15 ตุลาคม 2549 16:37 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
เดินอยู่คนเดียวอย่างอ้างว้าง เหม่อมองผู้คนรอบกาย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอมากมาย แล้วมันก็ค่อยผ่านไป
ก้าวไปคนเดียวบนหนทาง อย่างไม่รู้ร้อนหรือหนาว
ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมาทุกคราว และคงเป็นแบบนี้ต่อไป
ก็ยังไม่มีใครเข้ามาเติมแต่ง ชีวิตในส่วนที่ขาดหาย
เหงามานานเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ไม่มีรสชาติอะไร
ไม่กล้ามองผู้คนที่เดินผ่าน ก้มหน้าลงมองดูพื้นดิน
เดินเรื่อยเปื่อยพอเหนื่อยก็พัก อุปสรรคก็เจอเข้าไป
อยากมีรักแต่มันก็กลัว ไม่เจียมตัวสะเออะไปรักใคร
เลยไม่อยากคิดบังอาจชอบใคร เพราะเรามันไม่มีดีอะไรเลยสักอย่าง
17 พฤษภาคม 2544
15 ตุลาคม 2549 16:15 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ฉันนั่งมองจากประตูบ้านเรือนไม้หลังหนึ่ง..........................
เมื่อถึงคราฤดูการทำนา สายฝนใหญ่ตกกระหน่ำน้ำในทุ่งนาเอ่อล้นเนืองนอง
มองรถไถคันเก่าขึ้นสนิมจอดตรงชายคาบ้าน อีกไม่นานคงได้ใช้งาน
ปีนี้ฉันคงได้ช่วยพ่อ แม่ ไถนาทำนา ช่วยแม่หว่านข้าวกล้าปักดำ
เกลือกกลั้วกลิ่นดินสาบโคลน เอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน
ฉันเป็นแค่เด็กบ้านนอก บ้านนา เป็นลูกทุ่งท้องนาแห่งนี้
หลังจากไปร่ำเรียนมหานครหลายปี บัดนี้ฉันกลับสู่บ้านนอกรากเหง้าเดิม
ฉันยืนมองจากบานประตูหน้าต่าง เฝ้าดูฝนพรำมากับพายุซัด
หน้าฝนกรีดยางพาราไม่ได้ แต่ถึงยังไง ท้องนายังรอการไถ คราด
ฉันเป็นแค่เด็กชาวสวน ลูกชาวนาชาวไร่
เดินทางสู่เมืองเพื่อไขว่คว้าฝัน ร่ำเรียนหาวิชาความรู้และปริญญา
บางครั้งสิ่งที่ฉันได้มาอาจนำมาพัฒนาหมู่บ้านเรา
27 สิงหาคม 2547
15 ตุลาคม 2549 15:38 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
เดือนรอมาฎอนอันประเสริฐเดินทางจากวันหนึ่งสู่อีกวันหนึ่งวันแล้ววันเล่า
การถือศีล-อด หาได้เป็นทุกข์ในความหิวกระหายไม่
มวลผู้ศรัทธา กระหายที่จะถือศีล-อดมากกว่า
การร่วมละหมาดซุนัต ตัรวิอ์,วิตรีอ์ ยามค่ำคืน รอมาฏอน
เดือนแห่งการกอบโกยผลบุญ รางวัลจากพระองค์อัลเลาะห์
โอ้ ! คืน ลัยลาตุลกอด
คืนอันประเสริฐกว่าทุกค่ำคืนใน รอมาฎอน
คืนที่การประกอบผลบุญ ทวีคูณหลาย หลายเท่า
อีกไม่กี่วันแล้ว เดือน รอมาฎอน กำลังจะจากไป
ฉันยังปล่อยวันเวลา ค่ำคืน เดือน รอมาฎอนผ่านไปเปล่าๆอย่างไร้ประโยชน์
ยังปล่อยบางวันให้ผ่านไปโดยไม่ถือศีล-อด
ยังปล่อยปละละเลยการละหมาดทั้งวาญิบและซุนัต
ฉันยังเป็นผู้ขาดทุนอย่างจงใจ ความจริงฉันควรลุกขึ้นมาปฏิบัติศาสนกิจ
ละหมาด,ถือศีล-อด
เดือน รอมาฎอน จะจากเราไปแล้ว
ไม่รู้ฉันจะมีชีวิตอยู่ถึง รอมาฎอนหน้าอีกหรือเปล่า
และแน่นอน ทารก,เด็ก,วัยรุ่น,ผู้ใหญ่,คนเฒ่าชรา หามีใครรู้วันตายของต้วเองไม่
มวลสรรพสิ่งย่อมสูญสลายและพังทลายได้ทุกเวลา
15 ตุลาคม 2549 15:06 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
กลางดึกวันที่19 กันยายน 2549
การเดินทางกลับจากห้องของเพื่อนแถว รามคำแหง
ฝนตกหนักกระหน่ำซัดเปียกปอน ถนนเจิ่งน้ำนอง
ป้ารถเมล์ ผู้คนมากมาย รอโดยสารรถเมล์
แต่ดูเหมือนว่ารถเมล์ สายวิ่งผ่านลาดพร้าว ไม่มีวี่แววแล่นผ่าน
ฉันจำเลือกหนทางอื่น......................
สบโอกาศพอดี รถกะเป๊าะแล่นผ่านมา
แม้ปลายทางรถกะเป๊าะ จะไม่ใช่ปลายทางของฉัน
ขึ้นไปก่อนเหอะดาบหน้าค่อยว่าละกัน
บนรถกะเป๊าะ ได้ยินเสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์ของผู้ชายคนหนึ่งกับเพื่อน
ถึงการเกิดรัฐประหาร ฉันได้ยินแว่วๆผ่านหูและไม่เอะใจเท่าไหร่
ปลายทางรถกะเป๊าะ แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายปลายทางของฉัน
ณ.ป้าย รถเมล์ ยืนเปียกหนาวสั่น................
สักพักใหญ่ๆ กว่ารถเมล์จะวิ่งผ่าน และรถเมล์คันหนึ่งก็วิ่งผ่านมา
ฉันก้าวขึ้นโดยสาร อย่างโล่งอก และรถก็แล่นไปฝ่าสายฝน
รถจอดลงตรงป้ายปากซอย..........................
เดินเข้าไปอีกเล็กน้อยคงถึงห้องอภาร์ทเมนท์เล็กๆแถวๆลาดพร้าว
ฉันฟุบตัวนั่งอย่างเหนื่อยอ่อนล้า
เปิดวิทยุฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย สิ่งที่ได้ยินกลับกลายเป็นประกาศข่าวรัฐประหาร
และประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อาจจะเป็นทางออกที่ดีฝ่าวิกฤติการเมือง แต่ เป็นการก้าวถอยหลังของประชาธิปไตยลงคลองหรอกเหรอ?
20 กันยายน 2549
15 ตุลาคม 2549 13:36 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
บนทางชีวิตที่เปล่าเปลี่ยว มีเขาคนเดียวยังย่ำเดินอยู่
ชายคนนั้นเดินไปไหนไม่รู้ สภาพดูแล้วเหมือนคนอ่อนแรง
กางเกงยีนส์ขาดๆ เสื้อยืดเก่าๆ รองเท้าผ้าใบ คู่เดิม
ยังค้นหา สิ่งที่ขาดหาย บนหนทางโรยด้วยขวากหนาม
ก็เป็นแค่คนเซอร์คนหนึ่ง ที่อยู่อย่างง่ายๆ ติดดิน
เกิดมาเป็นแค่คนธรรมดา สภาพมอซอ ยังคงเป็นอยู่
ก้มหน้าเดินหาสิ่งที่ไม่มี ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เป็น
แต่วันนี้ยังมองไม่เห็น ทุกสิ่งยังคงยากเย็น
สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง
21 กรกฎาคม 2545