5 มกราคม 2547 10:39 น.

ทางในใจ..

หมอกจาง

อากาศเย็นๆ..
วันนี้มีเรื่องให้ต้องออกไปข้างนอกแต่เช้า..
ถึงจะตื่นค่อนข้างเช้า แต่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเช้าๆนัก วันนี้พี่สาวรถเสีย เลยต้องไปส่งที่ที่ทำงาน..
คว้ามอเตอร์ไซค์คันคุ้นมือ พี่สาวขึ้นซ้อนท้าย ขยับออกจากซอยบ้าน ขึ้นถนนใหญ่..
รถราเยอะจนไม่น่าเชื่อ แม้ที่นี่จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ตอนเช้า ต่างคน ต่างเร่งรีบไปทำงาน ดูวุ่นวาย จนรู้สึกไม่คุ้นเคย..
สะบักสะบอมหงุดหงิดกับการขับรถ ฝ่าการจราจรที่โฉบเฉี่ยว วุ่นวาย สุดท้ายก็ออกมาถึงโรงเรียนพี่สาว อยู่นอกเมืองริมแม่น้ำ ดูสงบกว่ามาก..
ตอนขับมาพี่สาวซึ่งเป็นคนซ้อนใส่หมวกกันน็อค แต่ฉันไม่ใส่ ชอบได้สูดอากาศสดใหม่ตอนเช้าๆมากกว่า..
พี่สาวยื่นหมวกกันน็อคที่ใส่ไว้ให้ ..กันตำรวจ.. พี่สาวว่า 
รับมา แต่เพียงคล้องไว้ที่แฮนด์รถ ขับเลาะเลียบริมแม่น้ำ ร้านอาหารเล็กๆหลายร้านยังคงเงียบเชียบ ผู้คนแถวนี้ตื่นแต่เช้า แต่ความสับสนวุ่นวายที่นี่ตื่นสาย..
เลาะลัดไปเรื่อยๆ ตะวันเช้าในน้ำดูสงบ ผิวน้ำเรียบ ไม่ถึงกับเหมือนกระจก แต่ทุกอย่างก็ดูสงบ จนเหมือนบอกเรื่องราวต่างๆได้มากหลาย..

แปลก ที่บางครั้งเรารู้สึกว่าความวุ่นวายคือเรื่องราว แต่เมื่อย้อนคิดดู ความวุ่นวายมักบอกได้เพียงครั้งละเรื่องราว และบ่อยครั้งที่ไม่สู้จะสลักสำคัญนัก แต่ความสงบเหมือนพูดเรื่องราวต่างๆออกมาร้อยพัน..
เรื่องราวของความสงบ บางครั้งก็เป็นความทรงจำ บางครั้งเป็นคำตอบของปัญหาที่ครุ่นคิด บางครั้งก็เป็นจินตนาการที่เพ้อฝัน แต่บางครั้งก็ไม่มีเรื่องราวใดเลย นอกจากความสงบ..
ดวงอาทิตย์ในน้ำ ดูอ่อนแสงกว่าดวงอาทิตย์ข้างบน บางคนบอกว่า มันเป็นแค่สิ่งลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง แต่เมื่อดวงอาทิตย์คือสิ่งที่มีอยู่จริง เงาของมันก็น่าจะเป็นจริงเท่าๆกันไม่ใช่หรือ..

ในท่ามกลางความสงบ มีเสียงรบกวน..
เสียงมอเตอร์ไซค์..
ในท่ามกลางหมอกบางๆที่คลุมเรื่อยอยู่ริมรอบแม่น้ำ ถูกแทรกด้วยควันไอเสีย..
ถนนเล็กๆริมแม่น้ำที่ดูสงบ ด้วยไร้ผู้คนสัญจร ไร้รถรา ถูกรบกวนด้วยคนๆหนึ่งที่ขับรถมอเตอร์ไซค์..
ฉันมาชมความสงบ มาซึมซับความสงบ..
แต่ความสงบ ก็ไม่ใช่ความสงบ เมื่อฉันเข้ามาเป็นสิ่งแปลกปลอม..
ดังผิวน้ำที่ใสเย็น ที่กลับอุ่นและขุ่น เมื่อมีผู้คนลงไปแหวกว่าย..
บางที คนเรามักพกความวุ่นวายติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง..
พกไปคนละนิด นำไปคนละหน่อย หลายคนเข้าที่ที่เคยสงบ ก็กลับวุ่นวายได้ไม่ยาก..
บางทีถ้าฉันเดิน หรือขี่จักรยานมาคงดีกว่านี้..
เสียงล้อจักรยานผ่านถนน คงเบากว่าเสียงเครื่องยนต์..
กระดิ่งที่ดีดดัง คงไม่รบกวนสายหมอกที่บอบบางมากนัก..
คนและจักรยานที่เคลื่อนไปช้าๆ คงไม่รบกวนภาพแห่งความสงบนี้เท่าไร..
ฉันอาจชมสิ่งต่างๆรอบตัวได้เชื่องช้าลงไปบ้าง แต่คงชื่นชมมันได้มากกว่าเดิม..

..นึกถึงใจตัวเอง..
สิ่งที่เป็น มักแตกต่างจากคนอื่นๆอยู่เสมอ..
บ่อยครั้งที่มีใครเข้ามา หัวใจที่เคยเป็นของตัวเองก็มักเปลี่ยนไป..
อยากให้ใครต่อใครเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แต่สิ่งที่เราเป็นก็มักเปลี่ยนไปตามใครต่อใคร..
บางที..ทางในใจของฉัน ควรหาจักรยานสักคันมาวิ่ง แทนที่จะเป็นมอเตอร์ไซค์..
และยามที่ฉันก้าวเดินไปบนใจของใคร ก็น่าสมควรที่จะทำเฉกเช่นเดียวกัน
ช้าๆ.. ค่อยซึมค่อยซับ ค่อยเข้าใจ ค่อยบรรเลงในท่วงทำนองที่กลมกลืน..
มีใครมีจักรยานสักคันบ้างไหมนะ..				
24 ธันวาคม 2546 11:47 น.

เส้นตรงบนทางโค้ง..

หมอกจาง

กลับมาเจอเพื่อนเก่าๆ หลังจากที่ร้าง ห่างหายกันไปเสียนาน เรื่องเก่า เรื่องโน้น เรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาคุยกันอย่างไม่รู้เบื่อ แล้วก็มีคนหนึ่งเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา
"จำอาจารย์ปรีชาได้ไหมวะ"
"จำได้สิ" อาจารย์ปรีชาแกเป็นครูแนะแนวของพวกผมตอน ม.3 ตอนนี้แกก็ยังคงสอนอยู่ที่โรงเรียนเดิมของพวกเรานั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้แวะไปหาแกบ่อยนัก..
"ขำเส้นตรงของแกเนอะ" เพื่อนอีกคนพูดขึ้น
"อือ ก็แกไม่ได้สอนคณิตศาสตร์นี่นา" จบคำก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นในกลุ่ม ผมนึกแปลกใจที่เพื่อนๆจำเรื่องนี้กันได้ดีทุกคน แต่ไม่รู้จะมีใครที่เคยย้อนคิดทบทวนมันอย่างผมไหมนะ.. เอาละ เดี๋ยวจะเล่าเรื่องวันนั้นให้ฟังแล้วกัน

วันนั้นอาจารย์แสงชัยที่สอนคณิตศาสตร์ป่วยหรือลาอะไรนี่แหละ ก็ลุ้นกันว่าใครจะมาสอนแทน พออาจารย์ปรีชาเข้ามาในห้องทุกคนก็ยิ้ม.. ชั่วโมงนี้ไม่ต้องเรียนแน่นอน ก็แกไม่ใช่ครูคณิตศาสตร์นี่นา..

"เอ้า..จะทำอะไรกันดีล่ะชั่วโมงนี้" แกทักหลังจากนักเรียนทำความเคารพเสร็จ
"ปล่อยออกไปเตะบอลครับ" ไอ้เอ้เสนอพรวดขึ้นมา เรียกเสียงหัวเราะจากในห้อง เอ้ปากมันกล้า ถึงตัวจะเท่าลูกหมา แต่ก็นั่นแหละ มันก็กล้ากับบางคนเท่านั้น ยิ่งอาจารย์ปรีชาแกดูแปลกๆหลุดๆด้วย พวกผมก็ไม่ค่อยเเกรงแกกันสักเท่าไร
"ชั่วโมงเรียน ออกไปเล่นข้างนอกได้ไงล่ะ" แกทำเสียงดุ แต่หน้าจืดๆแหยๆของแก ทำยังไงก็ดูไม่ดุ..
"ชั่วโมงที่แล้วเรียนอะไรถึงไหนกัน"
"เรขาคณิตค่ะ" หน่อย ที่เป็นหัวหน้าห้องเป็นคนตอบ  อืมม..เด็กเดี๋ยวนี้เรียนเรขาคณิตกัน ม. ไหนนะ..

อาจารย์ปรีชาแกทำท่าคิดอยู่แป๊บนึง..
"วันนี้ครูจะสอนเรื่องเสันตรงละกัน" อ้าว.. ว่าจะไม่ต้องเรียนแล้วเชียว แถมสอนเรื่องเสันตรง หมูๆใครก็รู้..จะสอนทำไม ปล่อยให้คุยกันเสียยังดีกว่า..
"โหย..จารย์ ไม่ต้องสอนหรอก" ไอ้เอ้.. เจ้าเก่า "ปล่อยออกไปเตะบอลข้างนอกดีกว่า"
"ชั่วโมงเรียนก็ต้องเรียนสิ" อาจารย์ยังยืนกราน แต่หน้าแกก็ยังดูแหยๆเหมือนเดิม
"อากาศดีนะ..จารย์" แน่ะ..ยังไม่เลิก"ปล่อยออกไปข้างนอกเหอะ ผ่อนคลาย" ไอ้เอ้มันว่า เริ่มมีหลายเสียงในห้องดังสนับสนุนขึ้นมา
"พอๆ..ออกก็ออก" ทุกคนเฮ "ออกไปเรียนเสันตรงกันข้างนอกละกัน" เอ้า.. ยังไม่วาย อาจารย์นี่ดื้อเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ..

บนถนนตรงๆเล็กๆสายหนึ่งริมสนามฟุตบอลประจำโรงเรียน นักเรียนนั่งรวมกันใต้ร่มหูกวาง อาจารย์ปรีชาแกนั่งอยู่บนม้าหิน..
"เอ้าไหนใครช่วยนิยามเสันตรงทีซิ"
"เส้นตรงคือเส้นที่ไม่โค้งครับ" ไอ้จ่อ ตัวแสบอีกตัวเริ่ม เรียกเสียงฮาประปราย
"ฝืดว่ะจ่อ" จำได้ว่าวันนั้นผมเหน็บเข้าให้
"มึงเงียบไปเลย" มันพูดไม่มองหน้า..
"เสันสั้นที่สุดที่ลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งครับ" อันนี้ความเห็นของไอ้เจ้าเอก คนเก่งประจำห้อง
"อือ แล้วอะไรอีก" 
"นี่อาจารย์ไม่รู้แล้วหลอกถามพวกเราป่าววะ" ไอ้จ่อกระซิบถามผม ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันน่ะแหละ..
มีใครต่อใครตอบอีกหลายคำตอบแต่ไม่ค่อยเข้าเค้าเท่าไหร่ จริงๆนิยามเส้นตรงมันก็คือที่ไอ้เอกมันพูดไปนั่นแหละ มันจะมีอันไหนอีกล่ะ.. สุดท้ายหน่อย หัวหน้าห้องก็ตอบ
"เส้นตรงสองเส้นที่ขนานกันจะไม่มีทางพบกันไม่ว่าลากไปยาวแค่ไหนค่ะ" นั่นมันคุณสมบัติไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่นิยาม แต่ดูท่าอาจารย์ปรีชาจะพอใจกับคำตอบนี้แฮะ เห็นโยกหัวหงึกๆ..
"ตกลงเราได้นิยามของเส้นตรงสองข้อ" แกสรุปของแกเอง ไอ้เอกทำท่าจะค้าน แต่ก็เฉยเสีย
"หนึ่ง คือเส้นที่สั้นที่สุดที่ลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สอง เส้นตรงสองเส้นที่ขนานกันจะไม่มีวันเจอกัน ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน" ทุกคนเงียบ ไม่มีการตอบรับใดๆ..
"เอาละเราจะมาเรียนเรื่องเส้นตรงภาคปฏิบัติ นำไปใช้ในชีวิตจริง" อาจารย์ประกาศ..
"กูอยากเตะบอล" ไอ้จ่อโอดครวญเบาๆ ผมก็นึกๆ อาจารย์แกจะเล่นอะไรวะ..
"ถนนนี้ตรงไหม" ทุกคนดูๆ
"ก็ตรงค่ะ" อันนี้หนึ่ง คู่หูหน่อยตอบ
"ในชีวิตจริง เราคงหาเส้นตรงเป๊ะอย่างตามตำราไม่ได้ ดังนั้นถือว่าถนนี้ตรงละกัน ตกลงไหม"
"คร้าบ,ค่ะ" มีเสียงรับมาแค่เนือยๆ ท่าจะเริ่มเบื่อกัน..

อาจารย์แกให้ไปเอาจักรยานมาสองคัน ให้ผู้ชายขี่ ผู้หญิงซ้อน แล้วแกก็เอาชอล์คมามัดกับปลายกิ่งไม้ไว้ให้แน่น
"ผู้ชายขี่ไป ผู้หญิงลากเส้นตรงไปบนถนน ตามนิยาม" โห..เล่นง่าย ทำยังกะเราเป็นเด็กป.6

ตกลงสรุปได้อาสาสมัครคือไอ้เอ้กับไอ้จ่อขี่รถคนละคัน หนึ่งซ้อนไอ้เอ้ หน่อยซ้อนไอ้จ่อ
"ขี่ให้ตรงๆนะมึง" ผมแซวไอ้จ่อ
"หมูว่ะ"

อาจารย์ให้ทั้งสองคันขี่ไปพร้อมๆกัน แข่งกันว่ามครจะลากเส้นได้ตรงที่สุด ยาวที่สุด ห้ามขาแตะพื้น แตะตรงไหน หยุดตรงนั้น..
"เอ้า ไป.." แกเอานิ้วมือยัดปากแล้วเป่าปรี๊ด ผมนึกแปลกใจที่แกเล่นยังงี้เป็นด้วย..
เสียงเชียร์เริ่มดังขึ้น มีเสียงแซวเป็นระยะ
"เฮ้ย จ่อ ขี่จักรยานเป็นป่าววะ"
"ไอ้เอ้อย่าเกร็งเด่ะ เฮ้ยๆเดี๋ยวตกถนนหรอก"
"หน่อยขีดชัดๆสิ ถนนไม่เจ็บหรอกน่ะ ถนนนี่เขาทำไว้หนาพอกะหน้าไอ้เอ้แหละ"
"ไอ้สั_ว์" ไอ้เอ้คำราม เออ..ว่าไปก็สนุกดี เส้นที่ทั้งสองคันลากดูค่อนข้างตรงทีเดียว พวกเราวิ่งตามเชียร์ไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอปัญหา ไอ้ถนนเจ้ากรรมน่ะ.. มันมาถึงทางโค้ง ถ้าขืนตรงต่อไปละเข้าพุ่มไม้อย่างแน่นอน
"เฮ้ย เอาไงดี" ได้ยินไอ้จ่อมันหันมาถามหน่อย
"ไม่รู้" หน่อยว่า ไอ้เอ้กับหนึ่งก็เจอปัญหาเดียวกัน ไม่มีใครอยากแพ้ เลี้ยวโค้งเส้นก็จะไม่ตรง ถ้าเบรคหรือชนพุ่มไม้เส้นก็จะหยุดอยู่แค่นั้น ผมหันไปดูอาจารย์ปรีชา แกยืนกอดอกดูอยู่ที่เดิม..
"หน่อยขีดไปเรื่อยๆนะ แล้วจับแน่นๆ" ไอ้จ่อตัดสินใจ..
"โครม! " ล้อหน้าหายสวบเข้าไปในพุ่มไม้ อีกโครมหนึ่งก็ตามมาติดๆ ไอ้เอ้กับหนึ่งก็ตัดสินใจเหมือนกัน ชนเป็นชน เอาเส้นให้ตรงไว้ก่อน..
"เฮ้ยๆเป็นไงบ้างๆ" พอเห็นเพื่อนไม่เป็นไรทุกคนก็วัดระยะ 
"เส้นใครยาวกว่าเนี่ย" สรุปไอ้เอ้กับหนึ่งยาวกว่าราวๆ 2 นิ้ว เพราะหน่อยปล่อยไม้ทิ้งตอนรถชนพุ่มไม้..
"เฮ" พวกที่เชียร์คู่นี้ก็เฮกันลั่น ไอ้เอ้เบ่งกล้ามโชว์ ดีใจยังกะได้แชมป์โลก
อาจารย์ปรีชาเดินเข้า..
"แค่เนี้ย วันก่อนครูลองดูครูคนเดียวลากได้ไกลกว่านี้อีก" เคืองสิครับ..ไอ้เอ้น่ะ อุตส่าห์ดับเครื่องชนจนชนะ มาโดนเกทับ..
"ไหน อาจารย์ลากให้ดูหน่อยสิครับ" "เออ ใช่ๆ อาจารย์ลากให้ดูหน่อย" เสียงสนับสนุนเซ็งแซ่อีกแล้ว..
อาจารย์แกหยิบไม้ผูกชอล์ค คว้าจักรยานได้ก็ปั่นไปจุดตั้งต้น แล้วแกก็ปั่นมาช้าๆเรื่อยๆ มือนึงจับแฮนด์ อีกมือนึงก็ขีดพื้นมา พอถึงทางโค้งแกก็ดีดกระดิ่ง
"เอ้า หลบหน่อย" ทุกคนแหวกพื้นที่หน้าพุ่มไม้ให้ กะดูแกพุ่งชนเต็มๆ..
"หลบตรงโค้งด้วย" อ้าว พอทุกคนแหวก แกก็ขี่จักรยานเลี้ยวไปหน้าตาเฉย..
"เฮ้ย..จารย์ขี้โกง นั่นไม่ใช่เส้นตรงแล้ว" แกก็ยังขี่ของแกไปจนถึงหน้าประตูโรงเรียน แล้วก็ขี่ย้อนกลับมาทางกลุ่มพวกเราใหม่ ผิวปากมาด้วย..
"เห็นไหม ว่าครูลากได้ยาวที่สุด"
"มันไม่ตรงนี่อาจารย์" คราวนี้ผมช่วยโวย
"ทำไมไม่ตรงล่ะ นี่ก็ถูกนิยามของเส้นตรงที่เราคุยกันไม่ใช่เหรอ" แกทำหน้างงงง..
"เราบอกว่าถ้าถนนเส้นนี้ตรง เส้นตรงที่เราลากจะไม่ตัดกับถนนเส้นนี้ ตอนแรกพวกเธอก็ยอมรับว่าถนนเส้นนี้ตรงแล้วด้วย ดังนั้นเส้นที่พวกเธอลากตัดกับเส้นที่เรายอมรับว่าตรง ขณะที่เส้นที่ครูลากไม่ตัด แสดงว่าเส้นของครูเป็นเส้นตรงตามนิยาม"
เอ่อ..เซ่อกันไปครับ รู้ว่ามันไม่ค่อยถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเถียงตรงไหน..
"แล้วที่ว่ามันเป็นเส้นที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดล่ะอาจารย์ นี่มันไม่สั้นที่สุดนี่" ไอ้เจ้าเอกแย้ง
"ไหนล่ะเส้นที่สั้นที่สุด ถ้าสมมุติเราจะไปประตูโรงเรียน จากต้นหูกวางที่เราอยู่เมื่อกี๊" อาจารย์แกย้อนถาม หลายคนช่วนกันชี้ลากเส้นด้วยมือ เส้นนั้นต้องลงจากถนน ตัดผ่านสนามบอล
"แล้วถ้าเรามีจักรยาน เส้นไหนจะสะดวกและเร็วที่สุดล่ะ" ทุกคนอึ้ง
"ดังนั้น เส้นที่ครูลากเป็นเส้นตรง" แกสรุปหน้าตาเฉย
"อาจารย์มั่ว" ไอ้เอ้หงุดหงิด บ่นพึมพำ"เส้นโค้งชัดๆบอกเส้นตรงได้ไง"
"แต่ดูยังไงมันก็เป็นเส้นโค้งนะครับอาจารย์" ไอ้เอกก็พยายามแย้ง..
"พวกเธออาจถูกก็ได้มั้ง" แกทำท่าเกาหัวแกรกๆ แล้วยักไหล่ "ไม่รู้สินะ ครูเป็นครูแนะแนว ไม่ได้เป็นครูคณิตศาสตร์นี่"

ตอนนั้น ผมก็คิดว่าแกมั่ว.. คิดอย่างนั้นมาอีกหลายปี
จนกระทั่งช่วงหลังมานี่ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผ่านเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรมาเยอะขึ้น..
ก็อดคิดไม่ได้.. บางที แกอาจไม่ได้มั่ว

ก็แกเป็นครูแนะแนวนี่นะ ไม่ได้เป็นครูคณิตศาสตร์เสียหน่อย..				
16 ตุลาคม 2546 09:01 น.

วันที่โลกของฉันหมุนช้าลง..

หมอกจาง

วันนี้ฉันตื่นเช้ามาพร้อมกับแผลในปากสองสามแผล รู้ว่าร่างกายกำลังแย่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีแผลในปากเกิดขึ้น มันเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจน ว่าฉันกำลังอยู่ในสภาวะเครียด หรือไม่ก็พักผ่อนไม่พอ แต่โดยรวมๆแล้วมันก็เกิดจากสองสาเหตุนี้ร่วมกันนั่นแหละ 

หลายคนบอกว่าอาการเจ็บป่วยทางร่างกายก็เหมือนกับสัญญาณบอกเตือนเราให้ดูแลร่างกายให้ดีกว่านี้ แผลในปากฉันคงเป็นการบอกว่า สมควรนอนให้เยอะขึ้น เครียดและคิดอะไรต่อมิอะไรให้น้อยลงนะ แต่มันจะทำอย่างนั้นได้ที่ไหนกัน ไหนจะงานที่ต้องเร่งทำ ไหนจะเรื่องส่วนตัวที่ต้องคิด

วันนี้ฟ้าใส มีเมฆบางๆเป็นปุยขาวอยู่ตรงโน้นตรงนี้เล็กๆ ลมเย็นพัด เย็นจนเกือบจะหนาว หากแต่ยังไม่ถึงกับหนาว ฉันไม่มีเวลาชื่นชมกับอะไรต่อมิอะไรรอบตัวนัก ต้องมานั่งอยู่หน้าจอคอมพ์ ห่วง..ว่างานจะไม่เสร็จทันกำหนด

ตกบ่ายแผลในปากเจ็บขึ้นมาอีกจนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยกินกาแฟช่วงบ่ายในทุกบ่ายเลยต้องงด ฝืนใจนั่งทำงานต่อ งานก็ค่อยๆคืบไปเรื่อยๆ แต่ก็เหมือนกับว่ายังไม่ได้ดังใจเสียทีเดียว รู้ทั้งรู้ว่างานบางอย่างต้องใช้เวลา แต่ฉันก็มักที่จะคาดหวังสิ่งที่มากกว่า ดีกว่าจากตัวเองเสมอ มันอาจเป็นข้อดีที่ทำให้ได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่าแค่ที่เคย หรือที่ควรทำได้ แต่บางครั้งฉันก็เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป อาจเป็นความพึงพอใจและความนับถือตัวเอง

บ่อยครั้งที่เวลาเครียด เบื่อกับอะไรต่อมิอะไรต่างๆในชีวิต การฟังเพลงจะเป็นทางออกหนึ่ง หลายแบบ หลายแนว ขึ้นกับอารมณ์ในยามนั้น บางครั้งจะเป็นเพลงป็อพที่หม่นๆมืดๆ อย่าง อัลบั้ม Ultra ของ Depeche Mode บางทีก็ปล่อยใจให้ลอยไปกับเพลง One ของU2 และบางอารมณ์ก็โยกหัวไปกับจังหวังโจ๊ะๆของเพลง Bitter Sweet-heart  ของSoul Asylum ในช่วงเวลานั้นฉันดูเหมือนหลุดไปจากโลกของความเป็นจริงแล้วดื่มด่ำอยู่กับเสียงเพลง แต่ในเวลาที่ใจสงบ ก็อดนึกถามตัวเองไม่ได้ ว่าโลกในความเป็นจริงของฉัน มันไม่น่าอยู่จนถึงกับต้องหลบหนีออกไปทีเดียวหรือ


ความคาดหวังของคนรอบข้าง ที่เรียกร้องให้ทำในสิ่งที่สังคมว่าควรว่าดี เมื่อไม่ทำตาม บทลงโทษกลายๆก็จะตามมา ไม่ว่าด้วยทางสายตา คำพูด หรือการกระทำ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะตัดสินใครสักคนหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกและปัญหาของเขา เพียงตัดสินถูกผิดตามจารีตที่สอนมา ตามตำราที่เขียนไว้ ยังไงเสียมันก็ง่ายกว่าการเข้าไปรับรู้และร่วมแก้อยู่แล้ว มันทำให้ฉันนึกถึงคำพูดหนึ่งซึ่งถ้าจำไม่ผิด ฉันอ่านมันมาจากหนังสือ พระจันทร์เสี้ยวของ รพินนาถ ฐากูร ที่ว่า ..เธอไม่มีสิทธ์ใดๆที่จะลงโทษหรือดุว่าเขา หากว่าเธอไม่เคยร่วมเสียน้ำตา เสียใจในสิ่งที่เขากระทำผิดพลั้ง.. วันนั้นที่อ่าน ฉันคิดว่าฉันเข้าใจ แต่จริงๆแล้วฉันเพิ่งเข้าใจมันแท้จริงก็ตอนนี้เอง

หลังเสร็จงานในวันนี้ ฉันเข้า Internet อ่านอะไรไปเรื่อยเปื่อย สะดุดเข้ากับบทความหนึ่ง สิ่งที่สะดุดใจในบทความนี้ไม่ใช่เนื้อหาหลักที่เจ้าของเรื่องต้องการสื่อ หากเป็นฉากเล็กๆฉากหนึ่งในนั้น การได้ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มบนเตียงนอนนุ่มๆ หนังสือสักเล่มในมือ เพลงจากวิทยุที่ไม่อาจเดาได้ว่าเพลงต่อไปคืออะไร ในยามสายของวันที่ดูแสนจะขี้เกียจวันหนึ่ง ครั้งหนึ่งฉันก็เคยเป็นอย่างนั้น..ครั้งหนึ่ง นี่นานเท่าไรแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้น หยุดอยู่กลับตัวเอง ปล่อยโลกให้มันเดินผ่านไป เร็วเท่าที่ใจใครอยากให้เดิน หากช้าเท่าที่ใจฉันอยากให้ช้า

นิ่งคิดและทบทวน กับบางสิ่งที่รอได้ บางครั้งฉันก็ไม่เคยที่จะหยุดรอ เพียรจะเร่งให้เร็วเพียงเพื่อที่จะได้รู้ บางสิ่งที่ดูเหมือนจะรอไม่ได้ แต่ที่สุดแล้ว เมื่อจำเป็นจริงๆก็ยังรอ ยังเลื่อนได้เสมอ จะมีสิ่งที่รอไม่ได้จริงๆอยู่สักกี่อย่างกันนะในชีวิตเรา

กับบางสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะสำคัญและขาดไปเสียไม่ได้ บางครั้งเมื่อเราจำเป็นต้องขาดไป เรากลับพบว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นในชีวิต บางสิ่งที่เป็นเสมือนความคุ้นเคยที่ต้องมีและเราก็ไม่อาจนึกภาพได้เลยว่าจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีมัน แต่เมื่อต้องขาดไปจริงๆความคุ้นเคยในการไม่มีก็กลับค่อยๆก่อตัวขึ้นมา

บางสิ่งที่ดูเหมือนผิดและไม่อาจอภัย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะกระทำโดยผู้อื่นหรือตัวเอง หากแท้จริงแล้ว มีสักกี่อย่างที่ไม่อาจอภัย? หากเราละความกลัวลงนิด ละความยึดมั่นในหัวใจลงบ้าง ให้ความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจมีส่วนร่วมในการตัดสินสิ่งต่างๆ เราอาจจะพบว่ามันเป็นเรื่องยาก ในการที่จะหาการกระทำสักอย่างที่เรียกว่า การกระทำที่ไม่อาจให้อภัย..

วันนี้ในยามพลบค่ำที่บ้าน ฉันมีเพียงเบียร์ขวดเล็กอยู่ในมือ ครึ่งนอนครึ่งนั่งอยู่หน้าบ้าน คลี่เสื้อแจ็กเก็ตคลุมทับหน้าอกให้อุ่นจากอากาศที่เริ่มเย็น ไม่มีเสียงเพลงดังออกมาจากลำโพง มองฟ้าที่ค่อยๆมืดลง ปล่อยงานให้อยู่อย่างนั้นก่อน อยู่ในฐานะสิ่งที่รอได้ ปล่อยความวุ่นวายและความคาดหวังรอบๆตัวให้มันเดินไปมาตามสบาย ฉันถอนตัวออกมาเงียบๆจากโลกใบที่วุ่นวายใบนั้น โลกที่มีแต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจรอ โลกที่ตัดสินคนจากการก้มหัวทำตามความคาดหวังของสังคม โลกที่มีกฎเกณฑ์แบ่งแยกความดีกับความชั่วอย่างเด่นชัด ฉันถอนตัวออกมาอยู่ในโลกของฉัน โลกใบที่ค่อยๆหมุนช้าๆ โลกที่สามารถหยุดเพื่อที่จะรอคอย โลกที่สามารถให้อภัยและเข้าใจได้กับบางสิ่งที่ผิดที่พลั้ง โลกที่ความชั่วและความดีเป็นดั่งใบไม้เปียกน้ำ ที่เมื่อแห้งก็ยังสามารถกลับคืนเป็นใบไม้ใบเดิม.. 
ฉันกลับเข้าห้องนอน เปิดบานเกล็ดออก เปิดประตูห้องจนกว้าง เปิดไฟสว่างทิ้งไว้อย่างนั้น หลับไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ห่างหายไปนาน

 รู้สึกได้ถึงโลกที่ค่อยๆหมุนช้าลง..				
25 สิงหาคม 2546 08:50 น.

การมาเยือนของแขกที่แตกต่าง

หมอกจาง

สายลมนอกหน้าต่างกระจกยังพัดอยู่เรื่อยๆเหมือนกับทุกวัน ต่างเพียงตรงความหนาวที่แฝงมาในสายลมนั้นบางเบาลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา สายแล้ว ฉันยังคงนอนอยู่บนเตียง วันนี้เป็นวันว่าง ที่ไม่ต้องมีธุระปะปังให้ออกไปไหน เจ้าตัวเกียจคร้านที่นั่งทับอยู่ตรงหัวไหล่ จึงยังคงนั่งสบายอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าของผู้ชนะ..
    เริ่มจากเมื่อหลายเดือนก่อน ที่กระจกหน้าต่างบานนี้ จะมีนกสีดำสลับขาวตัวย่อมๆตัวหนึ่งเป็นแขกประจำ ที่แวะวนเวียนมาทักทายกันทุกครั้งเมื่อยามสาย บางครั้งก็เดินเลียบคลอๆอยู่ริมกระจก และบ่อยครั้งก็บินมายกขาถีบกระจกเล่นคล้ายดังกับว่าเป็นเรื่องสนุก แรกก็รำคาญ พอเริ่มนานก็เริ่มคุ้นเคย หากสายวันไหนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง ก็อดไม่ได้ที่จะรอคอยการมาเยือนของเจ้าแขกตัวลายตัวนี้..
     จวบสาย เจ้านกถีบกระจกตัวนั้นก็ยังไม่มา ขณะนอนอยู่บนเตียง ความคิดก็กลับเตลิดเพริดไปยังที่อื่น ใบหน้าขาวๆและริมฝีปากสีชมพูบางของใครบางคนแวบวาบเข้ามาในความคิด หลายเช้าแล้วที่ตื่นมาพร้อมกับภาพของคนนี้อยู่ในหัว ทั้งรอยยิ้ม ทั้งเรื่องราว อาจเหมือนดั่งที่บางคนเคยบอก ว่าความใกล้ชิดมักเป็นบ่อเกิดของความรัก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีตอนนี้มันอาจเป็นแค่ความรู้สึกดีๆ ความสนิทสนม ไม่ได้ลึกซึ้งและโหยหา แต่ความคิดถึงที่มาเยือนอยู่ทุกบ่อย ก็มักให้หวนฉุกคิดแปลกใจใจตัวเองอยู่..
    กับแรกเช้าของวันเก่าที่ผ่านมานั้น ภาพของคนแรกที่นึกถึงในยามตื่น เป็นภาพของอีกคนหนึ่ง คนที่มีรอยยิ้มน่ารัก คนที่ดวงตาเปิดเผยทุกอย่างในหัวใจ คนที่ทั้งรักทั้งผูกพัน มาบัดนี้ ภาพนั้นกลับเลือนกลับจางไปจนน่าใจหาย ตำหนิใจตัวเอง หากแต่ทำได้เพียงตำหนิ ด้วยเพียรห้ามแต่ไม่เคยห้ามได้..
    นึกๆก็นึกถึงครั้งยังเด็ก ครั้งเคยเรียนในห้องเรียนแล้วสงสัยกับสิ่งที่ครูบอก ว่าเราสามารถสั่งมือ สั่งแขนให้ขยับได้ สั่งขาให้เดินไปในทิศที่เราต้องการได้ สั่งตาให้กลอกไปมาเปิดปิด สั่งปากให้ส่งยิ้มให้ใครต่อใครได้ แต่กับอวัยวะบางอย่างเช่นหัวใจ เราไม่สามารถที่จะสั่งมันได้ มันเต้นด้วยตัวของมันเอง และหากมันจะนึกหยุดเต้นขึ้นมาเราก็สั่งไม่ได้เช่นกัน ด้วยว่าหัวใจมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของสมอง ตอนนี้หากเจอคุณครูคนเดิมอีกครั้ง คงบอกว่าสิ่งที่เคยสงสัยครั้งยังเด็กนั้น ตอนนี้เลิกสงสัยแล้ว เพราะหัวใจฉันมันไม่เคยเลยสักครั้งที่จะฟังคำพูดของสมอง ไม่เคยเลย..
    มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นนกสีน้ำตาลตัวค่อนข้างใหญ่ตัวหนึ่ง กระโดดไปมาอยู่ที่ลานหญ้าด้านนอก เมื่อสังเกตดูใบไม้ ฉันเพิ่งพบว่าสายลมพัดเปลี่ยนทางแผกไปจากเดิม ฤดูกาลกำลังเปลี่ยนแปลง ฉันไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสพบเจ้านกดำสลับขาวตัวเดิมตัวนั้นอีกหรือเปล่า แต่ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าในฤดูกาลใหม่ และสายลมใหม่ที่พัดมา ฉันคงจะได้พบเห็นเจ้านกสีน้ำตาลแปลกหน้าตัวนี้อยู่เสมอ..
และคาดว่าคงจะคุ้นเคยในอีกไม่ช้า				
7 สิงหาคม 2546 11:07 น.

เมื่อความคิดถึงออกเดินทาง..

หมอกจาง

ความคิดถึงเก็บของลงเป้หลัง สวมรองเท้าคู่เก่ง เอามือกรีดปีกเล็กๆบาง ที่อยู่ด้านหลังค่อนขึ้นมาเกือบถึงหัวไหล่ให้เข้าที่ วันนี้มันกำลังจะออกเดินทาง..
ฝนตกพรำๆ เจ้าความคิดถึงขยับเท้าออกพ้นชายคาบ้าน มันไม่เคยกลัวสายฝน ความคิดถึงชอบที่จะลอยไปมาในสายฝน..
ความคิดถึงรู้ว่าครั้งนี้มันต้องออกเดินทางไกล มันกลัวอยู่เหมือนกันว่าจะไปได้ไม่ถึงที่หมาย แต่นั่นไม่เคยหยุดยั้งการออกเดินทางของความคิดถึงได้ ไม่มีอะไรในโลกที่สามารถหยุดยั้งมันได้หรอก ความคิดถึงออกเดินทางก็เพราะว่าต้องออกเดินทาง ไม่ใช่เพราะว่ามันอยากออกเดินทาง..
หลังจากเริ่มต้นเดินทางไปได้พักใหญ่ สายฝนก็เริ่มซาลง มันแวะถามดอกไม้ที่กำลังยิ้มหน้าชื่นกับเม็ดฝนที่ตกค้างอยู่บนกลีบใบ มันถามดอกไม้ว่ารู้ไหมว่าเธออยู่ที่ไหน ดอกไม้ส่ายหน้าไม่รู้ ดอกไม้ได้แต่อวยพรให้มันโชคดี ความคิดถึงไม่เคยต้องการโชคดี แต่บางทีอาจมีใครบางคนที่มันพบเจอระหว่างทางต้องการ ความคิดถึงจึงรับคำอวยพรนั้นไว้
ความคิดถึงล่องลอยมาเรื่อยๆ ข้ามป่าเขา ข้ามลำน้ำ มันแวะถามสายหมอก แวะถามธารน้ำใสเย็น แวะถามนกน้อยเสียงใสบนต้นไม้ แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นเธอ เจ้านกน้อยขอดูรูปของเธอ ความคิดถึงมีรูปของคนคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่รูปเธอ มันขยับจะหยิบรูปนั้นออกจากเป้ให้นกน้อยดู แต่อย่างไรเสียมันคงเปล่าประโยชน์ ความคิดถึงจึงเอ่ยลา และออกเดินทางต่อไป..
รอนแรมจนค่ำคืน ความคิดถึงหยุดพักกลางป่า น้ำค้างร่วง เปาะแปะ มันนอนฟังเสียงดวงดาวหยอกล้อกัน นึกจะถามดวงดาวอยู่เหมือนกัน แต่มันเพลียเกินไปจึงเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว..
พอแรกเช้ามาเยือน ความคิดถึงเริ่มการเดินทางของมันต่อ อากาศเย็นๆในตอนเช้า และสายหมอกบางๆบนยอดหญ้า มักทำให้ความคิดถึงขมีขมันที่จะออกเดินทางเสมอ
ความคิดถึงเดินทางมาเรื่อยๆ จนบ่ายคล้อย มันก็เดินทางมาถึงฝั่งทะเล สายลมที่ริมฝั่งทะเลบอกกับความคิดถึงว่า บางทีความคิดถึงอาจต้องบินข้ามทะเล มันจึงจะได้พบเธอ ความคิดถึงรู้สึกกลัว ด้วยว่าทะเลนั้นดูเหมือนจะกว้าง และไกลเกิน แต่ความคิดถึงก็รู้ว่าอย่างไรเสีย มันต้องออกเดินทางข้ามทะเลนั้นอยู่ดี แม้ว่ามันจะกลัวเพียงใดก็ตาม อย่างที่บอก ความคิดถึงไม่ได้ออกเดินทางเพราะว่าอยากเดินทาง แต่มันออกเดินทางเพราะว่ามันต้องออกเดินทางต่างหาก
สายลมแห่งทะเลแบ่งความกล้าหาญของมันให้กับความคิดถึง ความคิดถึงไม่เคยต้องการความกล้าหาญ แต่บางทีเพื่อนของมันที่ชื่อว่า การรอคอย อาจจะต้องการ ความคิดถึงจึงรับความกล้าหาญนั้นไว้
เมื่อความคิดถึงออกเดินทางข้ามทะเลได้ไม่นาน ดวงอาทิตย์ก็ตกดิน พายุพัดกระหน่ำเหมือนบ้าคลั่ง สายฝนเทลงมาไม่ลืมหูลืมตา พายุไม่ฟังคำขอร้องของความคิดถึง สายฝนก็เช่นกัน แต่ความคิดถึงก็ยังคงเดินทางของมันต่อไป ไม่ว่าอะไรก็หยุดยั้งมันไม่ได้ บางทีเหมือนยิ่งมีอุปสรรคเท่าไหร่ความคิดถึงก็เหมือนยิ่งมีกำลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น มีบางคนเคยถามความคิดถึงว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร ความคิดถึงก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน บางทีมันรู้สึกว่ามันประกอบขึ้นจากความรักนิด ความห่วงใยหน่อยผสมกับ ความผูกพันบ้าง.. แต่บางที มันก็เหมือนไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากอะไรเลย เป็นแค่ความคิดถึงที่ไม่รู้สาเหตุ อะไรอย่างนั้น
จนรุ่งอีกวันหนึ่ง พายุที่กล้า ก็พาความคิดถึงข้ามมาสู่อีกฝั่งทะเลหนึ่ง และที่ฝั่งทะเลนั้นเองที่ความคิดถึงได้พบกับเธอคนนั้น
อย่างช้าๆ ความคิดถึงบินอ้อมไปที่ด้านหลังของเธอ หย่อนรูปของเขาที่มันพกมาในเป้หลังลงไป รูปนั้นสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความคิดถึงรู้ว่าเธอได้รับรูปนั้นแล้ว มันรู้ได้จากบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงในแววตาของเธอ รับรู้ได้จากสายตาของเธอที่มองทอดข้ามทะเลไปยังฟ้าที่ไกลโพ้นออกไป และที่สำคัญมันเห็นความคิดถึงอีกตัวหนึ่ง นั่งอยู่บนหลังเธอ ขมีขมันใส่รองเท้า เอารูปของเธอใส่ลงในกระเป๋า กรีดปีก เตรียมออกเดินทาง
ความคิดถึงรู้ว่าภารกิจของมันเสร็จแล้ว ตอนนี้เจ้าความคิดถึงของเธอคงต้องบินข้ามน้ำไปบ้างแล้วหละ ความคิดถึงขยับจะหยิบความโชคดีในเป้หลังที่ดอกไม้ให้มา มอบให้กับเจ้าความคิดถึงของเธอ แต่ความคิดถึงไม่เคยต้องการโชคนี่นะ มันจึงเปลี่ยนใจเอาความโชคดีนั้นวางลงบนไหล่เธอคนนั้นแทน บางทีเธออาจต้องการมัน..

ความคิดถึงเอนตัวลงนอน ทอดตาขึ้นสู่ฟากฟ้า มันโบกมืออย่างเกียจคร้านให้กับความคิดถึงของเธอที่ขยับปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า 
เพียงแค่โบกมือ ไม่มีคำอวยพรใดๆ.
..เพราะมันรู้ดีว่า ความคิดถึงของเธอจะสามารถหาเขาพบได้อย่างแน่นอน.				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงหมอกจาง