11 พฤษภาคม 2558 00:36 น.

วิถีแห่งการบรรลุความเป็นอมตะ

คีตากะ

2757665mlqhvwehdo.gif
                                                                        กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ ไถหนาน ฟอร์โมซา
                                                                              7 กรกฎาคม 2531 (1988) (ต้นฉบับภาษาจีน)
               ในบางดินแดน ไม่มีการเกิด ความตาย ความเสื่อม หรือการทำลาย แต่บนโลกของเรา เรามีปรากฏการณ์เหล่านี้ทั้งหมด มีดินแดนมากมายที่มไม่มีการเกิด ไม่มีการทำลาย ไม่มีการปนเปื้อน และไม่มีความไม่บริสุทธิ์ พวกเขาคงอยู่ตลอดไป เพียงหลังจากที่เราไปถึงมิติเหล่านี้เท่านั้น เราจึงจะสามารถบรรลุความเป็นอมตะ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกใบนี้ ผู้คนมากมายถามว่า ทำไมเราไม่บำเพ็ญเพื่อยกระดับทางกายภาพ พวกเขาคิดว่าแทนที่จะบำเพ็ญเพื่อยกระดับจิตใจ เราควรจะบำเพ็ญเพื่อให้ร่างกายเนื้อบรรลุการมีอายุยืนก่อน พวกเขาเข้าใจวิถีของเล่าจื้อแห่งลัทธิเต๋าผิด พวกเขาได้ยินว่า ผู้บำเพ็ญชาวเต๋าสามารถบรรลุความเป็นอมตะได้ อย่างไรก็ตาม เราก็รู้ว่าผู้บำเพ็ญชาวเต๋าในโบราณกาลทั้งหมดได้จากเราไป ไม่มีใครเหลืออยู่เลย ถ้าพวกเขาเป็นอมตะ แล้วพวกเขาไปอยู่ที่ไหน? หยุดฝันได้แล้ว
              เราต้องการจากโลกที่มีอายุสั้นมากใบนี้ อยู่เหนือ 3 โลกและบรรลุชีวิตอมตะ ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรบำเพ็ญวิถีแห่งความเป็นอมตะ เพียงเมื่อเราค้นพบและมาถึงโลกนี้เป็นอมตะแล้วเท่านั้น ความฝันของเราจึงจะเป็นจริงได้ เรารู้ว่าโลกเช่นนี้มีอยู่จริง เพราะผู้คนมากมายได้ไปที่นั่นมาก่อน และได้บอกเราเกี่ยวกับโลกเหล่านั้น พระเยซูคริสต์ พระศากยมุนีพุทธเจ้า พระมูฮัมหมัด และอื่นๆ ได้บอกเราเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลกต่างๆ ที่เป็นนิรันดร์ มีความสุขกว่า และรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าโลกใบนี้
                                                                วิถีลับเพื่อบรรลุความเป็นอมตะ
                                                                        กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ เผิงหู ฟอร์โมซา
                                                                             26 มกราคม 2532 (1989) (ต้นฉบับภาษาจีน)
                ความเป็นอมตะของกายทางจิตวิญญาณสามารถบรรลุได้โดยการบำเพ็ญวิถีแห่งพระพุทธเจ้า แห่งนักบุญ มันคือความเป็นอมตะที่ถูกกล่าวถึงโดยเล่าจื้อตอนที่เขาพูดว่า คนที่บรรลุถึงเต๋า (สัจธรรม) จะกลายเป็นอมตะ หรือคนที่บรรลุ "เต๋า ซึ่งยากจะบรรยาย" จะกลายเป็นอมตะ อย่างไรก็ตามถ้าเราต้องการเป็นอมตะ เราควรจะไปยังดินแดนอมตะ แม้ว่าเราสามารถอาศัยในโลกนี้อย่างอมตะ.... สมมุติเราสามารถมีชีวิตยืนยาว ยาวเท่าๆ กับโลก เราก็จะต้องตายในวันหนึ่ง เพราะโลกจะถูกทำลายในวันหนึ่ง นี่คือโลกชั่วคราว มันไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป ดังนั้นเพื่อจะบรรลุความเป็นอมตะอย่างแท้จริง เราจะต้องไปยังดินแดนของพระพุทธเจ้า(พุทธเกษตร) หรืออาณาจักรของพระเจ้า วิธีที่สุดยอดหรือวิถีสูงสุดที่จะนำไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าก้คือ ธรรมวิถีกวนอิม เราจะต้องพึ่งพาการสั่นสะเทือนภายใน หรือพลังแห่งพระพุทธเจ้า(พุทธานุภาพ) หรือ "ถ้อยคำของพระเจ้า" (Word or Sound)) เพื่อยกระดับกายทางจิตวิญญาณของเรา
                                                   แสงและเสียงภายในสำคัญยิ่งต่อการบรรลุชีวิตนิรันดร์
                                                                   กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ ปารีส ฝรั่งเศส
                                                                      24 เมษายน 2536 (1993) (ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส)วิดีโอเทป #359
               เพื่อบรรลุชีวิตนิรันดร์ เราต้องอาศัยแสงและเสียงภายใน ถ้าปราศจากมัน จะไม่มีความสุขไม่ว่าบนโลกหรือบนสวรรค์ เราจะไม่เคยไปถึงภาวะแห่งความสมบูรณ์แบบทั้งๆ ที่เราได้พยายาม เป็นคนที่สง่างาม หรือมีคุณธรรมมากแค่ไหนก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้เป็นของภายในโลกเท่านั้น ทั้งหมดที่เรียกกันว่า ความงาม สัจธรรม หรือคุณธรรมที่แสดงให้เห็นในโลกวัตถุนี้ เป็นของเลียนแบบที่ด้อยกว่า
               
10 พฤษภาคม 2558 23:10 น.

ออร่า

คีตากะ

667882qt3nk3af05.gif
           ออร่า แตกต่างจากแสง ออร่ามีสีต่างๆ กัน : บางครั้งสีดำ บางครั้งสีกาแฟ และบางครั้งสีเหลืองหรือแดง มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ในขณะนั้น แต่เมื่อคุณเห็นคนที่มีออร่าทางจิตวิญญาณที่แรงกล้า คุณจะรู้ว่ามันแตกต่างกัน 
                                                     กล่าวโดยอนุตราจารย์ชิงไห่ สหประชาชาติ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
                                                      26 มิถุนายน 2535 (1992) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) ดีวีดี #260
        ผู้คนที่รู้แจ้งจะมีแสงที่ยิ่งใหญ่รอบตัวเขา นั่นแตกต่างจากออร่า ทุกคนมีออร่า แต่แสงที่ยิ่งใหญ่ของคนที่รู้แจ้งนั้นแตกต่างกัน มันใหญ่กว่า ชัดกว่า และเจิดจรัส
                                                     กล่าวโดยอนุตราจารย์ชิงไห่ มิวนิก เยอรมนี 
                                                    1 พฤษภาคม 2536 (1993) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป # 366
         แสงรอบพระพุทธเจ้าและพระเยซูนั้นถูกเรียกว่า รัศมีทรงกลด ซึ่งเป็นสนามแม่เหล็กของผู้รู้แจ้ง ยิ่งบุคคลนั้นรู้แจ้งมากเท่าไร แสงนี้รอบตัวเขาหรือเธอก็จะยิ่งสว่างไสว แต่เพียงเมื่อคุณเปิดตาปัญญาแล้วเท่านั้น คุณจึงจะสามารถเห็นว่าคนๆ หนึ่งมีแสงหรือไม่ คนที่มองเห็นแสงภายในได้เป็นคนที่มีแสงภายนอกเช่นกัน คนที่มองไม่เห็นแสงภายในนั้นมีแสงที่ริบหรี่มากหรือมืดมาก หรือมีแสงภายนอกน้อยมาก เราเรียกสิ่งนี้ว่าออร่า ออร่าของคนที่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์นั้นเจิดจ้ามากๆ ศิษย์ที่สามารถมองเห็นแสงนี้ เพราะเขาหรือเธอรู้แจ้งแล้ว เป็นศิษย์ที่ตาปัญญาถูกเปิดแล้ว และเขาหรือเธอสามารถมองเห็นว่าพระพุทธเจ้าหรือพระเยซูมีแสง ดังนั้นพวกเขาจึงวาดภาพเหมือนกับที่พวกเขามองเห็น... บางคนมีพลังจิตอยู่บ้างเช่นกัน พวกเขาไม่ได้บำเพ็ญวิถีกวนอิมด้วยซ้ำ แต่พวกเขามีตาปัญญาที่เปิดออกเล็กน้อย พวกเขาสามารถมองเห็นว่าใครมีแสงวิเศษเช่นกัน ใครมีแสงสีทอง และใครมีแสงสีกาแฟเข้ม แต่ความรู้ที่ดีที่สุดคือตัวคุณเอง คุณคือครู คุณคือพุทธะ และฉันต้องการแสดงให้คุณเห็นถึงปัญญาอันยิ่งใหญ่ของคุณ
                                                    กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ โคลัมโบ ศรีลังกา 
                                                   29 เมษายน 2543 (2000) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป#687
     ถ: ท่านสามารถเห็นและวิเคราะห์ออร่าของผู้คนรอบๆ ท่านได้หรือไม่?
     อ: ฉันไม่สนใจ ฉันสนใจเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น ซึ่งสว่างไสวเสมอ เจิดจ้าเสมอ ชั่วนิรันดร์และมีอยู่ทุกหนแห่งเสมอ
                                                     กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา
                                                   28 มีนาคม 2536 (1993) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป#343
         แน่นอนว่าผู้คนที่บำเพ็ญทางจิตวิญญาณสามารถมองเห็นออร่าของคนอื่น แต่นั่นเป็นเพียงออร่าของโลกทิพย์ ตัวตนที่มีวิวัฒนาการระดับสูงจะแค่มองจิตวิญญาณของคนๆนั้น ซึ่งมีหรือไม่มีออร่า จิตวิญญาณนั้นสมบูรณ์แบบเสมอ สว่างยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นล้านๆ ดวงมารวมกัน บางครั้งมันแค่ถูกปกคลุมไว้
                                                     กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ เอเธนส์ กรีซ
                                                    20 พฤษภาคม 2541 (1999) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป#653
         การรักษาโรคโดยการใช้พลังทางจิตวิญญาณนั้นไม่เป็นธรรมชาติ มันไปยุ่งกับออร่าของผู้คน กับจักระของผู้คน กับจิตวิญญาณและสนามแม่เหล็กของผู้คน มันยากที่จะแก้ไขในภายหลัง มันยังเป็นการวุ่นวายกับจิตและธรรมชาติของผู้คนด้วย
                                                     กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา
                                                   24 กุมภาพันธ์ 2534 (1991)  (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วีดีโอเทป#155
                                                  
          อันที่จริง อะไรก็ตามที่เราได้ทำไปแล้วหรือที่เราทำ แม้ว่าไม่มีใครรู้ แม้ว่าไม่มีใครเคยเห็นว่าเราทำสิ่งเหล่านี้มาก่อนหรือไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ พวกเขาจะยังคงตรวจพบบางอย่างจากออร่าของเรา จากสนามพลังงานของเรา สนามแม่เหล็กของเรา และก็ตอบสนองตามนั้น นั่นคือเหตุที่เราจะต้องระวังตลอดเวลาที่จะรักษาตัวเราให้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์และสะอาดอย่างไม่มีที่ติ และพยายามรักษามันอย่างมีสติเช่นนี้อยู่เสมอ มิฉะนั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่สามารถโทษใครอื่นได้
                                                   กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ ซีหู ฟอร์โมซา
                                                 19 กุมภาพันธ์ 2539 (1996) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) วิดีโอเทป # 527
            มีอีกประเด็นเกี่ยวกับว่า ทำไมเราต้องรักษาตัวเราเองให้สูงส่งและบริสุทธิ์ เพราะผู้คนสามารถมองเห็นเรา --- ผู้ที่มองเห็น นักปราชญ์ และความบริสุทธิ์ในหัวใจ --- สามารถมองเห็นออร่าของเรา ถ้าเราทำบางอย่างถูกต้อง ถ้าเราตระหนักถึงพระเจ้า เรารักพระเจ้าและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ออร่าของเราจะเป็นสีทอง โชติช่วง ถ้าเราทำบางอย่างผิดพลาด - ถ้าเราทำร้ายผู้อื่นทางอารมณ์ ทางกาย ทางจิตใจ หรือทางจิตวิญญาณ -- ออร่าของเราจะมืด ผู้คนสามารถมองเห็นเรา ดังนั้นเราจึงไม่สามารถหลอกลวงได้ นั่นคือเหตุที่เราจะต้องรักษาตัวเราเองให้งดงาม
                                                    กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่ ปูเน่ อินเดีย
                                           23 พฤศจิกายน 2540 (1997) (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) ธรรมสาร ฉบับ 91,ดีวีดี #600
                                                      
11 พฤษภาคม 2558 00:41 น.

เรื่องของไก่ชน.....

คีตากะ

spd_20090312213143_b.jpg











ปราศรัยโดยท่าน Suma Ching Hai ในฮุสตัน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา
๑๒ พฤศจิกายน ๑๙๙๓ (เดิมเป็นภาษาอังกฤษ)



        เธอคงรู้จักไก่ชนใช่ไหม? มีกษัตริย์ของจีนองค์หนึ่ง ท่านชอบชนไก่มาก เธอคงรู้จักนะ เอาไก่สองตัวมาสู้กัน แล้วก็พนันกันนั่นแหละ ตอนนี้ก็ยังมีคนทำแบบนี้อยู่
เรื่องก็คือ กษัตริย์องค์นี้ชอบการชนไก่มาก ท่านมีนักเลี้ยงไก่ชนที่เก่งมากอยู่คนหนึ่ง จึงนำไก่ตัวหนึ่งมาให้เขาเลี้ยง เป็นไก่พันธุ์ที่ดีที่สุด ให้เขาจัดการดูแลเพื่อจะได้เป็นไก่ชนที่เก่งกาจ เป็นแชมป์ในคราวหน้า
นักเลี้ยงไก่ผู้นั้นก็ดูแลเลี้ยงไก่ตัวนั้น หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน 
       กษัตริย์ก็ตรัสถามว่า “ไก่ตัวนั้นพร้อมแล้วหรือยัง?”
       ผู้เลี้ยงก็ตอบว่า “ยังไม่พร้อม”        กษัตริย์ก็ถามว่า “ทำไม่ล่ะ?”        เขาก็ตอบว่า “มันยังไม่ถึงขั้นเลย”        กษัตริย์จึงถามว่า “มันเป็นอย่างไรหรือ?”        เขาก็ตอบว่า “เวลาที่มันเห็นไก่ตัวอื่นๆ อยู่แถวนั้น หรือบางทีเห็นไก่ตัวอื่นอยู่ไกลๆ ก็ตาม มันก็จะเริ่มตั้งท่า                    แสดงออกและรู้สึกตื่นเต้น กางปีกออก อ้ากรงเล็บออก อะไรทำนองนั้น มันยังแย่มาก”         กษัตริย์ก็ถามอีกว่า “เอาล่ะ ดูแลมันต่อไปและฝึกหัดมันต่อก็แล้วกัน” อีกประมาณหนึ่งเดือนต่อมา กษัตริย์ก็ถาม          อีกว่า “มันพร้อมแล้วหรือยัง?”        เขาก็ตอบว่า “ยัง ยัง แต่ก็ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยัง แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นมากเวลาที่เห็นไก่ชนตัวอื่นๆ อยู่แถวนั้น เพราะ              ฉะนั้นก็ยังไม่ดีนัก” เขาก็เลี้ยงไก่ชนนั้นต่อไปอีก จนหลายเดือนผ่านไป กษัตริย์ก็รู้สึกเอือม และลืมเรื่องเกี่ยวกับไก่ที่ยังไม่ได้เรื่องได้ราวนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เลี้ยงไก่ก็เข้ามารายงานต่อกษัตริย์ว่า “ตอนนี้ไก่พร้อมแล้ว” กษัตริย์จึงถามว่า “ทำไม? ทำไม? เธอรู้ได้อย่างไรว่ามันพร้อมแล้ว?”          เขาก็ตอบว่า “ตอนนี้ ถึงแม้ไก่ตัวอื่นๆ ทุกตัวมองเห็นมันตั้งแต่ไกลๆ โดยที่มันก็ไม่ได้ทำอะไร มันเพียงแต่เดินไปเดินมา ไก่ตัวอื่นๆ ก็วิ่งหนีถอยห่างกันหมด เพราะฉะนั้นนี่แหละคือตอนที่มันพร้อมแล้ว” ตอนนี้มันไม่ได้มีลักษณะเป็นไก่ชนแล้ว เพียงแต่เป็นตัวของตัวเอง ไก่ตัวอื่นๆ ก็กลัวกันหมด ใช่ ตอนนี้มันมีพลังทุกอย่างแล้ว           ดังนั้นเมื่อพลังทุกอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์ มันจะไม่รั่วไหลออกมา เข้าใจไหม ไม่มีทางที่จะรั่วออกมาได้ เธอจึงไม่รู้ไม่เห็นมัน ดังนั้นในพระสูตรมากมายจึงมีกล่าวว่า “เวลาที่เธอรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ เธอจะดูเหมือนคนธรรมดามาก จิตใจที่ธรรมดาคือจิตใจที่รู้แจ้ง...” เขากล่าวกันไว้อย่างนั้น... chicken.jpg ฺBe Veg, Go Green 2 Save The Planet www.SupremeMasterTV.com
11 พฤษภาคม 2558 00:39 น.

เก้าอี้วิเศษ.....

คีตากะ

2035560rko362uy28.gif














โดย อนุตราจารย์ชิงไห่, ศูนย์ซีหู, ฟอร์โมซา
๓๑ ธันวาคม ๑๙๙๔ (เดินเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ)




           นานมาแล้วมีชายแก่คนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่ที่เชิงเขาและก็ยากจนมาก เขาไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ เลย นอกจากกระท่อมมุงจากซึ่งเป็นสมบัติสิ่งเดียวที่เขามี จริงๆ แล้ว คนคนนี้เป็นคนที่ขี้เกียจมาก ดังนั้นมันก็สมควรแล้ว! วันหนึ่งเขาได้ยินว่า ในที่แห่งหนึ่งมีโยคีที่มีอำนาจวิเศษมากคนหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่สามารถเนรมิตสิ่งใดที่เขาต้องการก็ได้ หลังจากที่ได้ยินดังนั้น ชายที่ขี้เกียจมากคนนี้ ซึ่งไม่ต้องการจะทำงานอะไร จึงอยากจะไปที่นั่นเพื่อขอให้โยคีคนนั้นใช้อำนาจเหนือธรรมชาติของเขาเนรมิตสิ่งต่างๆ ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป หลังจากที่คิดอย่างนี้แล้ว เขาก็เริ่มออกเดินทาง
          เขาเดินมาเป็นระยะทางที่ไกลมากไปยังถ้ำในภูเขาที่โยคีคนนั้นอาศัยอยู่ เมื่อเขาพบโยคี เขาก็กราบคารวะ โยคีนั้นก็ดีมากทีเดียว ต้อนรับเขาอย่างสุภาพและก็ถามเขาว่าต้องการอะไร ชายที่ขี้เกียจคนนั้นก็กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ที่เคารพรัก ฉันเป็นคนยากจนมาก นอกจากกระท่อมมุงจากหลังเล็กๆ หลังหนึ่งแล้ว ฉันไม่มีอะไรอีกเลย ตอนนี้ฉันก็แก่มากแล้ว ทำงานไม่ได้ ดังนั้นได้โปรดเถิดท่านอาจารย์ผู้เมตตา กรุณาช่วยฉันด้วย มอบทรัพย์สมบัติให้แก่ฉันบ้างเพื่อจะใช้ในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันทราบว่าท่านมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติมาก ท่านสามารถเนรมิตสิ่งใดๆ ก็ได้ในทันทีที่ต้องการ ฉันเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือฉันได้”
         โยคีคนนั้นก็หลับตาลง และก็นั่งเงียบโดยไม่พูดอะไรสักคำ บางทีอาจจะเพราะว่าท่านรู้สึกเหนื่อยที่ต้องฟังเรื่องเหล่านี้ ชายแก่คนนี้ก็ยังคงขอร้องเขาอยู่ตลอด หลังจากที่ขอร้องอยู่นาน โยคีคนนั้นก็ให้เก้าอี้ตัวหนึ่งแก่เขาไปโดยไม่เต็มใจนักพูดว่า “หลังจากที่เธอกลับไปบ้านแล้ว เวลาใดที่เธอคิดถึงสิ่งที่เธอต้องการ ก็จงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนี้ได้ แต่เธอต้องล้างมือ ล้างหน้า และอาบน้ำก่อนที่จะนั่งบนเก้าอี้นะ แล้วจึงคิดถึงสิ่งที่เธอปรารถนา ทำแบบนี้แล้วเธอจะได้มันมาแน่นอน”
        หลังจากที่ขอบคุณโยคีนั้นแล้ว ชายแก่คนนั้นก็รีบนำเก้าอี้นั้นกลับไปบ้านทันที! หลังจากไปถึงบ้านแล้ว เขาไม่ได้ชักช้าเสียเวลาแม้แต่นิด เขารีบไปล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำทันที แล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น ในเวลานั้นเขารู้สึกหิวมาก เขาจึงคิดถึงอาหาร แล้วก็มีอาหารปรากฏขึ้นมาทันที โอ! เป็นอาหารที่ดีมาก รสเลิศและมีมากมาย ดังนั้นเขาจึงกินเข้าไปจนอิ่มมาก  หลังจากกินเสร็จแล้ว เขาก็รู้สึกอ่อนเพลียและอยากจะได้เตียงสำหรับนอนพักผ่อน ในทันทีก็มีเตียงพร้อมฟูกที่นอนหนาปรากฏขึ้น เขาก็นอนลงไปเพื่อจะหลับให้สบาย แต่เขาก็ไม่สามารถจะได้พักผ่อนจริงๆ เพราะว่าในใจของเขากำลังคิดอยากได้สิ่งต่างๆ และเงินอยู่ตลอดเวลา เขาจึงกระโดดลุกขึ้นจากเตียงและไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น ตอนนี้เขาเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนกระท่อมมุงจากของเขาให้กลายเป็นวัง ขณะที่เขาคิดเช่นนี้ กระท่อมมุงจากนั้นก็หายไปทันที!
          วังของชายแก่คนนี้สวยงามมาก มีเพชรนิลจินดาอยู่ทั่วไปหมด ประตูทำด้วยทอง พื้นและเพดานทำด้วยทอง แม้แต่เสาทั้งหลายก็เป็นทองฝังเพชรพลอยที่มีค่ามาก ดังนั้นเขาจึงมีความสุขและรู้สึกสบายมาก เขายังคิดต่อไปอีกว่า “อา! วังใหญ่โตอย่างนี้ไม่ควรจะไม่มีคนรับใช้” เขาเพิ่งคิดเสร็จก็มีคนรับใช้หลายคนปรากฏขึ้นคอยรับคำสั่งจากเขา ต่อมาเขาก็คิดว่า “มีคนรับใช้ มีวัง โดยไม่มีเงินไม่ได้! ” เขาจึงคิดถึงเงิน ทอง และเงินตราธนบัตร ทันใดนั้นทุกอย่างก็ปรากฏขึ้น มันทำให้ชายแก่คนนี้มีความสุขมากจริงๆ แต่ทันใดนั้นเขาก็กลับกังวลขึ้นมา เขาคิดว่า “อา! วังของฉันสวยงามมาก มีทรัพย์สมบัติมากมาย ถ้าเกิดมีแผ่นดินไหว แล้วจะทำยังไง? (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เขาเพิ่งคิดเสร็จ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้น (อาจารย์หัวเราะ) ทรัพย์สมบัติทุกอย่างของเขาและวังนั้นก็ถูกทำลายยุบหายลงไปในดิน(รวมทั้งเก้าอีวิเศษ)
           เรื่องนี้บอกอะไรแก่พวกเรา? จิตใจของเราจะต้องสะอาดและบริสุทธิ์ก่อนตั้งแต่แรก มันยังดีไม่พอหรอกที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ หรืออำนาจจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องทำกาย วาจา และความคิดของเราให้สะอาดก่อนที่จะมีพลังอำนาจนั้น ถ้าเรามีอำนาจแต่กาย วาจา และความคิดของเราไม่สะอาด ไม่รักษาศีลอย่างถูกต้อง เราก็สามารถทำสิ่งที่เลวได้ พลังอำนาจของเราจะสามารถทำอันตรายตัวเราเองได้ บางครั้งอำนาจนี้สามารถทำอันตรายคนอื่นได้ด้วย ดังนั้นตั้งแต่โบราณกาลมา อาจารย์ทั้งหลายก่อนที่จะรับลูกศิษย์ จะทดสอบลูกศิษย์อยู่เวลานาน จนกระทั่งกาย วาจา และใจของเขาสะอาดหมดจดก่อนที่จะให้พลังอำนาจแก่เขา
อาจารย์บอกพวกเธออยู่บ่อยๆ ว่าไม่ให้ฝึกอำนาจเหนือธรรมชาติ คนธรรมดาข้างนอกสามารถฝึกอำนาจเหนือธรรมชาติกันได้ง่ายๆ พวกเขาไม่ต้องถือศีลอะไรและไม่ต้องเป็นมังสวิรัติ เมื่อเรายังไม่สามารถควบคุมจิตใจของเราได้ ถ้าเราคิดถึงเรื่องเลวๆ มันก็จะเกิดขึ้นทันที เพราะว่าตอนนั้นเราจะได้ในสิ่งที่เราคิด พลังอำนาจในจักรวาลนี้มีมากมายมหาศาล แต่เราควรรู้วิธีที่จะใช้มัน มิฉะนั้นมันจะสามารถทำให้เกิดอันตรายมากมาย เป็นอันตรายต่อตัวเราเอง และเป็นอันตรายต่อโลกด้วย ภัยพิบัติบางอย่างที่เราเห็นในโลกนี้บางครั้งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นกรรมของผู้คนทั้งหลายนั้น แต่เนื่องมาจากคนบางคนที่ฝึกพลังเหนือธรรมชาติ พวกเขาฝึกไปในทิศทางที่เลวหรือเนื่องมาจากความคิดที่วุ่นวายสับสนของพวกเขา จึงทำให้โลกสับสนวุ่นวายไปด้วย เราสามารถกล่าวได้ว่าคนเหล่านี้ก่อเรื่องวุ่นวาย หรือมีพลังอำนาจทางลบเข้าสิง มีคนแบบนี้จริงๆ
       ดังนั้นเวลาเราบำเพ็ญเราต้องคิดถึงพระเจ้าทุกๆ วัน คิดถึงชื่อที่มีพลังบรรจุอยู่เต็มเปี่ยมของพุทธะทั้งหลายเพื่อที่จะป้องกันตัสเราเอง บางครั้งมันไม่ได้เป็นกรรมของเราเองทั้งหมดที่ทำให้เกิดอุปสรรคกีดขวาง แต่บางครั้งมันเป็นเพราะพลังมายา พลังทางลบที่อยู่รอบๆ ตัวเราที่มีผลกระทบกระเทือนต่อเรา ดังนั้นเราต้องจำเป้าหมายของเราไว้เสมอ จำพลังอำนาจที่สูงสุดและท่องคำพระห้าคำไว้เพื่อปกป้องตัวเราเอง การคิดให้มากๆ ถึงพระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ จะทำให้จิตใจของเราสะอาด แล้วเราก็จะไม่ปรารถนาต้องการสิ่งใดๆ สำหรับพวกเราแล้วในตอนนั้นพลังอำนาจเหนือธรรมชาติจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะว่าเราจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และจะไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถจะมีได้
ถึงตอนนั้นเราจะรู้สึกพึงพอใจมากอยู่ข้างใน และเราก็จะรู้ว่าหลังจากที่เราได้จากโลกที่เป็นมายาลวงตานี้ไปแล้ว เราก็จะกลับไปสู่บ้านเกิดของเราที่ซึ่งเรามีทุกสิ่งทุกอย่าง เปรียบเทียบกับสถานที่นั้นแล้ว โลกนี้ก็เป็นเพียงขยะเท่านั้น ที่นี่ไม่มีอะไรจะเสนอสนองแก่เราได้ หลังจากที่วิญญาณของเราได้กลับไปดูยังบ้านเกิดของเราหลายครั้งแล้ว จิตใจของเราก็จะเข้าใจและจะมั่นคงมาก ตอนนั้นเราจะไม่ต้องการอะไรเลย หรือหากเราต้องการเราก็จะต้องการเฉพาะสิ่งที่ดีสำหรับคนอื่น หัวใจของเราจะมีเมตตากรุณามาก คิดถึงแต่สิ่งที่เป็นบวกอยู่เสมอ เมื่อคิดถึงแต่สิ่งที่เป็นบวกแล้ว สิ่งที่เป็นบวกนั้นก็จะเกิดขึ้น....



Be Veg, Go Green 2 Save The Plane				
11 พฤษภาคม 2558 00:47 น.

ขโมยกลายเป็นผู้บำเพ็ญ....

คีตากะ

1188134371.jpg











ปราศรัยโดยท่าน Suma Ching Hai, ฟอร์โมซา
๑๙ กุมภาพันธ์ ๑๙๙๕ (เดิมเป็นภาษาจีน)



          ครั้งหนึ่ง ขณะที่ขโมยคนหนึ่งกำลังพยายามจะขโมยของในพระราชวัง เขาก็แอบได้ยินการสนทนากันระหว่างขันทีสองคนว่า “พระราชาของเราอยากจะให้เจ้าหญิงแต่งงานกับนักบวชที่กำลังบำเพ็ญอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เรื่องนี้เธอคิดว่าอย่างไร?”
         ขันทีอีกคนก็พูดว่า “ก็ดีนี่! ดีแล้ว! เจ้าหญิงเป็นบุคคลที่มีค่ามากที่สุดในประเทศนี้ และพวกนักบวชที่กำลังบำเพ็ญอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาก็เป็นบุคคลที่หาได้ยาก, มีคุณธรรม และประเสริฐสูงส่งในโลกนี้เช่นกัน ฉันก็ย่อมจะยินดีและเห็นด้วยกับความคิดนี้เป็นธรรมดา!” พอได้ยินคำพูดเหล่านี้เข้า ขโมยคนนั้นก็เลิกล้มความคิดที่จะลักขโมย แล้วก็แอบหลบกลับไปเป็นนักบวชแทน (มีเสียงหัวเราะ)
เขารีบโกนผมแล้วก็ใส่ชุดนักบวชแล้วก็ไปนั่งสมาธิปะปนกับนักบวชเหล่านั้น หวังใจว่าเจ้าหญิงจะกลายมาเป็นภรรยาของตน
          หลายวันต่อมา พระราชาก็ส่งขันทีไปยังชายฝั่งแม่น้ำคงคาจริงๆ เพื่อถามนักบวชเหล่านั้นว่าอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงหรือไม่ โดยถามไปทีละคน พอได้รับคำตอบปฏิเสธก็ถามคนต่อไปเรื่อยๆ 
พวกนักบวชเป็นผู้บำเพ็ญที่ดี และไม่สนใจอะไรในตัวเจ้าหญิง ดังนั้นทุกคนจึงปฏิเสธกันหมด มีขโมยคนนั้นคนเดียวที่ยังไม่ได้ถูกถาม กำลังนั่งใจเต้นตุ้บๆ แทบจะบ้าอยู่แล้ว ในใจเขาส่งเสียงร้องโหวกเหวกอยู่ว่า ฉันอยู่ที่นี่! มาถามฉันเร็วๆ เข้าซี (มีเสียงหัวเราะ) ในที่สุดขันทีก็เข้าไปถามเขา พอขันทีคนนั้นถามเขา เขาก็นั่งเงียบเฉยอยู่ (มีเสียงหัวเราะ) ไม่พูดอะไรเลยสักคำ คนอื่นๆ ทุกคนบอกว่าเขาไม่ต้องการจะแต่งงานกับเจ้าหญิง แต่เขาไม่พูดอะไรเลย มันก็แตกต่างกันมากอยู่แล้ว
          ขันทีก็ดีใจมากไปรายงานให้พระราชาทราบว่า “มีนักบวชที่บำเพ็ญอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาคนหนึ่งดูเหมือนกับคิดว่าจะแต่งงานกับเจ้าหญิงเหมือนกัน คือเราถามเขาแล้วเขาไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งก็หมายความว่าเขายินยอมถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพียงแต่ว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจพูดออกมาว่ายินยอมด้วยจริงๆ เท่านั้นเอง ในระหว่างนักบวชทั้งหมดที่เราถามดูแล้ว มีเขาคนเดียวที่ไม่ได้ตอบปฏิเสธ”
         ด้วยความยินดีกับข่าวดีนี้มาก พระราชาก็คิดว่าพระองค์ควรจะไปด้วยตัวเองและก็เอาของขวัญบรรณาการไปให้เยอะๆ แล้วนักบวชนั้นก็จะยอมแต่งงานกับเจ้าหญิงแน่นอน
        พระราชาจึงพาแม่ทัพนายกองและเสนาบดีทั้งหมดของพระองค์รวมทั้งขันทีด้วย เดินทางไปยังแม่น้ำคงคาที่ขโมยกำลังนั่งสมาธิอยู่ แล้วพระองค์ก็ขอร้อง “นักบวช” นั้นด้วยความเคารพยกย่องมากให้แต่งงานกับเจ้าหญิง เนื่องจากพระราชาก็บำเพ็ญปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดังนั้นพระราชาจึงไม่อยากให้เจ้าหญิงแต่งงานกับคนธรรมดาทั่วไป พระราชาอยากให้พระธิดา แต่งงานกับผู้บำเพ็ญมากกว่า เพื่อที่เธอจะได้บำเพ็ญไปด้วยพร้อมกับสามีที่ดี, ครูที่ดี พระราชาจะพอใจมากที่ได้ลูกเขยที่สามารถสอนวิธีทำสมาธิและวิธีเป็นคนที่มีคุณธรรมแก่เจ้าหญิงได้ ดังนั้นพอได้ยินว่ามีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งที่กำลังบำเพ็ญสมาธิอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาจะยอมแต่งงานกับเจ้าหญิงพระองค์จึงดีใจมาก ก้มกราบแสดงความเคารพเขาอย่างยกย่องมาก และขอให้เขาแต่งงานกับพระธิดา
        ขโมยคนนั้นรู้สึกพึงพอใจมากแต่แล้วเขาก็คิดขึ้นมาว่า ฉันเพิ่งจะโกนผมแล้วก็แต่งตัวชุดนักบวชปลอมตัวเป็นนักบวชผู้บำเพ็ญมาไม่นานเอง แต่พระราชากับเสนาบดีของพระองค์ทุกคนยังปฏิบัติต่อฉันอย่างเคารพนับถือมากขนาดนี้ แล้วก็เสนอทรัพย์สมบัติมีค่ามากมายให้แก่ฉันด้วย ฉันนึกไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นไปได้ขนาดไหนถ้าฉันจะกลายเป็นนักบวชจริงๆ เป็นผู้บำเพ็ญคนหนึ่งจริงๆ! ”
         หลังจากนั่งคิดพิจารณาดูแล้ว เขาก็ไม่อยากจะแต่งงานกับเจ้าหญิงอีกต่อไป! (มีเสียงหัวเราะ) เขากลับเริ่มต้นบำเพ็ญอย่างเอาจริงเอาจังแทน ตอนแรกเป็นการแกล้งทำ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นนักบวชจริงๆ คนหนึ่งไปแล้วเพราะเขาได้รู้ได้เข้าใจถึงประโยชน์ของการบำเพ็ญแล้ว นับแต่นั้นมา ขโมยคนนั้นก็นั่งสมาธิและบำเพ็ญอย่างจริงใจมาก จนในที่สุดเขาก็ได้รู้แจ้งและกลายเป็นพุทธะ เป็นผู้บำเพ็ญที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง...



ฺBe Veg, Go Green 2 Save The Plane				
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>