16 กุมภาพันธ์ 2555 15:50 น.

* แดนพิศวง ตอน ๓ *

แก้วประเสริฐ


                                แดนพิศวง ตอนที่๓
                               (เค้ามูลแห่งดวงแก้ว)

    ชายฉกรรจน์ที่แต่งกายชุดสีแดงพลันก็เอ่ยขึ้นว่า

    “แต่มาบัดนี้ดวงแก้วยอมรับ  นับว่าฟ้าดินยังเมตตาแก่พวกข้าพเจ้า

เมตตาไว้ที่มิต้องค้นหาอีกต่อไปขอรับ”

   “อีกอย่างหนึ่งการแต่งกายของท่านที่เราถามไว้ ยังไม่เห็นแจ้งแก่เรา

เลยว่าทำไมถึงไม่เหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งตามนัยที่ข้าพเจ้าคิดไว้คง

จะหมายถึงดวงแก้วทั้งสามกระมัง???....”

   “ที่คุณชายคาดเดาไว้ไม่ผิดหรอก คือข้าพเจ้าทั้งสามแต่งกายนอกจาก

บ่งถึงฐานะตำแหน่งแล้ว ยังหมายถึงดวงแก้วอีกด้วย  อีกดวงจะมี

ประกายสีทองล้อมรอบไปด้วยมรกตสีเขียวเข้มในรูปดาวหกแฉกซึ่ง

ตัดกันคล้ายรูปสามเหลี่ยมสลับขั้วกันเป็นภาพด้วยดาวภายในเป็น

รูปวงกลมบรรจุด้วยพลังงานแสงสีทองอร่ามซึ่งพวกเราเรียกกันว่า

ดวงแก้วมรกตสีทอง  เพราะมีประกายทองแผ่ขยายครอบคลุมด้วย

มรกตที่เปล่งประกายสีเขียวเข้มเปี่ยมด้วยพลังงานเสริมอีกด้วย

พวกข้าพเจ้าก็คอยติดตามใช้พลังงานจิตนำทางแต่ไม่สำเร็จขอรับ

เพียงแค่ได้ดวงแก้วสุริยันต์จันทรา ส่วนดวงแก้วอันเป็นหัวใจของ

ดวงแก้วทั้งสองนั้น สาปสูญหายไปค้นหายังไม่พบขอรับคุณชาย”

   “หมายความว่าเสื้อเกราะสีแดงหมายถึงดวงแก้วสีแดง สีเหลืองนวล

ใยคงหมายถึงดวงแก้วทั้งสองที่อยู่ภายในร่างกายข้าพเจ้ากระมัง แต่

เอ๊ะ!!!????...หากได้มาแล้วจะมีที่อยู่อีกหรือ???....”

   “หากมาดแม้นดวงแก้วดวงนี้ได้มาแล้วที่อยู่จะเปิดออกรับเองขอรับ

จะไม่มีลักษณะเหมือนดวงแก้วทั้งสองดวงหรอก  ด้วยพลังงานของ

จักรวาลจะมารวมตัวกันในจุดที่ดวงแก้วทั้งสามดวงส่งมารวมตัวกัน

ไม่ว่าสิ่งใดๆในโลกนี้หาที่จะต้านทานได้อีก เว้นแต่จะเกิดปรากฏ

การณ์ดังที่แล้วมาเท่านั้นเองขอรับท่านชาย”

   “แล้วดวงแก้วดวงนั้นมีชื่ออะไรล่ะ  เห็นท่านบอกว่าสองดวงนั้นมี

ชื่อว่า สุริยันต์จันทรา  ดวงที่สามมีชือใดฤา???...หรือว่า????.....”

   “อันดวงแก้วดวงที่สามนี้จะมีพลังฤทธิ์เหนือกว่าดวงแก้วทั้งสองมี

นามว่า มรกตสีทอง ด้วยรายล้อมด้วยแฉกที่ตัดกันเป็นรูปดวงดาวล้วน

แล้วต่างประดับด้วยมรกตสีเขียวเข้มตรงวงกึ่งกลางของดวงดาวหกแฉก

นั้นจะเป็นวงกลมของสีทองเข้มดุจทองคำมิปานแต่มีประกายคุณค่ายิ่ง

กว่าเมื่อทั้งมรกตและสีทองแสดงพลานุภาพขึ้นคราใด จะล้วนขจาย

เปล่งประกายรวมกับดวงแก้วสุริยันต์จันทราเข้ากันแล้วจะมีอำนายสูง

ล้ำนัก จะหาสิ่งอื่นใดต่อต้านมิได้ ดังที่แจ้งลักษณะให้ทราบไว้ตอนต้น

แล้วขอรับคุณชาย”

   “เอาล่ะๆๆๆ!!!....ถึงพวกท่านจะกล่าวอย่างไรในเมื่อท่านปฏิบัติ

เช่นนี้เห็นที่ว่าเราจะไม่รับปากก็ไม่ได้เสียแล้วล่ะ ไหนล่ะตำราที่ท่าน

ว่าไว้เราอยากจะศึกษาเสียหน่อย บอกตรงๆว่าอย่างอื่นเราไม่สนหรอก

นอกจากหนังสือตำราที่ท่านกล่าวไว้เท่านั้นแต่ก็จะรับคำหากได้ศึกษา

ค้นคว้าให้ถ่องแท้เสียก่อนนะ”

หลังจากที่ได้รับฟังคำของชายหนุ่มจนจบ   ทั้งสามหันมามองหน้ากัน

   แต่แล้วชายที่แต่งกายเครื่องแบบเกราะโบราณสีทองก็ประคอง

มอบตำราให้แก่ชายหนุ่มสี่เล่ม  ชายหนุ่มมองดูก็ยิ่งงงสงสัยยิ่งนักอะไร

หนังสือทั้งสี่เล่มกว้างใหญ่ไม่เกินฝ่ามือเลยมองดูคล้ายๆกับกล่องสี่

เหลี่ยมมิปาน   เมื่อชายหนุ่มยืนมือไปรับมาแล้วตีสีหน้างุนงงนัก แต่

ผู้ส่งมอบไม่กล่าวอะไร  เขารับมาดูช่างเบาๆยิ่งนักทั้งๆที่หนังสือนั้น

ค่อนข้างหนามากและเล็กอย่างน้อยก็คงจะมีน้ำหนักบ้าง แต่นี่กลับ

เบาหวิวๆ  แล้วเราจะอ่านได้อย่างไรหนังสืออักษรคงจะตัวเล็กๆมากๆ

เห็นทีจะต้องอาศัยแว่นขยายเสียแล้วชายหนุ่มรำพึงในใจ

   ครั้นชายเสื้อเกราะสีทองมอบหนังสือให้แล้วก็ถอยหลังออกมาแล้ว

ทั้งหมดก็กล่าวคำอาลาทันที

   “ภาระหน้าที่ของพวกข้าพเจ้าสิ้นสุดแล้วต่อไปเป็นหน้าที่ของคุณชาย

แล้วขอรับ  ไปศึกษาไว้ก่อนหากวันเพ็ญสิบห้าค่ำเพ็ญกระจ่างขอให้

คุณชายมายังสถานที่นี่ เพื่อร่ำเรียนวิชาการต่อสู้จากพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

พวกข้าพเจ้าขอลาไปก่อนแล้วขอรับคุณชาย”

   “อ้าวๆๆๆจะไปแล้วหรือ  ไปทั้งที่ข้าพเจ้าเองก็ยังสงสัยอะไรมากมาย

นักอย่างนี้หรือ????....”

   “แล้วคุณชายจะประจักษ์กับตัวเองหรอกขอรับ  พวกข้าพเจ้าไปก่อน

แต่อย่าลืมที่ข้าพเจ้ากล่าวกับคุณชายไว้ พบกันอีกตามวันดังกล่าวเวลา

เดิมนะขอรับ”

   “ในเมื่อท่านจะไปแล้วก็ตามใจเถอะนะ ข้าพเจ้าไม่ลืมหรอกเพ็ญ

จันทร์สิบห้าค่ำนะ”

   “ขอรับคุณชาย พวกข้าพเจ้าไปก่อนล่ะ”

   แล้วร่างทั้งสามทำความคาราวะชายหนุ่มแล้วยืนขึ้นมา ถอยหลังแยก

กัน  ชายหนุ่มมองดูก็ตกตะลึงเมื่อพบว่า  ขนหลากสีสวยด้านล่างนั้น

ฉับพลันงอกออกมากกว้างใหญ่ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ พร้อมกันหมด

ทั้งสามคน แล้วร่างนั้นปีกก็กระพือขึ้นบังเกิดกระแสลมหมุนเวียนจน

เสื้อผ้าชายหนุ่มพลิ้วไหวไปๆมาๆ ร่างทั้งสามก็ลอยขึ้นจากพื้นแล้วพุ่ง

เหินไปสู่ยังดวงจันทร์ทันที  เขาแลตามไปตลอดเวลาไม่กระพริบตา

จนร่างทั้งสามเป็นจุดเล็กๆหายไปในฟากฟ้าท่ามกลางดวงจันทร์ลับ

หายไป   ชายหนุ่มคิดถึงคำที่เขารับสัญญาไว้ก็ยิ่งสร้างความหนักใจแก่

เขาเป็นอันมาก เราจะทำได้หรือท่านช่างเชื่อมั่นเราได้อย่างไรเล่า???...

 เราเองหรือยังไม่เคยท่องเที่ยวไปไหนๆเลยนอกแต่ขลุกอยู่ในห้อง

ตำราพร้อมที่นอนเท่านั้นเอง  ยิ่งคิดยิ่งหนักใจยิ่งขึ้น  พลางสลัดหัวไปๆ

มาๆเหมือนดังไล่ความนึกคิดให้ออกไปหนีบหนังสือไว้แล้วสาวเท้า

เดินจากไปจากสถานที่นี่ทันที

    เมื่อเดินไปในบ้านก็พบบรรดาสาวรับใช้ยินคอยต้อนรับอยู่แล้ว

พลางหญิงแม่บ้านก็เอ่ยปากว่า

   “ม่อมให้คนไปตามหาคุณชายหลายๆที่ กลับมาแจ้งว่าไม่พบคุณชาย

ก็ให้เป็นห่วง และได้จัดโต๊ะอาหารเตรียมไว้แล้วล่ะเจ้าค่ะ”

   “นี่แม่ม่อม???....แล้วพี่นิวัฒน์คงจะออกไปแล้วกระมัง???...”

   “เจ้าค่ะคุณชายไปนานแล้วหลังจากทานอาหารเสร็จตั้งนานแล้วเจ้า

ค่ะ  และยังถามถึงคุณชายเลยพวกม่อมไม่รู้  เห็นคุณชายหัวร่อลั่นแล้ว

ก็เดินออกไป   โดยไม่กล่าวอะไรอีกเลยด้วยเพื่อนๆเขามารับด้วยล่ะ”

   ชายหนุ่มไม่กล่าวอะไรอีกพลางเดินไปยังห้องอาหารทันทีโดยมี

แม่บ้านเดินตามหลังเขาไป    ครั้นถึงจึงนั่งลงที่โต๊ะอาหารวางหนังสือ

ทั้งสี่เล่มไว้ข้างๆตัว  เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่แช่น้ำเข็งไว้มายกขึ้นดื่ม

   ส่วนแม่บ้านก็ยกจานมาแล้วตักข้าวๆเสริฟให้ทันที  ชายหนุ่มวางแก้ว

น้ำแล้ว ก็รีบทานอาหารไม่รอช้าเพื่อจะได้กลับไปห้องเพื่ออ่านหนังสือ

ที่เขาได้รับมาใหม่ๆ  ยายม่อมแม่บ้านซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ข้างๆโต๊ะ

อาหารพลางมองดูแต่ไม่สงสัยอะไรเพราะปกติตามวิสัยคุณชายเล็กเห็น

เป็นเรื่องธรรมดาเห็นมาจนเคยชินเสียแล้ว ผิดกับวันนี้เท่านั้นที่คุณชาย

รีบทานอาหาร ทุกๆครั้งจะอ่านไปทานอาหารไปตลอดเวลาเสมอๆ

   ครั้นชายหนุ่มละจากโต๊ะอาหารแล้วก็รีบเดินไปที่ห้องส่วนตัวทันที

เมื่อเข้าไปในห้องก็รีบปิดประตูไว้ หลอดนีออนเป็นพวงช่อ ย้อยลงมา

เป็นรูปดอกไม้ต่างๆภายในบรรจุไว้ด้วยหลอดนีออน  ส่งแสงนวล

ส่องมาเจิดจ้า เนื่องจากแม่บ้านได้เข้ามาดูแลแล้วคงเปิดไว้ให้ ชายหนุ่ม

ตรงไปยังเตียงนอนหยิบหนังสือทั้งสี่เล่มค่อยๆเลือกเล่มที่เรียงซ้อน

ตามลำดับที่ได้รับมอบหมายมา หนังสือดูออกจะเก่าเอามากๆเสียด้วย

หน้าปกเป็นหนังสือโบราณเขาพยายามทบทวนที่ร่ำเรียนมาก็ไม่เคย

พบเห็นมาก่อนเลย พลางนึกในใจแล้วเราจะอ่านได้อย่างไรกันเล่าแต่

แล้วคล้ายๆมีกระแสชนิดหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากเบื้องหลังเขาแล่นไป

สู่ยังสมองด้านบน  จากความมึนงงแต่แรกก็แปรเปลี่ยนไปทำให้เขา

มองไปยังตัวหนังสือหน้าปกอีกครั้งหนึ่ง  ทันใดเขาก็สามารถอ่าน

หนังสือและรู้ความหมายได้อย่างแจ่มแจงชัดเจน เขานึกหากไม่ได้

พลังจากดวงแก้วเบื้องหลังเขาแล้ว คิดว่าคนบนโลกนี้คงจะไม่สามารถ

อ่านหนังสือบนหน้าปกนี้ได้อย่างใดเลย เขาผ่านการศึกษาค้นคว้าจาก

งานด้านอักษรทั้งเก่าและใหม่เกือบทุกๆประเทศมาแล้ว 

ไม่ว่าจะเป็นภาษากรีกโบราณ โรมัน มายา นาคา หรือตัวหนังสือใดๆ

เขาศึกษาค้นคว้ามาหมดสิ้นสามารถอ่านและเขียนได้เป็นอย่างดี  แต่นี้

หากไม่ได้รับพลังงานชนิดหนึ่งที่รวมอยู่ในร่างกายเขามาช่วยทำเร่งแล้ว

ให้สมองเขาเกิดสิ่งที่แปลกประหลาดขึ้น คิดว่าไม่สามารถอ่านได้หาก

คนอื่นมาพบเห็นก็ตามย่อมไม่สามารถอ่านหนังสือเหล่านี้ได้ของคนบน

โลกนี้แน่นอนเขาคิด หรือว่าภายในนั้นตัวหนังสือจะเล็กมากเกินกว่า

สายตาจะอ่านได้กระมัง แต่นั่นหาใช่สาเหตุด้วยเขานำแว่นขยายมาส่อง

ขยาย   ด้วยการขยายของเล็นซ์ที่เขามีพร้อมอยู่เสมอภายในห้องของเขา

  ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดสร้างความประหลาดใจแก่ชายหนุ่มมาก

นัก จากบรรดาหนังสือเหล่านั้น  จากหนังสือบรรดาที่เล็กเท่าฝ่ามือเขา

เมื่อถูกชายหนุ่มจับต้องพลันก็ขยายใหญ่ขึ้นความกว้างขนาดหนึ่งฟุตนิ้ว

ยาวประมาณหนึ่งฟุตนิ้วครึ่งทันที  จนชายหนุ่มต้องรีบถอยหลังออกมา

จากหนังสือทั้งสี่เล่มทันที  คอยจนกว่าการขยายตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อแน่

แก่ใจแล้วจึงค่อยๆเข้าไปหาหยิบหนังสือเล่มแรก  เปิดพลิกทันทีสร้าง

ความมึนงงแก่ชายหนุ่มมากทันที ด้วยหนังสือภายในนั้นไม่มีอักษรใดๆ

ทั้งสิ้นล้วนเป็นกระดาษค่อนข้างเก่าๆมากๆด้วยเนื้อสีออกสีน้ำตาลแล้ว

ว่างเปล่า  สร้างความงุนงงสงสัยยิ่งนักหรือว่าจะซ่อนเร้นสิ่งใดไว้หาก

ไม่มีตัวหนังสือจะอ่านได้อย่างไรกัน   จึงค่อยๆลูบฝ่ามือลงไปบน

กระดาษที่ว่างเปล่านั้น ทันใดก็เกิดสิ่งสร้างความประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อ

มองแลไปก็เห็นตัวหนังสือที่ผุดจางเลือนลางค่อยๆเด่นชัดขึ้น

   แปลกๆๆจริงๆเป็นการพิสดารยิ่งนักหากเราไม่เอาฝ่ามือทดลองลูบ

แล้วก็คงจะจนปัญญาจริงๆนะ  ดังนั้นเขาเริ่มต้นลูบไล้ไปยังหน้าที่ว่าง

เปล่านั้นทั้งสี่เล่มทันที  ก็ปรากฏตัวหนังสือขึ้นมาทั้งหมดล้วอักษร

แปลกๆและมีภาพประกอบอีกด้วย เป็นภาพที่เขาไม่เคยพบเห็นมา

ก่อนเลยในการค้นคว้าของเขามาแล้วทั้งสิ้น

   เขานึกในใจว่าช่างประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งนักในการเก็บรักษาของนี้

ไว้ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆเคยเล่นโดยการเอาน้ำกระเทียมมาเขียน

หนังสือตามที่ได้ศึกษามา แล้วส่งให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเมื่อท่านรับมาก็

งุนงงแล้วก็หัวร่อแก่เขาทันที   พลางคุณพ่อหันไปสั่งให้แม่บ้านจุด

เทียนไขมาเล่มหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆเอากระดาษที่เขาเขียนไว้ลนกับ

ไฟนั้นทันที  อักษรที่เขาเขียนอวยพรคุณพ่อคุณแม่ก็ปรากฏขึ้นเป็นรอย

สีน้ำตาลเจือจาง เขาหายความสงสัยว่าเหตุใดคุณพ่อคุณเมื่อมองหน้า

เขาเช่นนี้ต่างพากันหัวร่อขึ้นทันที  แล้วกล่าวขอบใจเขาที่อวยพรให้

ท่านประสพแต่ความสุขอายุมั่นขวัญยืนชั่วกาล   รู้ได้อย่างไรถึงวิธีนี้

หรือว่าท่านเคยเล่นมาก่อน จนกระทั่งท่านทั้งสองบอกว่าพ่อและแม่

สมัยเด็กๆนั้นเล่นมาแล้วล่ะ  ครั้นเห็นกระดาษของลูกก็รู้ได้ทันที

แต่อักษรภายในหนังสือนี้ไม่เหมือนการเล่นของเขาสมัยเด็กๆ......

   คงจะเหมือนการเก็บตัวหนังสือคล้ายคลึงกัน ชายหนุ่มคิดแต่ทว่า

การเก็บนี้พิสดารยิ่งกว่า ด้วยไม่ต้องใช้ความร้อนช่วย  เพียงแค่อาศัย

ผ่านการลูบไล้เท่านั้น   อักษรก็ปรากฏขึ้นแล้วยิ่งสร้างความสงสัยแก่

เขายิ่งนัก  จึงทดลองปิดหนังสือลงอีกแล้วลุกขึ้นถอยห่างออกไปรอ

เวลาผ่านสักสักครู่หนึ่ง   ก็เข้ามาเปิดหนังสืออีกครั้งก็พลันพบว่า

กระดาษนั้นกลับปราศจากตัวหนังสือใดๆทั้งสิ้น   เพื่อความเชื่อมั่น

จึงนำหนังสือนี้ออกจากห้องไป   แล้วพลันก็เรียกแม่บ้านทันที

   “แม่ม่อมอยู่ไหนหรือ  ขอพบตัวหน่อยซิแม่ม่อม”

   “อยู่เจ้าค่ะ....กำลังตรวจสอบสิ่งของอยู่เจ้าค่ะ”

    แล้วร่างของหญิงกลางคนก็ก้าวเข้ามาพบชายหนุ่มทันที

   “มีอะไรหรือเจ้าค่ะคุณชาย  ต้องการอะไรอีกหรือเจ้าค่ะ”

   “ไม่หรอกจ้าแม่ม่อม  อยากจะให้แม่ม่อมดูหนังสือเล่มนี้สักหน่อย

เท่านั้นเองจ๊ะ   แม่ม่อมเห็นอะไรหรือเปล่าล่ะ???...พลางยื่นหนังสือ

ส่งไปให้แม่ม่อมแม่บ้านทันที

   หญิงแม่บ้านรับหนังสือมาก็เปิดออกดูทุกๆแผ่นก็งงพลันหันไปกล่าว

กลับชายหนุ่มว่า

   “ในหนังสือนี้ไม่มีอักษรใดๆนี่เจ้าค่ะ  เป็นเพียงกระดาษว่างเปล่าเท่า

นั้นเองเจ้าค่ะ”

    ชายหนุ่มยิ้มพลางปรารภย์ขึ้นว่า

   “แม่ม่อมลองเอามือลูบไปที่กระดาษที่ว่างเปล่าทุกๆแผ่นซิจ๊ะ”

   หญิงแม่บ้านก็ปฏิบัติตามคำสั่งทันที  แต่ก็เหมือนเดิมจึงรายงานว่า

   “ก็เหมือนเดิมนี่เจ้าค่ะ  ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นเลย”

   “เท่านั้นแหละแม่ม่อม ขอบใจมากนะไปทำงานต่อได้แล้วล่ะ  ส่ง

หนังสือคืนมาได้แล้วล่ะ”

   ชายหนุ่มยิ้มไม่กล่าวกระไรรับหนังสือจากแม่บ้านมาแล้วก็รีบเดินเข้า

ห้องของตนทันที...........................


                            แก้วประเสริฐ.

Cartoon_Animation_08.gif1139348gm3744qpip.gif76.gif				
14 กุมภาพันธ์ 2555 17:40 น.

* แดนพิศวง ตอน ๒ *

แก้วประเสริฐ


                         แดนพิศวง ตอนที่๒
                             (มรกตสีทอง)

   แสงจันทร์ที่ลอยเด่นสีนวล   แสงสะท้อนกระทบผิวน้ำทะเล

ดูเป็น

ประกายระยิบระยับรอรับการพลิ้วของคลื่นที่สายลมพัดนำพา

เข้าสู่ฝั่ง

แสงนวลใยส่งประกายเข้มข้นสาดส่องไปทั่วบริเวณนั้น 

ตลอดจน

แหลมที่ยื่นเข้าไปในท้องทะเล   สลับมืดบ้างสว่างด้วยเมฆที่

ล่องลอย

ผ่านมาบดบังดวงจันทร์   บัดนี้ปลายส่วนที่ชายหนุ่มนั่งอยู่แทบ

จะแลเห็นได้เลือนลางสลัวบางครั้ง  ถึงแม้มีแสงของจันทร์สาด

ส่องถึง

ก็ตาม  และในบริเวณที่เขาทั้งสี่ยืนอยู่กลับสว่างไสวไปด้วย

แสงจันทร์ นวลใยขจายไปทั่วบริเวณ 

สร้างความประหลาดใจแก่ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก  ยามที่เมฆ

บดบังแสง

จันทร์นั้นจะปรากฏแสงจากชายทั้งสามทอประกายออกจาก

ร่างพวกเขา

ประดุจเดียวกับแสงแห่งจันทร์ที่สาดส่องและถูกบดบังไป 

    หลังจากที่บรรดาชายแปลกหน้าแนะนำตัวเองเสร็จ นิรุทธิ์

มองไปที่

ร่างทั้งสามในเครื่องแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วยสีสรร

ต่างๆนาๆหลายหลากสีแพรวพราวดู

สวยสดงดงามมาก  ด้วยความความประหลาดใจและความ

งดงามนั้น   เขาพลันทบทวนตำราต่างๆและพลัน

นึก  เพราะการแต่งกายนั้นมองคล้ายๆเหมือนกันแต่แตกต่าง

กันมากด้วย

ความในเท่ห์  พลางใคร่ครวญว่าจะถามดีหรือไม่  แต่ความ

อยากรู้และ

ความฉงนใจ   พลางรำพึงในใจเหตุใดจึงมีสีสรรสวยสดแต่สี

แตกต่าง

กันมาก  หรือว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน

ออกไปยิ่ง

นักหรือว่าจะเป็นการแบ่งฐานันดร์กันหรือไม่  จึงเอ่ยปากถาม

ขึ้นว่า

   “ข้าพเจ้ามิอาจจะรับคำเรียกกล่าวหาของท่านได้ ดินแดนนี้

หาใช่

ดินแดนที่ท่านกล่าวมาก็หาไม่   ดังนั้นคิดใคร่ขอร้องท่านทั้ง

สามโปรดตรวจสอบอีกครั้ง   และทบทวนความคิดใหม่จึง

เรียกหาเข้าดังคราวแรกจะดีกว่า   ด้วยคำหลังนั้นสูงเกินกว่าที่

ข้าพเจ้าจะอาจเอื้อมด้วยมันสูงส่งเกินกว่าที่

พึงรับได้หรอกนะ  อีกประการหนึ่งด้วยเกิดในคนละยุคกัน

อาจจะสร้าง

ความสงสัยต่อคนทั้งหลายที่ได้ยินเข้าก็จะคิดว่าหรือ อาจจะหา

ว่า

ข้าพเจ้าบ้าไปเสียแล้ว ข้าพเจ้ามาคิดดูถึงแม้นว่าพวกท่าน

อาจจะไม่มีคนสามารถที่

เห็นรูปร่างหรือไม่ก็ตามเถอะ”

    ชายฉกรรจน์ที่สง่างามในเครื่องแบบทหารแปลกประหลาด

ต่างหันหน้าปรึกษากัน มีทั้งเหลือบตาจำเลืองหันกลับ

มามองหน้ากันและกัน ต่างก็พากันแย้มยิ้มเบิกบานพยักหน้า

ยอมรับ

     หนึ่งในนั้นพลันเอ่ยขึ้นด้วยกิริยานอบน้อม

   “หากมาดแม้นเป็นคำสั่งของพระองค์  ทำให้เกิดความพึง

พอใจแล้ว

ต่อไปก็จะเรียกหาดังตอนแรก  ขอพระองค์โปรดพระราชทาน

อภัยด้วย

เถิดพระเจ้าข้า  พวกข้าทั้งสามจะยึดถือปฏิบัติต่อไปอย่าง

เคร่งครัด ตามคำสั่งอาจารย์ที่ตกทอดกันมาหลายรุ่นแล้ว”

   ชายหนุ่มหันมายิ้มแก่บุคคลทั้งสามด้วยความประหลาดใจอด

ถามมิได้

ว่าชายเหล่านั้นทำไมถึงแต่งกายไม่เหมือนเครื่องแบบสมัย

โบราณโลกนี้

   “ดีแล้วล่ะท่านทั้งสาม  แปลกๆนะการแต่งกายของพวกท่าน

ตอนแรก

กับตอนนี้ช่างผิดแผกกันสิ้นเชิง ใยจึงเป็นดังนี้หรือ???....”

   “ด้วยข้าพเจ้าทั้งสามต่างคิดว่าเมื่อสมฤทธิ์ผลแล้วก็ควรสู่

สภาพมิติ

โน้นจะดีกว่า   ฉนั้นจึงคืนสภาพเดิมอีกประการหนึ่งเพื่อให้

คุณชาย

ได้รับรู้ในเครื่องแบบทหารของมิติโน้น  ต่อไปจะได้ไม่ต้อง

แปลกใจ

ซึ่งมิตินี้ไม่มีการแต่งกายแบบนี้แล้วขอรับ สาเหตุบ่งบอกชี้ของ

สีนั้น

ก็ด้วยเกิดจากเหตุแบ่งตามสีของดวงแก้วสองดวงนั้น  โดยแบ่ง

แยกกัน

ออกเป็นการควบคุมหน้าที่ความรับผิดชอบกัน  โดยฉันทามติ

ให้เป็นไป

ตามสีของดวงแก้วทั้งสามดวงขอรับคุณชาย”

   “อ้าวๆๆถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีดวงแก้วอีกหนึ่งดวงล่ะ

ซิ????....”

   “ถูกแล้วขอรับคุณชาย อีกด้วยจะมีสีเหมือนเครื่องแบบของ

ท่าน

   ส่วนข้าพเจ้านามวิรุฬห์ซึ่งเป็นหัวหน้าควบคุมไพร่พล

ทั้งหมดอยู่คอยวันเวลาอยู่เท่านั้น เพื่อความสะดวก

จึงใช้สีของดวงแก้วซึ่งทรงพลานุภาพมากกว่าแก้วสองดวงที่ 

บัดนี้ ยังไม่รู้ว่าอยู่หนแห่งใด อานุภาพจะมีมากกว่าที่

อยู่ภายในร่างกายของคุณชาย   อีกประการหนึ่งในบรรดาดวง

แก้วนั้นสองดวงนั้น ซึ่ตอนนี้อยู่

ในร่างคุณชายจะทรงไว้ด้วยอิทธิ์ฤทธิ์แต่ก็เป็นรองดวงแก้วอีก

หนึ่งดวงที่ทรงพลานุภาพมากที่สุดในดวงแก้วทั้งปวง

 มาดแม้นว่าจะมีพลานุภาพอันยิ่งใหญ่อยุ่แล้วก็ตามที  หากแต่

 ยังขาด

ของอีกสิ่งหนึ่งไป  พวกข้าพเจ้าจึงออกค้นหาดวงแก้วดวงนั้น

คงต้องใช้

เวลาไม่มากนักแล้ว ด้วยที่อยู่ดวงแก้วนั้นบรรลุขึ้นแล้วขอรับ  

หากวันใดนั้นดวงแก้วที่สาปสูญหายไปนั้น  มารวมด้วยกัน

เมื่อใด

อานุภาพก็จะทรงพลังมหาศาลมากยิ่งขึ้นขอรับคุณชาย”

   “อ้าวๆๆๆ!!!!!???....ยังไม่จบอีกหรือยังมีดวงแก้วอีกดวง

หนึ่งอยู่

หรือท่านทั้งสาม????....”

   “ขอรับคุณชาย  นี่ต้องแล้วแต่วาสนาของผู้ที่เป็นเจ้าของและ

สถิตย์

รวมกันไว้ได้อีก  ด้วยดวงแก้วดวงนั้นพวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน

ว่าอยู่

ในที่แห่งใด สถานที่ใดของมุมโลกนี้ซึ่งอาจารย์ผู้เฒ่าบอกว่า

หลังจาก

คุณชายในอีกมิติหนึ่งสิ้นลง ลูกแก้วทั้งสามก็เร้นหายไปจากมิติ

นั้นๆ

ขอรับคุณชาย  ทั้งสามดวงกลับพุ่งขึ้นบนฟากฟ้าเกิดความ

แปรเปลี่ยน

ของพลังงานเข้าสู่ยังอีกมิติหนึ่ง     บรรพบุรุษพวกข้าพเจ้าเห็น

ดังนั้น

จึงได้รีบนำบริวารเร้นกายออกจากนครนั้นทันที พร้อมทั้ง

หนังสือที่

ซ่อนเร้นไว้ในนครแห่งนี้ออกมาด้วย  แต่เสมือนเป็น

ภาระหน้าที่ของ

พวกข้าพเจ้า บรรพบุรุษจึงได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งส่งมอบ

ถ่ายถอด

มาจนถึงรุ่นท่านผู้เฒ่าไว้  ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าบรรพบุรุษแจ้ง

กำชับไว้ว่า

การค้นหาดวงแก้วนั้นจะสมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อค้นหาที่อยู่ของ

ดวงแก้วนั้น

ให้พบก่อน  ด้วยดวงแก้วทั้งสามดวงจะต้องติดตามที่อยู่ของ

มันไป

ตลอดในห้วงจักรวาลทั้งหลาย  เมื่อรู้ดังนั้นพวกเราจึงออก

ติดตามไป

ในแต่ละจักรวาลเพื่อค้นหา คงเหลือสุริยะจักรวาลนี้เท่านั้น

ด้วยความ

ฉงนและลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าคงจะมาสู่ยังจักรวาลนี้ด้วยชื่อ

ของดวง

แก้วดวงหนึ่งคือดวงแก้วสุริยะ ส่วนจันทรานั้นไปมาแล้วไม่

พบเพราะ

เป็นแค่บริวารหนึ่งในภพนั้นๆขอรับ  ท่านผู้เฒ่าเมื่อนึกถึงข้อนี้

ได้จึงได้

นำพรรคพวกออกติดตามมาสู่ยังดินแดนแห่งนี้ด้วย บรรดา

บริวารที่หมุนเวียนล้อมรอบตามพลังงานดึงดูดของ

สุริยะนั้นพวกเราไปกันมาแล้ว แต่เนื่องจากเห็นว่าดาวดวงนี้

มองดูน่า

เกลียดมากๆจึงละเลยเสีย เมื่อค้นตามดวงดวงหมดแล้วไม่มีจึง

เข้ามาสู่

ดวงดาวราหูนี้แหละ  ตามลักษณะดาราศาสตร์ก็บ่งชี้ไว้

เช่นเดียวกัน

ครั้นมาถึงก็เห็นประกายสุกสกาวไสวเกิดขึ้นของดวงแก้ว

ทั้งหลายแต่

อีกดวงนั้นทอแสงริบหรี่นักคล้ายมีสิ่งปิดกั้นเอาไว้  เมื่อเห็น

ดังนั้นจึง

พากันแน่แก่ใจพวกเราแล้วว่า ที่อยู่ของดวงแก้วนี้ได้บังเกิดใน

ดวงดาวนี้

แล้วซึ่งที่จริงเป็นจิตวิญญาณของกษัตริย์แห่งมิติโน้นเข้ามาสู่

ดวงดาวนี้ ด้วยเป็นดวงดาวที่อุดมสมบูรณืกว่าที่อื่น ตลอดจน

สิ่งอันเป็นแรงกระตุ้นของดวงแก้ว ต่างคิดว่าดวงแก้วเดินทาง

และได้บังเกิดในดวงดาวนี้  จึงทำให้ดวงแก้วทั้งสามเข้ามา

สถิตย์อยู่ด้วย
 
   หลังจากได้ติดตามดวงแก้วสองดวงนั้นคืนมาได้    ซึ่งอาจจะ

เป็นดวง

เมืองนครนั้นคงจะยังไม่สิ้นสลายไปทีเดียว  จึงต่างค้นพบ

ดวงแก้วทั้งสองต่างสถานที่กัน ในดินแดนที่เต็มไปด้ว

ภยันตรายอัน

มากมาย  หลังจากได้ทั้งสองดวงมาแล้วก็พยายามค้นหาอีกดวง

แต่

จวบปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถค้นพบได้     บางทีอาจจะหลุดจาก

ห้วง

แห่งจักรวาลมิตินี้ไปแล้ว  หรือไม่ก็อาจจะถูกอะไรบางสิ่งปิด

กั้นเอา

ไว้แล้วนั่นเอง     จึงได้พากันนำชาวนครที่บรรพบุรุษข้าพเจ้า

ครอบครองอาณาจักรแห่งนี้จึงพากันค้นหาตามที่ต่างๆโดย

ออกเดินทางจากมิติมาสู่ยังโลกนี้ตามพยากรณ์ของดวงดาวเป็น

เครื่องบ่งชี้ไว้ขอรับ รอคอยวันที่ได้โอกาสก็จะย้อนคืนกลับสู่

มิติโน้น

อีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยไพร่พลทั้งหมด อีกประการหลบลี้หนี

ภัยจาก

นครต้องสาปที่อยู่ภายใต้อำนาจของพวกโหราจารย์ได้ดีอีกด้วย

ขอรับ” 
 
   “หากมาดแม้นดวงแก้วทั้งสามทรงพลานุภาพอันมากมาย

เช่นนี้ใยเล่า

นครที่พวกท่านกล่าวไว้ จึงยังไม่พ้นคำสาปไปเสียได้????...”

   “ตามบันทึกของบรรพบุรุษบันทึกไว้ว่า สาเหตุจากไม่

สามารถรักษา

นครแห่งนี้ได้ด้วยจักรวาลได้เกิดผันแปรเปลี่ยนพลังงานแรง

โน้มถ่วง

ดึงดูดทั้งจักรวาลไป  พลังงานต่างๆในจักรวาลหนึ่งและอีก

หลายๆ

จักรวาลถูกอำนาจของสูญญกาศแปรเปลี่ยนพลังงานต่างๆขึ้น

เข้าแทรก

พลังงานจึงต่างถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหันพลังงานฃ

สลับขั้วกัน 
  
     ดังนั้นพลังงานของดวงแก้วทั้งสามจึงอ่อนพลังงานไป ช่วง

นี้แหละ

เกิดการปั่นป่วนในนครแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อยู่พลิก

ผันภัยพิบัติ

นาๆประการจึงได้เกิด  นครต้องสาปนั้นเกิดการขบถขึ้นนำ

โดยท่าน

     โหราจารย์ของนครซึ่งทรงไว้ด้วยพลานุภาพเวทย์มนต์จึง

นำกำลังเข้า

มาทำลายไปในระหว่างนั้น    อำนาจของดวงแก้วทั้งสามที่เคย

ทรงอานุภาพเหนือกว่ามนตราอาคมใดๆทั้งสิ้น  แต่ทว่าเสียดาย

พลังงานก็ถูกบั่นทอนไปครึ่งหนึ่ง  คงเหลืออีกครึ่งหนึ่งของพ

ลานุภาพ

ก็พยายามทอพลังที่เหลือเพื่อช่วยเหลือนครนี้ไม่ให้ถูกทำลาย

สิ้นไป

จากพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน และถูกซ้ำเติมอีก

จากมนต์ดำ  ซึ่งบันทึกกล่าวไว้ว่าแม้อำนาจดังกล่าวจะรุนแรง

แต่หาเทียบเท่ากับพลังงานธรรมชาติแต่ผู้ใช้ต้องประกอบด้วย

บารมี   แม้จะได้ดวงแก้วอีกดวงไปแต่ด้วยเป็นคนที่โลภ  หวัง

ในอำนาจ  ดังนั้นดวงแก้วจึงหนีหายไปและพ่อมดโหราจารย์

นี้ก็ได้ส่งคนออกติดตามเช่นเดียวกับพวกเรา   อันคัมภีร์มหา

 เวทย์มนต์ของโหราจารย์กบฏนี้ที่ทุกๆคนไม่มีผู้ใดจะสามารถ

จะกำหราบได้ จึงได้ถูกสาปนครนี้ให้อยู่แต่ในความมืดมนไป

หลังจากที่ทำลายผู้ควบคุมลูกแก้วเพื่อหวังจะได้ครอบครอง

ลูกแก้ว

ทั้งสามไว้ในกำมือ โดยที่ไม่มีใครกำหราบได้ทั่วทั้งจักรวาล

โดยเอา

พลังดวงแก้วทั้งสามผสมผสานกับเวทย์มนต์ของมัน  และสาป

ทุกๆคนที่ยังอยู่ในนครแห่งนี้ด้วยเวทย์มนต์ของมันสร้างสิ่ง

ใหม่ๆ

ทดแทนด้วยเปลี่ยนแปลงไว้โดยสิ้นเชิง ตัวมันเองก็เข้าครอบ

นครไว้โดยสิ้นเชิงและต่างก็ตกอยู่ในอำนาจมนต์มันมาหลายๆ

ร้อยปี  โดยเปลี่ยนรุ่นมาเรื่อยๆเช่นกัน

   เสมือนฟ้าดินยังเมตตาอยู่จึงทำให้การสาปของมันไม่

สามารถจะ

ครอบงำชีวภาพของร่างกายพวกเหล่านี้ได้  หากวันใดนครนี้

พ้นจากการควบคุมและอำนาจของมนตราที่ได้สร้าง

คำสาปไปแล้ว  ทุกๆคนก็จะหวนกลับคืนสู่สภาพเดิมด้วยจะ

เกิดกระแส

หมุนเวียนของจักรวาลย้อนคืนกลับอีกครั้งหนึ่ง ชีวภาพของ

ชาวนครต่างก็จะคืนสู่สภาพเดิมทั้งสิ้นขอรับท่านชาย”


   ยิ่งฟังชายหนุ่มยิ่งงงงวยต่อคำเล่าของชายทั้งสามยิ่ง พลางนึก

ในใจว่า

 อันเหตุการณ์ผ่านมาเป็นร้อยๆปีแล้วจะคืนสู่สภาพเดิมได้

อย่างไรกัน

 เหมือนคนที่ตายไปจะหวนคืนกลับดังเดิมได้อีกหรือ????...

  แปลกเหลือเกิน และยังมีอยู่จริงๆหรือนี่ การเล่านั้น

เหมือนนิยายที่ฝรั่งเขียนไว้ในเรื่องแฮรี่พตอตเตอร์เกี่ยวกับ

เวทย์มนต์

จริงๆ  หรือว่าหูสติเราเพี้ยนไปก็ไม่ใช่นี่นา????................

    แต่นี่หากเขาไม่เห็นสภาพการแต่งกายของชายทั้งสามที่

เกิดขึ้นได้เอง

ดังเช่นนี้ ใครจะมาพูดอย่างไรเขาก็คงจะไม่เชื่อ  แต่นี่เขาเห็น

ด้วยสายตา

ในสภาพร่างกายจิตใจสมบูรณ์ยิ่งนักจนแอบลอบหยิกเนื้อ

ตัวเอง  ก็รู้สึก

ว่าเจ็บ    ตาเราหรือก็ไม่ฝาดไปนี่ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุกในใจขึ้นคิด

ใคร่จะ

ทดลองร่วมสนุกในเหตุการณ์นี้ แต่มาคิดว่าฟังๆดูมันเกี่ยวกับ

เวทย์มนต์

และ  พลันในใจก็พลันกระตุ้นสิ่งหนึ่งออกมาคงจะมีการรบพุ่ง

อย่างแน่

เหมือนในภาพยนตร์  แต่นี่เขาไม่เคยฝึกปรือวิชาการต่อสู้แต่

อย่างใดจะ

เข้าไปช่วยเหลือพวกนี้ได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งเรื่องนี้เขาก็ไม่

ค่อยชอบ  ในเมื่อเจ้าชายดังกล่าวมีของสามอย่างนี้อยู่เหตุใดจึง

ต้องตายไปเล่าทำไมหรือนครจึงต้องคำสาปไป ยิ่งพูดยิ่งงุนงง

แก่ชายหนุ่มยิ่งคิด   ในยุคปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องแปลกๆ

เสียด้วย   เสมือนคนทั้งสามจะรู้ความคิดเขา  ก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า......

   “หากคุณชายยอมรับเงื่อนไขการเข้าช่วยเหลือแล้ว  ข้าพเจ้า

ทั้งสาม

ขอให้คุณชายไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการฝึกปรืออาวุธต่างๆ  พวก

ข้าพเจ้า

จะหมั่นมาฝึกสอนแนะนำตลอดวิชาการต่างๆให้คุณชายเอง”

   “ท่านรู้การคิดอ่านเราได้อย่างไรล่ะแปลกจริงๆ???...”

   “พวกเราชาวนครต่างรู้กระแสจิตใครทั้งสิ้นยกเว้นคนที่มี

พลังจิตสูง

กว่าเท่านั้นขอรับคุณชาย”

   “ที่ท่านกล่าวมานี้ทางโลกนี้เรียกว่าโทรจิตเป็นพลังงานชนิด

หนึ่งที่

สามารถบังคับวัตถุใดๆตามหนังสือที่เราได้ศึกษามานะ มีจริง

ด้วยหรือ

หรือว่าเป็นการเย้าข้าเล่นๆนะ???.....”

   “เรื่องพลังงานแห่งจิตนี้ชาวเราทุกๆคนมีกันมาตั้งแต่เกิดแล้ว

ขอรับ

เพียงแต่มันจะเจริญหรือมากขึ้นก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยการ

เสริม

พลังงานไว้ให้แก่จิตมากๆโดยอาศัยพลังแห่งจักรวาลช่วยเหลือ

ขอรับ   ด้วยเหตุที่พวกเราที่กำเนิดรู้ได้นั้นก็ด้วยในโลกเรานั้น

ประกอบด้วยพลังงานเข้าแทรกซึมชีวภาพของผู้ที่กำเนิดในนั้น

แต่อำนาจย่อมแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง   ส่วนใหญ่แล้วแค่
แค่เป็นเพียงรู้แต่ยังไม่ลึกซึ้งเท่านั้นเอง จึงต้องประกอบด้วย

เวทย์มนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาผสมผสานเพื่อเพิ่มอำนาจพลังงาน

ในทำนองเดียวกันก็ทำลายอำนาจพลังงานของทุกหมู่เหล่า

ครอบงำกดไว้ด้วยเวทย์มนต์  ดังนั้นจึงต้องตกอยู่ในอำนาจ

ของจอมทรยศหมด  ยกเว้นแต่พวกเราเท่านั้นที่รีบหนีออก

จากภายใต้อำนาจมืดของมัน  ออกเดินทางมาสู่โลกใบนี้

แต่ก็ยังมีผู้ที่ร่วมกับเรา   สร้างขึ้นแยกเป็นกลุ่มๆเพื่อมิให้

เป็นที่สงสัยของพ่อมดจอมทรยศโหราจารย์

เพียงคุณชายรับปากแก่พวกข้าพเจ้าว่าจะเข้าร่วมมือช่วยก็

เพียงพอ

แล้ว  จะถ่ายทอดพลังงานนี้พร้อมยุทธวิธีการใช้อาวุธแก่

คุณชายขอรับ”

   “หากเรารับปากท่านแล้วเรื่องเหล่านี้ท่านจะมีเวลามา

ถ่ายทอดวิชา

แก่ข้าพเจ้าได้อย่างไรกันล่ะ????...”

   “วันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงพวกข้าพเจ้าทั้งสามจะมาสู่สถาน

ที่นี้เพื่อ

แนะนำถ่ายทอดวิชาการตลอดเรื่องกาลต่างๆให้ทราบขอรับ

คุณชาย”

   “แล้วคนอื่นไม่มีอีกหรือ เหตุใดท่านจึงมาเจาะจงเรา

โดยเฉพาะ”

   ชายทั้งสามมองหน้ากันพากันหัวร่อเบาๆ   แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า
 
   “ เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลนครที่สร้างขึ้นมาใหม่แยกจาก

นครต้อง

สาปเพื่อค้นหาทางไว้   อีกทางหนึ่งก็สะสมบรรดาทหาร

ทั้งหลาย
 
พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆไว้ด้วยแล้วขอรับคุณชาย
  
     เหตุที่ไม่เลือกบุคคลอื่นนั้นก็ด้วยในมิติโน้น ก็ด้วยเหตุที่

กล่าวไว้แล้ว

บุคคลที่พร้อมครบถ้วนและเป็นจิตวิญญาณของกษัตริย์

พระองค์ที่ดับ

ไป และได้มาบังเกิดในมิตินี้  ซึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียว

เท่านั้นที่จะ

แก้ไขคำสาปและกำหราบตลอดจนล้างคำสาปนี้ได้เท่านั้น

    จึงเที่ยวเสาะหามาหลายยุคแล้ว  ตามวิถีแห่งดวงดาวว่า

บุคคลผู้นี้

ได้มาบังเกิดในมิตินี้  จึงพากันออกจากมิตินั้น เข้ามาสู่ที่นี่ซึ่ง

ได้อาศัยมา

หลายๆปีแล้ว  จนสิ้นผู้เฒ่าไปทั้งยังกำชับพวกข้าพเจ้าทั้งสาม

ไว้ด้วยให้

ให้พยายามค้นหาต่อไป หากไม่ได้ไม่ต้องกลับไปสู่นครในมิติ

โน้น

และถ่ายทอดวิชาการมอบหมายคนที่ไว้ใจได้รับสืบทอดต่อมา

 ขอรับ

 ท่านชาย  มาบัดนี้พวกเราได้ค้นพบบุคคลดังกล่าวแล้วคือ

คุณชายนี้

แหละที่ถูกต้องตามลักษณะตำราตลอดจนการบ่งชี้ของดวงดาว

อีกด้วย

ในทางหนึ่งขอรับคุณชาย  ครั้นวางดวงแก้วทดสอบก็ยิ่งแน่แก่

ใจด้วย

หากดวงแก้วไม่ยอมรับไว้

  ก็แสดงว่าไม่ใช่บุคคลที่พวกข้าพเจ้าต้องการ ก็จะต้องติดตาม

ค้นหากัน

ต่อไป  แต่บัดนี้ปรากฏชัดแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดวงแก้วต้องการ

ขอรับ”...............


               * แก้วประเสริฐ. *	

1139348gm3744qpip.gif				
14 กุมภาพันธ์ 2555 17:25 น.

* แดนพิศวง ตอน ๑ *

แก้วประเสริฐ


                   แดนพิศวง ตอนที่๑
                    (สุริยันต์จันทรา)

บทนำ.......อันนิยายเรื่องนี้ข้าพเจ้าใช้จินตนาการสร้างสรรเรื่องไว้ให้

เกิดความสนุกสนานในแง่มุมมองหลายๆด้าน ทั้งในแง่ศาสตร์ต่างๆ

ผสมผสานกันไว้   ทั้งโหราศาสตร์ ไสย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทั้งใน

อดีตและปัจจุบัน  เพื่อสร้างความเกษมสำราญเท่านั้น โดยมุ่งจะ

เน้นการหมุนเวียนเสริมสร้างพลังจิตแปรเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงาน

ทั้งการสร้างและการทำลายของอะตอมต่างๆไว้ โดยอาศัยพลังงาน

ของจักรวาลมีสื่อเป็นการเสริม ไร้อำนาจการต้านทานใดๆได้

ทั้งนี้ล้วนแล้วแต่การจะวิจารณญานกันเอาเองครับ

ขอเชิญหาความเกษมสำราญกันได้แล้ว..............แก้วประเสริฐ.

......................................................................................................

   ยามสายันต์ดวงตะวันลอยเหนือน้ำจรดขอบฟ้า ทอแสงอันแดงจาง

สายลมพลิ้วโชยพลิ่ว  ท้องทะเลอันสงบปราศจากคลื่นลมแรงเกิด

การสั่นไหวพลิ้วเป็นระลอกเล็ก  ค่อยๆทะยอยเข้าสู่ชายฝั่งของแหลม

ที่ยื่นออกไปสู่ยังท้องทะเลอันไกลแสนไกล

   ในบริเวณแหลมนั้นมีร่างของชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ

กำลังนั่งทอดอารมณ์บนก้อนหินที่วางเกะกะเรียงราย ในมือเขาถือ

ก้านไม้เล็กๆ เขี่ยเล่นไปบนพื้นทรายในบริเวณนั้นแต่สายตาเขากลับ

จ้องมองออกไปสู่ในท้องทะเลอันไกลโพ้นแลมองตะวันที่กำลังจะ

ลาลับจากของฟ้า แสงของมันทอดระยิบเป็นพราวคล้ายๆกับเหลี่ยม

ของอัญมณีที่ยามโดนแสงไฟสะท้อนแวววาบไปตามคลื่นเล็กๆที่

ทะยอยเข้าหาฝั่ง  สายลมพัดต้องเสื้อผ้าเขาไหวพลิ้วไปตามกระแสลม

อันเยือกเย็นกระทบร่างเขาทำให้จิตใจร่าเริงสดชื่นคลายเครียดไปมาก

   นิรุทธ์คือนามของชายหนุ่มนี้ที่มีผมอันดำขลับสลวยหยักโศก

เล็กน้อยทรงผมที่ตัดเรียบรับกลับใบหน้าที่อันขาวผ่องปราศจาก

เสี้ยนสิวราบเรียบประดุจไข่มุกข์เนื้อดี   เขาเป็นลูกหนึ่งในสอง

ของคหบดีที่ร่ำรวยมีเนื้อที่อันกว้างใหญ่ไพศาลจรดริมทะเล  ทั้งสอง

พี่น้องเขาเป็นน้องคนสุดท้องส่วนผู้เป็นพี่นามนิวัฒน์นิสัยใจคอ

แตกต่างราวกับฟ้าดิน   ผู้พี่เป็นคนนิสัยมุทะลุดุดันชอบในการต่อสู้

ไม่ค่อยสนใจในการเรียนเท่าใดนัก พอจบปริญญามาก็ไม่คิดจะร่ำ

เรียนต่อหาความรู้ชอบในการท่องเที่ยวคบหาสมาคมกับพวกไปใน

สถานเริงรมย์ต่างๆ

    ส่วนชายผู้เป็นน้องกับชอบหมกหมุ่นกับการเล่าเรียนขมักเขม้นใน

การค้นคว้าศึกษาตำราต่างๆ  และเป็นคนช่างคิดใฝ่ฝันในสิ่งที่ไม่อาจ

จะเป็นไปได้   ตำราทั้งในและนอกล้วนแล้วแต่เขาหามาอ่านจนหมด

สิ้น  ทั้งทางด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวะ โยธา วิทยาศาสตร์หรือ

แม้กระทั่งด้านไสยาศาสตร์ล้วนแล้วแต่เขาร่ำเรียนมาอย่างช่ำชอง
 
นิสัยไม่ชอบการต่อสู้อาวุธใดๆทั้งสิ้น ต่างกับพี่ชายอย่างสิ้นเชิง

   ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังของพ่อแม่ที่จะเห็นความก้าวหน้าของเขา

ด้วยการช่วยกันหาตำราต่างๆมาให้เขาได้ร่ำเรียนไว้เพื่ออนาคตต่อไป

เขาศึกษาวิชาการทั้งด้านปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา แม้แต่หนังสือ

อักษรต่างๆก็พอจะอ่านออกเขียนได้ เป็นอย่างดีไม่ติดขัด มักจะเก็บ

ตัวอยู่แต่ในห้องที่กองสุมไปด้วยตำหรับตำราต่างๆอันมากมาย

   แต่ก็ทำความพอใจให้แก่ผู้เป็นพ่อแม่ด้วยเพราะไม่เคยสร้างความ

เดือดร้อนแต่อย่างใด  ส่วนผู้พี่นั้นมักจะชอบหาเรื่องเป็นเนืองนิจ

พ่อแม่เขาเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าจึงไม่ค่อยจะมีเวลาเอาใจใส่มาก

นักคงปล่อยให้อยู่กับคนดูแลทั้งสองที่เป็นหญิงชรา ดังนั้นอุปนิสัยจึง

ออกไปในแนวคล้ายๆคนเลี้ยงเสมอ  พ่อแม่มักจะออกเดินทางไปใน

สถานที่ต่างๆทั้งในและนอกประเทศเกี่ยวกับธุรกิจ การเงิน การตลาด

   วันนี้หลังจากที่เขาอ่านตำราต่างๆจนหมดสิ้นก็สร้างความเบื่อหน่าย

จึงได้ออกมานั่งทอดอารมณ์ยังบริเวณนี้เพื่อที่จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น

บ้าง  ชายหนุ่มรู้สึกตัวว่าค่อนข้างจะหงุดหงิดเนื่องจากไม่มีสิ่งใหม่ๆ

ให้เขาได้ค้นคว้าอีกต่อไป   หลังจากพระอาทิตย์จมหายไปในท้อง

ทะเลคงเหลือเพียงแสงอ่อนๆที่ยังเรืองรองบนพื้นขอบฟ้า  แต่ยังมี

แสงของดวงจันทร์ในเดือนขึ้นทอดแสงสุกใสสวยงามแทน ในปลาย

ขอบฟ้าแห่งท้องทะเลที่ดูมืดทะมึนเปรียบคล้ายปีศาจร้ายที่โอบไว้

ด้วยมือทั้งหมดของมัน   ยังมีแสงของดวงดาวน้อยใหญ่   ท้องฟ้า

บัดนี้  ล้วนแล้วเต็มไปด้วยดวงดาว  ต่างแข่งประชันโฉมแสงกันและ

กัน ด้วยแสงที่ไม่กระพริบและกระพริบของดวงดาวต่างๆอัน

ประกอบด้วยดาวพระเคราะห์และดาวฤกษ์ที่ทอแสงประกาย

ระยิบระยับแทน แต่ในท้องทะเลกลับสีออกจะคลึ้มๆดำทะมึน

อันชวนสร้างความสะพรั่งพรั่นพรึงน่ากลัวที่ครอบงำด้วยสิ่งมืดมิด

   ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลุกขึ้นพร้อมทั้งดัดแข้งดัดขาหลังไปๆมานั้น

แล้วก็หันหลังกลับจากแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลเพื่อหวังจะกลับ

บ้านอันแสนเบื่อหน่ายเอือมระอา  ก้าวเท้าเดินกลับอย่างช้าๆแต่ใน

สมองเขาคิดว่าป่านนี้พี่ชายคงจะออกไปหาความสำราญภายนอก

เสียแล้ว เขาต้องอยู่คนเดียวด้วยคนที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กนั้นได้

จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อเขาอายุได้สิบแปดปีผ่านพ้นมานอกนั้นเขาจะ

หมกอยู่ในห้องเพียงผู้เดียวไม่ไปท่องเที่ยวที่อื่นเหมือนดั่งพี่ชายเขา

ด้วยนิสัยไม่ชอบการต่อสู้ใดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะร่ำเรียนรู้วิชาการต่อสู้

จากตำราแต่ไม่เคยได้ฝึกฝนฝึกปรือแต่อย่างใด ที่อ่านเพราะไม่มี

อะไรจะอ่านแม้กระทั้งพวกไสย์ศาสตร์ต่างๆเขาคิดว่านั่นคือ

สิ่งงมงายไร้สาระทั้งสิ้น 

   สงสัยเราจะไม่พ้นไปจากเจ้าอีกแล้วซินะเจ้าตำราทั้งหลายเอย ถึง

แม้ว่าข้าจะอ่านเจ้ามาหลายครั้งจนกระทั่งแทบจะจำได้ทั้งหมดก็ตาม

แต่ช่างเถอะในเมื่อไม่มีอะไรทำอ่านเจ้าไปดีกว่าไปตะลอนๆเช่นพี่

เขาที่คงจะไปแล้วล่ะ  เขารำพึงในใจเพียงผู้เดียวแต่เท้ายังย่างก้าว

อย่างช้าๆต่อ  ถิ่นนี้เขาช่ำชองมาตั้งแต่เด็กแล้วบัดนี้เขาเป็นหนุ่มเต็ม

ตัวอายุเลยเบญจเพศไปแล้วก็ตามแต่ทว่าในเมื่อสิ่งที่เขาทำอยู่นี้เป็น

ประจำจึงไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงในสิ่งอื่นๆแก่เขาได้  ถึงแม้ว่าจะมี

สาวๆในถิ่นนี้มาคอยส่งสายตาและยิ้มแก่เขา แต่เขาไม่เคยใส่ใจแต่

ประการใด เพียงแค่ยิ้มตอบแล้วก็เดินจากไปเท่านั้น

      เหตุเพราะเขามีใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าร่างที่สูงใหญ่สง่างามตลอด

ใบหน้าอันสวยงามดุจหญิงแต่ใจเขาซิมิได้มีความนึกคิดเรื่องเพศแต่

อย่างใดผิดกลับพี่ชายเขาที่เคยได้ยินคนรับใช้ภายในบ้านกล่าวว่าเขา

มีรูปร่างหน้าตาดีกว่าพี่ชายเขาเสียอีก  จนเมื่อมาชมต่อหน้าเขากลับ

ห้ามปรามมิให้พูดเช่นนี้อีก จะมีภัยถึงเขาเหล่านั้นด้วยรู้นิสัยพี่ชาย

เขาดีว่าเป็นคนค่อนข้างหยิ่งยโสโอหังไม่ชอบให้ใครๆเหนือกว่า

พี่ชายเขาไปได้  เมื่อยามใดที่ส่องกระจกดูใบหน้าตัวเองกลับมอง

อย่างทุเรศใจนัก  ทำไมคนเราจึงช่างหลงใหลต่อรูปลักษณ์ภายนอก

ไปได้ ทำไมล่ะไม่ดูอุปนิสัยภายในบ้าง จนอยากจะเอามีดมากรีดบน

ใบหน้าเขาเพื่อสร้างความอัปลักษณ์ก็เคยคิดเช่นนี้ แต่มีบางอย่างมา

เตือนเขาไว้จึงได้หยุดการกระทำเสีย

   ระหว่างเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้านั้น ร่างที่ผึ่งผายก็ต้องหยุดชะงัก

ทันใดด้วยมีเสียงเรียกเบาๆลอยเข้ามา

   “คุณชายขอรับๆๆอย่าพึ่งกลับเลยรอผมเอาของมามอบให้ก่อนนะ

ขอรับคุณชาย  และก่อนจะมอบของให้พวกกระผมอยากจะขอดูอะไร

จากคุณชายบางอย่างขอรับ เพื่อให้แน่แก่ใจถึงจะมอบให้ขอรับ”

    เสียงลอยแว่วออกมาจากแนวไม้ที่เรียงรายตามแนวของแถวริม

ทะเล   ทำให้ชายหนุ่มชะงักหมุนตัวไปรอบๆเพื่อค้นหาตำแหน่งเสียง

นั้นแต่ไม่พบอะไรเลย   ชายหนุ่มหัวร่อเบาๆแล้วก็เริ่มจะออกเดินต่อ

แต่แล้วก็ต้องสดุ้งเมื่ออยู่ดีๆก็ปรากฏร่างชายมีอายุสามคน กำลังเดิน

เข้ามาหา  ร่างทั้งสามแต่งกายแปลกประหลาดยิ่งนักจะว่าเป็นชาว

ภารตะก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นชายแถบเปอร์เซียก็มีส่วนคล้ายๆกัน แต่ทว่า

การเดินเหินของเขาซิแปลกจริงๆ จากสายตาที่มีแสงสลัวๆนั้นแต่ยัง

มีแสงนวลของดวงจันทร์ส่องพอจะเห็นได้อย่างเลือนลางก็ตาม  ก็แล

เห็นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้คือการมาอย่างรวดเร็วยิ่งนักปานสาย

ลมที่หนังสือเคยร่ำเรียนมาก็มิปาน เพียงชั่วอึดใจเดียวชายทั้งสามก็มา

ถึงยังเบื้องหน้าเขาแล้ว
  
    ทั้งหมดพากันนั่งย่อกายขาข้างหนึ่งชันอีกข้างหนึ่งราบกับพื้นทั้งยัง

ประสานมือกุมกันระหว่างเบื้องอก หนึ่งในนั้นพลันกล่าวขึ้นว่า

   “คุณชายขอรับ....พวกผมรอเวลาอันเหมาะเจาะมานานแสนนาน

แล้ว เพื่อจะรอพบพิสูจน์ในสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าพยากรณ์ไว้และสั่งให้พวก

กระผมรอคอยคุณชาย จนท่านผู้เฒ่าได้ลาจากไป โดยท่านผู้เฒ่าบอก

แจ้งลักษณะต่างๆไว้ให้พวกกระผมทราบและฝากตัวเป็นผู้รับใช้

บุคคลนั้นตามคำสั่งท่านผู้เฒ่า และจะมอบตำราหนังสือต่างๆและ

สิ่งของไว้ให้คุณชายขอรับ  เพียงแต่ว่าต้องพิสูจน์สิ่งบางอย่างก่อน

ถึงจะมอบของเหล่านี้ให้ขอรับ”

   ครั้นได้รับฟังเช่นนั้นยิ่งสร้างความงุนงงสงสัยแก่เขาเป็นอันมาก

แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความสนใจของเขาคือหนังสือตำรานั่นเอง หาก

ไม่ได้ยินสิ่งนี้แล้วก็คิดว่าจะรีบเดินหนีห่างไปไม่สนใจอะไรมากนัก

จึงอดถามไปมิได้ว่า

   “สิ่งที่ท่านต้องการนั้นใครหรือท่านทั้งสาม  ท่านมาผิดตัวแล้ว

กระมัง???... อาจจะสร้างความผิดหวังแก่ท่านได้นะท่าน”

   “เพียงแค่พิสูจน์ในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่มีเท่านั้นแหละขอรับ พวก

กระผมได้เฝ้าติดตามคุณชายมาตั้งแต่อายุได้สิบกว่าขวบแล้วขอรับ”

   ชายหนุ่มนึกสนุกเป็นครั้งแรกในชีวิตวัยหนุ่มฉกรรจน์ที่เขาประสบ

จึงคิดจะเล่นหาด้วยจึงเปรยขึ้นว่า

   “หากมาดแม้นมิใช่บุคคลที่ท่านประสงค์อันพึงหมายพบพานล่ะ

ท่านจะต้องเสียใจนะ  โถๆๆสู้อุตส่าห์เฝ้าติดตามมาก็ได้นะท่าน”

   “ถึงแม้นว่าพวกข้าพเจ้าจะเฝ้าติดตามมาตั้งแต่คุณชายเกิดมาแล้ว

แต่ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า หากอายุเลยเบญจเพศแล้วสิ่งนั้นมิเจือจางหรือ

เลือนหายไปกลับส่งประกายแสงสดใสยิ่งขึ้นย่อมไม่ผิดพลาดขอรับ”

   ทำให้ชายหนุ่มอดคิดถึงร่างเขาเสียมิได้ ด้วยความสงสัยมานานถาม

คุณพ่อคุณแม่ถึงเหตุนี้  ก็ได้รับการยืนยันว่ามีมาพร้อมตั้งแต่เขาเกิด

มาแล้ว  เวลาอาบน้ำเขามักจะมองดูในกระจกเสมอๆ  เพราะมันดู

ลักษณะคล้ายปานก็ไม่เชิง จะว่าเป็นรอยหยดของน้ำยาที่หมอเอามา

เช็ดตัวเขาเวลาเกิดก็ไม่ใช่ เพราะต้องเป็นรอยด่างขาวดำเท่านั้น  แต่นี่

ด้านหลังข้างขวาเขาตรงสะบักไหล่เป็นรูปวงกลมสีแดงเรื่อๆ ส่วน

ด้านซ้ายมือเป็นวงกลมออกสีนวลใยจะว่าขาวหรือเหลืองก็ไม่เชิง

สิ่งนี้สร้างความแปลกประหลาดแก่เขา  ค้นคว้าในตำหรับตำราหรือ

อันมากมายก็ไม่มี ในนิยายเก่าๆหรือก็มีเพียงแค่ระบุว่าเป็นปานดำ

บ้างแดงบ้างเท่านั้น  หรือเป็นรูปสัตว์บ้างใบไม้บ้างต่างๆนาๆ

   แต่ของเขาซิเป็นวงกลมขนาดเล็กไม่ใหญ่โตแต่มันกลมมากๆสีออก

ชัดเจนและรู้สึกว่าจะมีประกายในบางครั้งเกิดขึ้น  ครั้นได้รับฟัง

เช่นนั้นก็บังเกิดความสงสัย สร้างความสนใจในใจ    ขึ้นมาทันที

หรือว่า????....ทั้งสามคนนี้อาจจะบางทีไขความลับของเขาได้กระมัง

    จึงสร้างความหวั่นไหวในใจ แต่ก็ยังทำเป็นเล่นตัวเล่นเชิงอยู่บ้าง

พลางเอ่ยแกมหัวร่อขึ้นว่า

   “ฮ่าๆๆๆๆ!!!!???....ชักน่าสนใจเสียแล้วซิท่านไหนๆลองเกริ่นเล่า

เรื่องราวต่างๆให้ฟังก่อนเราถึงจะให้พวกท่านพิสูจน์นะ”

   ชายที่เป็นหัวหน้าของชายทั้งหมด   ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า

   “ณ ดินแดนอันไกลโพ้นเหนือมิตินั้นมีนครต้องสาปนครหนึ่งซึ่ง

รอคอยการกลับมาของบุคคลๆหนึ่งที่จะมาแก้ไขสถานะการณ์อัน

ร้ายกาจนี้  และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้นครนี้พ้นจากสาป

ไปได้เท่านั้นขอรับท่าน   ด้วยนครแห่งนี้ต้องมนต์ที่ไม่อาจจะแก้ไข

ได้ด้วยพลังจิตอันแข็งแกร่ง สาปไว้  หากเล่าก็เรื่องยาวเพียงแค่ให้

คุณชายทราบไว้ในสิ่งใหญ่เท่านี้ขอรับ”

   “แหม๋ๆๆๆท่านเล่าเกริ่นนิดเดียวเหมือนกับนิยายโบร่ำโบราณเชียว

นะที่ยังงมงายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่เชียวเลยล่ะท่าน”

   “แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงขอรับคุณชาย ท่านผู้เฒ่าซึ่งเป็นอาจารย์

ของพวกเราได้กำชับนักกำชับหนาให้หาบุคคลเช่นนี้ให้ได้และเรื่องนี้

ได้ตกทอดสืบต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปีแล้วขอรับคุณชาย  พวก

ข้าพเจ้าเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว  หากไม่ได้ดังประสงค์ก็เห็นทีจะต้องรอ

คอยไปอีกนานเท่าใดก็ไม่รู้ด้วย วันนี้ลักษณะดวงดาวต่างๆบรรจบ

พอดี ตามคำพยากรณ์ในหนังสือที่ถ่ายทอดสืบกันมาแล้วข้าพเจ้าเป็น

ผู้รักษาของเหล่านี้ไว้  หากไม่พบก็หาได้ทำให้คุณชายต้องเดือดร้อน

อะไรหรอก  เพียงแต่พวกข้าพเจ้าขอพิสูจน์เท่านั้นเองแหละขอรับ”

    ชายหนุ่มนึกก็ยิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น จึงเอ่ยกล่าวอีกว่า

   “พวกท่านแน่ใจนะว่าหากการพิสูจน์นี้มิใช่เราจะไม่เป็นอันตราย

ไปนะ  และพวกท่านจะทำอันตรายแก่เราอีกด้วย”

   “สัญญาสัจจะขอรับคุณท่าน  หากแก้วสองดวงนี้เมื่อนำไปยังสถาน

ที่ของเขาแล้วก็จะจมหายไปในร่างกายของคุณชายเอง หากมิใช่ที่อยู่

ของแก้วสองดวงนี้ก็จะคงสภาพเดิมอยู่ขอรับแต่หาได้ทำอันตรายแก่

คุณชายแต่อย่างใดเล่า อีกทั้งพวกข้าพเจ้าก็จะกลับไปเพื่อรอคอย

กาลเวลาอีกต่อไป  คอยเวลาและส่งมอบงานต่อคนรุ่นใหม่ต่อไป”

   “เอาล่ะเมื่อท่านให้สัจจะสัญญาเช่นนี้เราก็พร้อมที่จะให้ท่านพิสูจน์

สิ่งที่ท่านเรียกว่าแก้วสองดวงนั้น เราขอชมก่อนได้หรือไม่ล่ะ???...”

   “ได้ขอรับคุณชาย หากคุณชายเป็นบุคคลที่แก้วทั้งสองนี้ยอมรับ

คุณชายก็จะเห็นเองแหละขอรับ”

    ชายหัวหน้าสองคนนั้นพลันล้วงไปหยิบลูกแก้วซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่

นักประมาณเท่าไข่นกกระทาเห็นจะได้  ออกมาทันทีแต่แล้วชายสาม

คนนั้นต่างพากันตลึงพรึงเพริศไปตามๆกัน ด้วยแก้วทั้งสองดวงนั้น

ต่างสีกัน ดวงหนึ่งสีแดงเข้มปานเลือดนก อีกดวงหนึ่งสีเหลืองอ่อน

นวล แต่ภายในซิกลับคล้ายๆมีน้ำใสๆวิ่งไปวิ่งมาได้ พลันส่งประกาย

เจิดจ้าเปล่งออกมาทันที   ทำให้ชายทั้งสามรีบวางลูกแก้วลงยัง

พื้นทรายโดยมีผ้าคลุมศีรษะของชายที่เป็นหัวหน้าคลี่แผ่รองรับไว้

   ชายหนุ่มก็แลเป็นใบหน้าอันแท้จริงของชายคนนั้นก็นึกชมเชยใน

ใจว่าช่างหล่อเหล่ายิ่งนักผิดกับชายอื่นทั่วๆไปถึงแม้จะมีอายุล่วงเข้า

ชายกลางคนไปแล้วก็ตาม  ครั้นแล้วชายทั้งสามคนก็ต่างรีบงอเขาที่

ยกไว้นำอีกข้างมาเสมอแล้วก้มลงกราบไปยังลูกแก้วสองดวงนั้นด้วย

ใบหน้าทั้งสามเอิบอิ่มยิ่งนัก  ชายหนุ่มมองการกระทำของพวกเขา

แล้วก็ให้นึกแปลกใจ  ที่เห็นพวกเขาให้ความเคารพนบนอบแก่ดวง

แก้วสองดวงนี้ยิ่งนักจึงแค่เพียงยืนแย้มยิ้มมองเฉยๆ  แต่ก็แปลกใจที่

แก้วทั้งสองดวงนี้ใยเปล่งประกายน่ารักอะไรเช่นนี้สีสรรแพรวพราว 

   ครั้นแล้วเมื่อหลังจากทำความเคารพเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เขาทั้งสาม

ก็เงยหน้าขึ้นมองร่างชายหนุ่มทันที หนึ่งในนั้นพลันเอ่ยขึ้นว่า

   “คุณชายขอรับ พวกกระผมขอน้อมคาราวะท่านด้วยก่อนจะมีการ

พิสูจน์ขึ้นก่อนขอรับ”

   “ไม่ตัองก็ได้กระมังจะติดยึดถือไปทำไมกันเล่า????....”

   “ไม่ได้ขอรับเป็นคำสั่งตกทอดมาขอรับ”

    โดยไม่ฟังความใดๆทั้งสิ้น  ทั้งสามต่างก็ก้มลงกราบชายหนุ่มทันที

ชายหนุ่มก็ตกตะลึงในการกระทำของบรรดาชายเหล่านี้ ด้วยความ

มึนงงสงสัย  ทันใดได้ยินเสียงหนึ่งในนั้นพลันเอ่ยอีกว่า

   “ขอความเมตตาคุณชายช่วยเมตตาถอดเสื้อใส่ออกหันหลังมา

ให้แก่พวกข้าพเจ้าตรวจสอบหน่อยขอรับคุณชาย”

   คงสนุกเหมือนกันเน๊อะชายหนุ่มนึกในใจ  แต่ก็ไม่ขัดพลางปลด

กระดุมเสื้อออก เผยร่างส่วนบนล้วนเป็นกล้ามมัดๆถึงแม้ว่าเขาจะไม่

เคยฝึกหัดการเล่นกล้ามมาก่อน เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมร่างเขา

จึงเป็นเช่นนี้ ข้อนี้เพียงเก็บความสงสัยไว้ในใจเท่านั้น แม้แต่พี่ชายเขา

ที่ชอบฝึกการต่อสู้มาและการเพาะกายก็ยังมิอาจเทียบเขาได้เลย 

ดังนั้นเขามักจะแอบซ่อนใส่เสื้อตลอดเวลาไม่ให้พี่ชายเขาเห็นเลยสัก

ครั้งเดียว  แล้วเขาก็หันหลังไปให้ชายทั้งสามดูทันที  เสียงที่เขาได้ยิน

ดังลั่นมาจากชายสามคนถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นอากัปกิริยาใด  ก็นึก

คำนวณได้ว่าคงจะเกิดความตื่นหนกยิ่งนัก  จึงเอ่ยขึ้นว่า

   “เป็นอย่างไรล่ะท่านทั้งสาม  ข้าเป็นคนที่ท่านพึงประสงค์หรือไม่

ล่ะ???....ข้าจะใส่เสื้อได้หรือยัง”

   เสียงดังอย่างแสนจะดีใจกล่าวขึ้นว่าอีกนิดเดียวเท่านั้นแหละขอรับ

คุณชาย   ทันใดชายหนุ่มรู้สึกว่าเบื้องหลังเขาได้รับการวางอะไรบาง

อย่างลงบนผิวหนังเขา  ร่างกายเขารู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นทันทีเหมือนมี

อะไรบางอย่างพุ่งเข้าสู่ร่างกายส่งกระแสความร้อนเริ่มจะมากๆขึ้น

เรื่อยๆแทบจะทนไม่ได้ จนต้องร้องพรึ่มพรำออกมา  และแล้วก็รู้สึก

มีของอีกสิ่งหนึ่งวางลงยังเบื้องหลังเช่นครั้งแรกแปลกเขาคิดบัดนี้จุด

ที่ชายนั้นวางลงกลับส่งกระแสเย็นจากน้อยไปหามากค่อยแผ่ขยายขึ้น

เรื่อยๆและเข้าต้านทานกระแสความร้อนทันทีแล้วก็รวมตัวกันอย่าง

รวดเร็วทำให้ร่างกายเขาเกิดความเบาอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดนัก

กระแสนั้นเย็นประดุจน้ำแข็งอันมากมายแผ่ขยายไปทั่วร่างเขาที่

กระแสความร้อนนั้นแผ่อยู่จนเขาแทบจะทนไม่ได้  เมื่อสายกระแส

นั้นบรรจบกันแล้วรวมตัวกันนั่นแหละเขาจึงค่อยๆรู้สึกสบายร่างกาย

ขึ้นอย่างบอกไม่ถูก  ชายหนุ่มจึงร้องถามชายทั้งสามทันทีว่า

   “เป็นอย่างไรบ้างล่ะ??...ใช่คนที่พวกท่านค้นหาหรือไม่???...”

   เสียงเงียบไม่ดังขึ้นอีกจนเขาแปลกใจจึงรีบสวมเสื้อใส่ทันทีพร้อม

หันหน้ากลับเห็น  ร่างชายทั้งสามนั้นบัดนี้การแต่งกายแปรเปลี่ยนไป

หมดเป็นร่างกายที่สวมใส่ชุดเครื่องแบบทหารโบราณไป เขาเองก็ได้

ค้นคว้าเรื่องเหล่านี้มาเหมือนกัน แต่การแต่งกายของชายทั้งสามผิด

แผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง   ด้วยหมวกสวมบนศีรษะทั้งสองด้านมี

ขนนกหลากสีหากนับไม่ต่ำกว่าเจ็ดสีเป็นอย่างน้อย อีกทั้งเครื่องแบบ

นั้นหรือ  ด้านหลังทั้งสองก็มีลักษณะคล้ายๆปีกนกสีขาวแซมสีต่างๆ

อันมากมาย ซ้ำยังส่งแสงประกายแววระยิบพรายไปทั่วร่าง

   ชายหนุ่มผงะร่างทันทีพร้อมรีบถอยหลังออกมาให้ห่างร่างทั้งสาม

นั้น   ที่ยังก้มหน้ากราบมายังเขาอยู่     หนึ่งในนั้นพลันเอ่ยขึ้นว่า

   “ขอเดชะข้าพุทธเจ้าทั้งสามขอถวายพระพรพระเจ้าข้า  ผลพิสูจน์

สำเร็จตามความปรารถนาสมกับที่พวกกระหม่อมและบริวารต่างรอ

คอยมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว  คงสมเจตนารมณ์ของท่านผู้เฒ่าที่รอ

คอยมาเนิ่นนานนักแล้ว   พวกข้าบาทจะต้องกลับไปจัดสร้างสิ่งต่างๆ

อีกเพื่อรอคอยพระองค์ต่อไป  สืบเนื่องจากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของ

พระองค์ที่จะต้องกระทำตามลิขิตฟ้าดินเองแล้ว  หากวันใดที่

พระองค์ต้องการจะให้พวกกระหม่อมช่วยเหลือเพียงเอ่ยชื่อไม่ว่าใคร

คนใดคนหนึ่ง  ซึ่งข้าพเจ้ามีนามว่าวิรุฬห์ ซ้ายมือข้าพเจ้ามีนามว่า

สุรสีย์ ด้านขวามือมีนามว่าอินทิราพระเจ้าข้า”................

                   * แก้วประเสริฐ. *

( ข้าพเจ้าขอเอาตอนแรกมาลงไว้ เพราะเคยลงเกริ่นไว้แล้วเพื่อท่่านที่เคย
อ่านมาอาจจะลืมไป เพราะนานแล้วกว่าเรื่อง อทิสมานกาย จะจบลง ชอเชิญ
หาความสำราญกันต่อไปครับ ขอบคุณ)

1139348gm3744qpip.gif76.gif				
6 กุมภาพันธ์ 2555 17:47 น.

อทิสมานกาย ๑๐๙ อวสาน

แก้วประเสริฐ


              อทิสมานกาย  ๑๐๙ (อวสาน)

   เมื่อเหตุการณ์ภายในกรุงเทพฯ เกิดกระแสปั่นป่วน  

จึงมีผลกระทบกลับมายังการทำงานของ

 พล.ต.ท. วีระโชติ  วิเชียรเข็มสกุลอย่างรุนแรง

ในบริเวณอาณาเขตของกองกำกับการควบคุมดูแล

ก็ยังปราศจากการค้าของผิดกฏหมายใดๆทั้งสิ้น

ด้วยพ่อค้าทางด้านนี้ยังขยาด   หลังจากเสี่ยเล้งได้เสียชีวิตลง

ยังหาผู้ใดกล้ายุ่งเกี่ยวไม่  

       เวลาผ่านไปหลายปีบรรดาลูกน้องของชายหนุ่ม

ก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นสูง  ต่างติดยศนายพลไล่ตามลงมาตามลำดับ

 ด้านรองผู้กำกับชัชวาลย์ก็ได้เลื่อนเป็นนายพล ต.ต.

พร้อมด้วย คู่หูคือผช.ผู้กำกับจรัสได้เป็นนายพลทั้งคู่ 

 ส่วนชายหนุ่มยังอยู่ในตำแหน่งเดิมด้วยเป็นตำแหน่งสูงสุดในภาคนี้

    เมื่อเห็นเหตุการณ์เบาบางลงทางด้านนี้  ชายหนุ่มก็แต่งงาน

กับนส.ชบาการจัดงานเป็นไปอย่างเอิกเกริกสมเกียรติ ฐานะ

โดยพ่อเชียรแม่เข็มได้ไปสู่ขอกับพ่อแม่ของชบาสร้าง

ความปิติยินดีแก่พ่อแม่ของชบาเป็นอย่างมาก

ที่ได้ลูกเขยเป็นถึงนายพลตำรวจ การปรากฏตัวของฐานะ

การทำงานของชายหนุ่มสร้างความฮือฮา

แก่ชาวบ้านโคกอีแร้ง ด้วยไม่คิดว่าคนในหมู่บ้าน

จะมียศฐาบรรดาศักดิ์เช่นนี้  เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป

แต่ที่ดีใจมากได้แก่แม่นางเทพอัปสรทั้งสองและนส.ชบา 

 เพราะได้ตกลงไว้เป็นสัญญากันว่าจะสับเปลี่ยนกัน  

โดยอาศัยร่างของสาวชบาเป็นสื่อกลางระหว่างเทพกับมนุษย์

    จวบจนเวลาผ่านไปหลายปี  ชายหนุ่มก็ได้ลูก

อันเกิดจากสาวชบาสามคน ต่างเป็นชายหมด

ในระหว่างลูกนั้นเป็นลูกของสาวชบา เทพอัปสรรัตนาวดี 

 และเทพอัปสรอ้อยวิลาวัลย์  

   ด้วยการถอดจิตวิญญาณแล้วเข้าสู่ร่างสาวชบา  

แต่เหตุการณ์นี้ชายหนุ่มต่างทราบดีด้วยฌาน

 และการบอกของเทพทั้งสองกับสาวชบาเอง

    การได้ลูกชายหมดครั้งนี้สร้างความปลาบปลื้มใจ

แก่พ่อเชียรและแม่เข็มที่ได้หลานมาอุ้มเลี้ยงดูสมความตั้งใจไว้

  ทางด้านเจ้าชัยและสาวบงกชไม่มีลูกเช่น

พี่ชาย แต่ก็ต่างช่วยกันเลี้ยงดูหลานด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ประหนึ่งลูกของตัวเอง

      จวบจนกระทั่ง  ชายหนุ่มได้รับการแต่งตั้ง

เลื่อนตำแหน่งขึ้นแต่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯไปรับตำแหน่งใหม่

   เหตุดังนี้เพราะทางด้านนี้บรรดาพ่อค้าใหญ่

ที่ผิดกฏหมายอาศัยพรรคพวกหาทางย้ายชายหนุ่ม

ออกจากบริเวณนี้ด้วยขัดกันทางด้านค้าขายผิดกฏหมาย

  ด้วยไม่มีใครกล้าทำงานร่วมด้วยโดยอาศัยนักการ

เมืองเข้าดำเนินการในครั้งนี้   ทำให้ชายหนุ่มซึ่งคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

    ก่อนออกเดินทางไปรับตำแหน่งได้เรียกที่ประชุมตำรวจ

ภาคนี้ทั้งหมดพร้อมให้ข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ในการควบคุม

ดูแลงาน ตลอดจนมอบหมายตำแหน่งให้แก่ผู้กำกับคนใหม่

คือ พล.ต.ท. ชัชวาลย์ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปด้วย

   หลังจากนั้นไม่นาน พล.ต.อ.วีระโชติ ก็ลาออกจากราชการเมื่อ

ได้รับโปรดเกล้าแล้ว  ก็เดินทางกลับมายังหมู่บ้านโคกอีแร้งเพื่อ

เลี้ยงดูลูกชายและช่วยเหลืองานเจ้าชัยและพ่อเชียรแม่เข็มซึ่งอายุ

มากขึ้น  จึงไม่สามารถดูแลสวน ไร่นาได้อีกต่อไปแล้ว

     ทางด้านเจ้าเปล่งยังโสด  อาศัยป่าอันเป็นเนื้อที่ของพ่อเชียร

ที่ยกที่ดินบริเวณแถบนั้นให้มัน  คอยดูแลช่วยเหลือทางด้าน

ตำรวจแทนอาจารย์นายมันอีกทอดหนึ่ง และอีกหกพระกาฬ

ต่างก็มีลูกมีเมียกันไป 

   ยกเว้นเจ้าวาสพิเศษหน่อยได้นางไม้เป็นเมีย  แต่อาศัยชายหนุ่ม

ช่วยเหลือหาร่างหญิงสาวที่พึ่งเสียชีวิตมาทำพิธีให้แก่นางไม้มนฑา

จึงกลับกลายเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับสาวชบาและเจ้าชัย  และอยู่กิน

กันฉันท์บุคคลทั่วๆไป ทางด้านอำเภอก็ไม่เป็นปัญหาเพราะสวมชื่อ

เดิมปรับเปลี่ยนว่าสลบไปแล้วฟื้นคืนมาใหม่ เรื่องก็สิ้นสุดลงแค่นี้

    ทางด้านเจ้าชวนก็แต่งงานกับสาวลัดดาเจ้าของร้านอาหาร  แต่

การเลือกกำนันนั้น  ถึงแม้ชาวบ้านจะพยายามหนุน  เจ้าชวนก็ไม่เอา

เพราะต้องการความสงบสุขมากว่า  เลี้ยงดูแม่และหลวงพ่อมันที่บัดนี้

ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกอีแร้งไป

   ส่วนเจ้าแสงสีสินชัยก็คอยปรนนิบัติชายหนุ่ม  เจ้าพ่วงเจ้าเริ่มก็คอย

ช่วยงานเจ้าเปล่ง  เมื่อทุกอย่างเป็นปกติ  

    เวลาผ่านไปจนลูกชายของเขาโตเป็นหนุ่มพ้นนิติภาวะแล้ว 

 ชายหนุ่มจึงยกที่ดินทั้งหมดให้  ยกเว้นที่ดินแบ่งให้เจ้าชัย

ส่วนหนึ่งที่ยกให้แก่เจ้าชัยและสาวบงกชไป

      ตั้งแต่เขาลาออกจากราชการมาก็ไม่ยุ่งเกี่ยวงานอีกเลย 

 แม้ตำรวจลูกน้องเก่ามาจะมาขอคำปรึกษาชายหนุ่มก็แนะนำให้

เป็นบางส่วนเท่านั้น  จวบจนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ พ่อเชียร

และแม่เข็มต่างก็อำลาโลกนี้ไปอย่างสงบไม่ห่างกันนัก

      ชายหนุ่ม  สาวชบา  แม่นางอัปสรรัตนาวดีและ

นางอัปสรร้อยวิลาวัลย์กำลังชวนกันเพลิดเพลิน

ดูแสงจันทร์และดวงดาว  ระหว่างที่จันทร์เคลื่อนหลบยังภูเขา

แต่แสงนวลยังส่องสว่างอยู่  สพรั่งไปด้วยดวงดาวมากมาย

     ทันใดนั้นดวงดาวใหญ่ดวงหนึ่งก็ล่วงเป็นแสงสายยาวลงมา

ชายหนุ่มหันไปมองหน้าแม่นางทั้งสามพลางเอ่ยว่า

   “เห็นทีจะได้เวลาของพี่แล้ว  ที่จะต้องออกเดินทางอีกครั้ง”

   “จ๊ะพี่น้องรู้มานานแล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”

แม่นางอัปสร รัตนาวดีเอ่ยขึ้น

   “อ้าวๆๆๆแล้วชบาจะอยู่กับใครหรืออยู่กับลูกๆ”

แม่ชบาเอ่ยขึ้นลอยๆ

   “เราก็ไปด้วยกันซิจ๊ะแม่ชบา  เพราะพี่โชติเตรียมวิมานรอรับ

เราไว้แล้วเป็นเอกเทศไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร อยู่ในอากาศชั้นดาวดึงส์

ไงล่ะน้องรัก”

   แม่นางอ้อยวิลาวัลย์เอ่ยขึ้น

   “ถ้าอย่างนั้นผมทั้งสองก็ขอไปด้วยนะครับอาจารย์”

เจ้าแสงสีสินชัยเอ่ยขึ้นบ้าง  เพราะมันนั่งอยู่ไม่ไกลที่พ่อโชติและ

ภรรยาทั้งสามเท่าใดนัก”

   “ไปกันหมดทุกๆคนล่ะ   ไม่ต้องห่วงหรอกอีกเที่ยงคืนวันศุกร์

ที่จะถึงนี้แหละ  ไปบอกให้ทุกๆคนเตรียมตัวด้วยนะ”

   “ครับอาจารย์  ด้วยทุกๆคนก็ได้ฌานแก่กล้าแล้วทั้งหมดครับ”

       ดังนั้นก่อนวันศุกร์หนึ่งวันหนุ่มวัยเข้าชราก็เรียกลูกและน้องๆ

มาทั้งหมด  ฝากฝังให้เจ้าชัยคอยดูแล ทำให้เจ้าชัยและบงกชต่าง

แปลกใจไป   พลางเอ่ยขึ้นว่า

   “อ้าวๆๆๆแล้วพี่จะไปไหนล่ะพี่???.....”

    แล้วพ่อโชติแม่ชบาก็เล่าความจริงให้น้องและลูกๆฟังว่าถึงเวลา

ที่จะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว  ไม่ต้องห่วงพ่อแม่ไปดีนะให้รักกัน

ปรองดองสามัคคีคอยช่วยเหลือกันและกัน   เขาเล่าเท่านี้ก็รีบลุก

ขึ้นเดินเข้าห้องไป   พอได้เวลาที่กำหนดมาถึงพ่อโชติและสาวชบา

ก็ละทิ้งสังขารในท่าฌานสมาบัติ  

เป็นแสงสว่างหลายๆดวงพุ่งไปในท้องฟ้าสู่วิมาน

ในอากาศในชั้นดาวดึงส์ 

กำเนิดในลักษณะอินทกะราชาบุตรจอมเทพ   พลางนำแม่นางทั้งสามไป

กราบท่านท้าวสักกะเทวราชผู้เป็นใหญ่ในดินแดนนี้แล้วขอพรท่าน

ท่านก็อวยพรด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส พลางตรัสขึ้นว่า

   “ต่อไปนี้คงหมดทุกข์โศกกันเสียทีนะ  โน่นวิมานที่เจ้าสร้างรอ

เจ้าอยู่ในอากาศโน่นแล้วไปเถอะหาความเกษมสำราญต่อไป”

      หลังจากกราบลาท่านผู้เป็นใหญ่แห่งชั้นดาวดึงส์แล้วต่าง

ก็พากันไปนมัสการพระธาตุเขี้ยวแก้วและพระธาตุอื่นๆ

ที่อยู่ใกล้ๆกันแล้วจึงกลับวิมานของตน ต่างหยอกเย้ากันอย่าง

สนุกสนานเพลิดเพลินลืมสิ่งต่างๆภายในโลกอันวุ่นวายเสีย

หมดสิ้น  วิมานนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมบุปผา

นาๆพันธุ์ไม่มีวันเหี่ยวแห้งโรยลาไป เหมือนโลกมนุษย์  

ตลอดจนบึงสระน้ำใหญ่ที่ลอยไปด้วยดอกไม้สวรรค์

หาความสำราญจากการร่ายรำของเทพอัปสรที่สวยสด

งดงามตลอดการฟ้อนรำดนตรีบรรเลงเพลงสวรรค์ โดยอัปสร

สวรรค์ทั้งหลายพากันร้องเล่นดนตรีที่แสนจะไพเราะ 

พร้อมทั้งฟ้อนรำต่างๆ  มาขับ

กล่อมไม่มีกลางวันและกลางคืนตลอดทุกทิวาราตรี

ชั่วกาลนานตราบบุญและบารมีที่ได้สะสมสร้างไว้ชั่วนิรันดร์กาล.

               * แก้วประเสริฐ. *

(คงจะได้พบกันใหม่อีกใน เรื่อง "แดนพิศวง" ซึ่งข้าพเจ้าได้ลงเกริ่นไว้
ตอนแรกแล้ว  แต่จะนำมาลงซ้ำในตอนหนึ่งอีกเพื่อกันลืมครับท่าน)

1139348gm3744qpip.gif76.gif				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงแก้วประเสริฐ