8 กรกฎาคม 2550 16:24 น.

ร้านกาแฟคนแซ่หลี

ฤทธิ์ ศรีดวง

๑.ควันกาแฟลอยคลุ้งจากถุงผ้า
จับแผ่นฝ้ากระดานเป็นป้านคล้ำ
แผ่นกระดานเคลือบด้วยน้ำมันดำ
เป็นจ้ำน้ำตาลไหม้มาหลายปี
ถุงกาแฟแช่รอในหม้อต้ม
รสกล่อมกลมละมุนสกุลหลี
เพราะกาแฟคัดสรรแต่พันธุ์ดี
สุนทรีเวลาดื่มกาแฟ
จากทักษะชายชราที่หน้าร้าน      
สืบทอดงานละไมสมัยแม่
จากสมัยสามล้อยังจอแจ
กลายเป็นแพรถยนต์แทบล้นเลน

๒.ประตูเฟี้ยมหน้าร้านสีด้านด่าง
สีหน้าต่างแตกร้าวเป็นลายเส้น 
ป้ายชื่อร้านหน้าระเบียงก็เอียงเอน
เกือบถูกเวนคืนที่หลายทีแล้ว
เขาสร้างชื่อเสียงร้านมานานช้า
จนลูกค้าบางคราวต้องเข้าแถว
จนสองฝั่งรถจองทั้งสองแนว
เพียงหนึ่งแก้วกาแฟก็แค่นั้น!!....


๓.ฤดูหนาว..เช้าวันอาทิตย์!
ล้านชีวิตผู้คนยังกรนฝัน
รอกลับมาวุ่นวายในวันจันทร์
มาสูดควันสีหม่นของคนเมือง
ข้าพเจ้าเดินย่ำบนฟุตบาท
สูดอากาศอึมครึมอย่างซึมเซื่อง
ยังไม่มีควันให้ระคายเคือง
จากรถเครื่องควันดำอันจำเจ     
สกุลหลีเปิดร้านแต่รุ่งเช้า
เสื้อขาวเก่าคอกลมปัดผมเป๋
เจ้าของร้านยกถุงกาแฟเท
กะคะเนสัดส่วนอันชวนชิม

๔.อีกสักครู่คงหลากด้วยลูกค้า
ที่เวียนมาไม่น้อยด้วยรอยยิ้ม
ข้าพเจ้าเลือกโต๊ะหนังสือพิมพ์
รอจะลิ้มกาแฟสักแก้วโต
ถ้วยกาแฟยกมา..ถ้วยตราไก่
ในถาดใส่แป้งทอดปาท่องโก๋
ลูกค้าเริ่มเข้ามารุ่นอาโก
อาวุโสรวมกันสักพันปี

๕.สตาร์บัคตรงข้ามกับสามแยก
มีแต่แขกหล่อสวยทั้งหมวยตี๋
ถือไอโฟนฟังเพลงอาร์แอนด์บี
คือวิถีที่เห็นที่เป็นไป

๖.สกุลหลีรุ่นปู่เคยฟูเฟื่อง
ความรุ่งเรื่องที่ผ่านพ้นสมัย
ความคร่ำคร่ากี่คนจะสนใจ
คนรุ่นใหม่หันหาสตาร์บัค
ภาพรถยนต์จอดรอจะเข้าร้าน
อันตรธานเหลือฝากแต่ซากปรัก
เพลงในร้านเล่าเอยก็เชยนัก
รอป้ายปักขึ้นทะเบียนว่าโบราณ
แต่รอยยิ้มทักทายจากชายเฒ่า
ดวงตาเศร้าสีหมองที่มองร้าน
บอกถึงความผูกพันกับวันวาน
กิจการกาแฟที่แม่รัก

๗.เพลงแว่วเบาเศร้าแสนจากแผ่นเสียง
เพลงนกเอี้ยงของคุณทนงศักดิ์
เหมือนถูกรื้อห้วงจินต์จากลิ้นชัก
ย้อนเฟืองจักรเวลาอันพร่าเลือน
ภาพทุ่งข้าวสีทองริมคลองใหญ่
ลำคลองใสโดดคลองกับผองเพื่อน
เคยตกปลา ตีไก่ จับไส้เดือน
ตัวที่เปื้อนด้วยดินและกลิ่นโคลน
นานจนลืมเสียงนกลืมรกราก
สวมหน้ากากครอบตัวด้วยหัวโขน
เข้าสู่ยุคสมัยแห่งไอโฟน
โลกถูกโยนเข้าแผ่นสัมผัสพิมพ์
เป็นความวูบวาบอันฉาบฉวย
อาจจะช่วยย่อโลกให้เล็กหลิม
ย่อหัวใจแคระแกร็นเท่าแผ่นซิม
ย่อรอยยิ้มกำบีบจนลีบแบน


๙.เมื่อบทเพลงนกเอี้ยงได้เสียงสิ้น
เพลงชรินทร์..แสนแสบ ว่าแสบแสน
ก็ล่องลอยหวานแหววมาแว่วแทน
ใจก็แล่นลอยล่องสู่ท้องธาร

วันที่เราเหนื่อยมาจนหน้าซีด
ยิ่งโหยหาอดีตอันหอมหวาน
สิ่งที่เหลือแต่จินตนาการ
ที่ลูกหลานบางคราวไม่เข้าใจ

๑ ธันวาคม ๒๕๕๕				
4 กรกฎาคม 2550 22:52 น.

ผีคลองขุด

ฤทธิ์ ศรีดวง

ลุงพายเรือเรื่อยล่องในคลองขุด
ด้านขวาสุดบนฝั่งเป็นหลังวัด
เป็นคืนที่เย็นเฉียบและเงียบจัด
ลมไม่พัดน้ำนิ่งตลิ่งไกล

มีเพียงดาวเลือนรางอยู่กลางฟ้า
พายช้าช้ายินเพียงเสียงน้ำไหว
คืนไร้แสงดาวพรายต้องฉายไฟ
เห็นเงาใครยืนทะมึนทางขึ้นเมรุ

เสียวสันหลังเหงื่อหยดเป็นผดเหงื่อ
มองกาบเรือลมรินได้กลิ่นเหม็น
นึกถึงเรื่องไม่งาม..สามเณร
ที่เชือดเอ็นมีดปาดคอขาดตาย

เรือชะลอถอยหลัง..ใครรั้งหว่า?
แกหลับตาตัวสั่นใจมันหาย
แจวก็ติดเหมือนหนึ่งใครดึงพาย
แว่วเสียงคล้ายคนหล่นกระโจนคลอง

เสียงกรีดร้องโหยหวนชวนขนลุก
ลุงกระตุกด้ามพายแทบหงายท้อง
แกมองตามไฟฉายเห็นพรายฟอง
ใครโผล่จ้องมองตาอยู่หน้าเรือ!				
26 มิถุนายน 2550 17:57 น.

ในหลวง

ฤทธิ์ ศรีดวง

ยายทรุดลงนั่งยองแล้วร้องไห้
ยกมือไหว้พระองค์ที่ตรงหน้า
ท่านจับมือยายไว้อย่างเมตตา
เหมือนรู้จักกันมานานแสนนาน

ยายเคยไหว้รูปท่านที่ข้างฝา
แล้วบอกว่าจะมีปาฏิหาริย์
มาขับไล่ดินแล้งแห้งเป็นดาน
ต่อให้รอชั่วกาลก็จะรอ

แล้วเครื่องบินโปรยสารเต็มน่านฟ้า
แล้วฝนก็ตกมาจนเต็มบ่อ
แล้วจะไม่ให้ใครน้ำตาคลอ
เมื่อพ่อของแผ่นดินได้ยินเรา

กะลาเคยใส่น้ำให้ท่านดื่ม
ยายปลาบปลื้มตั้งไว้ไหว้ตอนเช้า
บางครั้งน้ำตารื้นสะอื้นเบา
ยืนเกาะเสามองนาดูกล้ารวง

ปลาและน้ำเต็มบ่อพ่อขุดให้
ลืมตาอ้าปากได้เพราะในหลวง
เมล็ดส้มท่านทำหล่นให้ผลพวง
ยายแสนรักและหวงดังดวงใจ

ความทรงจำครั้งหนึ่งยังซึ้งซาบ
เมื่อมองภาพเก่าพร่าที่ฝาไม้
ความตื้นตันดันขึ้นจากข้างใน
น้ำตาไหลกราบพระองค์...ทรงพระเจริญ				
21 มิถุนายน 2550 22:26 น.

ชมพูพันธุ์ทิพย์

ฤทธิ์ ศรีดวง

ชมพูพันธุ์ทิพย์ผลัดดอกลงพื้น
ฉันยืนบนเนินที่เก่า
ฟ้ายามเย็นเงียบเหงา
ลมเคล้าคลอหญ้าอาวรณ์

ประตูห้องทุกห้องปิดตาย
ฝุ่นทรายถมทับจับเป็นก้อน
สองข้างทางว่างไร้ใครสัญจร
นกขมิ้นจากคอนแต่อ่อนเยาว์

ใบไม้ห่อกายเกลือกกลิ้ง
ที่นี่ถูกทอดทิ้งว่างเปล่า
กลับมาเก็บความรู้สึกของเรา
ครั้งก่อนเก่าเราเคยพบกัน

อาทิตย์อัสดงโค้งขอบฟ้า
ลืมวันเวลาอันแสนสั้น
พบกันเพื่อจะจากกัน
เธอและฉันไม่อาจฝืนชะตา

ชมพูพันธุ์ทิพย์ผลัดดอกลงพื้น
ฉันมายืนหลังห้องปีห้า
เพียงเพื่อกล่าวคำอำลา
ว่าจะไม่กลับมาตลอดไป
........................................
แต่งเมื่อ ปี๒๕๓๕				
5 มิถุนายน 2550 18:56 น.

หนาว

ฤทธิ์ ศรีดวง

จากป่าสูงฝูงสัตว์สงัดเสียง
ถึงแผ่วเพียงเพลงไหวของใบข้าว
สิ้นสายฝนหล่นร่วงจากดวงดาว
ฤดูหนาวเหมันต์จึงหันมา

ฟางเคยนุ่มชุ่มชื้นจนพื้นโชก
พฤกษ์ไพรโศกละห้อยแต่คอยหา
ด้วยสายฝนเย็นฉ่ำจะอำลา
ลมหนาวมาเมื่อไรก็ใบโรย

จึงร้องไห้ครวญคร่ำเป็นน้ำค้าง
ช่างอ้างว้างปวดแปลบจนแหบโหย
รินจากใบลอยล่องละอองโปรย
เหมันต์โชยร่ำร่ำจะย่ำยี

อรุณเอ๋ยเผยซีกของอีกเช้า
บนภูเขาหนาวจัดแล้วบัดนี้
ยิ่งเย็นเยือกช้าช้าทุกนาที
วนาลีลมพัดก็ผลัดใบ

น้ำค้างแข็งแฝงหญ้าและคากิ่ง
แม่คะนิ้งพราวเกล็ดเป็นเม็ดใส
ชาวบ้านกลับจับกลุ่มกันสุมไฟ
จวบอุทัยแดดออกใต้หมอกบัง

ทะเลหมอกงามตาเมื่อฟ้าสาง
ดูเวิ้งว้างไกลเร้นไม่เห็นฝั่ง
ภาพความงามยามนี้ยังจีรัง
รอกระทั่งเวลาจะพร่าไป

วันนี้โลกทุกจุดราวหยุดนิ่ง
ทุกทุกสิ่งดูเหมือนหยุดเคลื่อนไหว
แต่ชีวิตทั้งหลายยังหายใจ
ฤดูใหม่ไม่ช้าคงมาเยือน

๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฤทธิ์ ศรีดวง
Lovings  ฤทธิ์ ศรีดวง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฤทธิ์ ศรีดวง
Lovings  ฤทธิ์ ศรีดวง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฤทธิ์ ศรีดวง
Lovings  ฤทธิ์ ศรีดวง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงฤทธิ์ ศรีดวง