16 พฤศจิกายน 2563 14:44 น.

การเฝ้าดูครั้งสุดท้าย...

คีตากะ

14731_full.jpg






ณ ยามปลายแห่งรัตติกาล เมื่อลมหายใจแรกแห่งอรุณลอยมาในสายลม ผู้เบิกทางซึ่งเรียกตัวเองว่าเสียงสะท้อนอันมิมีใครได้ยินได้ออกจากห้องนอนและขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเขา เขายืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน มองลงมายังนครอันหลับใหลอยู่ ครั้นแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นและราวกับเจตภูติอันมิเคยหลับของบรรดาผู้ที่หลับใหลอยู่ได้มาชุมนุมกันอยู่รอบตัวเขา เขาได้อ้าปากออกและกล่าวว่า
“มิตรสหายและเพื่อนบ้านของฉันและท่านผู้ผ่านประตูบ้านของฉันไปทุกวัน ฉันจักพูดกับท่านทั้งที่ท่านยังหลับอยู่ และในหุบผาแห่งความฝันของท่าน ฉันจักเดินเปล่าเปลือยไปอย่างไม่รั้งรอเพราะในโมงยามที่ท่านตื่นอยู่นั้นท่านไม่สนใจ และโสตอันเต็มไปด้วยสรรพสำเนียงของท่านก็อื้อหนวก
“ฉันนี้รักท่านมากเหลือและนานช้ามาแล้ว
“ฉันรักคนหนึ่งในหมู่ท่านราวกับว่าเขาเป็นทุกคน และรักทุกคนเสมือนว่าเขาเป็นคนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิแห่งหัวใจฉัน ฉันเฝ้าดูอยู่ที่ลานนวดข้าวของท่าน
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทุกคน ทั้งผู้เป็นยักษ์ใหญ่และคนแคระทั้งผู้เป็นโรคเรื้อนและผู้มีผิวผ่องใส และรักเขาผู้คลำหาทางไปในความมืดเท่าๆ กับเขาผู้เต้นร่าผ่านวันวานไปบนขุนเขา
“ท่านผู้แข็งแรงฉันก็รัก ถึงแม้ว่ารอยเท้าเหล็กของท่านจะยังประทับอยู่บนเนื้อฉัน และท่านผู้อ่อนแอฉันก็รัก ถึงแม้ว่าท่านจะทำให้ความศรัทธาของฉันเหือดแห้งไปและทำให้ขันติของฉันต้องเปลืองเปล่า
“ฉันรักท่านผู้มั่งคั่งทั้งๆ ที่น้ำผึ้งของท่านยังทิ้งรสขมอยู่ในปากฉัน และท่านผู้ยากไร้ฉันก็รักถึงแม้ว่าท่านจะรู้ถึงความอับอายในมือเปล่าของฉันก็ตามที
“ท่านนักกวีผู้มีพิณและนิ้วอันมืดบอด ท่านทำให้ฉันรักด้วยการปล่อยตัวของท่าน รวมทั้งท่านนักปราชญ์ซึ่งเอาแต่เก็บผ้าตราสังอันเน่าเปื่อยอยู่ในทุ่งนาของช่างปั้นหม้อ
“ท่านผู้อยู่ในสมณเพศซึ่งนั่งอยู่ในความเงียบแห่งวันวานถามไถ่ถึงชะตากรรมแห่งวันพรุ่งของฉัน ฉันก็รัก รวมทั้งท่านผู้บูชาเทพเจ้าซึ่งเป็นภาพแห่งความปรารถนาของท่านเอง
“เธอ-อิสตรีผู้กระหายซึ่งมีถ้วยที่เต็มอยู่เสมอนั้นฉันรักด้วยความเข้าใจ และเธอ-เหล่านารีผู้มีราตรีอันไร้การหลับ ฉันก็รักด้วยความเมตตาและปรานี
“ท่านผู้ช่างเจรจา ฉันก็รักและกล่าวว่า ‘ชีวิตมีสิ่งที่จะพูดถึงอยู่มากมาย’ และท่านผู้เบื้อใบ้ฉันก็รักและกระซิบแก่ตัวฉันเองว่า ‘ก็เขามิได้เอ่ยเอื้อนวาจาอยู่ในความเงียบถึงสิ่งซึ่งฉันจักฟังได้เป็นถ้อยคำดอกหรือ?’
“และท่านผู้พิพากษาและผู้ตำหนิติเตียนฉันก็รักเช่นกัน แต่กระนั้นเมื่อท่านเห็นฉันถูกตรึงกางเขน ท่านยังกล่าวว่า ‘เลือดของเขาหยดเป็นจังหวะและลวดลายของโลหิตที่อยู่บนผิวขาวๆ ของเขาก็สวยงามน่าดูนัก’
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทั้งหมด ทั้งหนุ่มสาวและแก่เฒ่า ทั้งต้นอ้อที่สั่วไหวและต้นโอ๊ค
“แต่อนิจจาเอ๋ย! หัวใจที่อุดมมากเกินไปนั้นแหละที่ทำให้ท่านหันหนีไปจากฉัน ท่านชอบดื่มความรักจากถ้วย มิใช่จากแม่น้ำที่ล้นเอ่อ ท่านชอบฟังเสียงพึมพำแผ่วเบาของความรัก แต่เมื่อความรักตะโกนก้อง ท่านกลับอุดหูของท่านเสีย
“และเพราะว่าฉันรักท่าน ท่านก็กล่าวแต่เพียงว่า ‘เขาใจอ่อนและยอมแพ้มากเกินไป และวิถีทางของเขาก็ไม่สุขุมคัมภีรภาพ มันเป็นความรักของผู้ขาดแคลน ผู้หยิบเศษขนมปังขึ้นมาแม้ในยามที่นั่งอยู่ ณ งานเลี้ยงมโหฬาร และมันเป็นความรักของคนอ่อนแอ เพราะคนแข็งแรงนั้นย่อมรักแต่เฉพาะผู้แข็งแรง’
“และเพราะว่าฉันรักท่านมากเกินไป ท่านจึงกล่าวว่า ‘มันเป็นความรักของคนตาบอดซึ่งไม่รู้จักความงามของคนหนึ่งหรือความน่าเกลียดของอีกคน และมันเป็นความรักของคนอวดดีและผู้คิดมากเกินควร เพราะคนแปลกหน้าคนไหนเล่าจะมาเป็นพ่อแม่พี่น้องของเราได้?’
“ท่านพูดเช่นนี้และยิ่งกว่านี้อีก เพราะมีอยู่บ่อยๆ ในท้องตลาดที่ท่านชี้มือมายังฉันและกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า ‘นั่นไงคนไร้อายุขัย คนไร้เหตุผล ซึ่งในยามเที่ยงเล่นเกมกับลูกๆ ของเรา แต่ในยามเย็นกลับไปนั่งอยู่กับผู้อาวุโสโดยคาดว่าจะได้รับปัญญาและความเข้าใจ’
“และฉันกล่าวว่า ‘ฉันจะรักพวกเขามากขึ้น ถูกแล้ว- มากขึ้นอีก ฉันจะซ่อนเร้นความรักของฉันด้วยการทำท่าเกลียดชังและแปลงความอ่อนโยนของฉันเป็นร่างแห่งความเผ็ดร้อน ฉันจะสวมหน้ากากเหล็ก และจะแสวงหาคนเหล่านั้นก็เมื่อฉันสวมเกราะและถืออาวุธแล้ว’
“ครั้นแล้วฉันจะวางมือหนักๆ ลงบนบาดแผลของท่าน และจะคำรามลั่นอยู่ในหูท่านเสมือนดังพายุใหญ่ในยามราตรี
“ฉันจะประกาศความหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง เล่ห์เหลี่ยม ความเท็จ ความเป็นดังฟองดินอันว่างเปล่าของท่านจากหลังคาบ้าน
“คนสายตาสั้นในหมู่ท่าน ฉันจะด่าว่าเป็นค้างคาวตาบอด ส่วนผู้ที่อยู่ชิดโลกมากเกินไป ฉันใคร่จะเรียกว่าตัวตุ่นที่ไร้วิญญาณ
“คนช่างพูด ฉันจะประกาศว่าเป็นคนลิ้นสองแฉก ส่วนคนที่เงียบขรึม ริมฝีปากราวกับหิน และคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมฉันจะเรียกว่าคนตายที่มิเคยเหนื่อยหน่ายต่อความตาย
“ผู้แสวงหาความรู้ทางโลกฉันจะประณามว่าเป็นผู้ก่อความขุ่นเคืองแก่ดวงจิตบริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่มิสนใจสิ่งใดนอกจากดวงจิต ฉันก็ตีตราว่าเป็นผู้ล่าเงา ผู้เหวี่ยงแหไปในน้ำตื้นและจับได้แต่เงาของตัวเอง
“ดังนั้นฉันจะประณามพวกท่านด้วยริมฝีปากของฉันในขณะที่หัวใจของฉันซึ่งหลั่งเลือดอยู่ภายในตัวฉันจักเรียกท่านด้วยชื่ออันอ่อนหวานนานาชื่อ
“ผู้ที่เอ่ยเอื้อนออกมาคือความรักซึ่งถูกกระหน่ำด้วยตัวมันเอง มันคือความภาคภูมิซึ่งถูกพิฆาตไปครึ่งๆ ซึ่งกระพือปีกอยู่ในฝุ่นธุลี ความกระหายหิวความรักของท่านนั่นเองที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่บนหลังคาในขณะที่ความรักของฉันซึ่งคุกเข่าอยู่ในความเงียบนั้นสวดวิงวอนขออภัยโทษให้แก่ท่าน
“แต่จงดูสิ่งปาฏิหาริย์เถิด!
“ก็การกลบเกลื่อนของฉันเองที่เปิดดวงตาของท่านขึ้น และการแสร้งทำเกลียดชังนั่นแหละที่ปลุกหัวใจของท่านให้ตื่นขึ้น
“และบัดนี้ท่านก็รักฉัน
“ท่านรักดาบที่ฟาดฟันตัวท่านและลูกธนูที่ทำให้ทรวงอกของท่านปริออก เพราะเมื่อท่านมีบาดแผลท่านจึงจะเป็นสุข และเพียงเมื่อท่านได้ดื่มโลหิตของท่านเองท่านจึงจะมึนเมาได้
“พวกท่านมารวมกันอยู่ในสวนของฉันทุกวันดุจดังแมลงเม่าซึ่งแสวงหาความพินาศในเปลวไฟ และด้วยใบหน้าที่เงยขึ้นและดวงตาทรงเสน่ห์ ท่านเฝ้าดูฉันฉีกภูษาแห่งวันวานของท่านออก และท่านพูดแก่กันและกันด้วยเสียงกระซิบว่า “เขาแลเห็นด้วยแสงสว่างแห่งพระเจ้า เขากล่าวถ้อยดุจดังศาสดาแห่งโบราณกาล เขาเปิดเผยดวงวิญญาณของเราและไขกุญแจหัวใจของเราออก และเขารู้วิถีทางของเราเช่นเดียวกับนกอินทรีซึ่งรู้ทางเดินของหมาจิ้งจอก”
“ถูกแล้ว อันที่จริงนั้นฉันรู้จักวิถีทางของพวกท่าน แต่ก็เพียงเช่นเดียวกับที่นกอินทรีรู้จักทางของลูกอ่อนของมันเท่านั้นเอง และฉันใคร่จักเปิดเผยความลี้ลับของฉัน แต่กระนั้นเนื่องจากต้องการความใกล้ชิดของท่าน ฉันจึงแสร้งทำเป็นห่างเหิน และฉันคอยเฝ้าดูประตูน้ำแห่งความรักของฉันด้วยเกรงว่ากระแสน้ำแห่งความรักของท่านจักลดลง”
หลังจากกล่าวสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้เบิกทางก็เอามือปิดหน้าและร่ำไห้อย่างขมขื่น เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าความรักที่ถูกลดเกียรติอยู่ในความเปล่าเปลือยของมันนั้นยิ่งใหญ่กว่าความรักที่แสวงหาชัยชนะด้วยการปลอมแปลง และเขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก
แต่ในบัดดลนั้นเขาก็ผงกศีรษะขึ้นและยืดแขนออกเสมือนคนเพิ่งตื่นนอนและกล่าวว่า “รัตติกาลอวสานลงแล้ว และพวกเราผู้เป็นบุตรแห่งราตรีย่อมต้องสิ้นชีพเมื่อรุ่งอรุณกระโดดข้ามเทือกเขามา และความรักอันทรงพลังจักผลุดขึ้นจากเถ้าถ่านของเรา มันจักสำรวลร่าอยู่ในดวงตะวันและจักมิมีวันม้วยมรณ์


เขียนโดยคาลิล ยิบราน
ผู้เบิกทาง
กิติมา อมรทัต แปล

Be Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
16 พฤศจิกายน 2563 15:01 น.

ศีลธรรมพื้นฐานของการเมือง....

คีตากะ

1861992pyofcsb3p3.gif










ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
ที่ศูนย์ซีหู หมู่เกาะฟอร์โมซา
วันที่ ๒๙ เมษายน ๑๙๙๒
(เดิมเป็นภาษาจีน)




      ในโลกของเรานี้ นักการเมืองไม่สามารถให้ชีวิตที่สงบสุขแก่ประชาชนของเขาด้วยการใช้โครงการอันเฉลียวฉลาดหลักแหลมทางด้านการเมืองหรือด้วยการวางแผนอันดีเลิศ ศีลธรรมควรมาก่อน หากผู้คนมีศีลธรรมโลกก็จะสงบปลอดภัยและเป็นสุข ไม่มีความจำเป็นต้องมีการเมือง ไม่มีความจำเป็นต้องโต้แย้งกัน ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ ไม่จำเป็นต้องควบคุมคน หรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีตำรวจหรือกองทัพใดๆ ไม่มีความจำเป็นไม่ว่าในเรื่องใดอีกต่อไป มันน่าเสียดายที่ผู้นำของหลายประเทศในโลกนี้ ไม่เข้าใจเรื่องนี้เท่าไรนัก
ถ้าเธอไปพูดกับนักการเมืองบางคนว่า “ฉันมีวิธีที่จะช่วยเหลือประเทศของคุณให้เป็นประเทศที่สุขสงบ”  เขาก็จะตอบเธอกลับมาว่า “สิ่งที่ประเทศของเราต้องการก็คือ อาหารและเงิน” เขาจะไม่สนใจเรื่องศีลธรรม พวกเขาไม่ได้คิดถึงข้อความที่ว่า “จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าให้พบก่อน และจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอื่นๆ ก็จะมาสู่ตัวคุณ” ฉันไม่ได้พูดว่าไม่มีใครเลย เพียงแต่มีไม่กี่คนเท่านั้น และถึงแม้จะมีผู้นำที่ดี ก็ยังเป็นเรื่องยากถ้าประชาชนที่อยู่เบื้องล่างเขาเป็นคนไม่ดี เขาก็จะเอาเงินมาซื้อตำแหน่งกับคนที่มีเงินก็ยังสามารถเข้ามาได้ (อาจารย์หัวเราะ) โดยทั่วไปมันเป็นแบบนั้น ดังนั้นผู้ที่มีความสามารถก็ไม่สามารถรับใช้ประเทศชาติของเขาได้ ถ้าพวกเขาไม่มีเงินมาก ไม่มีใครที่จะฟังพวกเขา
ในสมัยโบราณ พระเจ้าแผ่นดินและรัฐบาลได้แสวงหาอาจารย์ผู้รู้แจ้ง ผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งมีศีลธรรมและปัญญา เพื่อที่จะปรึกษาหารือพวกเขาเกี่ยวกับการปกครองชาติ บางประเทศก็ยังทำอย่างนี้ในปัจจุบัน! แต่ว่ามีน้อยมากๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมโลกจึงตกต่ำลงและมีสงครามและภัยพิบัติมากมายหลายอย่าง เป็นเพราะว่าผู้นำสามารถมีผลกระทบต่อทั้งชาติ ประชาชนจะฟังสิ่งที่เขาพูด อย่างน้อยที่สุดเขาก็มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของเขา สถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ทั้งหมดและหนังสือพิมพ์ก็เผยแพร่ความคิดของเขา ถ้าความคิดของเขาดีและประเสริฐ แน่นอนชาติทั้งชาติก็จะได้รับผลด้วย มันไม่สำคัญว่าประชาชนจะชอบมันหรือไม่ เมื่อพวกเขาได้ฟังในตอนแรก หลังจากได้ฟังแล้วจิตใจของเขาก็ต้องบันทึกเก็บมันไว้ ทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวด้วยเช่นกัน ดังนั้นอิทธิพลจึงมีมากเหลือเชื่อ!
ถ้าหากว่าเธอไปดูในนรก เธอจะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยผู้นำของโลก มันน่ากลัวมากเพียงเพราะพวกเขาไม่รู้เรื่องนี้! เพราะคนๆ หนึ่งมีอิทธิพลต่อคนมากมายหลายคน และทั้งโลกด้วย ถ้าหากเขานำประชาชนไปในทางที่ผิด แน่นอนเขาจะสร้างกรรมจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นถ้าเราเป็นประชาชนธรรมดา ก่อนที่เราจะมีความก้าวหน้ามากในการบำเพ็ญทางจิตวิญญาณของเรา เมื่อเราไม่มีปัญญาหรือความสามารถหลายอย่าง เราก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลือ มีโอกาสที่จะบรรลุการหลุดพ้นชั่วนิรันดร์ ถ้าหากว่าเราไม่มีความสามารถใดๆ ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความรักและไม่มีปัญญา แล้วก็ปีนขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงมากและเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทั้งหลาย เราก็จบกัน! (หัวเราะ) มันอันตรายมากจริงๆ เธอเข้าใจไหม? กรรมของเราก็จะเพิ่มขึ้นนับพันล้านเท่า
สำหรับเราประชาชนตัวเล็กๆ จะมีสักกี่คนที่เราสามารถมีอิทธิพลต่อเขาได้ ที่เราสามารถมีอิทธิพลได้มากที่สุดก็คือลูกของเรา เราสามารถสร้างตัวอย่างที่เลวได้สำหรับเฉพาะลูกของเรา หรือภรรยาหรือสามีของเราเท่านั้นไม่ใช่หรือ? และยังมีเพื่อนๆ และญาติพี่น้องด้วย หากพวกเขาเชื่อฟังในสิ่งที่เราพูด ฉะนั้นเราจึงไม่มีอิทธิพลมากมายนัก ถ้าเราเป็นคนใหญ่โต แน่นอนอิทธิพลของเราจะมีมากเหลือเชื่อ เราจะดึงดูดแรงในด้านลบและระดับต่ำที่คล้ายคลึงกับของเรา ทำให้โลกทั้งโลกยิ่งเป็นไปทางด้านลบมากขึ้นสั่นคลอนมากขึ้น มุ่งไปสู่ทิศทางนั้นและก็ยิ่งเพิ่มกำลังด้านลบมากยิ่งขึ้นอีก กรรมก็จะกลายเป็นหนักยิ่งขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนรกจึงเต็มไปด้วยพระเจ้าแผ่นดิน มันแย่มาก แย่มากจริงๆ
มันก็ทำนองเดียวกับพวกที่เรียกกันว่าผู้บำเพ็ญ ถ้าพวกเขาไม่ได้เข้าถึงเต๋าอย่างแท้จริง ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ได้มีธรรมวิถีที่ถูกต้องและไม่ได้ครอบครองสัจธรรม คุณความดีและความงามที่อยู่ภายในแล้ว พวกเขาก็ก้าวขึ้นไปบนเวที และมีอิทธิพลต่อประชาชน นำพวกเขาไปในทางที่ผิด กรรมที่พวกเขาจะได้รับนั้นจะมากเหลือเชื่อ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนรกจึงเต็มไปด้วยผู้นำทางด้านการเมืองและศาสนาชนิดต่างๆ พวกเขาหลายคนกำลังได้รับ “การฝึก” อยู่ที่นั่น (หัวเราะ) ในบางกรณี พวกเขาต้องคอยอยู่เป็นเวลานานมาก พวกเขาต้องคอยจนกว่าคนที่ถูกล้างสมองจากพวกเขานั้นจะได้รู้แจ้งและหลุดพ้นไปก่อนที่พวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือ พวกเธอคิดออกไหมว่าพวกเขาต้องคอยนานสักเท่าใด? นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันจึงมีกล่าวในคัมภีร์พุทธว่า มี “นรกตลอดกาล” เนื่องจากว่ามีประชาชนหลายคนต้องเจ็บปวดถูกทำร้ายและถูกนำไปในทางที่ผิด เธอต้องคอยจนกว่าพวกเขาทุกคนจะได้รู้แจ้งและหลุดพ้นก่อนที่บาปของเธอจะลดน้อยลง นั่นต้องใช้เวลานานมาก!
มันก็เหมือนอย่างถ้าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เธอถูกวางยาพิษเพียงเล็กน้อย จิตของเธอก็จะไม่แจ่มชัดแล้วก็มีคนยื่นยาพิษให้เธอมากขึ้น เธอก็จะดื่มมันเข้าไปอีก เธอก็ยิ่งได้รับพิษมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการยากมากที่จะคอยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหลุดพ้น ใช้เวลานานมากๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนที่นำผู้อื่นไปในทางที่ผิดต้องคอยนานยิ่งกว่านั้น เป็นการดีที่สุดสำหรับเราผู้บำเพ็ญที่จะไม่โลภ ไม่วิ่งไล่ตามตำแหน่งต่างๆ ! ไม่ทะเยอทะยานอยากได้ตำแหน่งซึ่งมีความรับผิดชอบต่างๆ ที่สำคัญ ถ้าเราไม่มีความสามารถหรือไม่มีสติปัญญา เราจะทำร้ายตัวเราเองอย่างแท้จริง เราจะทำความเสียหายให้กับโลกและขวางกั้นวิวัฒนาการของจักรวาล
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราที่จะทำก็คือ ปรับปรุงคุณธรรมและปัญญาของเราให้ดีขั้น จากนั้นเราก็จะสามารถทำอะไรก็ได้ ที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ เพราะว่าในขณะนั้น เราพร้อมแล้ว มันก็เหมือนเมื่อเราร่ำรวยแล้ว เราก็จะเอาเงินของเราไปลงทุนที่ไหนก็ได้ เราจะทำธุรกิจใดๆ ก็ได้อย่างนั้นไม่ใช่หรือ? มันน่าห่วงก็ต่อเมื่อเราไม่มีเงินเลย ถ้าเราต้องการมีธุรกิจของเราเอง หรือเป็นเจ้านายก่อนที่จะมีเงิน และก็นั่งกังวลว่าเราจะล้มเหลวในธุรกิจ นั่นก็คือการสร้างปัญหาขึ้นสำหรับตัวเราเอง เราจะพูดไม่ได้ว่าพระเจ้าไม่ช่วยเรามันนึกภาพไม่ออกจริงๆ ในเมื่อกรรมของเราก็หนักมากแล้ว เราจะยังต้องการแบกกรรมของทั้งชาติ หรือของกลุ่มใหญ่ๆ อยู่อีก !
ผู้บำเพ็ญแบบนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงผลที่ตามมา พวกเขาจึงกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูดเรื่องไร้สาระ กล้าที่จะรับคนเป็นศิษย์ของเขาและสอนในสิ่งผิดๆ ถ้าพวกเขารู้ว่ามีนรกรอคอยพวกเขาอยู่ พวกเขาก็คงไม่กล้าที่จะทำอย่างนั้น หรือไม่กล้าพูดอะไรเลย มันไม่เป็นการดีเพียงแค่ที่จะมีลูกศิษย์หลายคน เราควรจะรู้ว่าเรากำลังสอนอะไรพวกเขา และเรากำลังนำพวกเขาไปไหน เพราะทุกสิ่งไม่ได้สิ้นสุดหลังจากที่เราได้พักในโลกนี้มาหนึ่งร้อยปี เรายังดำเนินต่อไป ชีวิตของเรายังคงดำเนินต่อไป ชีวิตแล้วชีวิตเล่า สำคัญเพียงแต่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ในสวรรค์หรือในนรก ในนิพพาน หรือในโลก?
Be Veg, Go Green 2 Save The Planet				
16 พฤศจิกายน 2563 15:03 น.

สภาวะตถาคต.....

คีตากะ

R646-2.jpg






ปราศรัยโดย ท่าน Suma Ching Hai, ศูนย์ซีหู, ฟอร์โมซา
4 สิงหาคม 2534 (เดิมเป็นภาษาจีน)





     แรงสั่นสะเทือนภายในและแสงภายในของธรรมวิถีกวนอิมเปลี่ยนแปลงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา มันทำให้ความถี่ของการสั่นสะเทือนของเราเร็วขึ้นๆ ยิ่งการสั่นสะเทือนของเราเร็วขึ้น เราก็ยิ่งเข้าใกล้ระดับตถาคตมากขึ้น มิฉะนั้น, เราจะกลายเป็นพุทธะ(ผู้ที่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์)ได้อย่างไร?

เรารู้ไหมว่าทำไมจึงเรียกว่า “ตถาคต”? ความหมายของตถาคตคือผู้นั้นทั้งไม่มาและก็ไม่ไปไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? เหตุผลก็คือว่าตถาคตมาและก็ไปเร็วมากๆ แต่มันดูเหมือนกับว่าเขาไม่เคยมาหรือไปเลย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถไปในที่หลายๆแห่งได้ในเวลาเดียวกัน และก็กลับมาได้ในเวลาเดียวกันด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางเห็นว่าเขาไปไหน แต่ก็มีผู้เห็นเขาได้ในทุกมุมของจักรวาลไม่ว่าในเวลาใดก็ได้ ดังนั้นเขาจึงถูกเรียกว่าตถาคต

ตอนเราเด็กๆ เราเล่นเกมเอาลูกบอลลูกเล็กๆ ใส่ในหมวกไม้ไผ่สาน และก็ทำให้ลูกบอลกลิ้งไปเรื่อยๆ ในหมวกนั้น พอมันกลิ้งช้าลง เราก็สามารถจะเห็นการเคลื่อนไหวของลูกบอล แต่ถ้าลูกบอลกลิ้งเร็วมากๆ มันก็ดูราวกับว่าไม่มีลูกบอลอยู่ นี่เป็นเรื่องของความเร็วของลูกบอล พอบุคคลคนนั้นกลายเป็นพุทธะแล้ว การสั่นสะเทือนของเขาจะแตกต่างไป เขาไปมาได้อย่างรวดเร็วมาก แต่ดูเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ไปหรือมาเลย เขาเร็วกว่าแสง เร็วกว่าสิ่งใดๆ แม้กระทั่งเร็วกว่าความคิดของเรา

เราทุกคนคิดว่า ความเร็วของแสงเป็นสิ่งที่เร็วที่สุดในโลกนี้ ถ้ามีฟ้าแลบฟ้าร้องที่ไหน เราจะสามารถเห็นแสงไฟแลบภายในหนึ่งวินาที เพราะว่าความเร็วของแสงนั้นไวมาก ยกตัวอย่างเช่น จักรยานมีความเร็วช้ามาก และเครื่องบินก็ไวกว่ามาก ทุกคนรู้ว่าความเร็วของแสงไวมาก แต่พุทธะและโพธิสัตว์ไวกว่าแสงอีก อย่างไรก็ตาม, พวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวร่างกาย

บางครั้งเธออาจจะดูภาพยนตร์กังฟูทางทีวีหรือรายการแสดงกังฟูที่พวกเขามักจะตั้งใจแสดงท่าให้ดูช้าๆ เพื่อให้เราสามารถเห็นเทคนิคที่ใช้ในท่ากังฟูที่สวยงาม แต่ถ้าการเคลื่อนไหวนั้นเร็วเกินไป เราจะเห็นมันได้ไม่ชัด ท่ากังฟูของบางคนช้ามาก บางคนก็เร็วมาก อย่างเช่น การเคลื่อนไหวของบรูซ ลี ไวมาก ปกติ, ก่อนที่เราจะเห็นเขาเริ่มลงมือ เขาก็จัดการเสร็จไปแล้ว บางคนสามารถรำดาบหรือทำอะไรได้เร็วแบบนั้นเหมือนกัน

พุทธะยิ่งเร็วกว่าอีก คนธรรมดาจึงไม่สามารถเห็นท่าทางการเคลื่อนไหวของพวกท่านเวลาที่พวกท่านไปมา ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกพวกท่านว่าตถาคต ดังนั้นจึงมีกล่าวไว้ว่า “เซ็นอยู่ในการเดิน, การใช้ชีวิต, การนั่งและการนอน”

คนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนการทำสมาธิ หรือคนที่ระดับชั้นสูงกว่าผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นนิดหน่อย จะรู้เวลาที่พวกเขาเข้าสู่สมาธิหรืออยู่ในสมาธิ และก็รู้ตอนที่ออกจากสมาธิด้วย แม้กระทั่งคนอื่นก็สามารถสังเกตเห็นได้ด้วย แต่กับคนที่ระดับชั้นสูงมากซึ่งบรรลุถึงสภาวะตถาคตแล้ว เราไม่มีทางบอกได้เลยว่าเขาเข้าหรือออกจากสมาธิเมื่อไหร่ เพราะว่าเขาเข้าและออกทุกขณะ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในสมาธิในช่วงเวลาหนึ่ง เราก็บอกไม่ได้ เพราะว่าเขาเร็วมากจริงๆ เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางที่จะตัดสินว่าเขาเข้าสู่สมาธิในช่วงหนึ่งแล้วก็ออกมาจากสมาธิแล้ว เราไม่สามารถกำหนดได้ทั้งเข้าและออก เขาเข้าสู่สมาธิและออกจากสมาธิในเวลาเดียวกัน เพราะว่าระดับของเขาสูงมากและความเร็วของเขาก็ไวเหลือเชื่อ

เรากล่าวว่า “เซ็นอยู่ในการเดิน, การใช้ชีวิต, การนั่งและการนอน” แต่ถ้าเรายังไม่บรรลุถึงระดับนั้นที่ “เซ็นอยู่ ในการเดิน, การใช้ชีวิต, การนั่งและการนอน” ก็ไม่มีทางที่เราจะมีนิรมาณกายที่นับไม่ถ้วน และไม่มีทางที่เราจะอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งได้ สำหรับตถาคตแล้ว, ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ทุกหนทุกแห่ง เขาก็เพียงแต่พักอยู่ในที่แห่งหนึ่งเท่านั้น คาดว่าเขาอยู่ในระดับที่ “เซ็นอยู่ในการเดิน, การใช้ชีวิต, การนั่งและการนอน” ซึ่งเขาจะอยู่ทั้งในและนอกสภาวะสมาธิทุกขณะ

ก็คล้ายๆ กับการเล่นกลิ้งลูกบอลไปรอบๆในหมวกไม้ไผ่ตอนที่เรายังเด็กๆ ลูกบอลกลิ้งไปรอบๆเร็วมากจนเรามองไม่เห็นมัน เราบอกไม่ได้ว่ามันอยู่ตรงนี้หรือตรงนั้นกันแน่ มันกลิ้งไปรอบๆเร็วมาก พอสักพักหนึ่งก็ดูเหมือนกับว่าลูกบอลนั้นหายไปไม่ได้อยู่ในหมวกเพราะว่าความเร็วของลูกบอลมันเร็วมาก

นอกจากนี้, สภาวะตถาคตก็ไม่ได้เป็นแบบเดียวกับการถอดถ่ายกายทิพย์ คนบางคนรู้วิธีเข้าสู่สมาธิแบบหนึ่งดีมาก สามารถกระทั่งคงอยู่ในสภาวะนั้นไปหลายเดือนหรือหลายปี แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะว่าเขายังคงอยู่ในระดับที่คนอื่นสามารถแยกแยะได้ว่าบาง ครั้งเขาอยู่ในสมาธิหรือบางครั้งก็ออกจากสมาธิ

ที่ระดับนี้ยังมี “ประตู” ให้เข้าหรือออกจากสมาธิ อย่างไรก็ตาม, เซ็นไม่มี “ประตู”อะไร ดังนั้นระดับนี้จึงสูงจริงๆ เราจึงมักจะเห็นข้อความจารึกว่า “ไม่มีประตูทั้งสอง” เวลาที่เธอไปตามวัดทางพุทธต่างๆ มันหมายความถึงสภาวะที่ไม่มีด้านในและด้านนอก ไม่มีดีไม่มีชั่ว กระทั่งไม่มีโลกและไม่มีพุทธะ แต่เธอต้องบรรลุถึงระดับที่ “ไม่มีประตูทั้งสอง”นี้เสียก่อน

เธอควรจะไปให้ถึงหรือบรรลุถึงสภาวะตถาคตเพื่อที่เธอจะสามารถไปที่ใดก็ได้ทุกเวลา แต่ก็ยังคงอยู่ในที่แห่งหนึ่งเช่นกัน ทุกคนเขียนข้อความว่า “ไม่มีประตูทั้งสอง” หรือว่า “เซ็นอยู่ในการเดิน, การใช้ฃีวิต, การนั่งและการ นอน” แต่ไม่มีใครเข้าใจความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะสามารถใช้สมองมาคิดให้เข้าใจได้ แต่เธอจำเป็นจะต้องบรรลุถึงสภาวะนี้เอง อย่างไรก็ตามหลังจากที่เธอบรรลุถึงระดับนี้แล้ว เธอก็จะยังคงเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง เธอจะไม่คิดว่าเธอเป็นพุทธะ

				
16 พฤศจิกายน 2563 15:06 น.

คนไททิ้งแผ่นดิน....

คีตากะ

methane%20plume-jj-001.jpg















               เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบ ใบไม้ไม่ไหวติง ราวกับว่ากระแสลมจะหยุดพัดกวัดไกวไปตลอดกาลฉะนั้น ความหดหู่ วังเวง เข้าครอบคลุมตัวเมืองที่ผู้คนกำลังเร่งรีบกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง จนลืมมหาภัยที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างเงียบๆ...

พี่ศร ! พี่ศร ! พี่ดูหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ซิ ! เคน บัณฑิตหนุ่มจบใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัย วิ่งเข้ามาในร้านอาหารร้องเรียกพี่ชายของเพื่อนซึ่งทำงานเป็นพ่อครัวหนุ่มอยู่ที่ร้านแห่งนี้ ด้วยแววตาตื่นตระหนกราวกับพบพานภูตผีปีศาจมาก็ปาน

พบซากปลาทะเลนับหมื่นตัวนอนตายลอยแพเกลื่อนในทะเลใกล้ชายฝั่ง นักวิทยาศาสตร์คาดกระแสน้ำอุ่นจากทะเลลึกพัดเข้าสู่บริเวณชายฝั่งทะเลน้ำตื้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากภาวะโลกร้อน ศร พ่อครัวหนุ่ม อดีตวิศกรมากว่า 10 ปี อ่านเสียงดังๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ในขณะที่มือยังวุ่นอยู่กับการล้างผักกองเท่าภูเขาที่อยู่ตรงหน้า หลังจากที่เขาเองพึ่งกลับมาจากตลาด เสียงหัวเราะขาดหายไป เขาพลันหันหน้ามาหาเพื่อนของน้องชายและยิ้ม พร้อมกับกล่าวว่า

เดือนที่แล้วปลานอนตายเป็นแพ พวกนักวิทยาศาสตร์บอกว่าสาเหตุเพราะน้ำเย็นเกินไป คราวนี้มาบอกว่าน้ำอุ่นเกินไป สรุปว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักประสาทวิทยากันแน่ ฮา ฮา

ผมว่านี่จะต้องเป็นจอมวายร้าย มีเทน อย่างที่พี่เคยบอกผมแน่ๆ เคน ยังมีสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมกับกล่าวต่อว่า

หลังจากที่พี่บอกผมเกี่ยวกับเรื่องก๊าซมีเทน ผมได้ทำการค้นคว้าศึกษาหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมากมายจนเข้าใจ ผมว่ามีไม่กี่คนในประเทศหรอกที่จะเข้าใจเหมือนพวกเรา

ศร ตบไหล่น้องชายเบาๆ โดยไม่พูดจา เคนจึงถามขึ้นว่า
แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปกันดีหล่ะ ผมบอกพ่อกับแม่แต่ไม่มีใครเชื่อสักคน ไม่มีใครรู้เรื่องมีเทน ทุกคนเพิกเฉย

มี 2 ทางให้เลือก หนึ่ง รอความตายอยู่ที่นี่และสวดมนต์ สอง หนีไปผจญภัยข้างหน้าแบบเสี่ยงโชคตายเอาดาบหน้า ศร กล่าวขึ้นในที่สุด

พี่ไปทางไหน ผมก็ไปด้วย ถ้าแม้แต่เราทั้งคู่ยังไม่รอด ทั้งประเทศนี้คงไม่มีใครรอด จะมีใครรู้เรื่องก๊าซมีเทนได้มากกว่าเราอีก ผมค้นคว้าข้อมูลมานาน อย่างน้อยๆ เวลาตายไป ยมบาลถามว่า เจ้าเป็นอะไรตาย? ผมยังสามารถตอบได้ว่า สูดก๊าซมีเทนเข้าไปครับ! แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่แน่ว่าจะตอบได้เหมือนผม  เคน กล่าวด้วยท่าทีภาคภูมิใจ 

ความคิดไม่เลว ฮา ฮา ศร อดหัวร่อออกมาไม่ได้ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า

อย่างน้อยรู้ว่าตายเพราะอะไร ยังดีว่าตายแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ฮา ฮา

ผมเริ่มสงสัยตั้งแต่ แม่น้ำโขงแห้งแล้วแหล่ะ โลกร้อนทำพิษ น้ำระเหยเร็วผิดปกติ ฝนไม่ตกต่อเนื่อง น้ำแข็งละลายไวที่แหล่งต้นน้ำคือภูเขาหิมาลัย ไหนจะการแก่งแย่งน้ำกันจากการสร้างเขื่นของประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ทำให้โขงตอนปลายไม่เหลือน้ำ ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหน้า เคน สาธายายต่อ เนื่องจากยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก จึงยังไม่มีลูกค้าเข้ามาในร้าน ทำให้ทั้งคู่มีเวลาพูดจากันตามประสาพี่น้องมากกว่าปกติ ถ้าเวลาสายหน่อยเริ่มมีคนเดินทางไปทำงาน ศรก็มักจะง่วนอยู่แต่ในครัวจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน จะว่างอีกทีก็ตอนที่คนเดินทางไปทำงานกันหมดแล้ว จะมีขาจรบ้างปละปลาย และจะยุ่งอีกครั้งก็ตอนพักเที่ยงและเย็นหลังเลิกงาน ที่พยาธิในท้องของผู้คนเริ่มหิวกระหายขึ้นมาอีกนั่นแหละ

ปีนี้ภัยแล้งเห็นได้ชัดเจนมาก ชาวนาบางรายไม่สามารถทำนาปรังได้ถึงกับฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สินที่ท่วมตัว นับวันโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้น ช่วงนี้ผมพยายามทำบุญให้มากที่สุด กลัวว่าเวลาตายไปจะไม่มีอะไรติดตัวไปปรโลก เคน สาธายายต่อตามประสาวัยรุ่นที่มีจินตนาการกับความจริงผสมปนเปกันราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน 

พี่ ศร แต่ผมสงสัยว่าก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากพืชซากสัตว์นับล้านปี ทั่วแผ่นดินและทะเล เวลามันผุดขึ้นมาพร้อมกัน จะมีความรุนแรงขนาดไหนและมันจะแพร่อยู่ในอากาศได้กี่ปีครับ ในที่สุด เคน ก็ตั้งคำถามออกมา

อันนี้ต้องสอบถามจากพวกไดโนเสาร์ น่าจะรู้ดี ศร ตอบแบบติดตลกก่อนจะอธิบายต่อ

ในประเทศเรา บริเวณอ่าวไทยมีก๊าซธรรมชาติมากมายมหาศาล เขากล่าวว่ามีให้ผลาญได้อีกหลายสิบปีจนอาจถึง 100 ปีเลยทีเดียว ก๊าซธรรมชาติพวกนี้แหละที่สามารถแยกออกมาเป็นก๊าซมีเทน ที่รู้จักกันในชื่อ NGV และก๊าซหุงต้มที่สกัดเอามีเทนออกแล้วเรียกว่า LPG ซึ่งใช้ในครัวนี่ไง ทำไมประเทศเราราคา NGV ถึงถูกกว่าน้ำมันหล่ะ ก็เพราะเรามีแหล่งวัตถุดิบมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะใช้ไปได้อีกนาน ในขณะที่เราแทบไม่มีบ่อน้ำมันเลย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก น้ำมันเลยแพงกว่ามาก ก๊าซมีเทนมีประโยชน์มากในแง่อุตสาหกรรม แต่มันก็เป็นก๊าซเรือนกระจกที่อันตรายที่สุดในการทำให้โลกร้อนขึ้น เช่นจากฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซมีเทนจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด ตามเหมืองแร่บางแห่งที่เกิดการระเบิดก็ล้วนมาจากคุณสมบัติการจุดติดไฟได้ง่ายของก๊าซมีเทนที่เกิดการรั่วซึมจากชั้นใต้ดิน เหมืองแร่หลายแห่งในประเทศจีนเกิดการระเบิด คนงานเสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากก๊าซไร้สี ไร้กลิ่น อย่างก๊าซมีเทนนี่เอง นอกจากนั้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมมีเทนก้อนที่อยู่ภายใต้ชั้นดินเยือกแข็งที่เรียกว่า permafrost  กำลังละลายและปลดปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ เร่งภาวะโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น สร้างความหวาดผวาให้กับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ขณะนี้ทั่วทุกหนทุกแห่งกำลังปลดปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ไม่มีใครู้ ใครเห็น ใครเข้าใจ นี่คือมหาภัยเงียบ เนื่องเพราะมันไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รูปลักษณ์ ไร้ชีวิต ! ยากแก่การตรวจสอบ
ศร กล่าวเสียยืดยาวตามความรู้ที่เขามีเท่าที่สมองของเขาจะเค้นออกมาได้ ในขณะที่มือก็ยังวุ่นอยู่กับการจัดการผัก เขาหั่นผักเพื่อเตรียมใช้ในการประกอบอาหารตามเมนูประจำวันที่กำหนดไว้ คงไม่มีใครเชื่อว่าพ่อครัวลักษณะมอซอแบบนี้จะเคยมีอดีตอันโชกโชนผ่านงานมาหลายบริษัทเคยเป็นตั้งแต่ระดับวิศวกรจนถึงผู้จัดการโรงงานมาแล้ว บางทีนี่อาจเป็นงานท้าทายใหม่สำหรับคนแปลกประหลาดแบบเขาก็เป็นได้ เขาผิวปากฮำเพลงเบาๆ ก่อนที่จะกล่าวสืบต่อว่า

เมื่อกี้ถามว่าอะไรน่ะ?

ความรุนแรงของก๊าซมีเทนที่จะทำลายโลกครับและเวลาที่มันคงอยู่ในชั้นบรรยากาศ?

รับรองได้ว่าในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติต้องไม่เคยพบเจอแน่นอน แต่ไดโนเสาร์กลับรู้ดี และเสียดายที่มันไม่มีเวลาแม้แต่จะบันทึกเอาไว้ให้เรา มันคงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มิหนำซ้ำ มันสูญพันธุ์ทั้งที่หญ้าอาจยังคาอยู่ในปาก กำลังผสมพันธุ์ กำลังเล่นสนุก กำลังต่อสู้กัน กำลังหากิน หรือแม้กระทั่งกำลังนอนหลับ พวกมันไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาเพื่อบอกอะไรอีก ถึงมันจะพูดไม่ได้ตอนเป็นๆ แต่ซากศพของมันกลับพูดได้ !

ยังไงครับพี่ ผมชักเริ่มงงๆ เคน เริ่มทำหน้ามึนงง กับคำพูดของพี่ชายแปลกประหลาดคนนี้

ซากศพของพวกมันกลายเป็นซากฟอสซิลสะสมอยู่ในชั้นหิน ทำให้นักธรณีวิทยาค้นพบคำตอบ อย่างน้อยก็บางส่วน พวกเขานำซากของมันในชั้นหินมาคำนวณระยะเวลาย้อนหลังไปนับล้านปีและพบว่าพวกมันต่างล้มตายพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันกองเป็นซากศพดุจขุนเขา เป็นช่วงเวลาที่เกิดภาวะโลกร้อนพอดิบพอดี กระแสน้ำในมหาสมุทรหยุดไหล ชีวิตหยุดนิ่ง !

แล้วพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าพวกมันตายเพราะอะไร เคน ตั้งคำถาม

พวกเขาไม่รู้ แต่สันนิฐานเอาว่าเกิดการปลดปล่อยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่าซึ่งรุนแรงพอๆกับไซยาไนด์กับก๊าซมีเทนจากท้องทะเล ศร ตอบ พร้อมกล่าวต่อไปว่า

แต่พวกเขาไม่พบอะไรเกี่ยวกับก๊าซมีเทนที่จะยืนยัน จากแท่งน้ำแข็งที่พวกเขาขุดเจาะมาได้จากบริเวณขั้วโลกเอามาศึกษา พวกเขาพบเพียงว่าในช่วงเวลานั้นมีเพียงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศสูงผิดปกติ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นละครับ? เคน ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสา

พวกเขาพบว่าถ้าคาร์บอนไดออกไซด์มีมาก อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะสูงตามไปด้วย โดยเก็บข้อมูลในช่วงเวลา 600,000 ปีย้อนหลัง แต่กลับละเลยจอมวายร้ายอย่างมีเทนที่มันใช้เวลาดำรงอยู่ในชั้นบรรยากาศเพียงไม่เกิน 11 ปีก็จะสลายกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในบรรยากาศแทน ส่วนใหญ่พวกเขาเก็บข้อมูลในช่วงเวลา 100 ปี ทำให้พวกเขาขาดเบาะแสของฆาตรกรตัวจริงไป ยิ่งการเก็บข้อมูลย้อนหลังไปถึงยุคไดโนเสาร์นับเวลากว่าร้อยล้านปี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาย่อมยากจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกมันสูญพันธุ์เพราะสาเหตุอะไร จึงมีความขัดแย้งทางความคิดมากมายที่ผ่านมาในวงการวิทยาศาสตร์ บ้างก็ว่าเกิดโรคระบาด บ้างก็ว่าเกิดกระแสลมสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดใส่ บ้างก็ว่าอุกาบาตพุ่งชนโลก บ้างก็ว่าน้ำท่วมโลก ก็ว่ากันไป แต่นั่นก็เป็นเรื่องของไดโนเสาร์ หาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างพวกเราไม่ ถ้าจะให้ดีพวกเขาควรกลับไปเกิดเป็นไดโนเสาร์และอยู่ในยุคนั้น น่าจะรู้คำตอบได้ดีที่สุด! 

ผมดูหนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก และยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับปี 2012 อีกหลายเล่มที่ออกมาเกร่อตลาดตอนนี้ แต่ไม่มีใครพูดถึงก๊าซมีเทนเลย พวกเขามักบอกว่าจะเกิดดวงดาวเรียงตัวกัน อะไรก็ไม่รู้ ผมว่าน้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด พายุเฮอริเคน จะกลายเป็นเรื่องเล็กกระจ้อยร่อยไปเลยถ้าเทียบกับก๊าซมีเทน จนกระทั่งผมพบเรื่องราวของปลาตายจำนวนมากในทะเลอ่าวไทยจากหนังสือพิมพ์ ผมจึงเริ่มเข้าใจว่าก๊าซมีเทนคืออะไร นี่แค่ปี 2010 มีเทนแผลงฤทธิ์ได้ขนาดนี้ แล้วปี 2012 จะขนาดไหน ตอนนั้นโลกคงร้อนกว่านี้มาก อุณหภูมิโลกแค่เฉลี่ยสูงขึ้นอีก 5-6 องศาเซลเซียสก็ถึงจุดหายนะล้างโลกแล้ว เวลานี้เฉลี่ยเริ่มแตะที่ 2 องศาแล้ว  ไม่ช้าพวกเราคงจบเห่กันหมด เคน แสดงความคิดเห็น

วิกกฤติทางภูมิอากาศ วิกฤติการขาดแคลนน้ำ วิกกฤติด้านอาหาร กำลังตามมา ประชาชนผู้เดือนร้อนกำลังลุกขึ้นมาเพราะพวกเขาไม่มีอะไรให้หวังได้อีกนอกจากรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่รัฐบาล ภาวะโลกร้อนจะยังคงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากยังแก้ไขไม่ถูกจุดและเพิกเฉยต่อปัญหานี้กันอยู่ มนุษย์คงจะมีชะตากรรมเหมือนไดโนเสาร์เป็นแน่ ฮา ฮา ศร อธิบาย

ผมว่าโลกร้อนมันถึงจุดที่หวนกลับไม่ได้อีกแล้ว แก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เคน แสดงความเห็นด้วยอาการซึมเศร้า อย่างหมดอาลัยตายอยาก

ที่สำคัญมนุษย์กลับไปโทษคนอื่นว่าเป็นต้นตอของปัญหา แทนที่จะหันมามองตัวเองก่อนเป็นลำดับแรก ความขัดแย้งจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้นอย่างที่เห็นกันอยู่ ถ้าประชาชนอยู่ดีกินดีพวกเขาคงไม่อยากเหนื่อยออกมาเรียกร้องอะไร นอกจากนั้นมันยังขึ้นอยู่กับวินัยการจับจ่ายเงินของพวกเขาด้วย พวกเขามีทางเลือกน้อยมากและน่าเห็นใจจริงๆ ความบาดหมางกันของชนในชาตินับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโลกร้อน อารมณ์เลยร้อนด้วย ศร กล่าวเสริมเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่ภาพความขัดแย้งของมนุษย์ ได้กลบกระแสโลกร้อนในทีวีทุกช่อง สื่อทุกสื่อ ดึงความสนใจให้คนหันเหออกไปและสร้างความขัดแย้งต่อกันมากยิ่งขึ้นไปอีกทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกคนทำเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่ทำอะไรเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเอง น่าตลกจริงๆ  เคน แสดงความคิดเห็นด้วยอาการผิดหวังต่อเพื่อนร่วมชะตากรรม

ลิทธิบริโภคนิยม และทุนนิยมทำให้ก่อเกิดฟาร์มเลี้ยงวัว ฟาร์มเลี้ยงไก่ ฟาร์มเลี้ยงหมู ฟาร์มเลียงเป็ด ฟาร์มเลี้ยงปลา ฟาร์มเลี้ยงสัตว์จำนวนมหาศาลเพื่อใช้ทำอาหารและเสื้อผ้าเครื่องประดับ และยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ป่าและทะเลถูกทำลายเพื่อการเพิ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเทนให้แก่ชั้นบรรยากาศในขณะที่ลดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนลงจากการทำลายป่าจำนวนกว่าค่อนโลก ศร กล่าวเสริม

บางครั้งมนุษยชาติอาจถึงเวลาพักผ่อนแล้วในที่สุด เคน กล่าวสรุปในที่สุด

เราเคยเห็นระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิมากับนางาซากิ แบบเกาะทั้งเกาะจมหายในพริบตา แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับการปลดปล่อยก๊าซมีเทนพร้อมกัน หากมันจุดติดไฟในอากาศ ซึ่งแน่นอนมันง่ายมาก มันจะรุนแรงเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์นับล้านลูกในเวลาเดียวกัน ในอดีตดวงดาวทั้งดวงกลับกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตาจากอำนาจการทำลายล้างของมีเทนที่ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์ไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำ แต่ก็น่าแปลกที่เรารู้ได้อย่างไร อาจเป็นเพราะมีแต่คนแปลกๆ มักจะรู้เรื่องราวอะไรที่แปลกๆ ฮา ฮา ฮา ไอสน์ไตล์เคยบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่ไอสน์ไตล์ไยไม่บ้าเช่นกันที่รู้และเข้าใจเรื่องราวที่คนทั้งโลกไม่มีใครรู้ กล่าวไปแล้วเขาควรจะนับว่าเป็นคนแปลกประหลาดที่สุดในโลกจึงจะถูก ไม่สมควรได้รับรางวัลโนเบล ฮา ฮา ศร อธิบายแบบติดตลก

แรกๆ เขาก็ถูกมองว่าเพี้ยน เช่นกัน แต่เวลาผ่านไปคำพูดอันเลื่อนลอยของเขาได้รับการพิสูจน์ด้วยสมการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็นความจริง จากคนเพี้ยนเลยกลายเป็นวีรบุรุษในชั่วข้ามคืน เคน ให้ความเห็น

อาจจะจริง ! ศร สรุปในที่สุด
ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา เคนขับรถมารับศรตอนเลิกงานและพากันไปนั่งคุยกันที่สวนสาธรณะใกล้ๆกับร้านอาหารที่ศรทำงานอยู่และไม่ไกลจากบ้านของเคนเท่าไร โดยเคนเป็นคนเริ่มต้นเปิดประเด็นก่อน

องค์การนาซ่าสรุปให้ฟังว่า โลกร้อนที่สุดในช่วง10 ปีที่ผ่านมานี้ โดยปีที่ร้อนที่สุดคือ 2548 รองลงมาคือปีที่แล้ว 2552 แต่ผมเดาว่าปีนี้ 2553 จะทุบสถิติโลกใหม่แน่นอน !  เคน หยุดเล็กน้อยก่อนจะแสดงความคิดเห็นต่อไปอีกว่า

ทุกอย่างมันกำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างกายคนก็พยายามปรับตัว หน้าหนาวที่แทบหายสาบสูญไปจากฤดูกาล ความผิดปกติของการตกของฝน อย่างล่าสุดที่เกิดหมอกควันที่ภาคเหนือ เขาพยายามทำฝนเทียมแต่กว่าจะสำเร็จได้ต้องทำตั้งหลายรอบเพราะความชื้นในอากาศมีน้อยมาก เมฆก็น้อย ภาระกิจเกือบล้มเหลวดีที่ยังตกมาหน่อยหนึ่งพอบรรเทาหมอกควันไปบ้างแต่ก็เปลืองสารเคมีไปเยอะ ไม่รู้คุ้มเปล่า

เมื่อขาดน้ำ จะขาดอาหารตามมา เพราะพืชผลการเกษตรเสียหายยับเยิน  ศร กล่าวเสริม

ข้าวยากหมากแพง เงินอาจไม่มีความหมายอีกต่อไป สินค้าแพง เงินจะเฟ้อแน่ๆ เคน แสดงทัศนะตามภูมิความรู้ของบัณฑิตจบใหม่ สาขาบริหารธุรกิจ

นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับ เราไม่มีแผ่นดินจะอยู่! ศร พูดขึ้นมาลอยๆ

ยังไงครับ? เคนถามด้วยความสงสัย

เคยได้ยินเรื่องคนไททิ้งแผ่นดินไหม? ศร ตั้งคำถาม

รู้สึกว่าจะเป็นหนังออกใหม่นี่ครับ ! เคน ตอบ

คนไทยเคยทิ้งแผ่นดินเพราะถูกรุกรานจากต่างชาติจนถอยร่นลงมาดินแดนขวานทองปัจจุบัน ศร อธิบาย

แต่ใครจะรู้ว่า โลกร้อนจะทำให้คนไทยต้องทิ้งแผ่นดินกลับขึ้นไป ย้อนรอยประวัติศาสตร์อีกครั้งก็เป็นได้ ศร พูดพร้อมกับทำตาแวววาวเหมือนมีเลศนัย

อย่างไงครับ? เคน ถามอีกครั้ง

3 ล้านปีก่อน เมื่อทวีปอเมริกาเหนือกับใต้เลื่อนมาชนกัน ทำให้กระแสน้ำอุ่นเดินทางเปลี่ยนทิศโดยเดินทางขึ้นเหนือไปถึงบริเวณขั้วโลกเหนือทำให้เกิดหิมะตกมากมายจนก่อเป็นก้อนน้ำแข็งปกคลุมทั้งทวีป นั่นแหละมันได้เริ่มต้นยุคน้ำแข็ง น้ำแข็งมาพร้อมกับการกำเนิดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และการสิ้นสุดลงของสัตว์ยุคดึกดำบรรพพวกไดโนเสาร์ น้ำแข็งรักษาอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะกับสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน มันทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกสู่บรรยากาศ ทำให้โลกไม่ร้อนเกินไป ในขณะที่ก๊าซเรือนกระจกกลับรักษาความอบอุ่นให้แก่โลกโดยการกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในโลก ถ้าไม่มีมันโลกจะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งใบ ชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามันเข้มข้นมีมากเกินไปโลกก็จะร้อนเกินไปจนอยู่ไม่ได้เหมือนกัน สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น
ในปัจจุบัน ! ศร อธิบายเสียยืดยาว และกล่าวต่อว่า

เมื่อโลกเย็นจัดน้ำในมหาสมุทรจะหายไปกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ถ้าโลกร้อนจัดน้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย น้ำทะเลจะมีมากขึ้น เพิ่มสูงขึ้น นั่นคือน้ำแข็งกลายเป็นน้ำในมหาสมุทร ในอดีตแผ่นดินของประเทศไทยเคยจมอยู่ใต้ทะเลกว่าค่อนประเทศ สังเกตได้ว่าภาคอีสานมีแต่ทราย และเป็นทรายจากทะเลเสียด้วย ภาคกลางของประเทศทั้งหมดก็เคยอยู่ใต้ทะเลมาแล้ว มีการพบสุสานหอยหลายแห่ง เช่น ปทุมธานี ลำปาง ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้น้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว ทะเลกำลังคืนถิ่นกลับสู่บ้านของมันเหมือนครั้งโบราณ ! คนไทยก็คงต้องกลับคืนถิ่นเช่นกัน !

คิดแล้วก็รู้สึกสยิวยังไงพิกล นะครับพี่ เคน รู้สึกขนลุก หนาวสั่นแปลกๆ เมื่อคิดว่าต้องถึงเวลาอพยพ ย้ายถิ่นฐานเหมือนในประวัติศาสตร์ มันไม่น่าสนุกเท่าไรถ้ามีชีวิตเป็นเดิมพันแบบนี้

ถ้าโลกไม่มีน้ำแข็งแล้ว มันคงเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับมนุษย์ในยุคนี้แน่ๆ น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 100 เมตรเลยทีเดียว ประเทศไทยจะจมอยู่ใต้น้ำเกือบหมดไปจนถึงชายขอบจังหวัดอุตรดิตรเลยทีเดียว จะเหลือก็แต่ภาคอีสาน เพราะเป็นที่ราบสูง ศร กล่าวสรุป โดยอ้างอิงจากแผนที่ที่เขาเคยศึกษามา

แต่นักวิทยาศาสตร์เคยบอกว่า ถ้าโลกไม่มีน้ำแข็งเลย นั่นคือหายนะของคนทั้งโลกเลยทีเดียว! เคน แสดงความคิดเห็นตามที่เคยได้ยินได้ฟังมา

กลียุคมาถึงแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ย่อมรอดพ้น แต่เผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวไม่ได้ หรือปรับไม่ทัน แน่นอน คงต้องถึงกาลอวสาน  เคน กล่าวสรุปบ้าง  พร้อมกับตั้งคำถามต่อไปอีกว่า

เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกจะกลับสู่ยุคน้ำแข็งเร็วขึ้น เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์เขาคาดการณ์กัน

อันนี้ไม่แน่ใจนะว่า ชีวิตจะรอดจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทันด่วนนี้ เพื่อไปสูญพันธุ์ในยุคน้ำแข็งได้หรือเปล่า ฮา ฮา ศร พูดติดตลก

ถ้าผมสูดมีเทนเข้าไปแล้วตายทันทีไม่ต้องทรมานก็คงดี ตายแบบสบาย เคน ตั้งแง่คิด

แต่จากประวัติศาสตร์ การสูดมีเทนเข้าไปจะทำให้สมองเกิดภาวะขาดออกซิเจน อย่างช้า 4 วันถึงจะตาย ศร กล่าว

โคตรทรมานเลย ! เคน แสดงความคิดเห็น

ตอนนี้เรามีเวลาไม่มากแล้ว ต้องเตรียมพร้อม เตรียมกระเป๋ายังชีพพวกของใช้จำเป็นเหมือนการไปค้างพักแรมลูกเสือ ถึงเวลา เห็นท่าไม่ดีก็รีบเผ่นกันก่อน ดีกว่ารอวันตาย อ้ออย่าลืมตุนอาหารแห้งไปด้วย พวกมาม่า เผือจะรอดได้อีกสัก 2-3 วัน ก่อนอดอาหารตาย อิอิอิ ศร กล่าวในที่สุด..............................................................................................................











ignite-methane-greenhouse-gas.jpg



katey_lakeMethaneFirePlume.jpg


methane%20spike-jj-001.jpg



methane_fire.jpg

ภาพนักวิทยาศาสตร์ขุดพื้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกพบก๊าซมีเทนลอยขึ้นมาสามารถจุดติดไฟได้




Oceanic%20Methane%20Ignited%20Our%20Atmo

ภาพการระเบิดของก๊าซมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากท้องมหาสมุทรเมื่อเกิดการจุดติดไฟ (Oceanic Methane)




methyl-sulfonyl-methane-250x250.jpg

ภาพมีเทนก้อนหรือมีเทนแข็งที่สะสมอยู่ตามชั้นน้ำแข็งและแนวตะกอนใต้มหาสมุทร




bdfd6fca-e4de-4a9f-bcd6-2030ccfb2cb8.wid


methane_213181gm-a.jpg


methane.jpg

ภาพก๊าซมีเทนที่กำลังผุดขึ้นมาจากแหล่งน้ำเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ




gashydrate_thumb.jpg


methane_hydrate.jpg


GeoffMethaneMamba2.jpg


flaming_hydrate.jpg


MagsMethaneMamba.jpg


methane-mamba-3-6-09.jpg

ภาพการลุกติดไฟของมีเทนแข็งหรือมีเทนก้อนในห้องทดลอง





methane-cows.jpg

ภาพแสดงวัวซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถผลิตก๊าซมีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ถึง 51 %




carbon-emissions-agriculture-cow-methane

ภาพฟาร์มปศุสัตว์ซึ่งผลิตก๊าซมีเทนมากที่สุดจากกิจกรรมของมนุษย์มายาวนาน





flaming_cow.jpg


fire%20fart.gif

ภาพตลกของมีเทนที่ผลิตจากร่างกายมนุษย์





Image49.gif

กราฟแสดงปริมาณก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพบว่ามันแปรผันโดยตรงต่อกัน





The%20Earth%20Burning%20off%20it's%20Met

ภาพจำลองเหตุการณ์ที่โลกเกิดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลและเกิดการระเบิดขึ้น				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>