14 กันยายน 2549 18:57 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
การเดินทางที่ไร้ซึ่งจุดหมาย ศพคนตายที่ไร้ซึ่งวิญญาณ
เมื่อข้าฯได้ขาดหายจินตนาการ ..ข้าฯคลุกคลาน.........
เกริ่นนำไว้แล้วจินตนาการจะกลับมา
13 กันยายน 2549 17:06 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
"ไม่มีตัวอักษร"ข้าฯเกริ่นนำประโยคลอยๆไว้
เพราะข้าฯรู้ คงไม่มีใครที่จะเชื่อและไม่เปิดอ่าน
อย่างน้อย ก็ปริมาณหนึ่ง บุคคลจำนวนหนึ่งแหละ!ไม่เชื่อข้าฯ
ข้าฯไม่ได้โกหก,หลอกลวงหรือใช้กลลวงกับใครเลย
สิ่งที่ข้าฯเกริ่นไว้มันคือความจริงบริสุทธิ์ ก็ไม่เชื่อเอง
จะว่าใครได้ หากโทษข้าฯจากเหตุผลอะไร ฟังขึ้นเล่า
ท่านตกหลุมข้าฯหรือ มันไร้ประโยชน์ข้าฯทำไปเพื่ออะไร
กับดักที่ข้าฯดักไว้มันไม่มี ท่านติดกับดักของท่านเองหรือเปล่า
กับดักของสัญชาตญาณมนุษย์ ที่ไม่เชื่อในความจริง
สิ่งที่ข้าฯฝากไว้คือเครื่งหมาย2-3ตัวไม่มีความหมายไร้จุดมุ่งหมาย
ขณะนั้นข้าฯยังไม่มีอารมณ์จินตนาการ ในการเรียงตัวอักษร
ความจริงก็คือ ไม่มีตัวอักษร ข้าฯได้บอกความจริงไปแล้ว
แน่นอนย่อมไม่มีใครเชื่อ อยากจะเข้าไปค้นหา
และสิ่งผิดที่ห้ามไว้ ย่อมมีคนปฏิบัติสิ่งนั้น
กฏเกณฑ์ตั้งไว้ ย่อมมีการแหกกฏอยู่เสมอ
เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน ของมนุษย์ในคราวเดียวกัน
เมื่อใดมีคำสอนจงทำชั่ว มนุษย์จะทำหรือไม่
หากห้ามการทำดี จะพอมีคนปฏิบัติหรือเปล่า
สิ่งใดห้ามเหมือนยิ่งยุ สิ่งใดสอนกลับไม่ปฏิบัติ
เหมือนกับความต้องการท้าทายในสิ่งนั้น
ทั้งที่รู้ว่าผิด แต่บางคนจะทำ จะทำไม จะทำอะไร
มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็น ไม่เชื่ออยากลองของเป็นทุนเดิม
สิ่งนั้นแหละ คือดาบสองคมจะกลับมาทำร้ายตัวเอง
วิจารณญาณ สัญชาตญาณทุกคนมีโปรดใช้ด้วยศรัทธา
13 กันยายน 2549 16:24 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคืนนี้
มหานครกรุงเทพ ฝนกระหน่ำตกหนัก
การเดินทางของคนไม่มีที่ไป
ผู้ไร้ซึ่งที่ซุกหัวนอน ไร้เพิงพักกาย
การเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนฝนพรำ มันช่างอนาถ
จากย่านหนึ่งสู่ย่านหนึ่ง เดินทางด้วยรถเมล์
ด้วยเพราะการตัดขาดออกจากโลกภายนอก
และอาการห่วยของสัญญาณ เครือข่ายโทรศัพท์
ติดต่อใครไม่ได้เลย เดินทางโดยการสุ่มเท่านั้น
สถานที่หนึ่งไม่มีเพื่อนหรือใครพอจะรู้จัก
จำต้องเดินทางไปอีกแห่งหนึ่ง เป็นจุดหมาย
แต่พบกับเพียงแค่กุญแจล๊อคประตูไว้ ไม่มีใคร
จำต้องย้อนออกมา ยังป้ายรถเมล์เพื่อเดินทาง
เป้าหมายต่อไป เพื่อนอีกคนหนึ่ง อีกย่านหนึ่ง
คำตอบเดิมที่เจอคือกุญแจล๊อคประตูไว้ ไร้ซึ่งใคร
ป้ายรถเมล์คือจุดเริ่มต้นอีกครั้ง กับความหวัง
รถเมล์ในคืนฝนตกซัดโถม ช่างหายากเหลือเกิน
เหตุการณ์บังคับ แท็กซี่คือทางเลือกสุดท้ายในการเดินทาง
คำตอบยังเหมือนเดิม กุณแจล๊อคประตูไว้คือคำตอบ
ที่นี่คือเป้าหมายสุดท้าย หากคำตอบคือไม่ จะทำไงได้
การเปิดประตู แม้ไร้ซึ่งกุญแจ อาจดูเลวร้าย
แต่นี่คือห้องของเพื่อนได้ทิ้งไว้ ก่อนจะกลับบ้าน
ห้องนั้น อพาร์ทเมนท์แห่งนั้น โดนเปิดแม้ไร้กุญแจ
คืนฝนพรำ อากาศหนาวเย็น ฟ้าแลบและส่งเสียงคำราม
จบสิ้นเสียที สภาพเปียกปอน สุดแสนเหนื่อยล้า
และนี่คือ ที่ซุกหัวนอน คืนฝนตก คืนนี้
การเดินทางจบสิ้นเสียที.หลับซะ!.ยังมีพรุ่งนี้?..
9 กันยายน 2549 15:35 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ข้าฯคือนักฝันกวีเปล่า
ผู้ใฝ่หาถึงการว่างเปล่าของฉันทลักษณ์ทางภาษากวีศิลป์
ข้าฯมีจินตนาการแห่งความว่างเปล่ากลั่นกรองเป็นหยดกวีบริสุทธิ์
คล้ายน้ำค้างยามดึกดื่นตกลงมาจากฟากฟ้าสู่ยอดกิ่งใบไม้
ข้าฯหาได้เป็นนักกวีเปล่าผู้ยิ่งใหญ่ไม่
ข้าฯก็ไม่ใช่ศิลปิน นักปรัชญญา สร้างสรรค์งานไร้กฏเกณฑ์รูปแบบอีกเช่นกัน
ข้าฯเป็นเพียงบุคคลธรรมดามีความสุขที่ได้ฝันถึงงานศิลป์
ข้าฯคือความว่างเปล่าซึ่งใครก็มองไม่เห็น
การสร้างสรรค์ศิลปะมิได้มาจากการเรียนรู้จากที่ไหน
ปลายปากกาคือความนึกคิดมาจากใจ
ข้าฯไร้ซึ่งอาจารย์ ข้าฯไร้ซึ่งสถาบันแห่งงานศิลป์
ข้าฯคือผู้ใฝ่ฝันเป็นศิลปิน งานศิลป์คืองานที่ข้าฯรัก
ความฝันแห่งข้าฯขอเป็นนักกวีเปล่า
ขีดเขียนด้วยตัวอักษรร้อยเรื่องราว
เพื่อบอกเล่าภายในจากห้วงจินตภาพ
ข้าฯกำเนิดจากความว่างเปล่า
ความว่างเปล่าล้อมรอบข้าฯ ข้าฯมีความสุข
ข้าฯผู้หลงรักความว่างเปล่า เพราะข้าฯคือหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า
ที่ไหนมีความว่างเปล่า มีข้าฯที่นั่น
แด่มวลสหายเอ๋ย!ที่ใดมีความว่างเปล่าเราคงได้เจอกัน
ณ.แห่งนั้นคือสวรรค์แห่งความว่างเปล่าที่ข้าฯดำรงอยู่
9 กันยายน 2549 14:53 น.
ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
ข้าพเจ้าขณะนี้เพิ่งกำลังหัดคลาน ข้าพเจ้ายังพูดไม่เป็นแต่คาดว่าอีกไม่นานข้าพเจ้าจะได้หัดพูด ข้าพเจ้าคงได้หัดเดิน ข้าพเจ้าคงได้หัดเขียนหัดอ่านหนังสือ และต้องมีพลาดเป็นแน่แท้ หากข้าพเจ้าไม่ท้อแท้และท้อถอยไปเสียก่อน ข้าพเจ้าคงคลานได้คล่องแคล่ว ข้าพเจ้าคงจะไม่เป็นใบ้พอจะพูดเป็น และข้าพเจ้าคงจะได้เดินอย่างคนปกติหากข้าพเจ้าไม่พิกลพิการไปเสียก่อน ข้าพเจ้าคงเขียนอ่านหนังสือเป็น ก็ข้าพเจ้ายังคงเป็นเพียงแค่เด็กทารกเท่านั้น
นั่นคือการเปรียบเทียบเท่านั้นหาได้เป็นความจริงไม่ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเด็กทารกที่เพิ่งกำลังหัดคลาน ข้าพเจ้าไม่ใช่เด็กทารกเพิ่งเรียนรู้การพูด
ข้าพเจ้าหาใช่เด็กทารกที่เพิ่งหัดเดิน หัดเขียนหัดอ่านหนังสือ ทุกอย่างข้างต้นคือการเปรียบเทียบ
ความจริงก็คือว่าข้าพเจ้าขณะนี้ก็เหมือนทารกน้อยเพิ่งคลอดออกจากครรถ์ของแม่ ยังดื่มนมแม่อยู่ ยังร้องไห้งอแง อีกไม่นานคงหัดคลาน หัดพูด หัดเดิน หัดเขียนอ่านหนังสือ และยังต้องเรียนรู้โลกอีกเยอะ
ก็เหมือนกับวงการวงการวรรณศิลป์และศิลปะนั่นแหละ ข้าพเจ้าคือทารกน้อย
ยังจับผิดจับถูกอยู่ เรียนรู้ที่จะล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม หนทางข้างหน้ายังอีกไกลหลายล้านหมื่นลี้ ในศิลปะภพนี้หากรักที่จะเดินทางสายนี้ยังมีบทเรียนมากมายที่จะเรียนรู้ คำภีร์ศิลป์กวียังเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้อยากจะเป็นศิลปินกวีและนักเขียนแท้จริงเหล่าจอมนักเขียนและจอมกวีได้บอกไว้ว่าอยู่ในใจของเราเองจงหามันให้พบ
ข้าพเจ้าคือทารกศิลปิน เกิดมาในจังหวัดชายแดนใต้สุดของประเทศ ครอบครัวธรรมดาชั้นรากหญ้า อิสลามคือศาสนาแห่งข้าพเจ้าที่โดนดูถูกว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย จากยิว คริสเตียนและชาวโลก หาว่าเป็นตัวปัญหา ณ.ปัจจุบันนี้
บิดาข้าพเจ้าหาได้เป็นนักเขียนกวีไม่ มารดาข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นศิลปินแขนงไหน บิดามารดาข้าพเจ้าเป็นเพียงชาวสวนยางพารา และเป็นชาวนา
ข้าพเจ้าลูกชาวสวนยางพารา ลูกชาวนา โชคดีที่ได้เดินทางไปเรื่อย ได้ศึกษาค้นหาค้นคว้าวิชา ข้าพเจ้าได้แต่เพียงหวังว่าทารกกวีนักเขียนผู้นี้จะได้เป็นศิลปินจริงๆซะทีในวันหนึ่ง