาด 7,900 ตารางไมล์ในอ่างเม็กซิโกขยายใหญ่มากขึ้นอีก

สมาพันธ์แห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ(IUCN) ตั้งอยู่ในประเทศสวิตซ์ รายงานว่าแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งมีความสำคัญมากในด้านการเป็นแหล่งที่อาศัยและอาหารสำหรับสัตว์ทะเลหลายสายพันธุ์จำนวนมากกำลังลดลงหายไปเนื่องจากภาวะโลกร้อน

หมู่บ้านทางตอนใต้ของรัฐกูจาราชของอินเดียกำลังถูกคุกคามจากการถูกกัดเซาะชายฝั่งทะเล เนื่องจากภาวะโลกร้อน เชื่อมโยงกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตลอดพื้นที่ 25 ตารางกิโลเมตรของเกาะวีซู ในประเทศจีน หาดทราย ชายฝั่ง และป่ากันชนกำลังจมลงไปกับระดับน้ำที่สูงขึ้นระดับเดียวกับหน้าต่างภายนอกของบ้านที่อยู่อาศัย 15,000 หลังคาเรือน

การศึกษาใหม่โดยทีมของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิ่น สหรัฐอเมริการายงานว่าแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ที่กำลังละลายเนื่องจากภาวะโลกร้อนอาจเป็นเหตุให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึงหนึ่งถึงสามนิ้วต่อปี

รายงานจากกองทุนสัตว์ป่าโลกเปิดเผยว่าทรัพยากรจำนวนมากเช่น น้ำซึ่งเป็นต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมถูกใช้ไปเพื่อผลิตเนื้อสัตว์

หน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ออสเตรเลีย แถลงว่าชาวออสเตรเลียถึง 80% จะได้รับอันตรายจากการท่วมสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล



AF2T2T.jpgมนุษย์

-    ประธานาธิปดีอาร์เจนติน่า คริสติน่า เฟอร์นานเดส เดอ เคอชเน่อร์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ใน 5 จังหวัดที่ได้รับความแห้งแล้งยาวนานนับเดือนซึ่งเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปี

-    เกือบ 2 ล้านคนในเมืองโบห์ลา เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของบังคลาเทศเป็นพวกแรกๆ ที่กำลังได้เห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในแต่ละชั่วโมงคนบังคลาเทศ 11 คนสูญเสียบ้านของพวกเขาไปกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

-    เนื่องจากความแห้งแล้งที่ยาวนานที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ชาวโซมาเลียมากกว่า 15,000 คนจากบริเวณกัลกาดัดได้ละทิ้งบ้านเรือนของตนและย้ายไปอยู่แค้มป์สำหรับคนที่อพยพต่างมีความหวังที่จะพบแหล่งน้ำและการได้รับความช่วยเหลือ

-    องค์การสหประชาชาติรายงานว่าธารน้ำแข็งที่หดตัวลงในเทือกเขารเวนโซริของยูกานดาและหิมาลัยของเนปาล ทะเลสาบที่กำลังระเหยเหือดแห้งไปในมาลี ชาด และเอธิโอเปีย และการสึกกร่อนของดินจากการทำลายป่าในเฮติ ทำให้มีผู้ลี้ภัยทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 ล้านคน

-    รายงานการวิจัยของเนเธอร์แลนด์แจ้งว่าการเพิ่มขึ้นของพาหะนำโรคเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของโรคอย่างเช่นโรคหืดหอบและภูมิแพ้เช่นเดียวกับโรคมะเร็งผิวหนังและเชื้อโรคลีม(Lyme desease)

-    ความแห้งแล้งที่เข้าโจมตีจาว่าทางตะวันตก ในเดือนสิงหาคม 2551 มาพร้อมกับการสูญเสียพืชผลทางการเกษตรนาข้าวมากกว่า 4,000 ไร่ ใน 12 ตำบล ชาวนา 12,000 คนต่างได้รับผลกระทบ

-    การสำรวจทางภูมิศาสตร์ของอินเดียแจ้งว่าการเกิดแผ่นดินแยกในบาลาซอร์เมื่อเร็วๆนี้ เป็นสาเหตุให้ต้องมีการโยกย้ายอพยพผู้คน ล้วนมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน

-    การประชุมที่จัดขึ้นสำหรับนักข่าวสมาชิกสื่อมวลชนที่แอฟริกาใต้มุ่งเน้นความสำคัญไปที่ความเชื่อมโยงกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับความล้มเหลวในการเพาะปลูกพืช

-    นักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาอ้างถึงเหตุการณ์ที่รัฐมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกาว่า ฟาร์มโคนมเป็นสาเหตุให้ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบต้องหนีออกจากบ้านเนื่องมาจากสารไฮโดรเจนซัลไฟด์มีระดับที่สูงขั้นอันตราย ซึ่งแก็สพิษนี้สร้างมาจากกิจการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ขยายใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ

-    องค์การสหประชาชาติประกาศในเดือนมิถุนายน 2551 ว่าชาวแอฟริกาตะวันออกมากกว่า 14 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนด้านอาหาร เนื่องมาจากความแห้งแล้งเป็นสาเหตุให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก ราคาอาหารและเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

-    อีหร่านยังคงนำเข้าข้าวสาลีต่อไปอีก จากการที่ผลผลิตภายในประเทศตกลงมา 20% ในปีที่ผ่านมาเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนประจำปีลดน้อยลง 50%

-    รัฐบาลประเทศออสเตรเลียรายงานว่าแหล่งน้ำของประเทศจะไม่เพียงพอใช้ภายหลังปี 2552 เนื่องจากเวลานี้ประเทศตกอยู่ในสภาวะแห้งแล้งขั้นรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี

-    ซากพืชในที่ลุ่ม(peat bogs) ของอลาสก้า สหรัฐอเมริกา แห้งไปมากจากสาเหตุสภาพภูมิอากาศร้อนขึ้น กำลังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าและกำลังปล่อยมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับความร้อนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

-    การทำเหมืองแร่ที่ขาดการควบคุมและกิจกรรมที่ไม่ยั่งยืนอื่นๆ ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้หลายเกาะในอินโดนีเซียตกอยู่ในอันตราย ซึ่งเกาะจำนวน 24 แห่งจมหายไปแล้วใต้ท้องทะเลและเกาะอื่นๆอีก 2,000 แห่งกำลังเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน

-    รายงานจากองค์การศึกษาและวิจัย สถาบันนโยบายแห่งโลก ในสหรัฐอเมริกาแจ้งว่าปลาขนาดใหญ่ในทะเล 90% หายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเนื่องมาจากการประมงที่มากเกินไป

-    การสำรวจโดยสถาบันวิจัยนโยบายด้านอาหารนานาชาติในเอธิโอเปียและแอฟริกาใต้พบว่าเนื่องจากการขาดแคลนแหล่งทรัพยากรอย่างมาก ชาวนาจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อปรับตัวเรื่องการเพาะปลูกพืชท่ามกลางสภาวะโลกร้อน


3_61_112407_wildfire_california.jpgสัตว์ป่า

-    รัฐสภาของออสเตรเลียเร่งการป้องกันเชื้อโรคให้ผึ้งของประเทศเพื่อให้พวกมันดำเนินกิจกรรมการผสมเกสรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูกและการขยายพันธุ์พืชมากมาย

-    การวิจัยของสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าสัตว์เลื้อยคลานจำนวน 30 สายพันธุ์และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกำลังเคลื่อนย้ายไปสู่ที่สูงกว่าเพื่อที่อยู่อาศัยที่เย็นกว่าเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน

-    การศึกษาโดยนักนิเวศน์วิทยาของสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์อาจจะสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในบางชนิดอาจจะสูญพันธุ์ถึง 100 เท่าเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้

-    ดร.รัสเซล มิตเตอร์มิเออร์ หัวหน้าสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติรายงานว่าเกือนครึ่งหนึ่งของสายพันธุ์ลิงเล็กและลิงใหญ่อยู่ภายใต้ภัยการคุกคามจากการสูญพันธุ์เนื่องจากกิจกรรมเช่น การทำลายป่าและการล่าสัตว์เพื่อกินเนื้อ สัญญาณเตือนภัยเพิ่มมากขึ้นเกือบ 10% จากการศึกษารูปแบบแค่เพียง 5 ปีที่ผ่านมา

-    นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตุเห็นหมีขั้วโลก 9 ตัวในทะเลชุกชีนอกชายฝั่งอลาสก้า สหรัฐอเมริกาพยายามที่จะไปที่ช่องน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกซึ่งละลายไปแล้วเป็นระยะทาง 400 ไมล์ ซึ่งไกลเกินกว่าหมีจะมีชีวิตอยู่รอดได้

-    ประชากรนกในอเมริกาเหนือลดจำนวนลงอย่างน่าวิตกเกี่ยวโยงกับการสูญเสียที่อยู่อาศัยเนื่องจากการสร้างเมืองพร้อมกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-    ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา การศึกษาสองชิ้นแสดงให้เห็นว่าการร้อนขึ้นของดาวเคราะห์โลกทำให้นกจำนวนมากขยายเขตแดนขึ้นไปทางเหนือ พืชและต้นไม้ 90% ได้ย้ายถิ่นสูงขึ้นไปกว่า 200 ฟุต

-    สถาบันคุ้มครองพื้นที่และสัตว์ป่าของฟิลิปปินส์กล่าวว่าสายพันธุ์สัตว์ของชาติ 50% ตกอยู่ในอันตราย บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ในเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นพวกที่พบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียว

-    กองทุนสัตว์ป่าโลกรายงานว่าเหลือเวลาเพียงน้อยนิดที่จะออกจากจุดปลายสุดที่ย้อนกลับไม่ได้เนื่องจากการทำลายป่าและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในเขตป่าฝนอะเมซอน

-    สมาพันธ์อนุรักษ์ธรรมชาตินานาชาติ(IUCN) ระบุว่าเกือบหนึ่งในสามของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่รู้จักเกือบ 6,000 ชนิดในปัจจุบัน ได้ถูกคุกคามจากการสูญพันธุ์ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สรุปว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุหนึ่งและอีกสาเหตุมาจากการใช้สารเคมีอะทราซีนที่เป็นอันตรายต่อพืช (ยาปราบศัตรูพืช)

-    ภาวะโลกร้อนในแอฟริกาได้ทำลายสัตว์ป่าเมื่อแม่น้ำและทะเลสาบในแอฟริกาแห้งขอดและตาน้ำที่กำลังหายไป

-    ภาวะโลกร้อนเป็นอันตรายต่อหนูเลมมิ่งของนอร์เวย์ด้วยหิมะที่เปียกผลจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นกำลังทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน

-    ด้วยตัวเลขการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตถึง 3 เท่า รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของบราซิล นายคาร์ลอส มินค์ยืนยันว่าประเทศของเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะหยุดความเสียหายที่จะมีต่อไปโดยการขยายโครงการคุ้มครองออกไป

-    สมาคมยูเคส์ รอยัล โซไซตี้เพื่อการคุ้มครองนก ระบุว่านกบางสายพันธุ์ลดจำนวนลงมากกว่า 85% พร้อมกับคู่นกในฟาร์มเลี้ยงลดลงมากกว่า 50% มาตั้งแต่ปี 2503 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มพัฒนาใช้ยาปราบศัตรูพืชภายในฟาร์ม

-    ดร.แพร์รี่ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ของสหประชาชาติแถลงว่าครึ่งหนึ่งของสายพันธุ์ต้นไม้ทั้งหมดในอะเมซอนเผชิญกับการสูญพันธุ์เป็นผลมาจากการทำลายป่าและภาวะโลกร้อน

-    กองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิการสัตว์ รายงานว่าการลดลงของประชากรหมีขั้วโลกบริเวณอาร์กติกของรัสเซียส่วนใหญ่เนื่องมาจากการละลายของน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อน

-    อาร์กติก รีพอร์ท คาร์ด แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิในฤดูใบไม้ร่วงที่สูงขึ้น 5 องศาเซลเซียสบริเวณอาร์ติกกำลังนำไปสู่การลดลงของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์

-    ตามรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF)เมื่อเร็วๆ นี้ กล่าวว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นในแอนตาร์กติกจากภาวะโลกร้อนกำลังคุกคามการอยู่รอดของพวกนกเพนกวิน

-    ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าแสดงความเป็นห่วงต่อการลดลงอย่างรวดเร็วของเต่าทะเลทรายโมเจฟบริเวณตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

-    การศึกษาที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษและจีนแถลงว่าสภาวะ
ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้หมีแพนด้ายักษ์ประมาณ 1,600 ตัวที่ยังเหลืออยู่ในป่าต้องย้ายที่แห่งใหม่เพื่อหาต้นไผ่สำหรับกินเป็นอาหาร

-    ผู้อำนวยการสัตว์และพืชพันธุ์ไม้ท้องถิ่นนานาชาติฟิลิปปินส์แนะนำให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่ออนุรักษ์ป่าในเกาะพาลาวาน

-    การศึกษาของเขตพื้นที่ลุ่มนานาชาติแสดงให้เห็นว่าการอพยพของประชากรนกไปยังแอฟริกาและยูเรเชียลดลง 40% เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการถูกทำลายที่อยู่อาศัยโดยมนุษย์

                      Be Veg , Go  Green 2 Save The Planet
                        www.suprememastertv.com
				
5 กันยายน 2553 18:11 น.

กำแพงสร้างขึ้นโดยเทพยดาเพื่อกักขังมนุษย์ปุถุชน.....

คีตากะ

ket.jpg     ปราศรัยโดย ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
ซีหู ฟอร์โมซา 28 ธันวาคม 1991 (เดิมเป็นภาษาจีน)





     เมื่อวันก่อน ฉันได้บอกพวกเธอเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า พวกเราทำไมจึงถูกกักกันไว้ที่นี่ได้อย่างไร ? ถูกขังไว้ที่ข้างนอกนี้และอยู่ในความดูแลของเทพยดา ทูตสวรรค์และผู้คุ้มครองจากสวรรค์ (A: จริงซิ) บางทีเธออาจจะถามฉันว่า แล้วพวกเขาจำกัดพวกเราไว้ได้อย่างไรเล่า ซึ่งสิ่งที่ว่านี้คือ ไตรภูมิ !
     ระดับแรกของการกักกันนั้นเปรียบเสมือนคุกในโลกเรานั่นเอง ซึ่งก็จะมีประตูอยู่สามถึงสี่ชั้น อย่างตอนที่ฉันไปเยี่ยมนักโทษที่เรือนจำฮัวเหลี่ยนในการปาฐกถานั้น ฉันก็ต้องผ่านทางเข้า เข้าไปถึงเจ็ดประตูด้วยกัน ถึงจะเข้าไปหาพวกนักโทษได้ ภายนอกเต็มไปด้วยกำแพงที่ล้อมรอบซึ่งตามข้างบนกำแพงมีแต่ลวดหนาม พวกที่ต้องโทษหนักก็ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนและพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะออกจากห้องคุมขังไปไหนได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะผ่านไปทางประตูได้เลย อย่างไรก็ดี ก็มีนักโทษบางคนที่สามารถไปไหนมาไหนได้อิสระ พวกเขาก็จะถูกให้ทำงานกวาดพื้น ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ บางคนก็มีอิสระมากหน่อยก็สามารถผ่านประตูออกไป และสามารถจะออกไปได้เกือบจะถึงกำแพงชั้นนอก !
      สถานการณ์นั้นจะคล้ายๆ กันกับพวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณ บางคนก็ผ่านไปถึงประตูที่สามหรือที่สี่ และไปได้ถึงภูมิภพระดับที่สี่แต่ก็ถูกปิดกั้นไว้ด้วยกำแพง เหลือเพียงประตูและกำแพงใหญ่นี้เท่านั้นที่จะต้องผ่านไปจึงจะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง นั่นคือสภาพที่พวกเราถูกกักขังไว้ภายในไตรภูมิ แล้วพวกเราถูกกักขังเอาไว้อย่างไรกันบ้างในระดับที่หนึ่งเรียกว่าโลกทิพย์ ?





upload-5W4QI17.jpg     ถูกผูกมัดไว้ด้วยความรู้สึกรักและผูกพันของโลกทิพย์

     อะไรคือสภาพภายในโลกทิพย์ ? ในโลกทิพย์นี้เขาใช้ความรักและความผูกพันมาบังตาเรา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการบังคับ ดุด่าหรือล่ามโซ่เลย เธอเข้าใจสภาพที่ว่านี้ไหม ? ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลายล้วนพัวพันอยู่ในความรักความผูกพัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง หรือแม้กระทั่งผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้ชายกับผู้ชาย
     เพียงความรักความผูกพันก็ใช้เป็นเครื่องมือได้ดียิ่งกว่าการใช้กรงขังและโซ่ตรวน พวกเราทั้งหมดนี้ก็ไม่มีทางจะเล็ดลอดไปได้เมื่อเราถูกผูกมัดไว้ด้วยความผูกพัน ! มันเป็นการยากสำหรับเราที่จะจากไปเวลาที่เราต้องการ ต้องใช้พลังความตั้งใจอย่างยิ่งยวด ต้องใช้การสำนึกผิดที่แรงกล้ามากที่กำเนิดจากภายใน หรือต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก และหรือต้องใช้ความปรารถนาที่จริงใจอย่างมาก จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลที่รู้แจ้ง เช่นนั้นเขาเหล่านั้นจึงจะให้การช่วยเหลือเราจนผ่านพ้นในระดับของโลกทิพย์ไปได้
     ถ้าหากพวกเรายังคงถูกผูกมัดไว้ด้วยความรักความผูกพันและเต็มไปด้วยสายสัมพันธ์ของความรักใคร่ เราก็ทราบได้ว่าเรายังคงอยู่ภายในระดับโลกทิพย์ ถึงตอนนี้เราเลิกพูดมากจะดีกว่าและมาตระหนักดูว่าเรายังคงไม่สามารถข้ามผ่านเกราะกำบังในระดับที่หนึ่งไปได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ตั้งแต่โบราณกาลมาผู้คนมักจะให้ความนับถือผู้ทรงศีลเพราะพวกเขาคิดว่าอย่างน้อยที่สุดพวกผู้ทรงศีลสามารถผ่านพ้นไปจากระดับโลกทิพย์ที่เป็นประตูแรก
เหมือนกันกับผู้ต้องขังที่อยู่ในคุก ที่บางคนก็ก่ออาชญากรรมที่รุนแรง ดังนั้นพวกนี้จึงถูกกักกันไว้ในกรงเล็กๆ ที่เล็กกระทั่งไม่สามารถจะยืนตรงได้ บางคนก็ต้องโทษรุนแรงกว่ากระทั่งต้องล่ามโซ่ตรวน และคนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะผ่านประตูด่านแรกออกไปได้เลย ผู้ต้องขังบางคนสามารถผ่านประตูออกไปช่วยกันทำงานในพื้นที่คุก ดังนั้นนักโทษพวกนี้จึงมีอิสระมากขึ้นและแน่นอนล่ะที่พวกลหุโทษในกรงเล็กๆ นั่นย่อมอิจฉาพวกที่ผ่านประตูเข้าออกได้ เพราะในห้องขังที่กระจิริดนั้นพวกเขาไม่ได้เห็นกระทั่งดวงตะวันหรือเห็นหน้าผู้คน กระทั่งญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ด้วยกันก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมกระทั่งทนายความก็ไม่ได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยม คนเหล่านี้กำลังรอความตายจากการประหารชีวิต แน่นอนล่ะที่พวกลหุโทษเหล่านี้ย่อมริษยาพวกผู้ต้องขังที่สามารถผ่านเข้าออกประตูด่านแรก และสามารถไปไหนมาไหนได้เสรี
     ก็เหมือนกันกับที่พวกเราคิดว่าพวกผู้บำเพ็ญทรงศีลทั้งหลายที่อยู่เหนือระดับของความรักความผูกพันและเป็นอิสระจากความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ เราก็เลยให้ความนับถือคนเหล่านี้ มิฉะนั้นแล้ว อะไรกันเล่าที่เป็นความแตกต่าง ? พวกลหุโทษไม่มีทางได้รับการยอมรับอย่างพวกผู้ทรงศีล ถ้าปราศจากการได้ก้าวข้ามระดับของความรักความผูกพันทีเป็นการคุมขังนี้ ! 
     มันยากมากที่จะผ่านออกไปจากด่านแรก แต่ถ้าหากเราสามารถฝ่าออกไปได้ละก็ ด่านต่อๆ ไปก็ไม่ยากที่จะก้าวผ่านถ้าหากผู้ต้องขังประพฤติตัวดีเท่านั้น ผู้คุมก็จะอนุญาตให้เขาไปไหนมาไหนเพื่อทำงานได้ หลังจากนั้นซักระยะหนึ่งจะมีการสังเกตว่าเขาทำงานดีขึ้น ก็จะได้รับความไว้วางใจมากขึ้น ในไม่ช้าเขาก็สามารถผ่านเข้าออกไปยังประตูที่สองได้ง่ายขึ้น ถ้าหากความประพฤติของเขาพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็ง่ายสำหรับเขาที่ออกไปได้ ไม่ใช่ออกจากคุก แต่คือจะได้รับอนุญาตให้ทำงานมากขึ้นและได้รับการไว้วางใจมากขึ้นจากผู้คุม เขาจึงไม่ต้องถูกกักขัง ดุด่าหรือเฆี่ยนตีสถานหนักนัก






23Angel_Kisses.jpg    ดินแดนแห่งเหตุและผล เป็นเรื่องยากที่จะหลุดรอดไปจากกฎแห่งกรรม

     เราเรียกดินแดนด่านที่สองนี้ว่าดินแดนของกฎแห่งกรรม มันทำหน้าที่อย่างไรนะหรือ ? คือสิ่งที่พวกเทพยดาหรือทูตสวรรค์รังสรรค์มันไว้เพื่อพวกเรา แม้ว่าภายหลังจากที่เราได้ข้ามผ่านพรมแดนในระดับที่หนึ่งไปแล้ว พวกเทวดาก็ได้เตรียมด่านที่สองนี้ไว้ ดังนั้นพวกเราจึงไม่สามารถที่ผ่านไปในทันทีทันใดเพื่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำความยุ่งยากในสวรรค์ และทำลายบรรยากาศที่สงบสุขของจักรวาล เพราะฉะนั้นจึงมีพรมแดนซ้อนพรมแดนเพื่อหยุดเรา และเพื่อให้เทพยดาได้ตรวจสอบเรา ถ้าหากเราได้สิทธิ์เข้าสู่อาณาจักรของสวรรค์ภายหลังการฟันฝ่าด่านกักกันในระดับที่หนึ่งนั้นได้ ก็จะก่อความยุ่งยากขึ้น ดังนั้นจึงมีด่านต่อไปที่จะกักเราเอาไว้
      แล้วที่นี้จะมีวิธีการอย่างไรที่ทูตสวรรค์จะใช้กับเราในตอนนี้นะหรือ ? เขาจะควบคุมพวกเราด้วยกฎที่ว่าด้วยเหตุและผล แต่เป็นเช่นไรนะหรือ ? วิธีการก็คืออะไรก็ตามที่เราทำไว้ในโลกนี้ ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว เราจะต้องกลับมารับทุกขเวทนา ถ้าทำดีเอาไว้ก็ต้องกลับมาเสวยผลบุญ และระหว่างที่เรากำลังมีความสุขอยู่กับผลบุญอยู่นั้น ก็อาจกำลังสร้างเวรกรรมชั่วไปด้วย ในระหว่างที่กำลังหลงระเริงอยู่ เราก็จะติดกับดัก เมื่อสถานการณ์กลับกลายเป็นเลวลง เราก็จะทุกข์ทรมานและเศร้าหมอง และในที่สุดก็จะทำให้ต้องประกอบกรรมชั่ว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็อันตรายต่อเราเสมอ และนี่ก็คือหลุมพราง
     พวกเราได้สร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพราะเราเคยทำไม่ดีไว้เมื่อก่อนหน้านั้น บรรดาเทพยดาในสวรรค์ต่างรู้สึกเห็นใจต่อปูมหลังของพวกเรา และสภาพที่รวดร้าวภายหลังที่ถูกตัดสินให้ลงมาเกิด พวกเขาก็เลยพูดกับพระเจ้าว่า “ให้พวกเราได้ลงมายังโลกจะได้เรียนรู้เพื่อปรับปรุงตัวอีกครั้ง หรือเพื่อเป็นการลดหย่อนผ่อนโทษ” เมื่อครั้งที่พระเจ้าได้แตะอาดัมกับอีฟลงมายังโลก นั่นก็คือการที่พระองค์ต้องการให้พวกเขามาชดใช้กรรม ! พวกเขาจะต้องทำงานหนักทุกวันเพื่อแลกขนมปัง โดยหยาดเหงื่อและแรงงานพวกเธอจึงจะได้กินขนมปัง ดังที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระองค์ได้ให้พรต่อพวกเขา !
      ในเวลาต่อมานานแสนนาน บรรดาลูกหลานและทายาทที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อกรรม ซึ่งสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้ก่อไว้โดยบรรพบุรุษ บรรดาเหล่าเทพยดาบนสวรรค์จึงได้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า “ได้โปรดให้พวกเราเหล่าเทวดาได้ลงไปช่วยพวกเขาเถิดด้วยเห็นแก่ความดีที่พวกเขาเคยทำไว้ และเหล่านั้นเป็นเพียงลูกหลานและทายาทของพวกเขา และพวกนี้ก็ก็ไม่มีจิตใจเลวร้ายอันใดเลย ความผิดและบาปต่างๆ นั้นเป็นของบรรพบุรุษ ดังนั้นโปรดให้โอกาสพวกเขาเถิด......”
     พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาหลังจากได้สดับฟัง ดังนั้นก็ตรัสว่า “ตกลง !”
     บรรดาเทพยดาทูตสวรรค์ทั้งหลายก็ได้ลงมาสั่งสอนพลังอำนาจเวทมนตร์และกรรมวิธีในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ด้วยเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้วิถีชีวิตมีความสะดวกสบายและช่วยบรรเทาทุกข์ทรมาน นอกจากนั้นยังส่งนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจลงมาสอนพวกเราในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นความลับของจักรวาลและสิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ ภายหลังจากที่พวกเราได้เรียนรู้ไปในบางส่วน เราก็ต้องการรู้มันทั้งหมด ก่อนหน้านั้นพวกเราเรียนรู้ได้ดีมาก ความคิดชั่วร้ายและความละโมบก็เกิดขึ้น พวกเรามีความภาคภูมิในการได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ขึ้นมา และคิดว่าพวกเรานั้นเทียบได้ราวกับเทวดา เราจึงได้บังคับให้เขาสอนเราทุกๆ อย่าง
     บรรดาเทวดาทูตสวรรค์ก็กล่าวว่า “ใจเย็นๆ ! จงจดจ่อกับสิ่งนี้ก่อน ดูซิว่าเธอทำได้ขนาดไหน แล้วสิ่งอื่นๆ จะตามมาในเวลาที่เธอได้พัฒนาในเรื่องศีลธรรมและปัญญาของเธอเรียบร้อยแล้ว มันยังไม่ถึงเวลา เราไม่สามารถสอนพลังอำนาจเวทมนตร์ที่อยู่ในระดับสูงสุดยอดให้เธอได้ในเวลานี้”
     อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังคงยืนกรานและขู่เข็ญต่อเทวดาว่า “ตอนนี้เรารู้จักทำสิ่งต่างๆ มากมาย ! เราสามารถผลิตอาวุธต่างๆ ได้ แถมยังมีอำนาจเวทมนตร์มากมาย ถ้าท่านให้การปฏิเสธเราอีก เราก็จะปล้นเอาดื้อๆ เลย” มันก็เหมือนๆ กันกับที่นักเรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว ต้องการจะสู้กับคนที่เป็นอาจารย์ แม้จะยังอ่อนหัดอยู่เท่านั้นก็คิดว่าตัวเองมีพลังอำนาจมากพอจะท้าทายต่อคนที่เป็นอาจารย์ ก็แน่นอนละ ที่เทวดาจะปฏิเสธว่า “ไม่มีทางซะหรอก ! อำนาจเวทมนตร์ชั้นสูงสุดและปัญญานั้นจะต้องไปด้วยกันกับคุณธรรมที่สูงส่ง มิฉะนั้นเจ้าอาจจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าเจ้าจะไม่รู้จักวิธีใช้มัน” แต่พวกเขาไม่ฟัง แถมยังย้ำว่าจะปล้นเสีย พวกเขามีอาวุธต่างๆ พร้อมและโจมตีเพื่อขู่เข็ญเอากับบรรดาเทวดาที่อยู่นั่น แล้วพวกเขาก็ทำสำเร็จถึงที่นั่นได้ และแล้วผู้คุมกฎแห่งจักรวาลก็มาถึง และได้ใช้อำนาจเวทมนตร์และอาวุธที่เหนือกว่าทำลายล้างอาวุธของพวกเราลง แล้วก็ส่งคนของพวกเรากลับมายังที่เดิมที่เคยเป็นอยู่ ซึ่งบ้างก็ไม่หวนกลับมาและตายลงที่นั่น เรื่องราวก็เป็นมาเช่นนี้ ตั้งแต่นั้นมาพุทธะและโพธิสัตว์ก็ไม่ไว้วางใจพวกเราอีก และคงไม่ให้อำนาจเวทมนตร์พวกเราอีกแล้ว แต่ถึงอย่างไร อำนาจเวทมนตร์ที่ได้มีการเรียนกันมาในชาติปางก่อนบ้างก็ไม่ได้ถูกกำจัดไปซะทีเดียว ฉะนั้นก็เลยยังคงเหลือร่องรอยไว้ที่พวกเราบางคน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนจึงสามารถร่ายเวทมนตร์คาถา ปลุกเสกสิ่งต่างๆ ได้ในทันทีแม้ว่าจะไม่อาศัยการเรียนรู้มาก่อนเลย สิ่งเหล่านี้เป็นความทรงจำที่หลงเหลือมาแต่ชาติปางก่อนนั่นเอง ซึ่งก็รวมไปถึงพวกที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดของปรมาณู ระเบิดดำ ระเบิดขาวและอีกสารพัดระเบิดอันมาจากคนชั่วร้ายทั้งสิ้น ! (อาจารย์กับทุกคนหัวเราะ)
     ภายหลังการทำลายล้างอาวุธแห่งจักรวาลของพวกเราลง พวกเทวดาก็กักขังเราไว้ที่นี่ พวกเขาจัดการขังเราไว้อย่างไรน่ะหรือ ? พวกเขาไม่ได้ใช้โซ่ตรวนหรืออำนาจเวทมนตร์ธรรดาทั่วไป เนื่องจากสิ่งเหล่านี้พวกเราเรียนรู้มาหมดแล้ว เรารู้วิธีจู่โจมและหลบหนีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเทวดาจึงวางแผนการที่แยบยลเพื่อปราบความก้าวร้าวของพวกเราด้วยการมีความรู้สึกถึงความรักความผูกพันและผลแห่งกรรม พวกเขาได้สร้างระบบกฎแห่งกรรมขึ้นเพื่อที่เราจะได้เกิดและตายลง โดยไม่จำเป็นต้องเสียแรงทำอะไรเราเลยด้วยซ้ำ เหลือเชื่อจริงๆ ! ไม่ว่าเธอจะทำสิ่งดีหรือเลวร้าย เธอก็จะต้องกลับชาติมาเกิดรับผลของมันอยู่ดี นี่คือความอัศจรรย์ ! ตั้งแต่นั้นมาพวกเราก็ถูกผูกมัดไว้จนบัดนี้ ไม่สามารถหลุดพ้นไปไหนได้ ไม่ว่าเราจะเพียรพยายามซักแค่ไหน ก็ไม่สามารถขึ้นไปได้
     มันเหมือนกับประตูใหญ่ของที่คุมขัง ที่เราจะต้องออกไปโดยผ่านมันออกไป การขุดอุโมงค์หรือความพยายามหลบหนีวิธีอื่นๆ นั้น ไม่ช้าไม่นานก็จะถูกจับกุมโดยตำรวจ ถ้าหากเธอถูกจับได้หนึ่งครั้ง โทษที่ได้รับก็จะเพิ่มขึ้นอีก และเธอก็ถูกกักขังหนาแน่นขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผู้คนที่บำเพ็ญให้ได้รับการหลุดพ้นและฝึกสมาธิด้วยตนเองจึงล้มเหลว พวกเขาพยายามที่จะขุดอุโมงค์หรือเจาะกำแพง ซึ่งเป็นการทำให้สภาพการณ์เลวร้ายลงไปอีก ที่เรารู้กันว่าการถูกเข้าสิงหรือถูกครอบงำ ฉะนั้นกฎแห่งกรรมนั้นคือโซ่ตรวนที่ล่ามหรือประตูที่กักขังเราไว้ที่นี่ นี่คือวิธีการของกฎแห่งกรรม มันถูกสร้างขึ้นโดยบรรดาเทพยดา มิฉะนั้นแล้วจะกักขังพวกเราไว้ที่นี่ได้อย่างไรกัน ?
     ว๊าว ! พวกเราเคยมีอำนาจเวทมนตร์แบบที่เวลาเราจะไปไหนใช้เวลาแค่พริบตาก็ไปถึงดาวจูปีเตอร์ ถึงดาวอังคาร หรือไปยังดวงอาทิตย์ แสวงหาด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และอำนาจเวทมนตร์ที่เกรียงไกร ไม่มีใครจะมาหยุดยั้งเราได้ เรามีภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่แต่เราเพียงได้ใช้มันไปในการทำสิ่งที่ชั่วร้าย แล้วมนุษย์ก็ยังคงอยู่ในความป่าเถื่อนและผิดศีลธรรม พวกเขาจะไม่ฟังคำสอนในเรื่องของศีลธรรมกัน !
     บางทีบรรดาเทวดาบนสวรรค์คงคิดว่าพวกเรามีความเมตตากรุณาอย่างเขากระมัง ดังนั้นก็เลยไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของศีลธรรมกัน พวกเขาไม่สั่งสอนผู้คนให้อยู่ในศีลห้าและให้รับการประทับจิตก่อนจะบำเพ็ญเพียรด้านสมาธิกัน พวกเขาเพียงแต่สอนผู้คนถึงวิธีการทำสมาธิ การกินเนื้อสัตว์นั้นไม่ได้รับการห้าม และเรื่องของศีลก็ไม่มีการยึดถือ ดังนั้นผู้คนจึงได้ไม่พัฒนาด้านศีลธรรมและคุณลักษณะในทางความเมตตากรุณา เพราะถ้าหากบุคคลที่ไร้ศีลธรรมได้ครอบครองฐานะตำแหน่งทางการเมืองหรือมีอำนาจหน้าที่ระดับสูงแล้วล่ะก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อประชาชน
     ในอดีตกาล พวกทูตสวรรค์ได้กระทำผิดพลาดไปโดยการละเลยต่อการพัฒนาศีลธรรมจรรยาของพวกเรา และได้เล็งเห็นแต่เรื่องการเอาใจใส่ไปในทางวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว พวกเขาเห็นว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทนทรมานกับน้ำตาไหลรินและกับหยาดเหงื่อที่ตรากตรำตลอดวันแต่ก็ยังมีไม่พอจะกิน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกเลย และยังคงไร้เดียงสาต่อสรรพสิ่งที่มีวิวัฒนาการ พวกเขาได้ผลตอบแทนที่เล็กน้อยมากไม่ว่าจะทำอะไร เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าได้พิพากษาไว้ว่า “ด้วยหยาดเหงื่อและแรงงานของเจ้า เจ้าจึงจะได้กินขนมปัง” พระองค์ไม่ได้กล่าวว่าเจ้าจะต้องกักตุนอะไรและเก็บมันไว้ในธนาคาร พระองค์เพียงแต่กล่าวว่า “จงกินเท่าที่จะอยู่รอด” อย่างไรก็ดียังไม่ใช่เรื่องของธนาคารอีกนั่นแหล่ะ ! พระองค์ไม่ได้คิดถึงเรื่องการกักตุนเลย พระองค์กล่าวว่ามันเป็นการดีอยู่ถ้าหากเรามีพอใช้จ่าย พระเจ้าทรงซื่อตรงและสะอาดอย่างแท้จริง พระองค์ไม่เคยสอนอะไรที่เกี่ยวข้องกับธนาคารหรือการกู้ยืม (อาจารย์หัวเราะ) ดังเช่นระบบซึ่งไม่เคยมีอยู่แต่ไรมา
     ดังนั้นพอพวกทูตสวรรค์ได้มาเห็นมนุษย์อยู่ในสภาพทุกข์ยากแสนสาหัส ก็เลยให้ความสนใจไปทางที่เกี่ยวกับวัตถุและลืมเรื่องของศีลธรรมจรรยาที่มีความสำคัญยิ่งไปกว่า เพราะถ้าหากผู้คนทำผิดศีลธรรมก็จะมีแต่ความเสื่อมทราม ถ้ามีแต่การให้สิ่งต่างๆ แต่ในทางวัตถุ พวกเขาไม่เพียงแต่จะยึดถือ กอบโกยเพื่อความมั่งคั่งของตนเอง หรือไม่แบ่งปันให้กับผู้คนอื่นๆ เท่านั้น เมื่อใดที่เขามีพลังอำนาจและความมั่งคั่ง เขาก็จะใช้มันไปในทางสิ่งที่เลวร้ายต่างๆ ได้
     ถ้าเธอได้ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์หรือหนังสื่อต่างๆ เธออาจจะพบว่าประวัติศาสตร์ของพวกเรานั้นเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ขุนนางระดับสูงที่ทุจริต พวกนี้จะหาประโยชน์เอาจากประชาชนและปล้นชิงเอาทรัพย์สินของประชาชน ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงเท่าไรก็ยิ่งกลายเป็นความเลวร้ายมากเท่านั้น ผลสุดท้ายรัฐบาลทั้งหมดก็พังทลาย ถ้าหากว่าคนชั่วเหล่านั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขุนนางระดับสูง หากแต่เป็นชาวนาที่ยากจนแทน คนเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอันตรายอะไรได้มากนัก อย่างมากก็ทำได้แค่คดโกงพื้นที่นาของเพื่อนบ้านหรือหาเงินได้มากขึ้นจากผู้คนโดยการทำธุรกิจติดสินบน ตั้งแต่ระดับที่เป็นเจ้าหน้าที่ขึ้นไปก็สามารถคดโกงประชาชนได้มากมาย ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงเท่าไรก็ยิ่งข่มขู่ประชาชนได้มากเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไร้ศีลธรรมจรรยา
     ก็คล้ายๆ กับการที่ไม่มีใครสั่งสอนบรรพบุรุษของเราในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรม พวกเทวดาเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและเป็นผู้ที่มีคุณธรรมอยู่ในตนเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยคิดว่าพวกเราจะไร้ศีลธรรมจรรยา และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่พระเจ้าตัดสินให้พวกเราลงมารับโทษบนโลกนี้ การขาดแคลนศีลธรรมเป็นเหตุผลที่ชัดเจนแน่นอน ไม่เช่นนั้น เราก็น่าที่จะมีสิทธิ์สมควรที่จะอยู่บนสวรรค์ได้ ! เรามาที่นี่ก็เพราะคุณสมบัติที่บกพร่องของเรา เหมือนกับเด็กนักเรียนที่ต้องเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปีนั่นเอง เมื่อเห็นว่าพวกเราขาดแคลนสิ่งของทางวัตถุ พวกเทวดาก็เกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจพวกเราและรีบให้ความช่วยเหลือต่อพวกเรา เหมือนกันกับตอนที่เราไปช่วยผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ตอนที่เราไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฟิลิปปินส์ เราก็ให้ความช่วยเหลือเจือจานทางด้านวัตถุก่อนอื่น เพราะเราเป็นห่วงว่าพวกเขาอาจจะอดอยาก ดังนั้นเมื่อเราไปที่ฟิลิปปินส์ เอาแลค หรือว่าจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราจะไม่ค่อยพูดถึงสิ่งอื่น เราจะย้ำกับพวกเขาแต่เพียงว่า “ความช่วยเหลือที่พวกเราจัดหาให้ทางด้านวัตถุนั้นอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยดูแลทางด้านจิตวิญญาณของพวกเขาและสอนให้พวกเขาสวดอธิษฐานภายในถึงพระเจ้าให้ท่านช่วย เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ตลอดกาล และหลังจากนั้นจึงค่อยแนะนำให้พวกเขาเป็นคนดี และพยายามที่จะเป็นมังสวิรัติ และจากนั้นก็แนะนำคำสอนแก่พวกเขาบ้างเพื่อช่วยให้เขาได้มีความเข้าใจ” ไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะคิดว่าเป็นการดีเพียงพอแล้วจะได้รับข้าวสาร อาหารและเงิน มันก็อาจจะดีอยู่ในชั่วเวลาสองสามเดือน แต่ก็ได้แค่เพียงช่วยค้ำจุนทางด้านร่างกายเท่านั้น วันนี้เราอาจจะมีร่างกายแต่ก็อาจจะสูญเสียไปในวันรุ่งขึ้น มันไม่มีทางที่จะปลอดภัยอยู่ได้ถาวร เมื่อเราช่วยเหลือผู้คน ความจริงแล้วการให้ความดูแลทางด้านร่างกายของพวกเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน มันอาจจะเสียหายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนพรุ่งนี้ก็ได้ หรือจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรืออาจจะถูกพัดพาไปพร้อมกับน้ำท่วม ไม่มีอะไรที่เราควรจะภาคภูมิใจในการช่วยเหลือกิจกรรมบรรเทาสาธารณภัย มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ กับการช่วยประคับประคองร่างกายมนุษย์เอาไว้ชั่วเวลาสองสามเดือน !
      ถ้าหากว่าคนเหล่านี้ตายลงในเวลาต่อมา พวกเขาก็ยังคงจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดบางอย่างเมื่อเขากลับมาอยู่นั่นเอง ถ้าหากเขารอดพ้นจากน้ำท่วมที่นี่ได้ เขาก็อาจผจญกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอีกสถานที่หนึ่งก็ได้ หรือไม่เขาอาจจะกลับมาเกิดอีกครั้งและตกอยู่ในอันตรายจากอัคคีภัย.....ไม่มีอะไรที่แน่นอน ! ดังนั้นเราจึงใช้โอกาสนี้เพื่อบอกวิถีทางแห่งการหลุดพ้นแก่พวกเขา แนะนำให้พวกเขาหันมาทานอาหารมังสวิรัติ หรือให้สวดถึงพระเจ้า สำนึกผิดอย่างจริงใจ ให้ท่านช่วยเหลือ แล้วบางทีพวกเขาอาจจะได้พบกับอาจารย์ผู้รู้แจ้งเมื่อพวกเขากลับมาเกิดอีกในชาติต่อไป นี่จึงเป็นการช่วยบรรเทาภัยพิบัติอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น เราก็อาจจะช่วยเหลือพวกเขาได้ในตอนนี้ แต่เขาก็ยังคงต้องพบกับภัยพิบัติอย่างอื่นอีกในไม่ช้า ใครล่ะที่จะสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีวาตะภัย แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นอีก ?
     นั่นเป็นครั้งแรกที่เหล่าเทวดาได้ติดต่อกับมวลมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ! แต่ก่อนนี้ ตอนที่ลูกศิษย์ที่เป็นนักบวชของเราจัดให้มีการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พวกเขาก็ไม่ได้นึกถึงข้าวของต่างๆ อย่างถี่ถ้วนเช่นกัน พระเจ้าเองก็ไม่ได้คิดถึงมันมากนัก เพราะท่านมัวเพลิดเพลินอยู่กับเหล้าองุ่นและสรรพสิ่งอันปราณีตงดงามบนสวรรค์ ! ถ้าพวกมนุษย์ตกอยู่ในความเจ็บปวดอย่างสาหัส นั่นมันก็เป็นเรื่องของพวกเขา พระเจ้าไม่ได้ทุกข์ทรมาน ดังนั้นท่านจึงไม่รู้เรื่อง ! ดังนั้นทำไมเธอจึงพบว่าคนรวยบางคนนั้นไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคนยากจน พวกเขาไม่ใช่ว่าจะชั่วร้ายหรือว่าขี้เหนียว แต่เขาไม่รู้ว่าความทุกข์ทรมานแบบใดกันที่คนยากจนต้องการจะให้เขาช่วยเหลือ การที่ตนเองมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เราจะไม่สามารถรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของคนที่เจ็บป่วยได้ มันก็เหมือนกับคนที่พูดว่า : เราไม่อาจที่จะเข้าใจถึงความหมายของความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อแม่ได้ ถ้าหากว่าตัวเรานั้นไม่เคยได้ให้กำเนิดทารก นี่เป็นความจริงอย่างที่สุด
       ฉันเองก็มีประสบการณ์เดียวกันนี้ เฉพาะเวลาที่ฉันไม่สบายฉันจึงจะคิดถึงความเจ็บปวดของผู้ที่เจ็บป่วย ฉะนั้นเวลาที่ฉันไม่สบาย ฉันจะไม่อธิษฐานให้ตัวเองหายป่วย เพราะฉันกลัวว่าฉันอาจจะลืมความเจ็บปวดของผู้ป่วยไข้ไม่สบายในเวลาที่ฉันหายดีแล้ว ดังนั้นฉันจึงปล่อยให้มันเป็นไป และไม่สวดอธิษฐานอะไร ! เวลาที่ฉันอธิษฐาน ฉันก็จะขอกับพระเจ้าว่า “ถ้าหากว่าเป็นไปได้ ก็ปล่อยให้ฉันตกอยู่ในความเจ็บป่วยเพื่อคนอื่นๆ เถิด ถ้าเพียงแต่ความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ทรมานของฉันจะสามารถแลกเปลี่ยนให้พวกเขาได้รับความสุขได้”
       หลังจากที่พวกเทวดาสอนพลังอิทธิปาฏิหาริย์บางอย่างให้พวกเรา ความชั่วร้ายและความโหดร้ายที่อยู่ภายในของพวกเราก็ปรากฏออกมา และมันก็สายเกินไปที่จะยับยั้งพวกมันไว้ ! เราไม่ได้พัฒนาคุณธรรมของพวกเราไปด้วยในเวลาเดียวกัน พวกเทวดาสอนแต่พลังอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่ได้สอนศีลธรรมจรรยา ดังนั้นมันจึงเป็นการสายเกินไป ! พวกเราได้รับพลังอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และก็สายเกินไปต่อการฝึกหัดคุณธรรมให้กับพวกเรา ดังนั้นพวกเทวดาจึงต้องใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อพันธนาการพวกเราไว้
       เธออาจจะถามฉันว่า “อุปสรรคด่านแรกคือความรู้สึกเกี่ยวกับความรัก และด่านที่สองคือกรรม นั่นก็น่าจะเป็นการเพียงพอ แล้วทำไมจึงจำเป็นจะต้องมีด่านที่สามอยู่อีกและด่านที่สี่ล่ะมีไว้เพื่ออะไร มันมีไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านความปลอดภัย ! สังเกตดูพวกนักโทษในคุก พวกเขาถูกล่ามโซ่ แล้วก็ยังมีประตูอีกหลายประตูอยู่ข้างในเสริมความมั่นคงด้วยลวดหนามและกำแพงชั้นนอกยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกมากมายคอยคุ้มกันและยังมีระบบที่สามารถหยุดยั้งการหลบหนีได้อย่างทันท่วงทีอีก อย่างเช่นรั้วไฟฟ้าเป็นตัวอย่าง เวลาที่มีคนปีนขึ้นไป เขาก็จะหมดสติและหล่นลงมา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตามจับเขา และยังมีเรดาห์กับสัญญาณป้องกัน ถ้ามีคนคลานออกไปข้างนอก สัญญาณก็จะร้องดังขึ้นมา ทำให้ทั่วโลกได้รับรู้






25Ange.jpg     ไม่มีทางออกไปจากโลกที่สามได้ ก่อนที่จะขจัดทำลายอัตตาลง

      ทำนองเดียวกัน คนบนโลกนั้นทุกข์ทนกับการที่ต้องถูกปิดขังอยู่เบื้องหลังประตูทั้งสองและไม่สามารถที่จะหลบหนีออกไปได้เพียงพออยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงสร้างประตูที่สามไว้อีก ประตูที่สามมีไว้เพื่ออะไร ? นี่ก็เพื่อในกรณีที่มีคนฉลาดมากๆ และรู้ว่าการกระทำสิ่งที่เลวจะนำมาซึ่งผลกรรมที่เลว และการกระทำดีก็จะนำมาซึ่งผลกรรมที่ดี อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าเขาจะไม่ทำทั้งความดีและความชั่วใดๆ เลย แล้วเขาไปยังโลกในอาณาจักรที่สามได้ ถ้าหากว่าที่นั่นไม่มีกำแพงอีกชั้นหนึ่งในโลกระดับที่สาม เขาก็อาจจะตรงเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์ได้เลย ! ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีหรือสิ่งทีเลวเลย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณา บางทีเขาอาจจะมีแผนการดีๆ อยู่ในใจด้วยความที่เขารู้ว่า เขาจะต้องถูกผูกมัดในสิ่งใดก็ตามที่เขากระทำลงไป เขาก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับความรัก ! “เรารอได้เสมอจนกว่าเราจะได้ขึ้นไปข้างบน บนนั้นมีนางฟ้านางสวรรค์ แล้วทำไมเราจะต้องมาถูกกักขังอยู่ที่นี่ ? นับตั้งแต่วันนั้น เราปลงใจที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกของความรักใคร่เกิดขึ้นต่อตัวเรา ละเว้นการทำดีและทำชั่วใดๆ แล้วก็คอยดูว่าเราจะสามารถออกไปได้หรือไม่” เราก็ยังคงไม่สามารถที่จะออกไปได้เพราะพวกเทวดาได้คิดถึงสิ่งนี้ไว้แล้ว พวกเขาฉลาดกว่าพวกเรา อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาหวาดกลัวพวกเรา เพราะพวกเรานั้น “น่ากลัว” จริงๆ
      ดังนั้นจึงมีด่านที่สามถัดจากด่านที่สองอยู่อีก ด่านที่สามหยุดเราได้ด้วยวิธีใด ? เราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับความรักและเราก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งที่ดีและทั้งที่เลว ถ้าอย่างนั้นอะไรอีกล่ะที่จะสามารถกักขังหรือควบคุมเราไว้ได้ ? พวกเธอจำได้หรือไม่ว่าคุณลักษณะเฉพาะของโลกระดับที่สามนั้นคืออะไร ? มันคือพลังของการสร้างสรรค์ พระพรหมเป็นผู้สร้างภายในโลกระดับที่สาม ผู้ที่เราเรียกกันว่า พระผู้สร้างก็อยู่เพียงแค่โลกระดับที่สามเท่านั้น พระผู้สร้างที่พวกเราส่วนใหญ่รู้จักก็คือ พระพรหม นั่นเอง พวกเทวดาสามารถผูกมัดพวกเราไว้ได้อย่างไรในขณะที่มอบพลังของการเป็นผู้สร้างแก่เราไปด้วยในเวลาเดียวกัน มันเป็นเพราะว่า ถึงแม้ว่าเราจะเข้าถึงระดับนั้นแล้วก็ตาม เราก็ยังคงมีอัตตาอยู่ เรายังคงเตือนตนเองไม่ให้ทำความดีหรือความเลว ตราบเท่าที่เรายังมีพลัง มีความเฉลี่ยวฉลาดและความตั้งใจที่จะควบคุมตัวเอง เราก็ยังคงมีอัตตาอยู่ ถ้าหากว่าเรามีพลังอิทธิปาฏิหาริย์สร้างบางสิ่งบางอย่างได้ เราก็ยิ่งจะมีความหยิ่งทะนงมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าความหยิ่งทะนองจะเป็นสิ่งที่สูงส่งอย่างหนึ่ง มันก็ยังคงเป็นความหยิ่งอยู่นั่นเอง
      “ว้าว ! ฉันยิ่งใหญ่ ! ตอนนี้ฉันเขียนกลอนได้ เล่นเปียโนได้ และก็ทำได้ทุกอย่าง ความสามารถต่างๆ มากมายของฉันได้เผยออกมา” ผลที่สุดก็คือ เราจะกลายเป็นหยิ่งทะนงมากขึ้น ตราบใดที่เรายังคงอยู่ภายในสามโลก เราจะไม่สามารถควบคุมอัตตาได้ เรายังไม่ได้ฝึกฝนคุณธรรมของเรา ไม่ได้ปราบปรามความมีอัตตาทุกๆ วัน และไม่เรียนรู้ที่จะถ่อมตัว ดังนั้นยิ่งเราได้รับผลหรือว่าสร้างสรรค์ได้มากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งมีความหยิ่งทะนงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราติดอยู่ที่นั่น
     หรือว่าเราอาจจะภูมิใจอย่างมากถ้าหากว่าเรามีความฉลาดมากขึ้น หรือว่าสามารถโต้แย้งได้คล่องแคล่วกว่าเดิม “ฉันดีกว่าเขา เพราะเขาเถียงสู้ฉันไม่ได้ ฉันเป็นผู้มีการศึกษาแต่ว่าเขาไม่มี ฉันทำสิ่งนี้ได้ในขณะที่เขาทำไม่ได้” นี่เป็นตัวอย่างหรือว่าฉันมีความสำนึกเสียใจแต่เขาไม่มี มีคนบอกว่าอาจารย์รักคนที่มีความสำนึกผิด ! เธอก็เห็นนี่ว่าฉันเป็นผู้ที่มีความสำนึกผิด ! ฉันนี่ยิ่งใหญ่จริง ! เธอเคยนึกไหมว่าแม้กระทั่งการสำนึกผิดก็ยังสามารถทำให้คนเกิดความหยิ่งลำพองขึ้นมาได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้นมาได้ก็สามารถทำให้เรามีความรู้สึกภาคภูมิใจได้ ดังนั้นมันจึงยากเย็นอย่างที่สุดสำหรับพวกเราที่จะข้ามพ้นออกจากสามโลก ทุกๆ คนจึงได้แต่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในสามโลก แล้วก็คิดว่าพวกเขายิ่งใหญ่และสูงส่งมาก
      คนที่มีความถ่อมตัวอาจจะบอกว่า “ว้าว ! ฉันนี่ถ่อมตัวมาก ฉันถ่อมตัวมากกว่าเขา ยังจะมีใครถ่อมตัวมากไปกว่าฉันอีก” คนที่อยู่ใกล้ชิดอาจารย์ก็อาจจะคิดว่าเขานั้นยิ่งใหญ่ “อาจารย์ไว้ใจฉัน ! แสดงว่าฉันจะต้องมีอะไรที่พิเศษ” ส่วนคนที่ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดอาจารย์ได้ ก็อาจจะปลอบใจตัวเองว่า “พวกที่อยู่ใกล้ชิดอาจารย์น่ะเป็นพวกมารพวกปีศาจ (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) ฉันไม่ได้ป่วยขนาดหนัก ดังนั้นอาจารย์ก็เลยไม่เรียกให้ฉันไปอยู่ใกล้ๆ อาจารย์ (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ)
       พวกเทวดานั้นช่างเจ้าความคิด ฉันยอมยกย่องพวกเขาจริงๆ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะควบคุมมนุษย์โลกได้ เพราะพวกเรานั้นฉลาดซะเหลือเกิน ใช่หรือเปล่า ? พวกเราสร้างได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เราสามารถลงไปได้ถึงก้นทะเล สำรวจอวกาศ แล้วก็ลงไปจอดที่ดาวอังคาร เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้เอาพระจันทร์มาเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น เหลือแต่เพียงดวงอาทิตย์ที่ร้อนเกินไปเท่านั้น (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราก็เลยไม่กล้าเข้าไปใกล้จนเกินไปนัก ไม่อย่างนั้น ดวงอาทิตย์จะต้องตัวสั่นงันงกในไม่ช้านี้กลัวว่าพวกเราอาจจะไปปล้นพลังงานความร้อนจากมัน (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) แล้วก็ปล่อยให้มันหนาวจนแข็งตาย (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราได้เริ่มที่จะขโมยความร้อนจากมันเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่หรือ ? (ตอบ : พลังงานแสงอาทิตย์) เราทำสิ่งนี้ขึ้นมาและกำลังคิดจะทำสิ่งนั้น ดวงอาทิตย์ก็เริ่มที่จะตัวสั่นแล้ว
      ว้าว ! มันช่างน่ากลัว ใครกันที่จะหยุดเราได้ ? เราทำแม้กระทั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน แล้วใครกันที่จะมาคุกคามพวกเราได้ คนในประเทศนี้ฆ่าคนที่อยู่อีกประเทศหนึ่ง คนนี้ฆ่าคนนั้น มันคือบรรยากาศของการดิ้นรนระหว่างชีวิตและความตาย ! การต่อสู่ก็ดำเนินต่อไปทุกวัน เราไม่มีแม้กระทั่งความเวทนาสงสารต่อเผ่าพันธุ์เดียวกัน ยังมีใครอีกล่ะที่เราจะต้องกลัว พวกเทวดานั้นเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นและพวกเขาก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา ดังนั้นเราก็แค่ขโมยจากพวกเขาหากว่าเราทำได้ ระบบที่กักขังพวกเราไว้ในสามโลกนั้นช่างเหลือเชื่อ และมีพลังมากมายยิ่งกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ที่เราได้เรียนรู้มา ไม่เช่นนั้นล่ะก็ ด้วยพลังอิทธิปาฏิหาริย์ที่เราเรียนนั้น เราสามารถบุกทะลวงไปได้สามสิบโลก ไม่ต้องไปพูดถึงแค่สาม ! แต่ก่อนนี้เราสามารถทำให้ชั้นซึ่งป้องกันดวงดาวนั้นฉีกขาดแล้วก็ขึ้นไปได้
      เดิมทีเดียวแต่ละดวงดาวจะมีเกราะป้องกัน คนเราจะไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ถ้าหากว่าไม่รู้วิธี พวกเทวดานั้นโง่เขลาที่สอนพวกเราถึงวิธีที่จะหลอมละลายสนามแม่เหล็ก และแล้วเราก็จัดการบุกทะลวงเข้าไป ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถทำได้ ก็เหมือนกับที่แต่ละประเทศจะมีศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ปกป้องพรมแดน เฉพาะเวลาที่เธอมีวีซ่าเท่านั้น พวกเขาจึงจะอนุญาตให้เธอเข้าไปและอยู่ที่นั่นในระยะเวลาที่จำกัดไว้
       แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่ได้หมายมั่นที่จะโจมตีโลกของเราอย่างรุนแรง ในการที่พวกเขาต้องการจะทำลายอาวุธที่มีพลังร้ายแรงของเรา เขาจะต้องใช้พละกำลังมหาศาล ไม่เพียงแต่โลกเราเท่านั้นที่จะกระทบกระเทือน ดวงดาวใกล้เคียงอีกหลายดวงหรือดวงดาวที่อยู่ในวงโคจรเดียวกับเราก็จะได้รับอิทธิพลจากการระเบิดด้วย ผลที่สุดก็คือพืชพันธุ์บนดวงดาวบางดวงจะอันตรธานหายไป ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่นได้ และดินก็จะกลายเป็นดินที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม บนดวงดาวเหล่านั้นกลับกลายเป็นมีอันตรายอย่างมาก เพราะที่นั่นไม่มีอากาศหรือบรรยากาศที่จะปกป้อง มนุษย์อาจจะตายได้ถ้าอาศัยอยู่ที่นั่น ดังนั้นพวกเขาจึงขุดหลุมแล้วลงไปอาศัยอยู่ใต้ดิน แม้แต่ต้นไม้หรือดอกไม้ก็ถูกย้ายลงไปใต้ดินด้วย บ้านเรือนถูกปลูกสร้างไว้ที่นั่นโดยมีเกราะกำบังอยู่ด้านบน ถ้าหากว่าพวกเขาต้องการจะออกไปข้างนอก เขาจะต้องเปิดประตูอย่างรวดเร็วแล้วรีบเข้าไปในจานบิน เขาไม่สามารถที่จะเปิดเผยตนเองโดยที่ไม่มีเกราะกำบังออกสู่บรรยากาศได้ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะถูกฆ่า บรรยากาศมีความเป็นพิษอย่างสูงซึ่งเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อทั้งมนุษย์และพืช ดังเช่นเรารู้ว่ามีก๊าซบางชนิดที่มีพิษและเป็นอันตรายถึงตาย เราอาจจะทำให้ตัวเองถึงแก่ความตายได้หากว่าไม่ระมัดระวัง ดวงดาวที่ถูกผลกระทบจากการระเบิดเหล่านั้นก็สร้างบรรยากาศที่เป็นพิษซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อสภาพชีวิต แน่นอนที่สุด สถานการณ์จะปรับเปลี่ยนเป็นดีขึ้นหลังจากหลายๆ พันปี แต่ก็ไม่ได้พื้นคืนอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะพูดได้ว่า เวลาที่ตัวเราผู้เดียวหรือโลกของเราทำอะไรลงไป เราจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับซึ่งผลลัพธ์นั้น บางครั้งคนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
      ในเวลานั้นเราขึ้นไปโจมตีดวงดาวหลายต่อหลายดวง และเป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกเขาจะต้องตอบโต้ แม้ว่าบรรดาพุทธะจะบอกพวกเขาไม่ให้ทำเช่นนั้น นั่นก็เป็นการกระทำโต้ตอบตามธรรมชาติของพวกเขาเอง ผลก็คือ พวกเขาก่อให้เกิดกรรมซึ่งเขาจะต้องชดใช้ในภายหลัง นี่เป็นความยุ่งยากจริงๆ 






micael.jpg     โลกระดับที่สี่ เขตปลอดภัยซึ่งปกป้องดินแดนบริสุทธิ์

     ในที่สุดก็มาถึงระดับที่สี่ เขตปลอดภัยชั้นสุดท้าย เหมือนกับคุกซึ่งเราขังพวกนักโทษเอาไว้ ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะได้รับอิสระมากขึ้น เรียนรู้ที่จะเป็นคนฉลาดและดูจากภายนอกแล้วดีขึ้น เราก็ไม่สามารถปล่อยพวกเขาอย่างอิสระตามท้องถนนได้ เพราะพวกเขายังเป็นนักโทษอยู่ ! เขายังไม่ได้ชดใช้ต่ออาชญากรรมที่ตนทำขึ้นหรือว่ายังไม่สมควรแก่เวลาตามที่กำหนดไว้ การมีอิสระมากขึ้นอาจจะทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายและก่อการกบฏขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีกำแพงชั้นนอก พวกเขามีอิสระที่จะผ่านประตูได้หลายชั้นโดยที่ไม่มีผู้คุมคอยขัดขวาง แต่เขาก็ต้องกลับไปนอนที่ห้องขังของตนเองในตอนกลางคืน เพื่อควบคุมพวกเขาจากการไปทำสิ่งเลวร้าย ยังไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ภายใน พวกเขาเพียงแต่ดูดีจากภายนอกเท่านั้น แต่เราไม่สามารถอ่านใจของพวกเขาได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่กำแพงเป็นสิ่งที่จำเป็น
       ทำนองเดียวกัน เมื่อเราได้เข้าถึงโลกในระดับที่สาม เราได้ชื่อว่ากลายเป็นผู้มีความเมตตา อย่างเช่น เราไม่ถูกผูกมัดด้วยความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับความรัก เราควบคุมตัวเองได้ เรามีปัญญา พูดจาแคล่วคล่อง คารมคมคายและมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าเรายังมีความเลวร้ายอยู่ภายในหรือไม่ และได้เข้าถึงสถานะของความไม่มีอัตตาหรือยัง ดังนั้นเราจึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปข้างบนได้ อะไรจะเกิดขึ้นหากเราไปเรียนรู้อะไรที่สะเพร่าเข้า แล้วก็กลับมาทำร้ายผู้คน ราอาจจะกระทั่งโจมตีพวกเทวดาเหมือนอย่างที่เราเคยทำมาก่อน ฉะนั้นมันจึงไม่ปลอดภัยเพียงพอที่จะมีอุปสรรคเพียงแค่สามด่าน! 
      เราจะได้รับอิสระกลับคืนมาเมื่อถึงระดับที่สี่ เรามีอิสระมากขึ้นตั้งแต่เราไม่มีกรรมใดๆ และเรามีพลังมีปัญญาอย่างไรก็ตาม วิญญาณภายในของเรายังคงอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเราขึ้นไปได้สูงขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ถอนหายใจ ! พระเจ้า บรรดาพุทธะไม่กล้าที่จะไว้วางใจพวกเราอีกต่อไป จะเป็นอย่างไรหากเราบุกโจมตีบัลลังก์ของพวกเขาด้วยปืนกับมีด ? (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราอาจจะขู่เข็ญกวนอิมโพธิสัตว์ หรือว่าสั่งให้ศากยมุนีพุทธเจ้ายอมจำนน “เร็วๆ เข้า เรียกตัวลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านมารวมกัน (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) และก็บอกให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพวกเรา” พอเห็นศากยมุนีพุทธเจ้าถูกจับเป็นตัวประกัน พวกเขาก็คงไม่กล้าที่จะทำอะไร และพวกเทวดาทั้งหลายก็จะพากันยอมแพ้ เธอนึกภาพออกไหมว่าสถานการณ์แบบไหนที่จะเกิดขึ้น
      นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมโลกระดับที่สี่จึงทั้งกว้างและก็มืดมิด ยาวไกลและยากที่จะผ่านเข้าไปได้ มันเป็นเขตคุ้มกันด่านสุดท้ายที่ปกป้องโลกระดับสูงเอาไว้ เมื่อเราเข้าไปได้ถึงระดับที่สาม เราจะมีอะไรบางอย่างบ้างแล้ว เรามีพลังอิทธิปาฏิหาริย์เฉลี่ยวฉลาด สามารถประดิษฐ์คิดค้นหลายสิ่งหลายอย่าง และเป็นอิสระจากพันธะผูกมัดของความรู้สึกเกี่ยวกับความรัก ว้าว ! เรามีกำลังใจที่เข้มแข็งและมีพลังที่ไม่น่าเชื่อ ! ถ้าหากเราขึ้นไปปล้นสะดมโลกของพวกเขา พุทธะทั้งหลายคงต้องตกอยู่ในความลำบากอย่างวิกฤติ และจะสายเกินกว่าที่จะหยุดยั้งเราไว้ได้ !
      ฉะนั้นโลกระดับที่สี่จึงได้ยากที่สุดที่จะผ่านเข้าไป ถ้าปราศจากอาจารย์ผู้รู้แจ้งเป็นผู้รับประกัน เราจะไม่มีวันทำได้เลย เราได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวไปอยู่ในสามหรือกระทั่งสี่โลก เราสามารถพักอยู่ที่นั่น เราสามารถบินไปรอบๆ อย่างเสรี และเพลิดเพลินกับแสงของดวงอาทิตย์หมื่นหกพันดวง แต่ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านี้ เราสามารถจะไปที่ไหนก็ได้ยกเว้นขึ้นไปข้างบน ทางเข้าที่ซ่อนอยู่จะไม่ปรากฎขึ้น นอกจากเธอจะมีอาจารย์ผู้รู้แจ้งเป็นผู้นำทาง มันก็เหมือนกับประตูลับซึ่งต้องการรหัสลับสำหรับเปิด มีเพียงคนหรือสองคนที่รู้รหัส เหมือนกับความลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาติ ปุ่มกลไกหรือรหัสลับบางอย่างนั้นรู้กันเพียงเฉพาะไม่กี่คนในหน่วยงานกลาโหม ไม่มีคนอื่นอีกที่จะรู้ได้ เพราะเขาเกรงว่าอาจจะถูกสายลับของศัตรูค้นพบความลับและพวกเขาก็จะตกอยู่ในความลำบาก
       คราวนี้เธอก็รู้แล้วว่าโลกระดับที่สี่มีไว้เพื่ออะไร เป็นระบบที่สมเหตุสมผลอย่างมากจริงไหม ? (ตอบ : ใช่) ไม่มีอะไรที่ลึกลับ เธอไม่ต้องสงสัยหรือว่าเดาสุ่มในคำพูดของฉัน “ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ ? “ พวกเธอสงสัยอะไรอีกหรือเปล่า (ตอบ : ไม่สงสัย)






cupid.jpg&t=1       Be Veg Go Green 2 Save the Planet

                   www.suprememastertv.com				
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>