7 กันยายน 2549 16:27 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ตรงโค้งขอบฟ้ายามตะวันคล้อยต่ำ อาทิตย์อัสดงแสงสว่างสุดท้าย
ก่อนความมืดแผ่เข้ามาบดบังย่างกราย ก่อนดวงอาทิตย์จะตกลงไป
เป็นภาพแสงตะวันสุดท้ายของวัน เป็นสัญญานสิ้นสุดของวันนี้
ภาพบรรยากาศฟ้าเปลี่ยนสี นกต่างบินกลับคืนสู่รัง
ลองทบทวนตัวเองเวลาที่ผ่าน อาจเจอความเลวร้าย สิ่งโชคดี
เป็นส่วนผสม คลุกเคล้าปะปน ล้มลุกคลุกคลาน ยิ้มร่าเริง
เชิดหน้าชูตาท้าทายวันเวลา เหมือนผู้กล้าเผชิญกับปัญหา
ล้มแล้วลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ แม้ไม่มีใครช่วยพยุง
แสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ยามเช้า ท้องฟ้าอันสดใสสวยงดงาม
ตะวันโผล่ขึ้นมาตรงเส้นขอบฟ้า ตื่นขึ้นมารับแสงอรุณของวันใหม่
เวลาเลยผ่านวันเดือนปีไม่เคยหยุด ไม่เคยสายหากคิดเริ่มต้นใหม่
ยังมีหวังหากยังไม่ตาย พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเจอสิ่งใหม่ๆ
ขอให้แสงแรกของดวงอาทิตย์เป็นรางวัลเป็นของขวัญให้กับฉันและเธอ
เพื่อเป็นกำลังใจก้าวเดินไปข้างหน้า
7 กันยายน 2549 16:06 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
เหม่อมองขอบฟ้ารำไร มีแสงดาวแต่งเติมนิดหน่อย
แสงจันทร์ไม่ค่อยพร่างพราย เพราะโอบล้อมด้วยหมู่เมฆฝน
อยากจะคิดถึงใครสักคน ในยามบรรยากาศสุดเหงา
จะคิดถึงใครดีหล่ะเรา ไม่มีใครให้ใจคิดถึง
คิดถึงตัวเราเองแล้วกัน ก็เอาแบบนี้ซะเลยดีกว่า
จะคิดถึงใครสักคน ก็ดันไม่มีใครที่จะเข้ามา
รักตัวเองยิ่งกว่าอะไร ไม่จำเป็นให้ใครมารัก
เห็นคุณค่าตัวเองที่มีอยู่ เพียงแค่ให้กำลังใจตัวเอง
7 กันยายน 2549 15:51 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
บ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันรู้สึกว่างเปล่า บ่อยครั้งวังเวงเว้งว้างเปลี่ยวเหงา
ปล่อยใจให้ลอยไปกับสายลมแผ่วเบา เหมือนตัวเองไร้ตัวตนอยู่ในโลก
เหมือนไม่มีร่างกายจับต้องไม่ได้ ออกจะลึกลับ ซับซ้อนยากหยั่งเข้าไปถึง
เป็นความขัดแย้งในใจค่อนข้างสับสน ดิ้นรนทรมานอยู่ในความคิดจิตสำนึก
หลายครั้งเหมือนกันฉันพูดกับตัวเอง หัวเราะยิ้ม หน้าเศร้าเสียใจอยู่คนเดียว
นึกว่าตัวเองเป็นบ้าไปแล้วเหมือนกัน สติเสียพูดจาอะไรคนเดียวอยู่ได้
เสียงเพรียกจากส่วนลึกของหัวใจ อยากได้ความสนใจ ความสำคัญ ความรัก
อยากได้ไออุ่นจากความรู้สึก ร้องเรียกหา พลางสายตาเหม่อลอย
ไม่รู้จะมีใครสักกี่คนที่เป็นเหมือนฉัน มันคงน้อยมากจนไม่อาจเจอ
อาจไม่หลงเหลือใครเลยก็เป็นได้ หรืออาจจะเหลืออยู่แต่เธอคงไม่สนใจ
ไม่ง่ายเลย อยู่คนเดียวมาโด่ๆ เป็นเพราะรักสันโดษเกินไปหรือ
มีโลกส่วนตัวมากเกินไปไหม นิ่งๆ เงียบๆ ใบหน้าปิดบังความรู้สึก
ไม่มีอะไรวันนี้ฉันแค่อยากปลดปล่อยตัวเอง ก็ตัวฉันเองนี่แหละได้พันธนาการตัวเองไว้ ฉันล่ามโซ่ตรวนและกักขังตัวเองไว้ ให้อยู่ในความเหงาความเศร้า
ขังตัวเองเอาไว้ในห้องมืดมิดโดยที่การปฏิบัติเหล่านั้นฉันกระทำไปด้วยไม่รู้ตัวเองเลยสักนิด สติสัมปชัญญะฉันได้กลับมาแล้ว คงจะถึงเวลาเสียทีที่จะปลดตัวเองจากโซ่ตรวนพันธนาการ ปล่อยตัวเองจากการกักขัง เดินทางออกไปสู่โลกกว้างด้วยเสรีและอิสระภาพ
7 กันยายน 2549 15:09 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ตะวันโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออก บ่งบอกว่าเป็นเช้าของวันใหม่
แสงแดดยามเช้า ท้องฟ้าสวยงาม สายหมอกบางๆ ปุยเมฆสีขาว
เมื่อคืนฉันฝันร้าย เมื่อวานถึงเลวร้าย วานซืนแม้เจ็บปวดผ่านมาแม้จะแย่
สภาพร่างกายและจิตใจต่างอ่อนแอ เป็นบาดแผลปวดร้าวบาดลึกฝังใจ
นั่นก็แค่เมื่อวานไม่ใช่วันนี้ ทิ้งมันไป ลืมไปเสียสิ่งไม่ดี
มองดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมาใหม่ แล้วเริ่มต้นวันใหม่ให้กำลังใจตัวเอง
ตื่นขึ้นมาตอนเช้าสัมผัสวันใหม่ ก้าวเดินไปบนเส้นทางสายเดิม
ถนนสายเก่าที่เคยย่ำเท้าเดิน เสาะแสวงหาสิ่งดีให้ชีวิต
บนท้องฟ้าเห็นฝูงนกโผบิน ฉันก็จะบินแม้ฉันไม่มีปีก
ฉันจะโบยบินด้วยปีกแห่งฝัน ตามสายลมแห่งอิสระเสรี
ชีวิตมีขึ้นมีลงมีผกผัน อย่าคิดโทษตัวเอง อย่าคิดโทษคนอื่น
อย่าคิดโทษโชคชะตาเพราะมันเป็นธรรมดาของทุกสิ่งแค่เราทำตัวเราให้ดีที่สุดแล้วกัน
7 กันยายน 2549 14:46 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ฉันนำตัวเองออกไปหาบางสิ่ง โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
บางทีมันอาจเหมือนการงมงาย โง่งมแสวงหาทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งใด
ฉันเดินผ่านลำคลองสายหนึ่ง อย่างน้อยฉันเหนื่อยน่าจะพักซะหน่อย
ทิ้งตัวลงนอนใต้ร่มเงาไม้ เชิงตลิ่งบนพื้นหญ้าข้างลำคลอง
แหงนมองฟ้ามองกิ่งก้านใบต้นไม้ ความว่างเปล่ามากมายที่วิ่งผ่าน
พุ่งทำร้ายด้วยความคิดที่สับสน ความมืดมนค่อยแทรกแซงเข้ามาในใจ
ลุกขึ้นมานั่งฟังเสียงจังหวะเต้นของหัวใจตัวเอง มองผิวน้ำเคลื่อนไหวเป็นคลื่นน้อยๆ
สายลมพัดใบไม้แห้งหล่นบนพื้นน้ำ แล้วค่อยลอยห่างออกไปจากฝั่ง
ตามกระแสน้ำ ตามกระแสลม โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง
อาจจะจมลงสู่ใต้ผิวน้ำ หรืออาจจะลอยไปเกยฝั่งแห่งใด
เบื่อฉันมันคนขี้เบื่อ ฉันเบื่อตัวเอง เบื่อชีวิตในแต่ละวัน
เหงาฉันมันคนขี้เหงา คนตัวเปล่า ขี้เหงาได้เป็นวรรคเป็นเวร
หยิบก้อนหินทิ้งลงไปในสายน้ำ ขว้างให้ไกลสุดกำลังแรงแขน
เหวี่ยงทิ้งแล้วมองคลื่นแผ่ขยาย ค่อยกว้างออกไปจนกระทบฝั่ง
อารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับชีวิต เหมือนว่าต้องเปิดใจยอมรับมัน
บางครั้งบางทีผ่านอย่างทรมาน ยาวนานกว่าจะผ่านความณู้สึกนี้ไป