21 มีนาคม 2554 19:19 น.

ภายใต้ท้องฟ้าสีเขียว(Under a Green Sky).....

คีตากะ

HAARP-green-sky.jpgวันนี้เราจะมาดูปรากฏการณ์ของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ซึ่งสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลต้องสูญพันธุ์ไป นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นมามากมายหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของโลกและด้วยอัตราความเร็วของภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน พวกเขาเตือนว่าโลกของเราอาจจะกำลังเดินหน้าไปสู่จุดนั้น



bio_ward.jpgดร.ปีเตอร์ วาร์ด(Dr.Peter Ward) ศาสตราจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศแห่ง มหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเติ้ล สหรัฐอเมริกาและนักชีววิทยาดาราศาสตร์ของนาซ่า จะมาแบ่งปันความรู้ของเขา ดร.วาร์ด เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการสูญพันธุ์ เขาได้เขียนหนังสือมากกว่า ๑๒ เล่ม รวมทั้งเรื่อง “ภายใต้ท้องฟ้าสีเขียว (Under a Green Sky)” ภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอดีตและมันบอกอะไรแก่เราเกี่ยวกับอนาคตของเรา?



0.jpgดร.วาร์ด : สิ่งที่เป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ยังคงเป็นหนึ่งในคำถามที่ท้าทายและน่าสนใจมากในทางธรณีวิทยาและชีววิทยา ถ้าคุณถามผมด้วยคำถามนั้นในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๐ และ ๑๙๙๐(๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว) ผมอาจบอกคุณว่าดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางวิ่งพุ่งชนโลกเป็นสาเหตุหลัก หรือบางที่อาจจะเป็นสาเหตุเดียวของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอดีต เวลานี้มันดูเหมือนว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไป และการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีก ๑๔ ครั้งนั้น มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศช่วงสั้นๆ ในเกือบจะทุกกรณีเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน


ตามความเห็นของดร.วาร์ด การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของมหาสมุทรสามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในเบื้องต้น



46305-L.jpgดร.วาร์ด : สภาวะของมหาสมุทรที่เรามีอยู่เวลานี้ เป็นที่ที่มหาสุมรของเราเป็นแบบผสม นั่นหมายความว่า องค์ประกอบของน้ำ องค์ประกอบทางเคมีของน้ำทะเลด้านบนส่วนใหญ่จะเหมือนกันทุกประการกับด้านล่าง ในทางเคมีผมไม่ได้หมายถึงแค่อะตอมที่ประกอบกันขึ้นเป็นน้ำ ผมหมายถึงน้ำทั้งหมดนั่นเองซึ่งรวมถึงก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำด้วย ตอนนี้ก๊าซในชั้นบรรยากาศขณะนี้ ถ้าเรานำออกไปมาใส่ในภาชนะขนาดใหญ่อันหนึ่งของน้ำทะเล นั่นเป็นการนำก๊าซออกไป ซึ่งก๊าซที่อยู่ที่นี่จะดึงโมเลกุลของออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนและมันจะละลายหายไปเหมือนเวลาที่คุณใส่น้ำตาลในน้ำและคนมัน ก๊าซก็เป็นเหมือนกัน ปริมาณของออกซิเจนที่พื้นผิวมหาสมุทรเกือบเหมือนกับปริมาณที่ท้องทะเลลึก นั่นเป็นสภาวะของมหาสมุทรที่มีการไหลเวียน แต่สภาวะที่ ๒ ของสภาวะมหาสมุทรคือมีออกซิเจนอยู่ด้านบนแต่ไม่มีที่ด้านล่าง สภาวะที่ ๓ ของมหาสมุทรมีออกซิเจนไม่มากในทุกที่ และมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ปรากฏอยู่ นี่เป็นมหาสมุทร ๓ สภาวะ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคุณย้ายจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกคือ การสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสสิก เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๒๕๐ ล้านปีก่อนซึ่งเวลานั้น ๙๐% หรือมากกว่าของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและ ๗๐% ของสิ่งมีชีวิตบนบกสูญพันธุ์ไป



Permien_2807157-L.jpgดร.วาร์ด : ผมคิดว่าในประวัติศาสตร์โลก เราเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นหลายครั้งและเรารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสูญพันธุ์จำนวนมหาศาลทางชีววิทยาและเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าประสบการณ์แบบเดียวกันนี้จะมาถึงปัจจุบัน มันเป็นแบบเดียวกันใช่ไหม? ดังนั้นเราหลายคนมองดูที่สภาพภูมิอากาศในอดีต เพื่อดูว่ามันจะเกิดซ้ำอีกหรือไม่?

น้ำแข็งทะเลอาร์กติกกำลังละลายด้วยอัตราที่คาดไม่ถึงเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์นี้กำลังเป็นสาเหตุให้นักวิทยาศาสตร์กังวลอย่างมาก รวมทั้ง ดร.วาร์ด ถ้านำแข็งทะเลอาร์กติกหายไปหมดโดยสิ้นเชิงจะเกิดผลกระทบอะไรกับมหาสมุทรของโลก?

ดร.วาร์ด : มันมีระบบกระแสน้ำอยู่มากมายในมหาสมุทร สิ่งที่มหาสมุทรกำลังพยายามทำคือปรับความร้อนให้สมดุล ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้มน้ำในกา ความร้อนจากข้างล่างที่เป็นน้ำร้อนจะเริ่มเคลื่นที่จากจุดที่ร้อน น้ำที่เย็นจากด้านบนก็จะถูกดึงลงมา ดังนั้นคุณจะเห็นระบบการหมุนเวียนนี้ มหาสมุทรก็เหมือนกัน อาร์กติกที่เย็น บริเวณเส้นศูนย์สูตรที่ร้อน เส้นศูนย์สูตรก็เหมือนเครื่องเผาไหม้ ดังนั้นน้ำที่ร้อนนี้จะเคลื่อนตัวขึ้นไปยังน้ำที่เย็น ขณะที่น้ำเย็นจะเคลื่อนตัวจมลงไปยังที่ร้อน และมันเป็นแบบนั้นแน่นอนเหมือนกันกับเซลล์ การนำพาความร้อนของเซลล์ มันไม่ใช่การหมุนตัวด้านข้าง มันเป็นด้านบนและลงสู่ด้านล่าง น้ำทะเลดูดซับความร้อน น้ำแข็งสะท้อนมัน ถ้าเราเอาน้ำแข็งบนโลกของเราออกไป เราได้ลดตัวสะท้อนออกไป แล้วแสงใหม่นั้นจะไปที่ไหน? มันไปและเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน โลกร้อนขึ้นเมื่อเราสูญเสียน้ำแข็งไป ถ้าภาวะโลกร้อนทำให้บริเวณเขตร้อนร้อนขึ้นซึ่งเหมือนกันกับที่มันทำให้อาร์กติกร้อนขึ้น มันจะไม่มีปัญหา แต่ว่าในเขตร้อนนั้นร้อนมากอยู่แล้วตามที่มันเป็น แม้ว่าด้วยภาวะโลกร้อนและ CO2 ที่มากขึ้น และก๊าซเรือนกระจก มันไม่สามารถร้อนมากขึ้นอีก แต่อาร์กติกนั้นได้แน่นอน อาร์กติกสามารถเพิ่มจากศูนย์องศาเซลเซียสพุ่งขึ้นไปถึง ๔๐ หรือ ๕๐ องศาเซลเซียสที่สูงที่สุด แต่ว่าอาจจะสูงสุดที่ ๓๐ ดังนั้นเมื่อเรามีอุณหภูมิ ๒ แบบนั้น ที่เกือบเหมือนกัน กระแสน้ำในมหาสมุทรจะหยุดชะงัก เมื่อกระแสน้ำในมหาสมุทรหยุด คุณจะเปลี่ยนสภาวะมหาสมุทรแบบผสมไปเป็นมหาสมุทรที่ปราศจากออกซิเจน

ในการวิจัยของเขา ถ้าไม่มีการหยุดยั้งมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วที่เรากำลังประสบอยู่เวลานี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของมหาสมุทรโลกส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง การหยุดยั้งที่เป็นไปได้ของ “สายพานยักษ์มหาสมุทร(Great Conveyor Belt)” ที่เป็นรูปแบบการไหวเวียนอันมหาศาลที่กว้างใหญ่ในท้องทะเลของโลกและมีบทบาทสำคัญในการปรับสภาพภูมิอากาศของโลกเป็นส่วนที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษสำหรับดร.วาร์ด



ocb.jpgดร.วาร์ด : แบบจำลองใหม่ในโคโลราโด(สหรัฐ)ชี้ชัดว่าภายในศตวรรษหน้าถึงศตวรรษครึ่ง เราจะเริ่มเห็นการช้าลงและกระทั่งการหยุดชะงักลงของระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำหลายๆ แห่งในมหาสมุทร ระบบการถ่ายเทความร้อน(Thermohaline) ระบบสายพานมหาสมุทรเริ่มต้นหยุดชะงักลง เราเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในอดีตทางธรณีวิทยา ถ้าเราหยุดการทำงานของสายพานมหาสมุทรในไม่ช้าก็เร็วเราก็จะมีความแตกต่างทั้งหมดของประเภทของน้ำที่อยู่ข้างใต้ น้ำที่ปราศจากออกซิเจน น้ำข้างบนยังมีออกซิเจนแต่เวลาผ่านไปมันก็จะกลายเป็นน้ำที่มีออกซิเจนน้อย เพราะคุณกำลังสูบปริมาณมากและมากขึ้นลงสู่ข้างล่าง มันต้องไปที่อื่นบางแห่ง ดังนั้นมันดันขึ้นมาเป็นสิ่งที่ทำให้สายพานมหาสมุทรช้าลงในที่สุด สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นมา อีกอย่างคือน้ำร้อนที่ปราศจากออกซิเจนมีน้ำหนักน้อยกว่าน้ำร้อนที่มีออกซิเจน และดังนั้นมันลอยขึ้นสู่พื้นผิวและเหตุนี้ มันฆ่าหลายๆ สิ่ง นั่นคือสภาวะการเปลี่ยนแปลงขณะนี้ เมื่อมันตีขึ้นพื้นผิว คุณอยู่ในสภาวะที่ ๒ มหาสมุทรที่ปราศจากออกซิเจน แล้วจากสภาวะที่ ๒ คุณจะเริ่มเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้าสู่สภาวะที่ ๓ มหาสมุทรไฮโดรเจนซัลไฟด์



sulphate_reduction.gifอะไรคือผลลัพธ์ ถ้าสิ่งมีชีวิตพบกับไฮโดรเจนซัลไฟด์?

ดร.วาร์ด : ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นก๊าซพิษ มันถูกผลิตขึ้นมาโดยวัตถุที่ผุพังเน่าเสีย มันยังออกมาจากภูเขาไฟ และมันสามารถผลิตมาโดยพวกจุลชีพ แบคทีเรียเป็นผลพลอยได้จากการหายใจของพวกมันและมันผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ ปริมาณที่เล็กน้อยมากๆของไฮโดรเจนซัลไฟด์ก็สามารถฆ่าเราในห้องนี้ได้อย่างรวดเร็วมาก ๒๐๐ ส่วนต่อล้านส่วน(ppm) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในอากาศที่น้อยกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ก็ฆ่าเราได้ แค่ H2S นิดเดียวจมูกของเราจะถูกปรับให้รับได้ แม้เพียงไม่มากต่อล้านส่วน เราสามารถตรวจจับมันได้ และเป็นเพราะว่าก๊าซนี้เป็นพิษมาก ร่างกายของมนุษย์รับรู้ ถ้าคุณได้กลิ่นมัน ก็วิ่งหนี อย่าอยู่บริเวณนั้น มันฆ่าคุณได้

เวลานี้ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำทะเลถูกเก็บไว้ในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ที่มากที่สุดเท่าที่รู้คือบริเวณนอกชายฝั่งของประเทศนามิเบีย ชายฝั่งของประเทศที่ระบบนิเวศทางทะเลถูกทำลายอย่างร้ายแรงโดยก๊าซนี้ ช่วงนี้ปลานับล้านตัวตายเพราะไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ละลายอยู่ในน้ำทะเล

ดร.วาร์ด : มันกำลังเกิดขึ้น ประเทศนามิเบียในแอฟริกา ซึ่งกำลังผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่พื้นผิว พวกเราก็รู้ บนชายฝั่งของนามิเบีย คุณแค่เดินไปบริเวณนั้น คุณก็จะได้กลิ่นแล้ว ผมทดลองดูแล้ว



%7B188EC74C-8C5D-44FC-A787-4C60A73D12E0%พืชใต้น้ำก็ตายได้ด้วยไฮโดรเจนซัลไฟด์ หญ้าทะเลที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์อยู่ในน้ำนอกเกาะซานจวน(San Juan) ใกล้ชายฝั่งของวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาก็เป็นอีกกรณีหนึ่งของเรื่องนี้

ดร.วาร์ด : หญ้าทะเลเป็นสถานที่อนุบาลของสัตว์เล็กๆที่ถือกำเนิดขึ้นและดำรงชีวิตอยู่ในช่วงแรก ปลาส่วนมากลงท้ายที่สุดในหญ้าทะเล เพราะมันต้องการการปกป้อง แต่หญ้าทะเลไม่งอกเงยแล้วเวลานี้ในเกาะซานจวน มันมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ มันหยุดยั้งเมล็ดไม่ให้งอกขึ้นมา ดังนั้นไม่มีหญ้าทะเล ไม่มีการคุ้มกัน สัตว์ตัวน้อยๆ เหล่านี้ขาดการปกป้อง สายพันธุ์เล็กๆ นี้ก็ต้องสูญพันธุ์ไป



_45554677_seagrass300bbc.jpgในหนังสือของเขา “ภายใต้ท้องฟ้าสีเขียว”  ดร.วาร์ดได้อธิบายโลกของมหาสมุทรสีม่วงและท้องฟ้าสีเขียว ผลของไฮโดรเจนซัลไฟด์เต็มท้องทะเล

ดร.วาร์ด : ไม่มีใครเคยเห็นมัน แต่เราคิดว่ามหาสมุทรจะต้องเป็นสีม่วงเข้ม เพราะแบคทีเรียที่เกิดขึ้นจากไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นสีม่วง มันถูกเรียกว่า “แบคทีเรียซัลเฟอร์สีม่วง” และมันจะอยู่ในน้ำสีม่วง ที่จริงแล้วมีพื้นที่ในทะเลดำที่มหาสมุทรเป็นสีม่วง ดังนั้นโลกของเรา มหาสมุทรสีม่วง มีโอกาสที่ท้องฟ้าเป็นสีเขียว ไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่วขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศจะทำให้เกิดมีสีเหลือง ถ้าคุณเติมสีเหลืองเข้ากับสีน้ำเงิน คุณจะได้สีอะไร? สีเขียว



stock-photo-under-the-green-sky-3317979.แน่นอนที่ไม่มีใครอยากเห็นความประหลาดนั้น โลกก๊าซพิษและปราศจากชีวิต เราจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ไหม? เราจำเป็นต้องหยุดภาวะโลกร้อน นอกจากคำแนะนำของเขาให้ใช้รถน้อยลงและหลีกเลี่ยงการสัญจรทางอากาศ ดร.วาร์ด ยังให้คำแนะนำดังนี้ สำหรับการทำให้โลกเย็นลง

ดร.วาร์ด : หยุดการกินเนื้อสัตว์ มันไม่จำเป็นที่ใช้พลังงานสีเขียวจากพืชไปเลี้ยงวัว การเลี้ยงวัวเนื้อบนพื้นดินเป็นเรื่องบ้าบอ เราต้องรักษาทรัพยากรเหล่านั้นและเราควรนำไปเลี้ยงผู้คน คนจำนวนมากมายมหาศาลบนดาวเคราะห์นี้ ควรกินพลังงานสีเขียว ไม่ใช่อย่างอื่น ควรได้รับโปรตีนจากพืชเท่านั้น การเลี้ยงสัตว์ นอกจากคำถามเรื่องศีลธรรมในการกระทำที่โหดร้าย มันไม่ใช่พลังงานที่มีประสิทธิภาพที่เลี้ยงวัว ในคอสตาริก้า ยกตัวอย่างที่คุณตัดไม้ทำลายป่าเขตฝน เพื่อทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ระยะสั้น แล้วนำมันมาส่งแม็คโดนัล....


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดร.ปีเตอร์ วาร์ด โปรดเข้าชมที่
www.EarthWeb.ess.washington.edu




Under a Green Sky และหนังสืออื่นๆของดร.วาร์ดหาได้ที่
Amazon.com




เราขอขอบคุณอย่างจริงใจ ดร.ปีเตอร์ วาร์ดสำหรับการแบ่งปันทัศนะทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และขอให้เขาพบความสำเร็จในการวิจัยในด้านนี้ในอนาคต ขอให้มนุษยชาติตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาที่วิกฤตินี้ของประวัติศาสตร์และเปลี่ยนมาทานอาหารวีแก้นออกานิค เพื่อรักษาดาวโลกของเราไว้....



สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณารับชมได้ที่
www.SupremeMasterTV.com/PE





av200_lg.jpg				
17 มีนาคม 2554 00:02 น.

อาหารธรรมชาติของมนุษย์.....

คีตากะ

1233094316.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 1....ทำอย่างไรจึงจะมีอายุที่ยืนยาว และสุขภาพแข็งแรง
อาหาร ธรรมชาติ ทุกวันนี้บรรดานักวิขาการและปัญญาชนที่หันมารับประทาน " อาหารธรรมชาติ " เลิกบริโภคเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง ได้ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเชื่อถือลัทธิใดๆ แต่เป็นเพราะเหตุผลทางธรรมชาติวิทยาที่ท่านเหล่านั้นค้นพบ แล้วจึงปฏิบัติตามความรู้นั้นด้วยความมั่นใจ เนื้อหาในบทความนี้กล่าวถึงอาหารที่ธรรมชาติได้เอื้ออำนวยแก่มวลมนุษย์ ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะสม ถูกต้องตามที่ธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์ต้องการ โดยทำการรวบรวมจากผลการวิจัย และข้อมูลต่างๆทางวิชาการโดยคุณศิริชัย ค้าดี ขอผลบุญกุศลที่เกิดจากวิทยาทานจงมีแด่คุณศิริชัยและครอบครัวตลอดจนทุกท่าน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความนี้ เนื่องจากการนำเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตอาจส่งผลให้มีผู้อ่านเพิ่มมากขึ้น จึงขอให้ทุกท่านที่เข้ามาศึกษาได้โปรดน้อมใจขอบคุณผู้ที่ทำการค้นคว้า ศึกษา เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ทุกท่านด้วยเทอญ 1. ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง หากจะถามว่าใครบ้างอยากอายุสั้น ? ก็คงไม่มีใคร… ทุกคนล้วนอยากมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้เพราะเป็นยอดปรารถนาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ดังจะได้ยินคำอวยพรที่คุ้นหูกันอยู่บ่อยๆว่า "ขอให้อายุมั่นขวัญยืน อย่าได้เจ็บไข้ ขอให้อยู่จนแก่จนเฒ่า" นั่นก็แสดงว่า ทุกคนล้วนไม่อยากเจ็บก่อนตาย ไม่อยากตายก่อนแก่ คนเราแม้จะมีเงินทองมากมายล้นฟ้าเหลือคณานับ แต่ถ้าอายุสั้นเสียแล้วจะมีความหมายอะไรเล่า ถ้าหากอายุยืนยาวแต่กลับเต็มไปด้วยโรคภัยมาเบียดเบียน เช่นนี้แล้วชีวิตก็คงหาความสุขไม่ได้ โรคภัยไข้เจ็บล้างผลาญเงินทองและทำลายความสุขในชีวิตไปจนหมดสิ้น บางคนล้มป่วยคราวเดียวเงินทองที่สะสมมาตลอดชีวิตก็ยังไม่พอที่จะรักษาเยียว ยา เพราะฉะนั้นการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงจึงเป็นมงคลแก่ชีวิตประการหนึ่ง ที่ทุกคนมุ่งมั่นปรารถนา อายุเท่าไหร่ล่ะ…จึงจะเรียกว่าเป็นคนที่อายุยืน ? จากการสำรวจอายุเฉลี่ยของคนในแต่ละส่วนของโลกเป็นอย่างนี้ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย ผู้คนมีอายุยืนถึง 120 ปี ไม่เพียงแต่พวกเขาจะอายุยืนเท่านั้น ทุกคนยังมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีอีกด้วย จากรายงานสำรวจพบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ซึ่งมี อากาศดี แสงแดดดี มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารจำพวก เมล็ดธัญญพืช ผักและผลไม้เป็นหลัก ทุกคนได้ออกกำลังกายด้วยการทำงาน อาหารส่วนใหญ่ของพวกเขาได้มาจากธรรมชาติรอบข้าง เช่น ผักสด ผลไม้ น้ำผึ่งป่า และอื่นๆ การเพาะปลูกผักที่นำมาเป็นอาหารไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้สามารถเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร ทำให้เนื้อสัตว์เป็นของหายากที่ไม่นิยมบริโภคกันเลยตั่งแต่บรรพบุรุษมาเป็น เวลาหลายร้อยปีแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายในหมู่บ้านนี้จะรู้สึกโศกเศร้าเสียใจมาก หากว่ามีผู้เสียชีวิตลงในขณะที่มีอายุ 80 - 90 ปี พวกเขาจะพากันกล่าวว่า " โถ…ช่างอายุสั้นจริงๆ " ที่เมืองฮันซ่าซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของอินเดียและปากีสถาน ชาวเมืองนี้รับประทานแต่อาหารมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลยสืบต่อกันมาเป็นพันๆปีแล้ว แต่ทว่าความเป็นอยู่ในการเพาะปลูกเริ่มมีผลกระทบจากมลภาวะของสิ่งแวดล้อมตาม แบบชุมชนเมือง มีการใช้วิทยาการต่างๆเช่น ใส่ปุ๋ยเคมี และพ่นยาฆ่าแมลงในการเกษตร ดังนั้นจึงพบว่าอายุเฉลี่ยของคนเมืองนี้ลดลงเหลือประมาณ 90 - 100 ปีเท่านั้น แต่ครั้นคณะสำรวจได้เดินทางไปยังแถบขั้วโลกเหนืออันเป็นที่อยู่ของชาวเอสกี โม ทุกคนก็ต้องพากันประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้คนที่นั่นมีอายุไม่เกิน 40 ปี ! ร่างกายของพวกเขาทรุดโทรมต้องป่วยเป็นโรคต่างๆมากมาย มีรูปร่างแคระแกรนสุขภาพไม่แข็งแรง อายุเฉลี่ยของคนในหมู่บ้านนี้เพียง 27 ปีครึ่งเท่านั้น คณะสำรวจพบว่าลักษณะภูมิประเทศที่เป็นน้ำแข็งทั้งหมด และอากาศซึ่งหนาวจัดเป็นเหตุให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักชนิดใดได้เลย ชาวบ้านทั้งหมดต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ ดังนั้นอาหารหลักที่ต้องบริโภคไปตลอดชีวิต ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ทุกประเภท ล้วนได้มาจากสัตว์ร่างกายและผิวหนังของพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดเลย เราลองหันมาดูข้อมูลสถิติอายุของคนในทวีปเอเซียดูบ้าง พบว่าอายุเฉลี่ยของคนเอเซียอยู่ในระหว่าง 50 - 60 ปี และส่วนใหญ่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ไม่ว่าหญิงหรือชาย มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไขข้อ โรคตับ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ จากการสำรวจพบว่า ในทวีปเอเซียแม้ภูมิประเทศจะอุดมสมบูรณ์ดี มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แต่ทว่าในการเพาะปลูก เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มากจนน่ากลัว น้ำและอากาศในแหล่งชุมชนเมืองมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น อาหารหลักของประชากรส่วนใหญ่เป็นอาหารพืชผักและเนื้อสัตว์ในอัตราส่วนที่ เท่าๆกัน พบว่าอายุเฉลี่ยของคนในเมืองสั้นกว่าผู้คนที่อยู่ในชนบท อาหารของคนในชนบทโดยมากเป็นพืชผักผลไม้และมีโอกาสบริโภคเนื้อสัตว์กันน้อย แต่แม้ว่าชาวชนบทจะสามารถปลูกพืชผักต่างๆได้เองแต่พวกเขาก็ไม่ได้บริโภคให้ ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ดังนั้นชาวชนบทจำนวนไม่น้อยจึงยังคงเป็นโรคขาดสารอาหาร และเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆเมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคน จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายพากันฉงนสงสัยว่า ทำไมยิ่งนานวันวิทยาการเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่อายุของคนกลับถดถอยสั้นลงเรื่อยๆ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อายุของคนในแต่ละถิ่นไม่เท่ากัน มีสุขภาพดีเลวต่างกัน ทำอย่างไรจึงจะมีอายุที่ยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรง ?





PFVjfa171137-02.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 2....เหตุแห่งความมีอายุสั้นและสุขภาพเสื่อมโทรม
สิ่ง มีชีวิตบนโลกทุกประเภทมีอายุที่แน่นอนของมันเองเช่น กระต่ายมีอายุเฉลี่ย 5 - 7 ปี สุนัขและแมวมีอายุเฉลี่ย 10 - 12 ปี ค้างคาว 16 - 18 ปี นกพิราบ 30 ปี วัว 30 ปี เต่า 150 ปี แต่ทว่าอายุที่แน่นอนของมนุษย์เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญมากมายจากทุกสาขาจึงได้รวมกันศึกษาในทุกแง่มุมโดย ละเอียด ทั้งทางด้านกายวิภาค สรีระ พฤติกรรม การกินอาหาร การดำเนินชีวิต รวมถึงด้านจิตใจ เพื่อค้นหาคำตอบในเรื่องอายุและสุขภาพของมนุษย์ จากข้อมูลที่ได้รวบรวมศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลานานสิบๆปี ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับอายุและสุขภาพของมนุษย์ว่า " โดยวิธีการคำนวณจากอัตราการเสื่อมสลายของจำนวนเซลล์ทั้งหมดในร่างกาย ด้วยวิทยาการอันทันสมัยสามารถยืนยันได้ว่าอายุที่แท้จริงของมนุษย์ตาม ธรรมชาติที่ควรเป็นก็คือ 120 ปี " ถ้าเช่นนั้นประชากรไทยซึ่งมีอายุเฉลี่ยเพียง 55 - 60 ปี ก็ต้องนับว่าอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็น ได้มีการออกแถลงและตีพิมพ์รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้คนราอายุ สั้นกว่าปกติ และสุขภาพไม่แข็งแรง ออกเป็นภาษาต่างๆเกือบทั่วโลก ซึ่งได้กล่าวถึงสาเหตุสำคัญไว้ 4 ประการดังนี้ 1. อาหาร เป็นสาเหตุใหญ่ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออายุและสุขภาพของมนุษย์เป็นอย่างมาก คนที่กินอาหารไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมตามธรรมชาติของร่างกายจะทำให้อายุสั้น และเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้ สิ่งมีชีวิตทุกประเภทมีอาหารที่เป็นธรรมชาติเฉพาะตนเช่น วัว ควาย ช้าง ม้า แพะ แกะ กินใบไม้หญ้า ต้นพืชเป็นอาหาร สิงโต เสือ หมี จระเข้ กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร นกต่างๆ กินหนอน แมลง เมล็ดพืช ผลไม้ เป็นอาหาร ส่วนผึ้ง แมลงเล็กๆกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นอาหาร จะเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภทดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่เหมาะกับ ธรรมชาติของตนไม่มีการสับเปลี่ยน เช่น วัว ควาย ไม่ยอมกินเนื้อ เสือ สิงโต ก็ไม่ยอมกินหญ้า เป็นต้น สัตว์เหล่านี้ล้วนมีอายุตรงตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น มนุษย์ก็มีอาหารที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากรับประทานผิดประเภทก็บั่นทอนอายุและสุขภาพลง เปรียบได้กับเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงผิดประเภทย่อมทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ ควร ใช้งานไปได้ไม่นานก็จะต้องพังเสียหายไปก่อนกำหนด 2. สารพิษ ร่างกายของคนเราหากได้รับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อเซลล์และระบบการทำงานของ ร่างกายเข้าไปเป็นประจำ ก็จะทำให้สุขภาพทรุดโทรมและอายุสั้น สารพิษที่คนได้รับแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ก) สารพิษที่ร่างกายได้รับโดยตรง เช่น จากการกิน ดื่ม การสูบ และการฉีดเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ สารเสพติดคาเฟอีนในกาแฟ เหล้า บุหรี่ กัญชา ยาสูบ ฝิ่น และเฮโรอิน ฯลฯ ข) สารพิษที่ร่างกายได้รับโดยไม่รู้สึกตัว ได้แก่แก็สพิษในอากาศ ดี.ดี.ที ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช ยาปฏิชีวนะ สารเคมีต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปตัวอย่างเช่น สารกันบูด สารเคมีถนอมอาหาร ฯลฯ ดังนั้นถึงแม้มนุษย์จะกินอาหารที่ถูกต้องของตนแล้วก็ตาม แต่หากได้รับเอาสารพิษเข้าไปเป็นประจำ ก็สามารถทำให้อายุสั้นและสุขภาพเสื่อมโทรมได้ เปรียบกับเครื่องยนต์ถึงจะใช้น้ำมันถูกต้องตามประเภท แต่หากมีสิ่งปลอมปนเช่น กรวด ทราย เข้าไปอยู่ด้วยแล้ว แน่นอนเครื่องยนต์จะต้องเสียหายพังยับเยิน เหตุฉะนี้ผู้ที่หวังจะอายุยืน สุขภาพแข็งแรงควรงดเว้น และหลีกห่างให้ไกลจากสารพิษดังกล่าวให้มากที่สุด 3. การทำงานหนักเกินควร ในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ การทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายและจิตใจ การทำงานทำให้เราได้ออกกำลังกายเคลื่อนไหวไปมา ช่วยให้มีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง แต่ทั้งนี้ก็ต้องรู้จักความพอเหมาะพอดีกับสภาพร่างกายของตนเอง การกิน การนอน และการทำงาน ทั้ง 3 อย่างต้องสัมพันธ์กันทั้งหมด จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่าง กาย คนที่ชอบกินและนอน แต่ทำงานน้อยหรือไม่ทำเลย ก็จะกลายเป็นคนอ้วน รูปร่างเทอะทะ และเกิดโรคติดตามมาหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นโลหิต ไขข้อไม่ดี ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม "น้ำที่หยุดนิ่งไม่ไหล ย่อมบูดเน่า" ร่างกายที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่ออกกำลังกาย ก็จะเป็นแหล่งสะสมของโรคร้ายได้เช่นกัน คนที่กินมาก และทำงานมาก แต่พักผ่อนน้อย จะพบว่าเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว ตึงเครียดวิตกกังวลหงุดหงิดเสมอ ทำให้ความดันโลหิตสูง และมักป่วยเป็นโรคจิตโรคประสาท ส่วนคนที่ทำงานมาก พักผ่อนมาก แต่กินอาหารไม่ดีกินน้อยไป กินไม่ถูกต้อง จะมีใบหน้าที่หมองคล้ำ ดูอิดโรยไม่เบิกบาน มักเป็นโรคขาดสารอาหาร ผอมแห้งแรงน้อยสุขภาพอ่อนแอหน้าตาผิวพรรณซูบซีด ฉะนั้นถึงแม้จะกินอาหารที่ถูกต้อง ไม่เสพของเสพติดห่างไกลจากสารพิษแต่ทว่าทำงานอย่างหักโหมไม่รู้จักความพอดี ก็เปรียบได้กับเครื่องยนต์ที่ดีพร้อม แต่ถูกใช้งานหนักเกินกำลังจึงทำให้อายุการทำงานของเครื่องยนต์นั้นสั้นลง กว่าที่ควรจะเป็น 4. อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์ตึงเครียด เจ้าโทสะโมโหร้าย จิตใจไม่ดีคิดแต่เรื่องร้ายๆ อิจฉาริษยาอาฆาตพยาบาท หวาดวิตกมุ่งร้ายต่อผู้อื่นเสมอ อารมณ์เหล่านี้มีผลทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ คนที่มีความเครียดมากๆกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดออกมามาก ทำให้ต้องป่วยเป็นโรคกระเพาะ กระเพาะอาหารเป็นแผลเป็นและติดตามด้วยโรคอื่นๆ เช่น โรคประสาท สติวิปลาส วิกลจริต ฯลฯ ร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันและกัน ดังคำกล่าวที่ว่า "สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข" จิตใจและอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จะละเลยมิได้ ถึงแม้ว่าท่านจะรับประทานอาหารดีและถูกต้อง ไม่เสพของมึนเมาเป็นพิษ ไม่หักโหมร่างกายในการทำงาน แต่ทว่าเป็นคนจิตใจไม่ดี อารมณ์เคร่งเครียดหน้าตาบูดบึ้งเสมอ ก็มีสิทธิ์จะอายุสั้นเช่นกัน ถ้าร่างกายเปรียบเหมือนรถ จิตใจก็คือคนขับ รถยนต์จะดีวิเศษอย่างไรแต่ถ้าคนขับไร้สติหงุดหงิด หุนหันพลันแล่นเอาแต่อารมณ์ ขับรถอย่างไม่ปราณี รถที่ว่าดีเลิศเพียงไรก็พังได้ในพริบตา ทั้งหมดดังที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นเหตุที่ทำให้คนเราอายุสั้น สุขภาพไม่ดี พบว่าคนปกติที่ไม่เคยเจ็บป่วยร้ายแรงใดๆ แต่หากต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ดังกล่าว คือ กินอาหารไม่ถูกต้อง ได้รับสารพิษเป็นประจำ ทำงานหนักเกินไป อารมณ์เครียดตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างนี้ติดต่อกัน ไม่นานก็เสียชีวิตได้เช่นกัน





222.JPEGก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 3....เหตุแห่งความมีอายุยืนและสุขภาพแข็งแรง
หากท่านต้องการมีอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ก็ควรปฏิบัติเหตุแห่งความมีอายุยืนยาวและสุขภาพดีดังต่อไปนี้ คือให้รู้จัก เลือก เลิก ลด ละ
1. เลือก คือเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์เท่านั้น
2. เลิก คือเลิกสูบหรือเสพสิ่งเสพติดทุกชนิดที่ทำลายสุขภาพโดยตรง ควรหาโอกาสออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ่อยๆ และรับแสงแดดยามเช้าเป็นประจำ
3. ลด คือการทำงานอย่างเกินกำลัง จัดให้อยู่ในความพอดีกับสภาพร่างกายที่พอจะรับได้ เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหลังจากการทำงาน ต้องรู้จักออกกำลังกาย ควรเดินเล่นช้าๆตามสบายบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หาโอกาสอยู่ในสถานที่อันสงบเงียบ ร่มรื่น และแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ควรใช้สายตามองดูสีเขียวของใบไม้ต้นหญ้าสักพักหนึ่ง จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี่กระเปร่า มีกำลังวังชากลับฟื้นคืนพร้อมที่จะทำงานในวันใหม่ต่อไป
4. ละ คือละทิ้งอารมณ์ไม่ดีและจิตใจที่คิดถึงแต่ในทางร้ายๆเสียทั้งหมด พึงเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า จิตใจและอารมณ์เลวร้ายทั้งหลายเป็นเหมือนไฟ ซึ่งเราจุดขึ้นเผาตัวเองให้ร้อนรนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องทุกข์ทรมานปราศจากความสุข ควรเอาความคิดของเราทั้งหมดหันไปหาสิ่งที่ดีๆ มองแต่ด้านดีของผู้อื่น มีจิตเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจโอบอ้อมอารี และจริงใจกับทุกคนที่อยู่รอบข้าง ถ้าท่านต้องการมีอายุยืนยาวสุขภาพแข็งแรง ก็ต้องไม่ประพฤติตามเหตุแห่งอายุสั้น ท่านประพฤติอย่างไรก็ย่อมได้รับผลอย่างนั้น ไม่มีใครเปลี่ยนท่านได้นอกจากตัวของท่านเอง





thumbnailshow362791.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 4....เนื้อสัตว์เป็นอาหารตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์หรือไม่
ข้อ เปรียบเทียบลักษณะทางกายวิภาค และระบบทำงานของอวัยวะต่างๆระหว่างมนุษย์และสัตว์กินเนื้อ 1. ลักษณะโครงสร้างของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ใช้สองขายืนบนพื้นดิน กระดูกสันหลังและลำ ตัวตั้งตรงเป็นมุมฉากกับพื้นตามแนวดิ่ง เพื่อสะดวกในการหาอาหารสำหรับยังชีพ ลักษณะของลำตัวแขนขาและการยืนตัวตรงทำให้มนุษย์สามารถเอื้อมหยิบ เด็ด และเก็บผลไม้ได้สะดวก ถ้าหากมนุษย์ต้องดำรงชีพอยู่ด้วยการจับสัตว์มาเป็นอาหารแล้วล่ะก็ รูปร่างลักษณะของมนุษย์ที่เป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถจับสัตว์ใดๆได้ สะดวก หากปราศจากอาวุธ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มนุษย์จะไม่สามารถไล่จับสัตว์ได้เพราะมนุษย์วิ่งได้ช้ากว่า เพราะมีฝ่าเท้าที่บางจึงไม่อาจรับแรงกระแทกในขณะวิ่งเป็นเวลานานๆได้ ในกรณีที่มนุษย์ต้องการจับสัตว์น้ำมาเป็นอาหารก็กระทำได้ยาก เพราะสัตว์น้ำทุกประเภทมีลำตัวเป็นเมือกลื่น ลำพังมือเปล่าทั้งสองของมนุษย์เองและการแหวกว่ายไม่สมารถจะจับได้ง่ายเลย ขณะเดียวกันถ้าต้องลืมตาอยู่ใต้น้ำนานๆมนุษย์จะรู้สึกแสบตา ไม่สามารถมองเห็นได้สะดวก แต่ทว่ามนุษย์อาศัยเครื่องมืออุปกรณ์มากมายเพื่อจับสัตว์น้ำ ให้ได้มาบริโภคคราวละมากๆนับเป็นการดำรงชีวิตที่ผิดธรรมชาติ การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้สมดุลย์ของชีวิตสัตว์ในธรรมชาติเสียไป เปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างของสัตว์ ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่จะยืนด้วยขา 4 ขา มีกระดูกสันหลังและลำตัวทอดขวางขนานไปกับพื้นดิน ขณะออกวิ่งไล่จับสัตว์จึงไม่ต้านแรงลมสามารถวิ่งได้เร็ว อุ้งเท้าและฝ่าเท้าหนามีลักษณะกลมเพื่อรับน้ำหนักตัว จึงสามารถรับแรงกระแทกได้ดีเมื่อต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ ส่วนสัตว์ประเภทที่จับสัตว์น้ำเป็นอาหารจะสามารถลืมตาและเคลื่อนไหวได้รวด เร็วเมื่ออยู่ใต้น้ำ มีเล็บงองุ้มแหลมคม เพื่อจับยึดสัตว์น้ำ เช่น ปลาซึงมีลำตัวเป็นเมือก ล่น ได้อย่างแม่นยำ 2. การมองเห็น สายตาของมนุษย์และสัตว์กินพืชเป็นอาหาร จะมองได้ดีในเวลากลางวัน ฉะนั้น มนุษย์และสัตว์กินพืชเป็นอาหารจะมองเห็นได้ดีในเวลากลางวัน ฉะนั้นมนุษย์และสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารจะออกหากินในเวลากลางวัน แสงสว่างช่วยให้ตามองเห็นสีสันของอาหารพืชผักผลไม้ได้ดี ส่วนในเวลากลางคืนธรรมชาติจะจัดให้มนุษย์นอนหลับพักผ่อน เปรียบเทียบกับการมองเห็นของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สายตาของสัตว์กินเนื้อจะมองได้ดีในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันตาจะพร่ามัว และไม่อาจทนต่อแสงสว่างมากๆได้ ดังนั้นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติจึงออกหากินในเวลากลางคืนและนอนหลับในเวลา กลางวัน 3. จมูก จมูกของมนุษย์ใช้หายใจบนบก จึงไม่สามารถดำลงไปอยู่ใต้น้ำได้นาน อีกทั้งไม่สามารถใช้ติดตามดมกลิ่นเพื่อล่าสัตว์ใดๆได้ เปรียบเทียบกับจมูกของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อมีจมูกที่สัมผัสกลิ่นได้ดี จึงสามารถติดตามดมกลิ่นสัตว์อื่นและช่วยป้องกันภัยจากศัตรู 4. หู มนุษย์จะได้ยินเสียงในคลื่นความถี่ที่จำกัด ขอบเขตในการได้ยินเสียงไม่ขว้างไกล เปรียบเทียบกับหูของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อมีประสาทหูไว สามารถได้ยินเสียงในคลื่นความถี่สูงกว่าหูมนุษย์ จึงมีความว่องไวต่อเสียง ทำให้มันสามารถจะตื่นระวังภัยได้อย่างรวดเร็ว 5. ฟัน ฟันของมนุษย์และสัตว์กินพืช เป็นฟันตรงแบบเรียบ เพื่อใช้กัดลงตรงๆไม่มีเขี้ยวแหลมยาว มนุษย์มีจำนวนซี่ฟันมากกว่าสัตว์กินเนื้อ ฟันกรามบนล่างเรียบไม่แหลมเพื่อใช้บดอาหารที่มีเส้นใยจำพวกพืชผักผลไม้ได้ดี ลักษณะการเคี้ยวเป็นแบบเคี้ยวเอื้อง คือขากรรไกรล่างเคลื่อนไหวไปมาเหมือนสัตว์กินพืชทั่วไปเช่นเดียวกับ ม้า วัว ควาย แพะ แกะ เปรียบเทียบกับฟันของสัตว์ประเภทกินพืช สัตว์กินเนื้อมีฟันที่แหลมคม มีจำนวนซี่ฟันน้อยกว่าสัตว์กินพืช มีเขี้ยวแหลมยาวเพื่อใช้สำหรับฉีกกระชาก ขบกัดเพื่อให้ตาย มีขากรรไกรและฟันกรามแข็งแรงแหลมคม เป็นฟันสำหรับกัดทะลุสามารถขบกระดูกแข็งๆให้แตกละเอียดได้ สัตว์กินเนื้อเวลากินอาหารฟันบนของมันจะกัดลงตรงๆ เท่านั้น แล้วกลืนลงไปโดยไม่เคี้ยวอาหารให้ละเอียด 6. เล็บ เล็บของมนุษย์จะบางและแบน หากงอกยาวมากๆก็จะฉีกขาดและหักไปเอง เล็บของมนุษย์จึงใช้สำหรับการบิด แกะ เด็ด และปลอกเปลือกอาหารพืชผักผลไม้ เปรียบเทียบกับเล็บของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อมีเล็บยาวกลมแหลมคมและงองุ้ม เพื่อใช้ขยุ้มตะครุบตะปบจับเหยื่อไม่ให้ดิ้นหลุด ซึ่งสามารถฆ่าเหยื่อให้ตายในทันที 7. ลำไส้ ลำไส้ของมนุษย์มีความยาวเป็น 10-12 เท่าของกระดูกสันหลัง ซึ่งไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ เปรียบเทียบกับลำไส้ของสัตว์ประเภทกินเนื้อ ลำไส้ของสัตว์กินเนื้อมีความยาวเพียง 3 เท่าของกระดูกสันหลัง 8. น้ำลายและน้ำย่อย มนุษย์และสัตว์กินพืช จะมีน้ำลายที่มีฟทธิ์เป็นด่างสามารถย่อยอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลได้ก่อน ทันทีที่เคี้ยวอาหารอยู่ในปาก ส่วนน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของมนุษย์เป็นน้ำย่อยผักเช่นเดียวกับสัตว์กินพืช ทั่วๆไป ทางการแพทย์พบว่าแม้ร่างกายของมนุษย์จะมีลำไส้ยาวถึง 12 ฟุต แต่ก็สามารถขับถ่ายกากใยของอาหาพืชผักได้ในระยะเวลาอันสั้น และที่สำคัญระหว่างการเคลื่อนตัว จะช่วยกวาดสิ่งสกปรกภายในลำไส้ ช่วยให้ไม่เป็นโรคท้องผูก เปรียบเทียบกับน้ำลายและน้ำย่อยของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อไม่มีอาการน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นของผลไม้ ไม่มีน้ำย่อยในปาก เวลากินเนื้อมันจะฉีกเป็นชิ้นๆแล้วกลืน และน้ำย่อยในกระเพาะของมันมีฤทธิ์เป็นกรดอย่างแรง สัตว์กินเนื้อบางประเภทเช่น งูเหลือม เสือ จระเข้ น้ำย่อยของมันจะมีปริมาณกรดเกลือมากกว่าในน้ำย่อยของสัตว์กินพืชถึง 10 เท่า ทำให้ย่อยสลายเนื้อ เอ็น พังผืด ได้อย่างรวดเร็ว ช่วงลำไส้ที่สั้นเพียง 3 เท่าของกระดูกสันหลังทำให้กากอาหารที่ขับถ่ายออกได้เร็วกว่ามนุษย์ฉะนั้นหาก มนุษย์กินเนื้อเข้าไป ลำไส้ที่ยาวกว่าจะทำให้อาหารประเภทเนื้อเคลื่อนตัวช้ามาก จึงเกิดบูดเน่าและเป็นพิษตกค้างอยู่ในลำไส้นาน ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่นโรคเกี่ยวกับลำไส้และทางเดินอาหาร โรคในระบบขับถ่าย โรคท้องเสีย อุจจาระมีกลิ่นเหม็นรุนแรง 9. ผิวหนัง ร่างกายของมนุษย์และสัตว์กินพืชจะมีต่อมเหงื่ออยู่ตามรูขุมขน เพื่อปรับอุณหภูมิและช่วยระบายความร้อนของร่างกายให้เย็นลงในระหว่างการออก หาอาหาร หรือ ทำงานในช่วงเวลากลางวันซึ่งมีอุณหภูมิสูง เปรียบเทียบกับผิวหนังของสัตว์ประเภทกินเนื้อ ร่างกายของสัตว์กินเนื้อ ไม่มีการระบายความร้อนหรือขับเหงื่อออกทางผิวหนังเพื่อช่วยรักษาร่างกายให้ อบอุ่น ทั้งนี้เพราะต้องออกหาอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำ สัตว์กินเนื้อบางประเภทมีต่อมเหงื่อที่ลิ้น ทำให้ลิ้นของมันมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา สัตว์กินเนื้อจึงมักมีนิสัยที่แลบลิ้น และอ้าปากเสมอ 10. พฤติกรรม มนุษย์และสัตว์กินพืชจะใช้วิธีดื่ม และ ดูดในเวลากระหายน้ำ และมีนิสับชอบอาบน้ำอยู่เป็นประจำ เพื่อชำระเหงื่อที่ออกทั่วร่างกาย เช่น วัว ควาย ม้า นกเขา นกพิราบ หงส์เป็นต้น เปรียบเทียบกับพฤติกรรมของสัตว์ประเภทกินเนื้อ สัตว์กินเนื้อจะใช้ลิ้นเลีย หรือใช้เท้าวักกินน้ำและมีนิสัยไม่ชอบอาบน้ำเช่น แมว เสือ สิงโต เหยี่ยว นกแร้งเป็นต้น จากข้อเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าลักษณะธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ไม่เอื้ออำนวยให้มนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าจับสัตว์ และกินเนื้อเป็นอาหารเลย บรรดานักวิชาการจากหลายสาขาได้กล่าวสรุปว่า " จากการศึกษาค้นคว้าทั้งหมด ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารที่เป็นธรรมชาติอันแท้จริงของ มนุษย์ "





8247-384_450.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 5....อะไรคืออาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์
จากการศึกษาลักษณะทางกายวิภาค พฤติกรรมและจิตสำนึกพื้นฐานบ่งบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารธัญญพืช ผัก และผลไม้ ข้อเปรียบเทียบระหว่างอาหารจำพวก พืช ผัก ผลไม้ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์

1. รูปร่างลักษณะ พืชผักผลไม้มีขนาดผลไม่ใหญ่ มีขนาดและน้ำหนักที่มนุษย์สามารถยก อุ้ม ถือได้ ลักษณะผลยาวจะมีความพอดีกับสัดส่วนของฝ่ามือและปากของมนุษย์ทำให้สามารถจับ ถือและรับประทานได้โดยสะดวก เปรียบเทียบกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ถึงแม้จะมีเครื่องมือมากมายแต่โอกาสที่มนุษย์จะจับสัตว์มากินอาหารแต่ละคราว นั้นก็ยากเต็มที ถึงจะได้สัตว์ที่ตายเองมาแล้วก็ตามลำพังเพียงแต่มือเปล่า ๆ เล็บและฟันของมนุษย์ย่อมไม่สามารถฉีกดึงให้เนื้อดิบๆ นั้นมีขนาดพอที่จะเคี้ยวกินได้ มนุษย์ต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆมากมายทั้งมีด ปืน ธนู หอก แห อวน หน้าไม้ ฯลฯ เพื่อใช้ล่าสัตว์ เมื่อจับได้แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือมีคมหั่น ผ่า ชะแหละออกเป็นชิ้นเล็กๆ ต้องสรรหา เครื่องมือภาชนะ หาอุปกรณ์ติดไฟหุงต้มกว่าจะได้กินเนื้อสัตว์ ต้องผ่านกรรมวิธี และขั้นตอนที่ยุ่งยากมากมาย

2. กลิ่น พืชผักผลไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ละชนิดแต่ละประเภทมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันเลย จมูกของมนุษย์สามารถแยกแยะได้ไม่สับสนปะปนกันเช่น มะม่วงมีกลิ่นของมะม่วง มะพร้าว สตรอเบอรี่ สับปะรด ส้ม มะละกอ ละมุด ทุกชนิดล้วนมีกลิ่นเฉพาะตัว ผลไม้ทุกประเภทมีกลิ่นหอมหวานชวนให้รับประทาน ด้วยสัญชาติญาณที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความพึงพอใจกับกลิ่นของผลไม้มาก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมขนม ของใช้เครื่องสำอางต่างๆ ประสบความสำเร็จจากการนำเอาสีและกลิ่นซึ่งเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมทาผิว เครื่องสำอาง ลิปสติก ยาดับกลิ่น ผงซักฟอก ต่างผลิตออกมาให้มีกลิ่นหอมของธรรมชาติ เช่น กลิ่นส้ม กลิ่นมะนาว กลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นแอปเปิ้ล รวมถึงกลิ่นของดอกไม่นานาพันธ์ เปรียบเทียบกับกลิ่นของสัตว์ กลิ่นของเนื้อสัตว์ไม่ว่าสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ เป็นกลิ่นที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รังเกียจว่ากลิ่นเหม็นคาวเหมือนกันหมด นี่ย่อมบ่งบอกถึงการปฏิเสธและความขัดแย้งต่อสัณชาตญาณของมนุษย์ เนื้อสัตว์มีกลิ่นไม่น่ารับประทานจึงต้องนำไปผ่านกรรมวิธีการปรุง โดยนำเอาเครื่องเทศซึ่งเป็นพืชผักทั้งหลายมาปรุงคลุกเคล้าเพื่อดับกลิ่นคาว ให้เกิดกลิ่นหอมจึงจะสามารถรับประทานได้ เช่น ต้องอาศัยกระเทียม หัวหอม พริกไทย ใบกระเพรา ใบมะกรูด ฯลฯ ถึงกระนั้นบางครั้งก็ยังไม่อาจจะดับกลิ่นคาวจากเนื้อไปได้หมด ทุกวันนี้เรายังไม่เคยพบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น แป้ง สบู่ เครื่องสำอาง ครีมทาผิว แชมพู ผลิตขึ้นมาให้เลียนแบบกลิ่นของสัตว์ต่างๆออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดเลย

3. สี พืชผักผลไม้มีสีสรรงดงามสดสวยและหลากหลาย โดยเฉพาะเวลาที่สุกงอมเต็มที่ จะมีสีสรรน่ารับประทานส่งกลิ่นหอมไปไกล บ่งบอกถึงการเชิญชวนให้นำมารับประทาน เปรียบเทียบกับสีของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์มีสีแดงและเลือดเพียงอย่างเดียว ดูไม่น่ารับประทานปกติวิสัยของมนุษย์เมื่อเห็นแล้วรู้สึกตกใจกลัว เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกก็จะยังมีสีแดงของเลือด คนทั่วไปไม่กล้ารับประทาน นักจิตศาสตร์พบว่าคนที่ชอบกินเนื้อสด เนื้อที่ปรุงไม่สุก และเลือดสดๆของสัตว์ จะเป็นกลุ่มบุคลที่มีจิตวิปริตอารมณ์ร้ายกาจ แปรปรวนชอบความรุนแรง และมักก่ออาชญากรรมได้ง่าย

4. รสชาติ พืชผักผลไม้แต่ละชนิดมีรสชาดเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน ไม่มีส่วนเหมือนหรือปะปนกัน เช่น มะม่วงก็เป็นรสของมะม่วง ไม่ใช่มะละกอ ธรรมชาติได้จัดสรรอาหาร พืช ผัก ผลไม้อย่างมากมาย เพื่อให้มนุษย์ได้ลิ้มรสแปลกๆและได้รับคุณประโยชน์อย่างครบถ้วนต่อร่างกาย โดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจ เปรียบเทียบกับรสชาดของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์มีเพียงรสชาดเดียวคือ รสจืด เมื่อนำมาทำให้สุก ไม่ว่าจะต้มหรือทอดหากไม่ใช้เครื่องปรุงชูรสใดๆ จะไม่มีรสชาดเลย อาหารเนื้อที่ปรุงต้องใช้เกลือ และเครื่องชูรสต่างๆที่ได้จากพืช เช่น พริกไทย เครื่องเทศ เพื่อให้มีรสชาด เนื้อสัตว์ไม่มีลักษณะพิเศษจึงแยกประเภทได้นาก เช่นเนื้อสุนัข ดูไม่ต่างจากเนื้อหมูหรือเนื้อคนเลย เมื่อนำมาวางรวมกันหรือปรุงเสร็จแล้วเราไม่สามารถแยกได้ออกเลยว่าจานไหนเป็น เนื้ออะไร

5. การทำให้สุก พืชผักผลไม้ทุกชนิดจะสุกโดยธรรมชาติท่ามกลางแสงแดดที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่ง ชีวิต ซึ่งให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมนุษย์อย่างยิ่ง เมื่อผลไม้สุกเต็มที่จะมีสีสรรสดสวยสะดุดตา เมื่อมีผลโตและน้ำหนักมากกิ่งจะโน้มลงเอื้ออำนวยให้กับสัดส่วนความสูงของ มนุษย์ที่จะ สามารถเด็ดเอื้อมเก็บมารับประทานได้ไม่ยาก อาหารพืชผักจึงเป็นการได้โดยกิริยาอาการที่สุภาพ ด้วยความยินยอมและเต็มใจจากธรรมชาติ เปรียบเทียบกับการทำให้สุกของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ทุกประเภทจะทำให้สุกได้ต้องใช้ความร้อนต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน ขั้นตอนการเตรียมอาหารเนื้อจึงยุ่งยากลำบาก สิ้นเปลือกเวลาเงินทองและทิศทาง เนื้อสัตว์ที่มีอายุมากจะยิ่งเหนียวคนปรุงเนื้อจะต้องหมักในดินประสิวหรือ สารเคมีอื่นๆ เพื่อให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น แต่สารเคมีเหล่านั้นเมื่อเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายของคนเราเป็นเวลานานๆจะทำ ให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย เนื้อสัตว์นำไปบ่มให้สุกเองไม่ได้ ไม่เหมือนผลไม้ เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ก็จะฆ่าสัตว์เป็นอาหารทุกเวลาโดยไม่คำนึงถึงอายุ สัตว์ต้องถูกทุบตีเข่นฆ่า ฉุดกระชากลากถู หรือใช้อุบายล่อลวงกักขัง สัตว์ทุกชนิดที่ถูกจับล้วนดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน ฉะนั้นคนจึงได้เนื้อสัตว์มาด้วยอาการรุนแรง ถืออำนาจบาทใหญ่ข่มเหงทารุณอย่างโหดเหี้ยมโดยที่ไม่ได้รับการยินยอม

6. ความอุดมสมบูรณ์ พืชผักผลไม้ ผลักกันผลิดอกออกผลหมุนเวียนไปตามฤดูกาลตลอดปี ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน มีพืชผักผลไม้ออกในทุกฤดูกาลโดยสลับเปลี่ยนมาให้รับประทานกันอย่างบริบูรณ์ ทันต่อความต้องการ พืชผักผลไม้ได้เตรียมให้ทุกส่วนเช่น ดอก ผล หัว ใบ ต้น ราก ไว้ให้มนุษย์และสัตว์ได้ใช้เป็นอาหารยังชีพ สามารถเลือกบริโภคตามความพอใจ เปรียบเทียบกับความอุดมสมบูรณ์ของเนื้อสัตว์ สัตว์ใช้เวลาในการแพร่ขยายพันธุ์นาน บางชนิดใช้เวลาตั้งท้องนานหลายๆเดือน และตกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัว โดยธรรมชาติสัตว์ จึงไม่สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงดูมนุษย์ได้อย่างพอเพียง ไม่ทันต่อความต้องการ เมื่อคนฆ่าสัตว์หนึ่งตัวก็เท่ากับทำลายชีวิตลงหนึ่งชีวิต ระบบวงจรที่สัมพันธ์กับธรรมชาติก็สะดุดหยุดลง ทำให้สัตว์ไม่มีโอกาสอยู่แพร่พันธุ์ เพื่อจะดำรงรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้อีก การบริโภคอาหารพืชผักจากธรรมชาติ ไม่เป็นการทำลายล้างผลาญ แต่กลับจะเป็นการช่วยส่งเสริมธรรมชาติให้แพร่ขยายพันธ์เพิ่มมากขึ้น ผักบางชนิดยิ่งเก็บยิ่งเด็ดมารับประทาน ก็จะยิ่งแตกยอดอ่อนออกมาใหม่มากขึ้นกว่าเดิม ผลไม้เรากินเนื้อในแล้วยังคงมีเมล็ดให้นำไปเพาะปลูกต่อไป พืชบางอย่าง เช่น ฝรั่ง มะเขือ และแตงโม ในผลหนึ่งๆจะมีเมล็ดอยู่มากมาย เมื่อมนุษย์และสัตว์ยิ่งกินมากก็ยิ่งแพร่ขยายพันธ์ได้เป็นทวีคูณ ตรงกันข้ามกับการกินเนื้อสัตว์ ยิ่งกินมากก็ยิ่งถูกทำลายลงมาก พืชสามารถแพร่พันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ปักกิ่ง ชำ ตอนกิ่ง เสียบกิ่ง ติดตา บางอย่างใช้เมล็ด ใช้หัว ใช้หน่อ นำไปขยายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย จะเห็นได้ว่าธรรมชาติไม่ต้องการให้มนุษย์ยุ่งยากวุ่นวายในการเพิ่มจำนวน อาหารให้มากแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปโดยวิถีทางของธรรมชาติ มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวเอาผลที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้อย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ แต่หากเราฆ่าทำลายนกในธรรมชาติลงเพียงหนึ่งตัวก็จะทำให้ตั๊กแตน หนอน แมลงต่างๆ ที่เป็นอาหารของนกทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแมลงเหล่านี้สามารถทำลายผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมากมาย ปัจจุบันเกษตรกรได้หันไปใช้สารเคมีฆ่าแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิด เพราะนอกจากจะมีสารพิษตกค้างในพืชผักแล้ว ยังเป็นการทำลายสัตว์อื่นๆที่อยู่บนผิวดินและในดินทำให้ต้องตายตามไปด้วย สัตว์เหล่านั้นให้คุณประโยชน์ต่อต้นพืชและการเพาะปลูก เมื่อต้องล้มตายลงไป ความสมดุลย์ในวงจรเกษตรกรรมย่อมเสียไป วัฏจักรของโซ่ของอาหารจึงขาดสะบั้นลง หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข ดุลย์ของธรรมชาติก็จะต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างแน่นอน ถ้ามนุษย์กินแต่เนื้อสัตว์ ละเลยอาหารพืชผักผลไม้จากธรรมชาติ เพาะปลูกน้อยลง แต่กลับใช้พื้นที่ไปเลี้ยงสัตว์ ย่อมเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าการเลี้ยงปศุสัตว์มากๆเป็นอันตรายต่อมล ภาวะ ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกขึ้นในบรรยากาศของโลก นักเศรษฐศาสตร์ได้คำนวณว่า ในโลกนี้มีพื้นที่ให้มนุษย์ผลิตอาหารได้คนละ 2.5 ไร่ คนที่กินเนื้อต้องใช้เนื้อที่ถึง 5 ไร่จึงจะเพียงพอ แต่คนที่กินพืชผักจะใช้พื้นที่เพียง 1.5 ไร่เท่านั้น ฉะนั้นการดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารจำพวกพืชผักจึงช่วยประหยัดพื้นที่ และยังทำให้มีพื้นที่เหลือเพียงพอที่จะผลิตอาหาร เพื่อเลี้ยงดูชาวโลกที่ยังอดอยากอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ถ้าเราใช้พื้นที่หนึ่งไร่ในการเพาะปลูกถั่ว โปรตีนที่ได้จากเมล็ดถั่วใน 1 ไร่จะมีมากกว่าที่ได้รับจากการเลี้ยงปศุสัตว์ในเนื้อที่ซึ่งเท่ากัยถึง 8 เท่า พฤกษชาติทั้งหลายนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ถูกต้องของมนุษย์แล้ว ยังให้ทุกอย่างที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์อย่างครบถ้วน ธรรมชาติได้ให้ปัจจัยในการสร้างที่อยู่อาศัย ให้เครื่องนุงห่ม ให้ยารักษาโรค นอกจากนี้ยังช่วยรักษาบรรยากาศให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ร่มเงาที่ราบรื่นและความสุขแก่ทุกชีวิต แม้ต้นพืชเล็กๆก็ช่วยปกคลุมผิวดินให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติทั้งหลายเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ชีวิตทุกชีวิต หากมนุษย์ทำลายธรรมชาติให้เสียสมดุลย์ก็เท่ากับทำลายเกราะคุ้มครองตนเอง ถ้าเพียงเสี้ยวหนึ่งเสี้ยวใดของธรรมชาติถูกทำลายลง ธรรมชาติก็จะเสียสมดุลย์ ดินฟ้าอากาศก็จะวิปริตฤดูกาลแปรปรวนผิดปกติ เมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะถูกทำลายลง เหตุฉะนี้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงอยู่ในกำมือของมนุษย์ทุกคน มนุษย์ทุกคนจะช่วยกู้โลก และมนุษย์เท่านั้นจะเป็นผู้ทำลายโลก หากมนุษย์ทุกคนช่วยกันบำรุงรักษาธรรมชาติให้คงความสมดุลย์ไว้ได้ ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขตลอดไป





1220607317.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 6....อันตรายจากการกินเนื้อสัตว์
จากการสำรวจอายุเฉลี่ยและสุขถาพอนามัยของประชากรในแต่ละส่วนของโลกพบว่า ในกลุ่มประชากรที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก ไม่พบผักเลยหรือกินแต่น้อย จะมีอายุสั้นมากแก่เร็วและเต็มไปด้วยโรคภัยร้ายแรงคุกคามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับกลุ่มประชากรที่กินแต่อาหารพืชผักเป็นหลัก พบว่ามีอายุยืนร่างกายแข็งแรง และปราศจากโรคภัยร้ายแรงใดๆ ฉะนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า " การกินเนื้อสัตว์เป็นเหตุบั่นทอนอายุให้สั้นลง ทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรม และก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆขึ้น " จากผลการวิเคราะห์เนื้อสัตว์ของสถาบันโภชนาการพบอันตรายที่สำคัญยิ่ง 5 ประการดังนี้คือ

1. เลือดและเนื้อของสัตว์เป็นพิษ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าโดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ ซึ่งมีจิตสำนึกค่อนข้างสูงเช่น วัว ควาย หมู สัตว์เหล่านี้จะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะ สารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่ว่าพิษนั้นยังคงอยู่ต่อไป สารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่างๆเสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี จะมีใบหน้าสดใส ร่าเริง แก่ช้า อายุยืน และสุขภาพอนามัยดี สถาบันโภชนาการประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า " เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษและสารพิษอื่นๆมากมาย " พบว่าหลังจากที่สัตว์ตายไป 2 - 3 ชั่วโมงเนื้อสัตว์จะเป็นกรดมากขึ้นทุกขณะ กรดนี้คือน้ำเนื้อซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับรสอยู่ที่บนลิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อมีรสชาดอร่อย ฉะนั้นผู้ที่ปรุงอาหารเนื้อจึงไม่นิยมนำเนื้อไปล้างน้ำ เพราะจะทำให้มีรสจืด แต่กรดในน้ำเนื้อมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง กระตุ้นจิตใจ และอารมณ์ ให้มีความรุนแรงฉะนั้นชนชาติที่ นิยมกินแต่เนื้อสัตว์จะมีความก้าวร้าวรุนแรง จ้องประหัตประหารล้างผลาญ คิดสร้างสรรอาวุธขึ้นมาทำลายล้างซึ่งกันและกัน นับวันยิ่งทวีความโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้วิจัยพบว่าในเนื้อสัน 1 กิโลกรัมจะมีกรดยูริคอยู่ถึง 30 กรัม กรดยูริคในเนื้อมีสารยูเรียซึ่งเข้าไปสะสมในร่างกาย สารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยากแก่การขับถ่ายและไม่สามารถสลายตัวได้ง่าย ส่วนที่ตกค้างก็ถูกส่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจับเป็นผลึกอยู่ตามกล้ามเนื้อไขข้อและกระดูกทำให้เป็นโรคไต โรคเก๊า โรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ แพทย์พบว่าไตของคนกินเนื้อ ต้องทำงานมากกว่าคนกินผักถึง 3 เท่า เพื่อขับสิ่งสกปรกและสารพิษในเนื้อที่กินเข้าไป แม้ว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่พออายุมากขึ้น ไตที่ต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานานๆย่อมไม่อาจจะทนไหว อาการเจ็บป่วยจึงเริ่มปรากฏให้เห็น เช่น โรคไตพิการ ไตวาย นิ่วในไต โรคเก๊า และโรคไขข้อ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการจับเป็นผลึกของกรดยูริค ภายในส่วนต่างๆของร่างกายนั่นเอง ทุกวันนี้คนเราตกอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารดัดแปลงต่างๆ เมื่อร่างกายสะสมพิษเข้าไว้มากๆในที่สุดก็ต้องเจ็บป่วย ครั้นแล้วก็กลับพากันกินยาซึ่งสกัดจากสารเคมีเข้าไปรักษาความเจ็บป่วยนั้น บางครั้งยาที่คิดว่าจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น กลับให้ผลแทรกซ้อนข้างเคียง ทำให้อาการของโรคย่ำแย่ลงไปอีก บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฎิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย เกินไป

2. สารเคมีในเนื้อสัตว์ นับตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่า ตัดชำแหละเป็นชิ้นๆ แยกประเภทนำบรรจุเข้าตู้แช่แล้วขนส่งไปยังตลาดจำหน่าย เนื้อสัตว์ต้องตกค้างอยู่เป็นเวลาหลายวัน เพื่อรอผู้บริโภคมาซื้อไป กว่าจะถูกปรุงเสร็จเป็นอาหารก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามธรรมดาเนื้อสัตว์จะคงความสดอยู่ได้ไม่นานก็จะแปรสภาพ สีจะกลายเป็นสีเทาอมเขียว ดังนั้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จึงมีการใช้สารเคมีช่วยยืดอายุการเน่าเสีย และเจือสารรักษาสีให้เนื้อมีสีแดงดูสดนาน สารเคมีเหล่านี้ทางการแพทย์พบว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ปัจจุบัน ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมลงในอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญ เติบโต ทำให้สัตว์อ้วนท้วนโตเร็ว เนื้อสัตว์ที่ได้จะมีสีสรรน่าซื้อแต่การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคได้รับ สารพิษต่างๆมากมาย เมื่อบริโภคเนื้อนั้นเข้าไปเป็นประจำ มีการฉีดเซรุ่มและยาปฎิชีวนะต่างๆ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ผู้ที่รับประทานเนื้อเป็นประจำร่างกายมักมีการต้านยา เมื่อเจ็บป่วยยาที่กินจึงไม่ค่อยได้ผล เช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืชมากๆ แมลงเหล่านั้นก็จะมีความต้านยามากขึ้นเรื่อยๆ ยาที่มีความรุนแรงในขนาดเดิมจะใช้ไม่ได้ผล แมลงกลับจะทวีจำนวนมากขึ้นๆ ปัจจุบันได้พบข้อผิดพลาดนี้จึงมีการเสนอให้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีการรักษาสมดุลย์ของสัตว์ที่กินแมลงศัตรูพืชนั้นๆ เป็นอาหาร นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและอเมริกาพบว่า คนกินเนื้อเป็นประจำทำให้แบคทีเรียในลำไส้เล็กจะทำปฎิกริยากับน้ำย่อยของ ร่างกายทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในลำไส้ โรคนี้พบมากในกลุ่มคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ เช่นแถบอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก แต่แพทย์ไม่พบเลยในกลุ่มคนที่รับประทานแต่อาหารพืชผักผลไม้ หรืออาหารมังสวิรัติ เช่น ในประเทศอินเดีย เป็นต้น ในอเมริกาคนเป็นมะเร็งลำไส้มาก เพราะต่างนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ส่วนคนใน สก๊อตแลนด์กินเนื้อมากกว่าคนประเทศอังกฤษ 20 % สถิติการป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ของคนในสก๊อตแลนด์ก็มากกว่าคนในอังกฤษเป็น อัตราส่วน 20% เช่นกัน แม้แต่น้ำมันจากสัตว์ เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดสารแมททิลคอลเรนทีน สารนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งในคน แต่ไม่พบสารนี้ในน้ำมันพืชเลย ปัจจุบันจึงไม่นิยมเอาน้ำมันจากสัตว์มาปรุงอาหารรับประทาน ในเนื้อย่าง 1 กิโลกรัมจะมีสารโซไพรินเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 600 มวน ซึ่งทำให้คนเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน มีการพิสูจน์พบว่าในเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าที่ฉีดพ่นด้วย ดี.ดี.ที ก็จะพบสาร ดี.ดี.ที อยู่ด้วยในเนื้อวัวนั้นเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งสาร ดี.ดี.ที นี้สามารถทำให้เป็นหมัน มะเร็ง และโรคตับ จากการทดลองของมหาวิทยาลัยไอโอวายืนยันว่า "สาร ดี.ดี.ที ในร่างกายของคนส่วนใหญ่ได้รับมาจากเนื้อสัตว์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อสัตว์สามารถเก็บกักสาร ดี.ดี.ที ไว้ได้ในปริมาณมากกว่าพืชผักผลไม้ ใบหญ้าถึง 13 เท่า" ปัจจุบันเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มาก ฉะนั้นผักที่มีใบห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เช่น ผักกาดขาว ผู้ปรุงควรดึงเปลือกชั้นนอกออกทิ้งไปสัก 2 - 3 ใบ ส่วนกระหล่ำปลีดอกควรนำไปล้างในน้ำที่ละลายด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ผักที่เก็บกักปริมาณยาฆ่าแมลงไว้มาก ควรล้างให้นาน โดยปล่อยน้ำให้ไหลตลอดเวลา เพื่อล้างยาฆ่าแมลงออกให้หมดก่อนนำไปปรุงอาหาร ขอแนะนำว่าควรเลือกซื้อผักที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติและปลอดสารพิษมาปรุงอาหาร (Organized Grown And Non-Pesticide) หนังสือพิมพ์ชิคาโคทรีบูน (Chicago Tribune) ได้ตีพิมพ์เรื่องการเลี้ยงดูอย่งผิดธรรมชาติใน อุตสาหกรรมปศุสัตว์ว่า "เป็นการทำทำลายสมดุลย์ชีวเคมีในร่างกายของสัตว์ เช่นอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ ลูกไก่ที่เกิดใหม่จะถูกฉีดกระตุ้นด้วยยาอาหารและสารเคมีต่างๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต สัตว์จำนวนนับหมื่นๆ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบ ชีวิตที่น่าสงสารทั้งหมดอยู่ในกรงขนาดจิ๋ว เป็นการเลี้ยงในระบบขั้นบันได เมื่อสัตว์มีขนาดโตขึ้นก็จะเลื่อนลงมาตามชั้นที่จัดวาง สัตว์ถูกเลี้ยงให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อให้ตัวโตไขมันมากมีเนื้อเยอะ ทุกชีวิตไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์แสงจันทร์ ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์หรือการออกกำลังกายเลย ไก่จึงขาดความแข็งแรงตามธรรมชาติ จะพบว่าไก่จำนวนมากที่เลี้ยงโดยวิธีดังกล่าวมีรูปร่างวิปริตผิดธรรมดามี เนื้องอกขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ การเลี้ยงสัตว์ในลักษณะเช่นนี้เป็นการเลี้ยงดูที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง เนื้อสัตว์ที่ได้จึงเต็มไปด้วย สารเคมีที่เป็นพิษเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้บริโภค"

3. โรคจากสัตว์ มนุษย์มีความรู้เรื่องสุขอนามัย แต่ยังคงเจ็บป่วยเป็นโรคได้ สัตว์เลี้ยงต่างๆ หากินคลุกคลีอยู่กับพื้นดินกินอาหารไม่เลือกจึงมักติดเชื้อและโรคต่างๆ เสมอ ในชนบทเมื่อหมู ไก่ วัว สัตว์เลี้ยงตายลงก็ยังนำไปปรุงอาหารโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าสัตว์นั้นตายด้วย โรคอะไร เชื้อโรคบางชนิดไม่อาจถูกทำลายด้วยความร้อน ผู้บริโภคจึงได้รับเชื้อโรคจากสัตว์ที่ป่วยนั้นเข้าไปโดยตรง ในโรงงานอุสาหกรรมชำแหละเนื้อสัตว์ จะพบสัตว์ที่มีเนื้องอกผิดรูปร่างอยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อสัตว์สำเร็จรูปบางประเภททำมาจากส่วนต่างๆของสัตว์ โดยนำมาบดรวมกันแล้วผสมสีเจือกลิ่นเครื่องเทศแล้วบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ปรากฎว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเอาตับของสัตว์ที่เป็นโรคไปเลี้ยงปลา ปลาเหล่านั้นก็เกิดเป็นโรคเช่นกัน ชาวอเมริกาบริโภคเนื้อสัตว์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก พบว่าประชากร 1 คนในจำนวนทุกๆ 2 คนจะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจและที่สำคัญไขมันคลอเลสเตอรอลจากสัตว์ ไม่สามารถสลายตัวในร่างกายของมนุษย์ เมื่อสะสมมากขึ้นจะจับเป็นก้อนแข็งตัวในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแคบลง เป็นเหตุให้เส้นเลือดตีบ หัวใจจึงทำงานหนักในการสูบฉีดโลหิต หากมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดเมื่อเส้นเลือดสูบฉีดแรงจะทำให้เส้นเลือดในสมอง แตก และเป็นอัมพาต ในปี พ.ศ. 2504 วารสารทางการแพทย์อเมริการายงานว่า อาหารธัญญพืชทั้งหมดสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ 90 ถึง 97% นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการกล่าวว่ากากและเส้นใยของอาหารพืช ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ ด๊อกเตอร์ยูดี รีจีสเตอร์ หัวหน้าภาควิชาโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยโรมาลินดา ในรัฐแคลิฟอเนียร์ได้ทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานแต่อาหารประเภทถั่วและธัญญพืช ต่างๆ ปรากฏว่าระดับไขมันคลอเรสเตอรอลลดลงทั้งๆที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังกินเนยใน ปริมาณมากอยู่ก็ตาม การบริโภคเนื้อซึ่งไขมันสูงก็มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้นด้วย นักวิจัยท่านหนึ่งได้พบว่า หากจำนวนคลอเรสเตอรอลในเนื้อสัตว์ลดลง 1 % อัตราการเป็นโรคหัวใจในประชากรจะลดลงถึง 2 % คลอเรสเตอรอลในไขมันสัตว์ไม่สามารถละลายได้ง่ายในร่างกายของมนุษย์ มันจะสะสมอยู่ตามผนังของเส้นเลือดนานๆเข้าจะทำให้ภายในเส้รเลือดเล็กแคบ เป็นเหตุให้เลือดไหลผ่านได้น้อย ภาวะอันตรายคือ เส้นโลหิตอุดตัน หรือ เส้นโลหิตเกิดแข็งตัว หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดเป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูง ป่วยเป็นโรคหัวใจ และหัวใจวายได้ อาหารและไขมันจากพืชไม่มีสารคลอเรสเตอรอลอยู่เลย ปัจจุบันจึงนิยมประกอบอาหารด้วยน้ำมันพืชเทานั้น ในเนื้อสัตว์ยังมีธาตุโซเดียมสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหมดกำลังวังชา โรคกระเพาะ โรคเบาหวาน ผัก ผลไม้สดๆ ซึ่งเก็บมาใหม่ๆ เป็นอาวุธที่มีอานุภาพ จะต่อสู้โรคต่างๆได้หลายชนิด การออกกำลังกายประกอบกับการหายใจ การนอนหลับพักผ่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ดื่มน้ำสะอาดและรับแสงแดดดีๆ สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทั้งหมดจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้

4. การเน่าเสียเร็ว ในทันทีที่สัตว์ตายลง ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สารโปรตีนในตัวสัตว์จะจับกันเป็นก้อนพร้อมกับปล่อยเอ็มไซม์ที่มีพิษออกมาทำ ให้เนื้อเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ต่างไปจากพวกพืชผักซึ่งมีโครงสร้างของผนังเซลล์ ไม่สลับซับซ้อนมีความมั่นคงทำให้ขบวนการเน่าเสียเป็นไปอย่างช้ามาก หากนำเนื้อสัตว์มา 1 จานและผักสด 1 ต้น นำมาตั้งวางไว้ ภายในวันเดียวเนื้อจะเริ่มบูดเน่า แต่ผักแม้จะทิ้งเป็นเวลาหลายวันก็จะเพียงเฉาลง ผักเหล่านี้เมื่อนำไปแช่น้ำก็จะกลับฟื้นสดขึ้นดังเดิม เนื้อสัตว์ใหญ่หากทิ้งไว้จะพบตัวพยาธิและมันจะโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนพร้อมกับแพร่พันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นจนน่ากลัว เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิปากขอ ฯลฯ ส่วนผักผลไม้เราจะพบตัวหนอนที่เป็นศัตรูพืชบ้าง แต่ตัวหนอนเหล่านี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ แมลงวันทองหรือแมลงอื่นๆ ไม่ใช่พยาธิอย่างในเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ต้องผ่านขั้นตอนที่ยาวนานเริ่มจากสัตว์ถูกฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปชำแหละแยกประเภทส่วนต่างๆ นำเข้าแช่ในห้องเย็นเพื่อจัดลำเลียงส่งไปยังตลาด ตามห้างร้าน ขณะที่วางขายก็จะต้องอยู่ในตู้แช่แข็งตลอดเวลาเพื่อยืดอายุการเน่าเสียให้ นานที่สุด เมื่อแม่บ้านซื้อไปแล้วใช้ไม่หมดก็ต้องเก็บเข้าตู้เย็นไว้อีก ลองนึกดูว่าเนื้อสัตว์ที่ปรุงอาหารให้เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะอยู่ ในสภาพเช่นไร แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากที่เรารับประทานอาหารเข้าไปแล้ว แน่นอนที่สุดทันทีหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว เนื้อก็จะเริ่มบูดเน่าอยู่ภายในร่างกายของเรา ร่างกายต้องใช้เวลา 3 - 5 วันเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปจึงจะถูกขับถ่ายออกมาได้หมด ซึ่งต่างจากกากใยของพืชที่จะถูกขับออกจากร่างกายได้ภายในเวลาครึ่งวัน ในระหว่างที่เนื้อสัตว์ตกค้างในลำไส้ เนื้อซึ่งกำลังบูดเน่าได้สัมผัสกับอวัยวะย่อยอาหารของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กทำงานผิดปกติเป็นสาเหตุให้เกิดโรคลำไส้และโรค อื่นๆติดตามมา นายแพทย์ท่านหนึ่งได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอาหารเนื้อสัตว์ว่า " เป็นการดีที่จะรับประทานอาหารผักด้วยความโล่งใจ สบายใจ โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหารนั้น ปรุงมาจากเนื้อสัตว์ประเภทไหน "

5. การขับถ่ายไม่สะดวก เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีกากหรือเส้นใย ทำให้เคลื่อนตัวไปตามทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารประเภทพืชผักถึง 4 เท่า อาหารเนื้อใช้เวลายาวนานมากกว่าจะถึงระบบขับถ่าย ในระหว่างการย่อยที่ยาวนาน กากอาหารจะถูกดูดเอาน้ำไปมากทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานแต่อาหารเนื้อมี อุจจาระแข็ง แห้ง ถ่ายลำบาก มักป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหลายอย่างเช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวารเป็นต้น ดังกล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าเนื้อสัตว์เป็นบ่อเกิดของโรคในทุกระบบของร่างกาย เริ่มตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหารรวมไปถึงระบบขับถ่าย ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆมากมาย เมื่อกินเนื้อทุกๆวัน ก็เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ทุกๆวัน อาหารพืชผักผลไม้มีกากและเส้นใยมาก เมื่อรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยป้องกัน และยับยั้งโรคริดสีดวง โรคมะเร็งลำไส้ โรคไส้ติ่ง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไม่ให้เกิดขึ้น จากการสำรวจเราจะไม่เจอโรคเหล่านี้ในประชากรที่รับประทานอาหารที่มีกากใยกัน มากๆเลย ในปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกทั้งหลาย หันมารับประทานอาหารพืชผักผลไม้กันมาก ก็เพราะเหตุผลของสุขภาพอนามัยร่างกายมากกว่าเรื่องศีลธรรมความเชื่อและจิตใจ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์แพทย์พบวิธีรักษาที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการรักษาโรค ทั้งหลายคือ เลิกกินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้วเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เป็นการสูญเสียเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าใครก็อยากมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน เพราะสิ่งเหล่านี้เงินทองซื้อไม่ได้ คนเราทุกคนสร้างบ้านเรือนของเราด้วยไม้ ด้วยวัสดุอย่างดี ก็เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรง จะได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุข ฉะนั้นเราก็ควรสร้างร่างกายของเราด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติอันแท้จริงของ มนุษย์ เพื่อให้ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเช่นเดียวกัน





star_pic0135.gifก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 7....อาหารธรรมชาติของมนุษย์
อาหาร ของชนแต่ละชาติในโลกล้วนแตกต่างกันออกไปตามความนิยมของตน มีวิธีการปรุงและรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เช่น ชาวยุโรป อเมริกา ชาวตะวันตกทั้งหลาย จะนิยมอาหารที่มีรสอ่อนๆ มักไม่คุ้นกับอาหารของชาวเอเซียซึ่งนิยมรสเข้มข้น ปรุงด้วยเครื่องเทศ มีรสจัดและเผ็ด แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกชาติทุกภาษาในโลกรับประทานได้เหมือนกันหมดก็คือ ผลไม้และผักสดๆแม้ว่าแต่ละชาติจะรับประทานอาหารที่แตกต่างกันในรสชาด แต่ชนทุกชาติทุกภาษาในโลกล้วนชื่นชอบผลไม้และผักสดๆเหมือนกันหมด ฉะนั้นผลไม้และผักสดๆทุกชนิดจึงเป็นอาหารที่แท้จริงของมนุษย์ ทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าชนชาติใดก็สามารถรับประทานผักสดผลไม้ได้ทันทีโดยไม่ ต้องแยกแยะนำไปปรุงโดยวิธีการใดๆทั้งสิ้น ทุกคนต่างมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารที่เป็นธรรมชาติแท้อันบริสุทธิ์ ปัจจุบันคำว่า"อาหารธรรมชาติ" หมายถึงอาหารที่ได้มาจากพืชผักผลไม้ล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์เจือปนอยู่ ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารที่ต้องผ่านการปรุงด้วยความร้อน หรือเป็นอาหารที่สามารถบริโภคทันทีได้จากธรรมชาติโดยตรง การบริโภคอาหารธรรมชาตินี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างใด มีหลักฐานยืนยันว่าในทุกๆส่วนของโลกไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเซีย ยุโรปหรืออเมริกา นับย้อนหลังไปกว่า 3 ถึง 5 พันปี ก็มีบรรดากลุ่มชนผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ ด้วยอาหารธรรมชาตินี้แล้ว ผู้คนที่กินอาหารธรรมชาติ เรียกชื่ออาหารประเภทนี้ต่างกันออกไป เช่นอาหารมังสวิรัติ อาหารเจ อาหารเพื่อสุขภาพเป็นต้น แต่ทั้งหมดก็คือการรับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด จะมีข้อแตกต่างแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามความนิยม หลักการ ความเชื่อถือของชนในแต่ละกลุ่ม เราจัดกลุ่มของผู้บริโภคอาหารธรรมชาติเป็น 3 ลักษณะดังนี้

1. ประเภทที่กินแต่พืช ผัก ผลไม้ล้วนๆ (VEGAN) ได้แก่ผู้ที่รับประทานอาหารเฉพาะผักผลไม้ ข้าว งา เมล็ดธัญญพืช ถั่วเปลือกแข็งต่างๆบรรดานักบวชโยคีในอินเดียซึ่งรับประทานแต่อาหารที่ไม่ผ่านความร้อนใดๆ และคนที่กินอาหารเจซึ่งไม่รับประทานพืชผักบางชนิด เช่น กระเทียม หัวหอม ก็จัดอยู่ในประเภทนี้

2. ประเภทที่กินพืชผักผลไม้ทุกชนิด (LACTOVEGYARIAN) และผลิตผลจากสัตว์บางชนิด เช่น น้ำผึ้ง นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย นมเปรี้ยว เป็นต้น

3. ประเภทที่กินพืชผักผลไม้ทุกชนิด และกินนม ผลิตภัณฑ์จากนม (LACTO OVO VEGETARAIN) น้ำผึ้งและรับประทานไข่รวมด้วย แต่อาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ จะต้งไม่มีจากเนื้อสัตว์ทุกชนิดปะปนโดยเด็ดขาด





recipe_type_pic_125.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 8....คุณค่าของอาหารธรรมชาติตามหลักโภชนาการ
ในด้านโภชนาการ ได้รับการยืนยันจากนักโภชนาการแล้วว่า อาหารธรรมชาติ อาหารมังสวิรัติ หรืออาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ สามารถให้คุณประโยชน์ตามหลักโภชนาการได้ครบทั้ง 4 หมู่ หมู่ที่ 1 แป้งและน้ำตาล (คาร์โบไฮเดรท) ได้จากข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี เผือก มัน พืชเป็นหัวทุกชนิด น้ำอ้อย น้ำตาลปึก น้ำตาลรสหวานต่างๆ อาหารแป้งและน้ำตาลจะให้พลังงานและความร้อน ทำให้เรามีพละกำลังในการปฎิบัติงานในชีวิตประจำวัน ถ้ารู้สึกอ่อนเพลีย ให้รับประทานผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จะทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที ควรรับประทานข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ น้ำตาลที่ไม่ฟอกสี เช่น น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลปึก น้ำตาลมะพร้าว จะให้ประโยชน์มากกว่า หมู่ที่ 2 โปรตีน พืชที่ให้สารอาหารและโปรตีนสูงหาได้ง่าย และราคาถูก และมีให้เลือกรับประทานอย่างมากมายคือ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเมล็ดแห้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วเหลือง พบว่าเป็นธัญญพืชที่มีโปรตีนสมบูรณ์ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ฟองเต้าหู้ เต้าเจียว ซีอิ้ว ฯลฯ เหล่านี้ล้วนให้คุณค่าทางอาหารเทียบเท่าเนื้อสัตว์ ถั่วเหลืองต้มสุก 1 ถ้วย มีคุณค่าเทียบเท่าไข่ไก่ 2 ฟอง หรือเทียบเท่าหมูเนื้อแดง 1 ขีด (100 กรัม) ถั่วเหลืองครึ่งถ้วยมีโปรตีน 20 กรัม แต่ราคาถูกกว่าเนื้อ 7 - 8 เท่า แป้งถั่วเหลืองที่สกัดไขมันออก 0.5 กิโลกรัมมีคุณค่าเทียบเท่าเนยแข็ง 1 กิโลกรัม เทียบเท่าไก่หรือเนื้อ 1 กิโลกรัม เทียบเท่าไข่ไก่ 3 โหล เทียบเท่าขนมปัง 5 แถว เทียบเท่านมสด 25 แก้ว โปรตีนจากถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม เทียบเท่ากับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ 2.5 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าโปรตีนจากไข่ 66 ฟอง เทียบเท่าโปรตีนจากนมสด 13 ลิตร นอกจากนี้โปรตีนอาหารธรรมชาติยังได้จาก ข้าวกล้อง งา เห็ด เมล็ดในของพืช เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ลูกเกาลัด เป็นต้น โปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่เจ็บป่วยง่าย ถ้าหากขาดโปรตีนร่างกายจะทรุดโทรม เจ็บป่วยง่ายและแก่ก่อนวัย ร่างกายของมนุษย์ต้องการโปรตีน ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 8 ขนิด อาหารธรรมชาติหรืออาหารมังสวิรัต อาหารเจ สามารถให้โปรตีนที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน โดยการนำพืชผัก 2 - 3 ชนิดมารับประทานรวมกันในแต่ละมื้อเช่น ข้าว ถั่วและผัก หรือข้าวและเต้าหู้ หรือข้าวโพด และถั่วหรือนม ขนมปัง ผักและเนย ร่วมกับรับประทานงาเสริมก็เป็นการเพียงพออย่างยิ่งแล้ว โปรตีนที่ได้จากพืชผักไม่เสี่ยงต่อพิษภัยและโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการกินเนื้อสัตว์ หมู่ที่ 3 ไขมัน ได้จากน้ำมันพืช นม เนย เมล็ด ผลไม้ ถั่วงา ผู้ที่ปรุงอาหารควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่ทำจากถั่วเหลือง รำข้าว เพราะมีคุณประโยชน์สูง ไขมันที่เราบริโภคนอกจากจะให้พลังงาน และความร้อนแก่ร่างกายเช่นเดียวกับหมู่แป้งและน้ำตาลแล้ว ยังมีกรดไขมันอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการอีกมากมาย หมู่ที่ 4 วิตามินและเกลือแร่ ได้จากผลไม้ ข้าว ถั่ว งา และผักสดๆ ซึ่งแต่ละชนิดให้วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงควรรับประทานหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปทุกชนิดเป็นประจำ วิตามินและเกลือแร่สำคัญมาก เพราะช่วยในการสังเคราะห์สารเคมีต่างๆในร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติ ช่วยควบคุมระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากขาดวิตามินและเกลือแร่ร่างกายจะเสื่อมโทรม เจ็บไข้ง่าย ควรฝึกนิสัยให้รับประทานผลไม้หลังอาหารทุกๆมื้อเป็นประจำ ประการสุดท้ายที่สำคัญคือ น้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดและบริสุทธิ์อย่างน้อยให้ได้วันละ 8 - 10 แก้ว จะทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายสดชื่น ช่วยให้ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียได้ดี





?action=dlattach;topic=2993816.0;attach=ก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 9....หลักในการรับประทานอาหารธรรมชาติ
หลักในการรับประทานอาหารธรรมชาติอย่างง่ายๆมีดังนี้
1. พืชผักผลไม้สดๆ ควรเลือกหามารับประทานตามฤดูกาลวันละชนิด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เช่น กล้วย ส้ม สับปะรด มะละกอ เป็นต้น
2. ถั่วต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เผือก มัน เช่น น้ำมันถั่ว ถั่นต้ม ถั่นนึ่ง ฯลฯ
3. เมล็ดพืช เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เกาลัด มะม่วงหิมพานต์ เม็ดมะขาม งาขาว งาดำ ฯลฯ
4. ข้าว ควรรับประทานข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถ้ารับประทานเป็นประจำจะมีคุณประโยชน์มาก ในการปรุงเป็นอาหารของแต่ละชาติ ปัจจุบันมีตำราการปรุงอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์อยู่มากมาย ทำให้ผู้ที่สนใจได้สนุกเพลิดเพลินอยู่กับการทดลองปรุงได้เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าการกินอาหารที่ปรุงแต่น้อยที่สุด จะได้ประโยชน์มากที่สุด ทุกวันนี้มีผู้คนทั่วทุกมุมโลก หันมาสนใจรับประทานอาหารธรรมชาติกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน ทั้งที่เป็นผู้ทรงคุณความรู้ นักวิชาการ ต่างก็เชื่อถือในอาหารธรรมชาติ อันปราศจากเนื้อสัตว์ด้วยกันทุกคน โภชนาการมีผลต่อสุขภาพมากที่สุด ฉะนั้นทุกคนจึงควรศึกษาให้เข้าใจ และรู้จักป้องกันตัวเองมิให้เกิดโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง ได้แก่โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย อาการจิตเศร้า เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย หงุดหงิด โกรธง่าย ปวดหลัง ปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นต้น ในหลักของโยคีอินเดียกล่าวว่า ร่างกายเกิดขึ้นจากส่วนในสุด อาหารทุกอย่างที่เรากินเข้าไปจะเสริมสร้างจากภายในขึ้นมาเป็นชั้นๆ จนปรากฏออกมาเป็นร่างกายและผิวหนังชั้นนอกสุด เราสามารถตรวจดูสุขภาพอนามัยร่างกายโดยสังเกตที่ลิ้น ดวงตา เล็บ เส้นผม ฟัน และผิวหนังเพราะลักษณะภายนอกบ่งบอกถึงความมีสุขภาพอนามัยดีจากภายใน มีคำกล่าวว่า "คุณเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คุณกิน" (You are what you eat) เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องกินอยู่ทุกวันจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเรากินอาหารที่มีโรคภัย เราก็เจ็บป่วยเป็นโรคนั้น ถ้าเรากินอาหารบริสุทธ์สะอาด ร่างกายก็จะแข็งแรง ปลอดภัย ถ้าหากเราเริ่มต้นกินอย่างผิดๆ ก็จะผิดไปตลอดชีวิต ตลอดชีวิตก็มีแต่โรคภัยคุกคามเบียดเบียนหาความสุขไม่ได้ และอายุสั้น ถ้ารู้จักการกินอย่างถูกต้อง ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขตลอดไป ร่างกายย่อมแข็งแรงมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ฉะนั้นสุขภาพอนามัยที่ดีเริ่มต้นจากการกินที่ถูกต้อง เมื่อ 2500 ปีมาแล้ว ปีกาทอรัสนักปราชญ์เอกของโลกได้กล่าวว่า "อาหารผักผลไม้สดๆ จากธรรมชาติเท่านั้นที่จะให้พลังชีวิต และความสดชื่นแจ่มใสแก่มนุษย์ได้อย่างเต็มที่" นั่นคือสิ่งที่เราบริโภคจะมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อร่างกายและจิตใจของเรา ผู้ที่ต้องการมีร่างกายแข็งแรงสดชื่น จิตใจร่าเริงแจ่มใส มีชีวิตชีวา ควรเลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังชีวิตสูง พืชผักผลไม้เป็นอาหารที่มีพลังชีวิตสูง ทุกชีวิตบนโลกอยู่ได้ด้วยพลังจากดวงอาทิตย์ อันเป็นพลังที่ให้ความมีชีวิตชีวา สดชื่น แจ่มใส แก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล พลังเหล่านี้พวกพืชสีเขียวผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง สามารถเก็บกักเอาไว้ได้เป็นระยะเวลานานและดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใด เมื่อเราบริโภคอาหารพืชผักผลไม้ก็ได้รับเอาพลังนั้นเข้าไว้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักผลไม้ที่เพิ่งเก็บมาสดๆ ในเมล็ดพืชเช่น ถั่ว มีพลังชีวิตสูงมาก จนสามารถที่จะเติบโตเป็นชีวิตใหม่ได้เอง แม้จะเก็บไว้เป็นเวลานาน ตรงกันข้ามกับเนื้อสัตว์ ทันทีที่สัตว์ตายลงก็เกิดการสูญเสียพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น แล้วขบวนการบูดเน่าของเนื้อก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เราได้มีชีวิตที่ร่าเริงสดใส แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีอายุยืนยาว เราจึงควรพยายามเลือกบริโภคอาหาร ที่มีพลังชีวิตสูงให้มากๆในแต่ละวัน การกินด้วยความไม่รู้ย่อมเป็นเหตุให้เจ็บป่วย สุขภาพทรุดโทรม กินเป็น คือการรู้จักการกินที่ถูกต้อง จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและแข็งแรง รูปร่างสวย อายุยืนยาว ดูสดใสไม่แก่ก่อนวัย กินไม่เป็น รูปร่างอ้วนเกินไปเทอะทะ เป็นแหล่งสะสมโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดอุดตัน เส้นโลหิตตีบ โรคหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ ทำให้อายุสั้นตายเร็ว ไม่มีจะกิน ก็ผอมโซ ซูบซีด ร่างกายทรุดโทรมเป็นโรคขาดอาหาร ขาดวิตามิน แก่ก่อนวัย อายุสั้น ฉะนั้นทุกคนจึงควรหันมารับประทานอาหารธรรมชาติเสียวันนี้ เพื่อสุขภาพดีถ้วนหน้า ไม่เสียค่าหยูกยา แก่ช้าและแข็งแรง **หมายเหตุ พืชผัก ผลไม้ เป็นอาหารที่มีเส้นใยมาก ซึ่งเส้นใยเหล่านี้จะไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก แต่สามารถปล่อยสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายออกมา และในขณะเดียวกันมันก็จะดูดซับเอาพิษต่างๆเข้าไว้แล้วขับถ่ายออกไป พืชที่มีเส้นใยเข้มข้นที่สุดคือ "รำข้าว" ดังนั้นเราควรนำมาบริโภคบ่อยๆ แพทย์พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารซึ่งมีเส้นใยน้อยมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบ มะเร็งลำไส้ ไส้ติ่งอักเสบ เบาหวาน เส้นเลือดแดงแข็งตัว ฯลฯ




%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%ก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 10....ตัวอย่างอาหารธรรมชาติและอาหารที่ผ่านการดัดแปลง
เราควรรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด อาหารที่เป็นธรรมชาติ หมายถึง อาหารที่ผ่านการดัดแปลงน้อยที่สุด คนเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริงดังนั้น อาหารที่เหมาะสมแก่คนเรามากที่สุดจึงได้แก่ อาหารจากธรรมชาตินั่นเอง อาหารธรรมชาติเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง ราคาถูก และหาง่าย เช่น ผักสด ผลไม้สด นมสด ฉะนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารธรรมชาติเหล่านี้ให้มากในแต่ละมื้อ อาหารธรรมชาติ และ อาหารที่ผ่านการดัดแปลง
1. ข้าวกล้อง >>> ข้าวขาว (ข้าวที่คนส่วนใหญ่รับประทานถูกขัดสี จนแทบไม่มีคุณค่าอาหารเหลือเลย)
2. ผักสดหรือผลไม้สด >>> ผักดองหรือผลไม้ดอง
3. น้ำผลไม้สด >>> น้ำผลไม้กระป๋อง, น้ำหวาน, น้ำอัดลม, ไวน์, เหล้า, เบียร์
4. อาหารสด >>> อาหารกระป๋อง (นักโภชนาการเรียกอาหาร เหล่านี้ว่า dead food ซึ่งหมายความว่าเป็น อาหารที่หมดคุณภาพแล้ว แต่ยังรักษาสภาพ ภายนอกไว้ได้ด้วยสารกันบูด)
5. มะนาว >>> น้ำส้มสายชู
6. นมถั่วเหลือง , นมสด >>> นมกระป๋อง
7. ขนมปังที่ไม่ได้ขัดสี >>> ขนมปังขาว (ที่คนส่วนใหญ่รับประทาน)
8. ถั่วต้ม >>> ถั่วเคลือบน้ำตาล
9. วิตามินจากผักสด, ผลไม้ >>> วิตามินจากยาเม็ด น่าเสียดายที่ความเจริญทางเทคโนโลยีสมัยปัจจุบันทำให้คนเราได้ทำลายสารอาหาร ที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยการผลิตอาหารสำเร็จรูปที่มีการดัดแปลงจากธรรมชาติไปอย่างมากมาย สารอาหารที่มีคุณค่าแก่ร่างกายได้สูญหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เรานิยมทานข้าวที่ขัดสีจนขาว ซึ่งได้เสียคุณค่าของธาตุอาหารไปถึง 19 ชนิด นอกจากนี้อาหารชนิดต่างๆ ยังถูกนำมาดัดแปลง ตกแต่งใส่สารเคมี และใช้เวลาในการปรุงแต่งนานเกินไป จนเสียคุณค่าของสารอาหารตามธรรมชาติไปโดยไม่จำเป็น แพทย์และนักโภชนาการเป็นจำนวนมากยอมรับแล้วว่า การที่คนเราในปัจจุบันมีร่างกายอ่อนแอลง มีโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น เช่น มะเร็งในส่วนต่างๆของร่างกาย ก็เนื่องมาจากคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันละเลยการรับประทานอาหารธรรมชาติ และหันไปทานอาหารสำเร็จรูปที่มีการดัดแปลงใส่สารเคมีมากเกินไป เช่น อาหารกระป๋อง, ผลไม้กระป๋อง, อาหารที่ใส่ผงชูรส, อาหารที่มีดินประสิวเจือปน, อาหารที่ใส่สีหรือยากันบูด เป็นต้น เช่นนี้แล้วเรายังจะไม่หันกลับมารับประทานอาหารธรรมชาติ เพื่อสุขภาพร่างกายของเราเองให้มากขึ้นหรือ ?




e0b980e0b89be0b8a3e0b8b5e0b989e0b8a2e0b8ก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 11....สาวอาข่าไม่บริโภคอาหารพิเศษขณะตั้งครรภ์
" สาวอาข่า " ไม่บริโภคอาหารพิเศษขณะตั้งครรภ์ ทารกปรกติ อ้วนท้วนแข็งแรงกว่าลูกคนไทย ดร. รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ( สวช.) ได้แถลงว่า จากที่ สวช. ให้ทุนอุดหนุนวิจัยแก่ ผศ.ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ ในเรื่อง "ภูมิปัญญาในการดูแลครรภ์ของชาวอาข่า : มิติทางสุขภาพหรือความอยู่รอด" โดยได้ศึกษาพฤติกรรมในการดูแลครรภ์ของหญิงชาวอาข่า ที่บ้านอีก้อป่ากล้วย ดอยตุง จ. เชียงราย ได้พบว่าหญิงชาวอาข่านั้นถือว่า การมีครรภ์เป็นภาวะปรกติธรรมดา ไม่มีความรู้สึกว่าพิเศษหรือตื่นเต้นใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีการคอยประคบประหงม ในทางตรงกันข้ามกลับทำงานหนักเช่นเดียวกับตอนไม่ตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าการทำงานหนักจะทำให้ลูกแข็งแรง นอกจากนี้ชาวอาข่ายังมีความเชื่อและพฤติกรรมสำหรับผู้หญิงที่มีครรภ์ต้องปฎิ บัติ คือ ไม่กินสัตว์ระหว่างท้อง ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งสามีและภรรยา เพราะเชื่อว่าจะกระทบลูกในท้องให้มีอันเป็นไปตามสัตว์ที่ฆ่า ไม่อาบน้ำเย็น ไม่ขึ้นต้นไม่หรือฝนมีดเพราะจะเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องและต้องกิน "ห่อลือ" ซึ่งเป็นผักท้องถิ่นที่ให้คุณประโยชน์สูง มีรสขม แต่ทำให้กินข้าวได้มาก จากการสังเกตของผู้วิจัยเห็นว่า รูปแบบอาหารที่หญิงมีครรภ์กินต่อวัน อาหารพลังงานเกือบทั้งหมดจะได้จากข้าวจ้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวอาข่า อาหารโปรตีนส่วนใหญ่ได้จากข้าวและถั่วซึ่งกินเป็นปริมาณมาก และไม่มีอาหารพิเศษสำหรับบำรุงครรภ์ แต่ปรากฎว่าจากสถิติที่บันทึกโดยสถานีอนามัยดอยตุง พบว่าไม่มีเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดผิดปกติเลย อีกทั้งน้ำหนักเด็กแรกเกิดโดยเฉลี่ยอยู่ในมาตราฐานกระทรวงสาธารณสุขคือ 3000 กรัมขึ้นไป ซึ่งผิดกับสถิติคนไทยภาคเหนือทั่วไป ที่น้ำหนักแรกเกิดจะต่ำกว่า 2500 กรัมทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมการปฎิบัติตนในการตั้งครรภ์ของหญิงชาวอาข่าตาม ภูมิปัญญาที่ได้รับสืบทอดจากมรดกวัฒนธรรมนั้น สอดคล้องกับมิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวคือความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายก่อนตั้งครรภ์ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าช่วงตั้งครรภ์ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ การทำงานหนักเป็นปกติระหว่างเริ่มมีครรภ์จนกำหนคลอด ตลอดจนการปฎิบัติตามความเชื่อประเพณีจึงมีผลดังกล่าวข้างต้น ( บทความจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุทธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2535 )




PFVjfa171137-02.jpgก า ร กิ น เ จ
อาหารธรรมชาติของมนุษย์
ตอนที่ 12....กินดี มีอนามัย สำหรับผู้ป่วย เอช ไอ วี
สำหรับ ผู้มีเชื้อ เอช.ไอ.วี "จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าการกินที่ไม่ถูกต้องนั้น มีผลเสียและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ ทำนองเดียวกันกับที่เชื้อ เอช.ไอ.วี นำไปสู่การเป็นเอดส์นั่นเอง" การกินอย่างมีอนามัยจะช่วยให้ ร่างกายสามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ส่วนหนึ่ง บทความนี้จะพูดถึงการดูแลบำรุงร่างกายด้วยการเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน สำหรับผู้มีเชื้อ เอช.ไอ.วี ซึ่งยังใช้ชีวิตตามปกติ ยังทำงานได้ อยู่กับคนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง อยู่ในสังคมได้ตามปกติ และยิ่งรู้จักดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมก็จะมีภูมิต้านทานโรคภัยที่จะมาแทรกแซง ไปได้นาน คำพูดที่ว่า "You are what you eat, กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น" จริงเท็จแค่ไหนคงไม่ต้องถกเถียงกันอีกแล้ว มีโรคภัยหลายๆอย่างซึ่งเกิดจากการกินที่ไม่ถูกต้อง เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบตัน โรคมะเร็ง จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าการกินที่ไม่ถูกต้องนั้น มีผลเสียและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ทำนองเดียวกันกับที่เชื้อ เอช.ไอ.วี นำไปสู่การเป็นเอดส์นั้นเอง เราจะปรับปรุงเรื่องการกินอย่างไร

1. กินผักสดและผลไม้ให้มากขึ้น ถ้าไม่มีของสดอาจเป็นของแข็ง ซึ่งดีกว่าพวกอาหารบรรจุกระป๋องหรือทำแห้ง เพราะทำให้คุณค่าของอาหารหรือวิตามินลดลง นอกจากนี้ยังมีการปรุงแต่ง สี ใส่สารกันบูด ซึ่งเป็นอันตรายเช่นกัน การนำผักสดหรือผลไม้มาปรุงอาหารควรใช้ความร้อนต่ำหรือนึ่ง อบ การต้มเป็นวิธีที่ทำลายคุณค่าอาหารมากที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยง

2. กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการกินเนื้อสัตว์มากๆ เป็นผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย เพราะการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่จะเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ด้วยการเสริมฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อของโรคสัตว์ เมื่อคนกินสัตว์เข้าไปมากๆ ก็จะมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันของคนด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันมาก โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวที่เกิดการสะสมในเส้นเลือด หรือเรียกว่า คลอเลสเตอรอล ถ้าจะกินเนื้อสัตว์ก็ควรตัดเอาส่วนที่เป็นมันทิ้ง ถ้าเป็นไก่ก็ตัดส่วนหนังออก ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์จะมีอะไรทดแทนได้บ้างหรือป่าว ถั่วต่างๆ ลูกนัท เม็ลดพืช เนยแข็ง ขนมปังชนิด Whole wheat ข้าวกล้อง ไข่จากไก่ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ฯลฯ จะมีโปรตีนแทนเนื้อสัตว์ได้

3. กินอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ กรรมวิธีในการผลิตอาหาร เช่น การกลั่น ฟอก ป่นหรือบดจนละเอียด ใส่สีและการปรุงแต่งอื่นๆ เพื่อทำให้อาหารดูน่ากินนั้น ล้วนเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร และระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีผลิตน้อยที่สุด ผลไม้และผักบางอย่างกินได้ทั้งเปลือก เช่น พุทธา ฝรั่ง หัวแครอท หัวมันต่างๆ ฯลฯ 4. ลดเครื่องดื่มพวก ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ บุหรี่ ยากล่อมประสาทและยาเสพติดทั้งหลาย สารคาเฟอินในชา กาแฟ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอ ถ้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ร่วมด้วย จะยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น ควรเปลี่ยนมาดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอิน ชาสมุนไพร น้ำผลไม้ นมปั่น นมผสมมอล์ หรือช๊อคโกแล็ตแทน ถ้าอยากดื่มแอลกอฮอล์บ้างควรดื่มพอประมาณ สำหรับบุหรี่นั้นควรหยุด หรือลดลงอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อของปอด และทำให้เป็นนิวโมเนีย (ปอดบวม) ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างหนึ่งของเอดส์ ยาเสพติด ยาเมาและยากล่อมประสาทก็เช่นเดียวกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง นอกจากนั้นเมื่อเกิดการมึนเมาจนขาดสติ ก็อาจจะขาดการระมัดระวังยับยั้งชั่งใจ และมึนเมามีพฤติกรรมเสี่ยงได้ นอกจากทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีข้อปลีกย่อยอีกเล็กน้อย คือพยายามหลีกเลี่ยงการกินน้ำตาล และเกลือเพราะที่จริงแล้ว อาหารที่เรากินอยู่ก็มีปริมาณน้ำตาล เกลือเพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว เช่น ในผัก ผลไม้ และนม ( บทความจากหนังสือพิมพ์เชียงใหม่ ฉบับภาคเหนือ ประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 )





%E0%B8%9E%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%ar1.gifhoi-tod-Krua.jpg384261168_46dda87ecb_o.jpgBe Veg, Go Green 2 Save The Planet				
11 มีนาคม 2554 02:13 น.

เศรษฐกิจยุคโลกร้อน....

คีตากะ

ricee.jpg      ความอดอยากหิวโหยที่เกิดขึ้นในหลายประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นชนวนปะทุการเดิน ขบวนโค่นล้มรัฐบาลในขณะนี้ ไม่ได้มีต้นทางมาจากผู้นำเผด็จการหรือการใช้อำนาจกดขี่ ทว่าต้นสายปลายเหตุเริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้วจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นในรัสเซีย ก่อนที่จะลามเลียไปยังอาร์เจนตินา ในขณะเดียวกับที่ออสเตรเลียและแคนาดาต้องเผชิญกับภาวะฝนถล่มทำให้น้ำท่วมตามมา สถิติจากคณะกรรมการข้าวสาลีของประเทศแคนาดาชี้ว่า ภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในแขตซาซแคทเชแวนของแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลีที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกข้าวสาลีคิดเป็นพื้นที่รวมถึง 10 ล้านเอเคอร์ นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวสาลีในปีที่ผ่านมา ลดลงอย่างมาก เมื่อผนวกเข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นผิดธรรมชาติในฤดูร้อนของแถบมิดเวสต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตข้าวสาลีของสหรัฐฯออกช้ากว่าปกติ ราคาข้าวสาลีซื้อขายล่วงหน้าในตลาดชิคาโกจึงพุ่งทะยาน 73 % ในปี 2553 ขณะที่ราคาข้าวโพดก็พุ่งถึง 94 % ในช่วงเวลาเดียวกัน
ไม่นานมานี้ ราคาข้าวและข้าวสาลียังได้รับผลกระทบอีกครั้งจากภาวะภัยแล้งซึ่งเกิดขึ้นใน ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลีใหญ่ที่สุดในโลก นายฮั่น จางฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของจีน เปิดเผยว่า ประมาณ 42 % ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลีใน 8 จังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญของประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากภัย แล้ง

       องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ)ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เปิดเผยว่าโดยภาพรวมแล้ว ภาวะถดถอยของผลผลิตทำให้ราคาอาหารโลกทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในเดือน มกราคมที่ผ่านมา (2554) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับข้อมูลเก่าเท่าที่เคยมีมาย้อนหลังถึงปี 2553 "เมื่อใดก็ตามที่ตลาดเจอภาวะผลผลิตตึงตัวอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ก็จะเกิดการกักตุนอย่างแพร่หลาย" นายอับดุลเรซา แอบบาสเซียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอฟเอโอกล่าว และระบุว่า ราคาข้าวสาลีอาจขยับสูงขึ้นต่อไปในช่วงฤดูร้อนนี้เนื่องจากผู้นำเข้าเร่ง ซื้อผลผลิตมาครอบครองไว้ก่อนเนื่องจากกลัวว่าราคาอาจพุ่งขึ้นอีก ดังนั้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ราคาข้าวสาลีจึงมีแนวโน้มคงตัวอยู่ในระดับสูงหรือไม่ก็สูงขึ้นไปอีก มากกว่าที่จะปรับลดลงมา 

       นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่า ปีนี้โลกจะต้องเผชิญภาวะเลวร้ายด้านผลผลิตการเกษตรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตข้าวสาลีในที่ราบทางตอนเหนือของประเทศจีนจะมากหรือน้อย เพียงใด เจสัน เลยอนวาร์น นักวางกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จากกองทุนการลงทุน แอร์เมส ฟันด์ แมเนเจอร์ ในกรุงลอนดอน ให้ทรรศนะว่า ถ้าฤดูกาลเก็บเกี่ยว 2 ช่วงก่อนฤดูร้อนปีหน้า (2555)ให้ผลผลิตดีเยี่ยม นั่นก็จะทำให้มีผลผลิตสำรองมากพอในระดับที่รับได้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลน ถึงขนาดที่ประเทศผู้ส่งออกสุทธิอาจจะต้องเริ่มนำเข้าข้าวสาลีและสร้างแรงกด ดันขึ้นในตลาดโลก เพราะเพียงแค่จีนสั่งห้ามการส่งออกข้าวสาลี นั่นก็ส่งผลทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนในตลาดโลกได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แม้แต่ผู้ซื้อในสหรัฐอเมริกายังได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเรื่องดังกล่าว
       
      สตีฟ นิโคลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อสินค้าโภคภัณฑ์จากบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ด โปรดัคท์ จากเมืองเซนต์หลุยส์ เปิดเผยว่า เวลานี้ไม่มีสินค้าเกษตรประเภทใดที่ชี้ไปแล้วไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณผลผลิต "ตอนนี้อุปทานตามอุปสงค์ไม่ทันแล้ว"

       รายงานของธนาคารโลกระบุว่า เทคนิคการเพาะปลูกที่ทันสมัยมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตการเกษตรและทำให้ราคา สินค้าอาหารอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่ายุคสมัยแห่งผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์และคาดหมายได้ล่วงหน้าซึ่ง หล่อเลี้ยงประชากรโลกเกือบ 7,000 ล้านคนมาจนทุกวันนี้อาจจะผ่านพ้นไปแล้ว หน่วยงานบรรเทาทุกข์ระดับนานาชาติที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและการลดทอนงบประมาณของรัฐบาลทั่วโลกพบว่า เป็นเรื่องยากแล้วในเวลานี้ที่จะรับมือกับภาวะการขาดแคลนอาหารในระดับรุนแรง สถิติจากธนาคารโลกชี้ชัดว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 เป็นต้นมา ราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ประชากรโลก 44 ล้านคนหรือกว่านั้นในประเทศกำลังพัฒนาต้องตกอยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง

       นายโรเบิร์ต โซลิค ประธานธนาคารโลก กล่าวในการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ราคาอาหารโลกที่ทะยานสูงขึ้นเป็นภัยคุกคามคนยากจนนับสิบๆล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้เงินมากกว่าครึ่งของรายได้เป็นค่าอาหารเลี้ยงปากท้อง คนในครอบครัว

       แน่นอนว่า ราคาอาหารที่สูงขึ้นเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนา นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ให้ทรรศนะว่า ในหลายประเทศกำลังพัฒนา ดัชนีราคาผู้บริโภคราว 2 ใน 3 เป็นอาหาร พลังงานและการขนส่ง เมื่อตัวแปรเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็เป็นภาระต้นทุนค่าครองชีพที่สำคัญยิ่ง สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า ขณะที่ประชากรในประเทศยากจนที่สุดต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้น 20 % ในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2552 ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ที่สุดในโลก ราคาอาหารกลับเพิ่มสูงขึ้นเพียง 1.5 % (ในช่วงเดียวกัน) และเป็นที่คาดหมายว่าอัตราเพิ่มของราคาอาหารในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีกราว 2 % ในปีนี้ (ตัวเลขประมาณการจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ) "สหรัฐฯเป็นประเทศที่ผลิตอาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นประเทศสุดท้ายในโลกที่ราคาอาหารจะพุ่งสูง" อิริค อิริคสัน นักเศรษฐศาสตร์จากสภาธัญญาหารแห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน กล่าว 

       ด้านแคเรน วอร์ด นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารเอชเอสบีซี ให้ความเห็นว่า ประเทศที่มีราคาอาหารสูงขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อสูงนั้น คือประเทศกำลังพัฒนาที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีอัตราว่างงานต่ำ เหตุเพราะในประเทศเหล่านี้ ผู้บริโภคถูกกดดันเรื่องราคาอาหาร ก็มักจะได้รับการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ และเมื่อใดก็ตามที่ค่าจ้างแรงงานขยับสูง ราคาสินค้าและบริการก็จะขยับตามเป็นเรื่องปกติ

      ตัวอย่างเห็นได้ชัดในกรณีประเทศจีน ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงในอัตราตัวเลขสองหลักหลายปีติดต่อ กัน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 4.9 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนราคาอาหารนั้นพุ่งในระดับ 10.3 % แต่เมื่อความต้องการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับสูง ก็เปิดช่องทางให้บริษัทผู้ผลิตสามารถขยับราคาสินค้าผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปสู่ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ต่างจากในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่อุปสงค์ภายในประเทศต่ำขณะเดียวกันก็มีอัตราการว่างงานสูง ผู้บริโภคโดยทั่วไปไม่สามารถขอค่าแรงเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยราคาอาหารที่ขยับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในส่วนของผู้บริโภคเองจึงมีการลดทอนการใช้จ่ายเพื่อประหยัดเงิน ทำให้บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อผลักภาระให้ผู้ซื้อได้ง่ายๆ เพราะตระหนักดีว่าหากปรับขึ้นราคาสินค้า ยอดขายก็คงจะลดลงอย่างแน่นอน

       ในประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่อย่างจีน ประธานาธิบดีเหวิน เจียเป่า ได้ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่า รัฐบาลจะทุ่มงบ 12,900 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(58,800 ล้านบาท) เพื่อการเพิ่มผลผลิตการเกษตรและต่อสู้ภัยแล้ง นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดหมายว่า รัฐบาลจีนอาจควบคุมราคาอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการจลาจลที่อาจเกิดขึ้น และให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายมากขึ้น

       ด้านประเทศในลาตินอเมริกาอย่างโบลิเวีย เร็วๆนี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศจัดสรรเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์(300,000 ล้านบาท) ให้เป็นกองทุนเงินกู้สำหรับผู้ผลิตอาหารและคุมราคาอาหารไม่ให้ทะยานสูงขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับข้อเสนอของเขาในเวทีประชุมของกลุ่มจี-20 ที่ให้มีการจัดตั้งกองทุนความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรโลก (Global Agriculture and Food Security Fund) เพื่อป้องกันการขาดแคลนและเสริมสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับผลผลิตอาหาร เช่นเดียวกับข้อเสนอของธนาคารโลกที่ต้องการให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองอาหาร ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ล่าสุดในการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มจี-20 ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนนี้ที่ประเทศฝรั่งเศส ประธานธนาคารโลกก็เตรียมเสนอให้ชาติสมาชิกได้การรับรองแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เพื่อป้องกันการขาดแคลนอาหาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณสำรองผลผลิตการเกษตรของแต่ละประเทศ และการปรับปรุงข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเช่นในประเทศ แอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮารา เป็นต้น

ร่วมมือแก้ไขวิกฤติอาหารโลก

       ธนาคารโลกรายงานว่า ราคาธัญญพืชที่เป็นอาหารในตลาดโลก เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวโพด ถั่วเหลือง มีราคาสูงขึ้น  แม้ว่าคนจีนจะกินเนื้อสัตว์ปริมาณเพิ่มขึ้นจากคนละ 20 ก.ก.ในปี 2523 เป็นคนละ 50 ก.ก.โดยเฉลี่ยในปี 2550 ก็ตาม แต่ราคาเนื้อหมูสูงขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำตาลอยู่ในระดับเดียวกับกับเนื้อสัตว์ ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนนมเป็นอาหารที่ราคาสูงที่สุด ราคาข้าวเจ้าพุ่งสูงขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ มีคนทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคนที่บริโภคข้าวเจ้า ขณะนี้ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (ไอ.อาร์.อาร์.ไอ) กำลังคิดค้นพัฒนาพันธ์ข้าวที่ให้ปริมาณมากขึ้นจากการใช้พื้นที่เท่าเดิมหรือน้อยลง ซึ่งต่อไปอาจมีข้าวตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ.ก็ได้ 

       ใครได้ใครเสียจากการที่อาหารมีราคาแพงขึ้น? คนเสียหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหนีไม่พ้นคนยากจนซึ่งอาศัยอยู่ในตัวเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะต้องเจอกับอาหารที่มีราคาแพงขึ้น แต่รายได้ต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศนั้น ดังที่เกิดขึ้นแล้วในเฮติ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและประเทศอาหรับ ส่วนประเทศยากจนนั้นคงต้องใช้เวลานานมากขึ้นที่จะไปถึงเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาความยากจน ส่วนคนได้ก็คือ ชาวนาในประเทศร่ำรวยหรือประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น สหรัฐ บราซิล อาร์เจนตินา แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งขายผลผลิตทางเกษตรของคนในราคาสูง เช่นเดียวกับชาวนาในประเทศกำลังพัฒนา 

       ตั้งแต่นี้ไปราคาอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทธัญญพืชมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูง เพราะประชากรโลกจะมีมากขึ้นที่มาแย่งกันกินกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ดิน น้ำ น้ำมัน อาหาร บรรยากาศโลกที่แปรปรวนจะทำการผลิตอาหารมีปัญหามากขึ้น การที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นจนหลายประเทศหันไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอดีเซล เอทานอล ทำให้ต้องแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไปปลูกพืชน้ำมัน พื้นที่ปลูกอาหารจะลดลง นอกจากนั้น พฤติกรรมของคนรวยจะกินมากกว่าคนจน คนชั้นกลางจะซื้อเนื้อสัตว์และอาหารสำเร็จรูปกินมากขึ้น องค์การอาหารและเกษตรของสหประชาชาติประเมินว่า ปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปรวมทั้งเครื่องดื่มคิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณอาหารทั้งหมด 

        จากการที่ราคาอาหารในตลาดโลกแพงขึ้นนำไปสู่การชุมนุมประท้วงรัฐบาลในหลายประเทศในกลุ่มอาหรับ เกิดการจลาจลของประชาชนเพราะอาหารขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ได้ใช้กำลังเข้าสลายฝูงชน ทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก บางรัฐบาลอยู่ไม่ได้ 

       การขาดแคลนอาหารและการที่อาหารมีราคาสูงขึ้นมากได้กลายเป็นปัญหาของโลกไปแล้ว ธนาคารโลกเรียกร้องให้เร่งกันช่วยส่งอาหารไปให้ประชาชนในประเทศที่ยากจน และช่วยชาวนารายย่อย ทั้งในรูปของเงินลงทุนและพันธุ์ธัญพืชสำหรับฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยช่วยบริจาคเงินเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและอาหารมีราคาแพง ส่วนในระยะยาวนั้น ธนาคารโลกและองค์การระหว่างประเทศจะสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้ผลิตอาหารมากขึ้น โดยจะช่วยชาวไร่ชาวนาโดยตรง 

      โลกปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากเห็นการจลาจลเรื่องอาหารเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ สหภาพยุโรปคงอยู่เฉยๆ ไม่ได้ สหภาพยุโรปอาจต้องกลับมาคิดใหม่ว่า จะปลูกพืชให้รถกินหรือให้คนกิน เพราะน้ำมันราคาก็แพงขึ้น จึงต้องหาพลังงานชีวภาพมาทดแทนบางส่วน ซึ่งต้องจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับปลูกพืชเพื่อทำเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้เสียพื้นที่ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารคน ดังนั้น จะจัดพื้นที่ปลูกพืชให้รถกินกับปลูกพืชให้คนกินให้ได้สัดส่วนกันอย่างไร ในเมื่ออาหารก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น 

      สหประชาชาติตำหนิการที่นำพืชอาหารไปผลิตเชื้อเพลิงว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เพราะเป็นสาเหตุทำให้อาหารราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การนำพื้นที่ไปปลูกพืชเพื่อทำเชื้อเพลิงชีวภาพ เท่ากับเป็นการแย่งพื้นที่ปลูกอาหาร สหประชาชาติได้เรียกร้องให้ ไอ.เอ็ม.เอฟ เลิกการให้เงินอุดหนุนภาคการเกษตรเพื่อลดหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างหลักประกันเรื่องอาหารพอเพียงด้วย และตำหนิสหภาพยุโรปที่ทุ่มตลาดสินค้าเกษตรในทวีปแอฟริกาในราคาที่ต่ำมากเกินไปเนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 

       มีการประเมินว่า คนทั่วไปจ่ายเงินประมาณ 60% ของรายได้สำหรับอาหาร และร้อยละ 40 ของจำนวนนี้ซื้อข้าวมาบริโภค เพราะฉนั้น ถ้าราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้นมาก ย่อมกระทบต่อรายได้ของประชากร เนื่องจากรายได้เพิ่มไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร และถ้าประเทศใดมีประชากรที่เข้าคิวรอซื้ออาหารราคาถูกกว่า รัฐบาลประเทศนั้นย่อมมีปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองแน่นอน




      Be Veg, Go Green 2 Save Planet				
10 มีนาคม 2554 14:03 น.

จะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้อย่างไร?....

คีตากะ

1686744f1h2ve1yeo.gifปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
     ประเทศนิวซีแลนด์ 27 เมษายน 2543 (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ)




      เมื่อเธอบำเพ็ญทางจิตวิญญาณ เธอจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น บัดนี้เธอจะมีเพื่อนมากกว่าที่เธอเคยนึกฝันมาก่อน เธออาจจะมีบุตรมากกว่าและทำงานหนักกว่าแต่ก่อน และมีเงินมากกว่า พวกเธอบางคนอาจเป็นเช่นนี้ และอาจจะมีหน้าที่การงานที่ดีกว่า หรือกระทั่งหากเธอมีจำนวนเงินเท่าเดิม เธอก็จะทราบวิธีที่จะจัดการกับมันได้ดีกว่า และดังนั้นเธอจึงมีมากกว่าแต่ก่อน เธอจะเดินทางมากกว่าที่เคยเดินทางมาก่อนด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม เพราะเธอทราบว่าจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีกว่าได้อย่างไร และด้วยเหตุนี้เธอจึงมีความสุขมากกว่า เธอมีมากกว่าแต่ก่อน ถึงแม้ว่าบางทีรายได้ของเธอจะเท่าเดิม

ผู้บำเพ็ญวิถีกวนอิมเป็นประตูสู่สวรรค์
    ฉันอ่านบทความในวารสารเรื่อง “จะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้อยางไร” เธออยากฟังเรื่องนี้ไหม? (อยาก) มันกล่าวไว้อย่างเป็นเหตุเป็นผลยิ่งนัก ถ้าเรามอบเงินออกไปเป็นจำนวนมาก จำนวนมันไม่มาก แต่สำหรับเรา มันมาก แท้จริงแล้วมันก็มากเช่นกัน เงินจำนวนล้านๆ ดอลลาร์มิใช่เงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับโลกนี้ ถึงแม้เราไม่สามารถเปรียบเทียบตัวเรากับบิล เกทส์ (ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทไมโครซอฟท์ หนึ่งในผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งมอบเงินไปเป็นจำนวนมาก) เราเป็น “เกทส์ (แปลว่าประตู) ที่แตกต่างไป แต่เราก็เป็นประตูเช่นกัน (เสียงหัวเราะ) “กวนอิมฝ่าเหมิน” แปลว่า “ประตูสู่สวรรค์ ประตูสู่โลกของพระเจ้า” เราก็บริจาคเงินจำนวนมากเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับปริมาณที่เรามีอยู่ ผู้อื่นก็คิดว่ามันมากเช่นเดียวกัน! มันไม่มากหรอกเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ หรือธนาคารโลก แต่มันมากเมื่อเทียบกับรายได้ของเรา เมื่อเทียบกับการกระทำทั่วๆ ไปของคน คนส่วนใหญ่มักจะไม่ให้มากมายเช่นนั้น
    ดังนั้นฉันจะให้ และคนจำนวนมากก็จะคิดว่า ฉันร่ำรวยมาก ฉันรวยเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าที่พวกเขาคิด ซึ่งก็ดีอยู่ แต่หากพวกเขามาหาเรา สมมุติว่า หากเขาเป็นฉันและมีเงินจำนวนขนาดนั้น พวกเขาจะไม่ดูร่ำรวยแบบนั้น พวกเขาจะไม่สามารถให้ได้มากขนาดนั้น มิใช่เพราะว่า พวกเขาไม่ต้องการให้ เป็นเพียงเพราะว่าพวกเขาไม่ทราบว่าจะจัดการได้อย่างไรจึงจะได้ให้ประโยชน์มากขนาดนั้น
    ดังนั้นเมื่อฉันอ่านบทความ ฉันจึงคิดว่า มันเข้าท่าไม่เบา ฉันก็ทำเช่นนั้นมาหมดแล้ว วิธีการว่า “ทำอย่างไรจึงจะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน” ฉันทราบมาหมดแล้ว แต่เมื่อฉันอ่านบทความ มันดูราวกับว่า ฉันเขียนมันขึ้นมาด้วยตนเองเพราะมันช่างเป็นธรรมชาติ คือบางคนทำเช่นนี้ได้โดยธรรมชาติ แต่ก็เป็นเพราะเรารู้แจ้งด้วย เราบำเพ็ญวิถีแห่งการรู้แจ้ง และวิถีแห่งรัก และเรามีความต้องการเพียงน้อยนิดยิ่งนักในโลกนี้
    เช่นเดียวกับที่เธอเป็นอยู่ขณะนี้ เมื่อก่อนเธอมีสิ่งของมากมาย แต่เธอยังคงคิดว่าเธอมีไม่เพียงพอ แต่บัดนี้ไม่ว่าเธอจะมีมากน้อยเพียงใด มันก็เพียงพอสำหรับเธอ เธอยังคงสามารถมานิวซีแลนด์ ประเทศไทย หรือฌานใดๆ ก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่า เธอได้วันหยุดหรือไม่ เธอสามารถจัดการให้เพียงพอได้เสมอ และนั่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเธอจะรู้สึกว่าเธอมีเพียงพออยู่เสมอ และเธอจะรู้สึกว่าได้รับความรักตลอดเวลา ฉันเป็นเพียงคนผู้หนึ่ง แต่พวกเธอจะรู้สึกว่า ฉันรักเพียงคนเดียว จะรู้สึกว่าฉันมีความรักเพียงพอให้กับทุกๆ คน นั่นเป็นเพราะเราบำเพ็ญวิถีแห่งรัก
    เราจะทราบวิธีที่จะรู้สึกเพียงพอ คล้ายกับทราบวิธีที่จะเก็บเงินเพื่อให้ร่ำรวยขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะว่าเธอมีรายได้มากขึ้น แต่เป็นเธอเก็บสะสมมากขึ้นและประสงค์สิ่งซึ่งไร้ความจำเป็นน้อยลง และเมื่อนั้นเธอจะเก็บเงินได้มากขึ้น! ดังนั้นเมื่อเธอเก็บเงินได้ 1 ดอลลาร์ ก็เสมือนเธอมีรายได้มากขึ้นอีก 1 ดอลลาร์ และมันยิ่งดีกว่าการมีรายได้มากขึ้น 1 ดอลลาร์ เพราะเมื่อเธอเก็บเงินได้ 1 ดอลลาร์ เธอไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อหามันมา เธอเพียงตัดสิ่งซึ่งไร้ความจำเป็นออกไปบางอย่าง เมื่อก่อน เธอออกไปซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่บัดนี้เธอจะต้องคิดอย่างระมัดระวัง เมื่อก่อนเธอออกไปแล้วซื้อทุกสิ่ง แต่บัดนี้เธอมุ่งตรงไปหาเต้าหู้ เธอประหยัดเงิน เวลา และความคิด
    เมื่อก่อนเธอปรุงอาหารมากมายหลายประเภท แต่บัดนี้มีเพียงเต้าหู้และช๊อบชอย และพรุ่งนี้ก็ช๊อบชอยและเต้าหู้ เป็นชีวิตที่เรียบง่าย เมื่อก่อนเธอไปทุกหนทุกแห่งและบางทีเธอจำเป็นต้องจองห้องของโรงแรมให้กับตนเองและสามี และเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่บัดนี้เธอเพียงเตรียมเต็นท์แล้วก็ไปตั้งแคมป์อยู่ข้างนอกในอากาศบริสุทธิ์ มันเป็นธรรมชาติ ออกซิเจน...มีอยู่มากมายรอบๆ ตัวเธอเพราะเธอตั้งแคมป์อยู่ใต้ต้นไม้และบนหญ้า เธอจะรู้สึกดีเบาสบายและประหยัดด้วย
    เราอาศัยอยู่ด้วยกันและเรามีความสุข เราไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในโรงแรมใหญ่โตเพื่อให้มีความสุข ความจริงแล้ว เรามีความสุขมากกว่าที่จะไปอาศัยอยู่ในโรงแรมใหญ่โตเสียอีก เพราะเรามีความคิดและความสนใจแบบเดียวกัน เรารักซึ่งกันและกัน และเราช่างรู้สึกดีอะไรเสียอย่างนั้น และอากาศ อาหาร และบรรยากาศอันเสริมสุข ภาพทำให้เราช่างรู้สึกดี
    เธอไม่จำเป็นต้องหาเงินเพิ่มขึ้น เธอเพียงต้องทราบวิธีที่จะใช้ชีวิตของเธอ เพราะเธอมีเพียงชีวิตเดียว ชีวิตนี้ ไม่ว่าฉันจะกล่าวความจริงหรือไม่ ไม่ว่าเธอจะไปสู่สวรรค์หรือไม่ หรือเธอต้องกลับมาเกิดอีกหรือไม่ ชีวิตนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เธอรู้จัก ถ้าเธอจัดการกับมันไม่ดี เธอจะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ และเธอจะไม่สามารถสุขใจกับมันได้ เธอจะต้องทำในสิ่งที่เธอต้องการทำจริงๆ และในสิ่งที่ดีกับเธอ
    แน่นอน เธอก็จะมาบอกฉันว่า ถ้าเช่นนั้นเธอก็สามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่เธอต้องการ แต่นั่นไม่เป็นความจริง สิ่งที่ดีกับเธอคือสิ่งที่เธอควรทำ การรับประทานอาหารมังสวิรัตทำให้สุขภาพดี และการทำสมาธิจะสงบระบบประสาทของเธอ ทำให้สมองเธอแจ่มใสขึ้น เฉลียวฉลาดขึ้น และมีความรักมากขึ้น นั่นดีสำหรับเธอ มิใช่ว่าเธอไปทำอะไรก็ได้ที่เธอต้องการ แน่นอน เราจะทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการ แต่สิ่งที่ดีกับเรานั้น...คือสิ่งที่คนฉลาดจะเลือกทำ การประหยัดเงินดีกว่าการหาเงิน สิ่งใดก็ตามที่เธอประหยัด ก็เป็นเสมือนเธอหามันมาได้ ต่างกันเพียงว่าเธอไม่ต้องออกไปทำงานหามันมา หรือกระทั่งเสียภาษีสำหรับจำนวนนี้ ทุกสิ่งที่เธอหามาได้เป็นของเธอ และเธอจะเอามันไปทำอะไรก็ได้ เธออาจให้อะไรบางอย่างที่เธอชอบกับตนเอง หรือมอบให้กับคนยากไร้ นั่นคือสิ่งที่เราทำกันอยู่ตลอดเวลา ฉันก็ทำเช่นกัน อะไรที่ฉันบอกให้เธอทำ ฉันก็ทำเช่นกัน




532236fo1y55rfbl.gifจงปฏิบัติตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของท่านอาจารย์
    ฉันมิได้จัดการให้เรื่องราวที่ฉันทำ ลงในวารสารข่าวทุกครั้งเสมอไป สิ่งส่วนใหญ่ที่ฉันทำมิได้เขียนไว้ในวารสาร มันอาจเขียนไว้ เพราะมีบางคนบังเอิญอยู่ที่นั่นและทราบเรื่องนี้ และเขียนรายงานในเรื่องนี้ หรือมันเป็นเรื่องทางการเช่น งานคอนเสิร์ตและทุกๆ คนจะต้องทราบ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มิฉะนั้นแล้ว ฉันบริจาคทุกๆ วัน ตลอดเวลา ทุกโอกาสที่ฉันมี
    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้ช่วยคนหนึ่งหัวเราะและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ เหตุไฉนอาหารร้านแมคโดนัลด์จึงราคาแพงเช่นนี้? เป็นร้านอาหารที่แพงที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา! “ ทราบไหมว่าทำไม? เป็นเพราะว่าเมื่อเราไปที่นั่น เราเห็นคนไร้ที่อยู่อาศัยมองหาขยะอยู่ ฉันจึงให้เงินพวกเขาไปประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ นั่นคือสาเหตุที่เขากล่าวว่า “โอ พระเจ้า ท่านรับประทานเพียงมันฝรั่งทอดแล้วโค้ก 2 ถ้วยก็ราคาตั้ง 500 ดอลลาร์สหรัฐ(เสียงหัวเราะ) เราจะแบ่งปันเสมอ เมื่อใดก็ตามที่เราทำได้ เราจะเห็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นหรือมองหาขยะอยู่แทบตลอดเวลา และฉันก็จะทนไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงจะให้อะไรกับพวกเขาไปบางอย่าง ฉันจะให้เท่าที่ฉันมีอยู่ ดังนั้นเขาจึงพูดเป็นเรื่องตลกไปว่า “ผมไม่เคยทราบว่าร้านแมคโดนัลด์เป็นร้านอาหารที่แพงที่สุดในเมือง” เขากล่าวว่า “เรารับประทานมันฝรั่งทอดเพียง 2 ที่และดื่มโค้กขนาดกลางเพียง 2 ถ้วย ทั้งเรายังต้องบริการตนเองแล้วยืนรออยู่ในคิว แล้วมันก็แพงเช่นนี้” เพราะในภัตตาคารชั้นหนึ่ง ท่านจะนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วจะมีผ้าเช็ดปากและทุกๆ อย่าง แล้วบริกรก็จะมา แล้วบริการท่านราวกับเป็นพระราชาจากนั้นท่านอาจจ่ายเงินสอง สามหรือห้าร้อยดอลลาร์ แล้วแต่ แต่สำหรับเพียง 2 คน สองหรือสามร้อยดอลลาร์(6,000หรือ9,000 บาท)ก็นับว่าแพงมากแล้ว แต่เขากล่าวว่าเขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าร้านแมคโดนัลด์ยังแพงกว่านั้นอีก เขาเอามาเล่าให้เป็นเรื่องตลก
    ดังนั้นเรื่องราวเหล่านี้เราทำเพราะเรารักผู้อื่น เพราะพวกเขาก็คือเราอยู่แล้วนั่นเอง ดังนั้นไม่มีอะไรจะต้องมากล่าวถึง แต่บางครั้ง แน่นอน เราเขียนเรื่องเหล่านี้ในวารสารข่าว เพราะลูกศิษย์อื่นๆ ก็จำเป็นต้องเรียนรู้จากตัวอย่าง รวมทั้งเรื่องราวส่วนใหญ่ที่ฉันทำเป็นเรื่องเปิดเผย จึงสามารถให้คนอื่นรับทราบได้ เพียงเพื่อให้เราได้รับทราบในสิ่งที่เราทำ เช่นเดียวกับเธอเล่าให้ฉันฟังในเรื่องที่เธอทำและข่าวก็รายงานให้เธอทราบในเรื่องที่ฉันทำ ดังนั้นเราจึงคอยติดต่อกัน คล้ายว่าเราทราบวิถีชีวิตของกันและกันเหมือนว่าเรารู้จักกันและกัน มิใช่เพราะเราต้องการโอ้อวดต่อใครๆ ให้ทราบว่าเราทำอะไร
    หากเราประสงค์จะโอ้อวดให้ใครๆ ทราบในเรื่องเหล่านี้ เราจะเอาเรื่องเหล่านี้ลงในข่าวใน “ศูนย์ข่าวรอยเตอร์” หรือบริษัทข่าวขนาดใหญ่แห่งอื่น มิใช่เพียงเขียนเรื่องเหล่านี้ในวารสารเล็กๆ ของเรา แต่นี่ก็คือวิถีชีวิตที่เราใช้กันอยู่ตลอดเวลา มันควรเป็นวิถีชีวิตที่เราเลือก ทุกๆ คนควรทำเช่นนี้ ฉันภูมิใจในตัวเธอเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกเธอทำเช่นนี้ตลอดเวลา ฉันทราบว่าเธอกระทำกันเป็นรายบุคคล และกระนั้นเธอก็ยังมีเงินเพียงพอเก็บกันไว้เพื่อจะมาที่นี่ มาฌานมาพบฉันเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ เห็นไหมว่า ชีวิตของเธอร่ำรวยขึ้น มิใช่หรอกหรือ? (ใช่!) (เสียงปรบมือ)
    ฉันบริจาคตลอดเวลา แต่ฉันก็ยังมีเงินอยู่มากมาย ฉันหมายความว่าสำหรับฉันมันมาก ฉันต้องใช้อะไรเล่า? เมื่อฉันมาพบเธอ แน่นอนฉันแต่งตัวเช่นนี้ นี่ฉันออกแบบเอง ดังนั้นมันเป็นเพียงเพื่อสนุก เมื่อฉันมิได้อยู่กับเธอ ฉันถอดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันหนักและฉันไม่ชอบมันสักเท่าใดหรอก และฉันก็รับประทาน อาจจะสักครั้งหรือ 2 ครั้ง/วัน ทานอะไรก็ตามที่เหลืออยู่หรืออะไรก็ได้ที่ทำมาใหม่ หากเป็นของใหม่ ฉันก็จะทานไป หากเป็นของเหลือฉันก็จะทาน ฉันต้องใช้อะไรเล่า? นั่นคือสาเหตุที่ฉันยังคงมีเงินจำนวนมากมาย เพราะฉันไม่ใช้จ่าย มิใช่เพราะฉันมีรายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับเธอ เธอมีรายได้มากเท่าเดิม และเธออาจมีลูกหลานมากกว่าเดิมในขณะนี้เมื่อเทียบกับแต่ก่อน แต่เธอก็ยังคงมีเงินมากกว่าเดิม เธอยังรู้สึกว่าชีวิตร่ำรวยกว่าเดิม และเธอจะรู้สึกพึงพอใจมากกว่า เนื่องจากเธอมีมากเกินพอใช่ไหม? กลเม็ดของมันอยู่ตรงนี้




5235_1.jpgจงจัดการด้วยปัญญาเพื่อกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน
    คนจำนวนมากเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่ไม่มีใครทราบ ทุกๆ คนคิดว่าการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วมิได้เป็นเช่นนั้น และโดยเฉพาะคนที่เป็นเศรษฐีเงินล้านเรียบร้อยแล้ว เป็นเช่นนั้นอยู่ เพราะพวกเขาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง พวกเขาประหยัดมัธยัสถ์ กระทั่งไม่ขับรถใหม่ราคาแพงๆ พวกเขาเพียงซื้อรถมือ 2 จะได้ไม่ต้องเสียภาษีของฟุ่มเฟือย เป็นต้น พวกเขาเพียงขับรถธรรมดาๆ เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ไม่ขับรถราคาแพง เขาขับรถที่สมเหตุสมผล ปลอดภัย เช่น รถฟอร์ด หรือกระทั่งรถจี๊ป ดังนั้นพวกเขาจะขับอะไรก็ตามที่ปลอดภัย พวกเขาไม่ค่อยได้ดำเนินชีวิตดังที่เราคิดว่าเศรษฐีควรจะเป็น มิฉะนั้นแล้ว เงินของเธอจะสลายไปเร็วถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเศรษฐี ดังนั้นพวกเขาจะประหยัดเงินได้มาก! พวกเขาหาวิธีที่จะประหยัด เช่น พวกเขาจะขับรถประเภทที่ใช้น้ำมันน้อย และอาศัยอยู่ในถิ่นและบ้านที่เขาสามารถจ่ายไหว ดังนั้นพวกเขาจะไม่ใช้เงินเก็บของเขาหมดไป ดูไปดูมาแล้ว พวกเขาเพียงประหยัดตรงนั้นและตรงนี้ แล้วจากนั้นเงินของเขาก็จะมั่นคงอยู่ตลอดเวลา
    และบางคนซึ่งมีรายได้ไม่มาก แต่จ่ายเงินออกไปมากแล้วขับรถซึ่งวิ่งได้เร็วๆ และอะไรทำนองนั้น จริงๆ แล้วพวกเขามีมาก แต่ก็มีติดหนี้เครดิตอยู่มาก มีจำนองอยู่มาก และมีหนี้มาก ส่วนบรรดาเศรษฐีจะขับรถธรรมดาๆ เพราะพวกเขาทราบว่า จะจัดแจงชีวิตของเขาให้ไม่ต้องเป็นหนี้ได้อย่างไร มีเศรษฐีหลายคนอาศัยอยู่ข้างบ้านเธอ และเธอก็หาได้ทราบไม่ เพราะพวกเขาไม่เอาเงินออกมาโอ้อวด พวกเขาทราบว่าเขากำลังทำอะไร พวกเขารู้จักคุณค่าของเงิน พวกเขาไม่จ่ายเกินความสามารถ พวกเขาเป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขากลายเป็นร่ำรวย พวกเขารวยโดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติพวกเขาทราบวิธีที่จะบริหารเงิน
    และแน่นอน บางครั้งพวกเขาก็ถูกสลากกินแบ่ง(เสียงหัวเราะ) แต่เขาก็นำเงินไปลงทุน ตัวอย่างเช่น หากเขามีรายได้ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี(1.2 ล้านบาท) พวกเขาจะนำ 15% หรือ 20% แยกไว้ นำไปลงทุนในธนาคารใดก็ตาม ดังนั้นบางทีใน 15 หรือ 20 ปี พวกเขาก็จะมีเงินเป็นแสนๆ ดอลลาร์จากจำนวนเงิน 5,000 หรือ 10,000 ดอลลาร์ที่พวกเขานำไปลงทุนในแต่ละเดือน ที่พวกเขาได้นำไปฝากไว้ในธนาคาร พวกเขาทราบวิธีจัดการกับเงินของเขา พวกเขาจะไม่จ่ายรายได้ออกไปทั้งหมด เขาจะเหลือบางส่วนไว้ลงทุน
    แล้วเมื่อนั้น ในไม่ช้าเธอก็จะร่ำรวย ตัวอย่างเช่นหากเธอแบ่งไว้ 10,000 ดอลลาร์(300,000 บาท)วันนี้ 10 ปีต่อมามันจะกลายเป็น 50,000 ดอลลาร์(1.5 ล้านบาท)ถ้าเอาไปฝากไว้ในธนาคาร แต่นั่นใช้เวลานาน มิฉะนั้นคนที่รวยก็สามารถตั้งกิจการของตนเอง นั่นคือวิธีที่เขาร่ำรวยขึ้นรวดเร็วกว่า มันเสี่ยงกว่า แต่นั่นก็คือชีวิต ถ้าไม่เสี่ยง เธอก็ต้องใช้ชีวิตธรรมดา ช้าๆ วันต่อวันและมีรายได้ไม่มาก แต่กระนั้น ถ้าหากเธอจัดการได้ดี เธอก็จะอยู่รอดได้ เพราะชีวิตเรียบง่ายกว่าเดิมแล้ว เต้าหู้นั้นราคาถูกกว่าสเต๊ก เพียงแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ใช้เต้าหู้ชิ้นหนึ่งแทนเนื้อชิ้นหนึ่ง เราก็ยังสุขภาพดี เราก็ยังโอเค ดูฉันสิ!




%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%จงดูดีทั้งภายในและภายนอก
    พวกเธอทุกคนยังดูดีด้วย ฉันภูมิใจในตัวเธอ และพวกเธอต่างก็ภูมิใจในตัวเองและก้าวออกมากล่าวได้ว่า “ฉันรับประทานอาหารมังสวิรัติ ดูฉันสิ” นั่นเป็นเรื่องดี พวกเธอสวยงามยิ่งนัก เพียงเธอไม่ได้แต่งหน้าขณะนี้ ดังนั้นเธอจึงดูสวยน้อยกว่าหน่อย แต่กระนั้นเธอก็ดูสวยงามเกินไปแล้ว หากเธอแต่งหน้าเข้าไป ทุกๆ คนจะตายไป(เสียงหัวเราะ) สามีทั้งหลายของเธอกำลังชื่นใจตายอยู่แล้ว เธอจะสวยเกินไปแล้ว แล้วพวกเขาไม่อยากจะจากเธอไป นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาบางคนกลัวเหลือเกิน พวกเธอประทับจิต แล้วเขาก็กลัวเหลือเกินว่าเธออาจกลายเป็นแม่ชีหรืออะไรสักอย่าง พวกเขารักเธอเกินไป เธอดูสวยงามเหลือเกิน สวยยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้นทุกๆ วัน
    สามีบางคนได้ทิ้งภรรยาของเขาไปเรียบร้อยแล้วและหลังจากที่เธอประทับจิต เขาก็กลับมาและกล่าวว่า “โอ้เหตุไฉนเธอจึงสวยงามเช่นนี้?” และย้ายกลับมา เป็นเช่นเดียวกันกับภรรยาบางคน ซึ่งได้ทิ้งสามีของตนไปเรียบร้อยแล้วและไม่ต้องการพวกเขากลับมา แต่หลังจากประทับจิตพวกเขาก็กลับมาและกล่าวว่า “โอ้ พระเจ้าท่าน เขาเปลี่ยนไปแล้ว! เขาเป็นชายคนใหม่” แล้วก็ย้ายกลับมาใหม่ ไม่มีปัญหา พวกเขาทิ้งแฟนหนุ่มหรือแฟนใหม่ หรืออะไรก็ตามแล้วมาอยู่กับสามี เพราะในขณะนั้นพวกเขามีจิตวิญญาณที่งดงามขึ้น
    ครั้นเธองดงามภายใน ผู้คนก็จะเห็นเธอสวยงามภายนอกเช่นกัน ปกติจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นจงพยายามป้องกันตนเองจากชายชู้ทั้งหลาย แล้วก็บำเพ็ญของเธอต่อไป ชีวิตของเธอจะดีขึ้นและดีขึ้น ฉันไม่จำเป็นต้องบอกเธอ ฉันเพียงบอกเธอในกรณีว่า ใครยังไม่ทราบ เขาจะได้มาตรวจสอบกับเธอ ชีวิตของเธอเป็นตัวอย่างแห่งรักและพรทางจิตวิญญาณ ไม่มีความจำเป็นกระทั่งที่จะเทศนาให้ใครฟัง เขาเพียงมองชีวิตของเธอ ดูวิถีชีวิตที่เธอก้าวเดิน วิธีที่เธอเสนอตนเองสู่โลก นั่นดีกว่าหนังสือเป็นพันๆ เล่มที่กล่าวถึงเรื่องราวทางจิตวิญญาณ เธอคือหนังสือ เธอคือตัวอย่างที่ดีที่สุด เป็นคำสอนที่ดีที่สุด เป็นทฤษฎีทางศาสนาที่ดีที่สุดที่เคยถูกเสนอให้กับใครๆ 
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งในเม็กซิโกเกี่ยวกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านมีชื่อเสียงยิ่งนัก ชื่อเชทซัลโคทล์ ท่านได้เล่าเรื่องนี้ให้กับศิษย์ของท่านฟังว่า มีชาย 2 คนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คนหนึ่งขยันขันแข็งยิ่ง และดูเหมือนว่าจะเคร่งศาสนาเป็นยิ่งนัก เขาไปโบสถ์ทุกๆ วันอาทิตย์และจะเป็นคนแรกที่เข้าแถวร่วมกิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ใดๆ และเป็นคนสุดท้ายที่จะจากไป เขาไม่เคยพลาดโอกาสใดๆ ที่จะไปโบสถ์ เขาไม่เคยกระทำสิ่งใดอื่นเลย และมีอีกคนหนึ่งไม่เคยไปโบสถ์ แต่เขาไปทำงานทุกๆ วัน เขาทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นหน้าที่ของเขา และรายได้ใดๆ ที่เขาหามาได้ก็จะนำมาเพื่อดูแลครอบครัวของเขา และทั้งยังนำมาบริจาคให้คนยากจน เขากระทั่งยังนำมาบริจาคให้กับโบสถ์ด้วย เพื่อนำมาซ่อมแซมโบสถ์
    ดังนั้นเชทซัลโคทล์จึงกล่าวว่า ชายผู้นั้นซึ่งไม่เคยไปโบสถ์นั้น ศักดิ์สิทธิ์และเป็น “โบสถ์” ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่ชายซึ่งไปโบสถ์ทุกวัน ได้แต่เพียงไปที่นั่น ทุกๆ คนยำเกรงชายซึ่งไปโบสถ์เป็นอย่างยิ่ง คิดว่าเขาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เขาพูดจาดูถูกชายซึ่งไม่เคยไปโบสถ์ แต่แท้จริงแล้ว เขาได้ออกไปดูแล “โบสถ์” ทั้งหลายในบริเวณของเขา อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้ เขาก็จะทำ บางครั้งก็ทำงานพิเศษเพื่อจะได้หาเงินเพิ่มอีกสักเล็กน้อยเพื่อให้ใครก็ตามแต่ นั่นคือสิ่งที่เขาทำทุกๆ วัน ดังนั้นท่านอาจารย์จึงกล่าวว่า ชายคนแรกซึ่งไปโบสถ์นั้นก็ดีอยู่หรอก แต่ชายคนที่ 2 เป็นโบสถ์เอง ดังนั้นเราสามารถเป็น “ผู้ไปโบสถ์” หรือ “โบสถ์” ด้วยตนเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเรา ฉันคิดว่าพวกเธอทุกคนต่างก็เป็นโบสถ์ ฉันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโบสถ์ใดๆ 

โบสถ์ของท่านอาจารย์
    บางคนถามฉันว่า ทำไมฉันจึงไม่มีโบสถ์หรือวัดใดๆ และฉันก็จะกล่าวว่า “ฉันไม่มีความจำเป็นใดๆ ฉันมีโบสถ์อยู่เป็นล้านๆ วิ่งไปวิ่งมาอยู่รายรอบ” (เสียงปรบมือ) ฉันกล่าวว่า “ทุกวันนี้ในสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีอันรวดเร็ว ทุกสิ่งก็เคลื่อนที่ มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ บ้านเคลื่อนที่ รถเคลื่อนที่ ก็มีวัดเคลื่อนที่” เธอเป็นวัดเคลื่อนที่ของฉัน เราสามารถติดต่อกันเมื่อใดก็ได้ ไปที่ใดก็ได้ เรายืดหยุ่นเป็นอย่างยิ่ง ตึกที่สร้างด้วยอิฐติดอยู่เพียง ณ แห่งเดียว แต่เราสามารถวิ่งไปรอบๆ เราเป็น “วัดวิ่งไปรอบๆ” เข้าท่ามากเลย!
    การพูดจา ใครๆ ก็ทำได้ แต่การใช้ชีวิตโดยกระทำในสิ่งที่เธอพูดจาไว้นั้นยากยิ่งกว่า พวกเธอทำทั้งหมดนั้นได้ พวกเธอพูดจาได้ และก็กระทำได้ด้วยเช่นกัน นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเธอ ฉันบอกเธอว่า ฉันมาเพื่อทำให้เธอยิ่งใหญ่ ฉันยิ่งใหญ่หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องราวอันใด ฉันเป็นเพียงคนเดียว อาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ ครูที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ผู้ที่ทำให้ตนเองยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นผู้ที่ทำให้คนอื่นทุกๆ คนยิ่งใหญ่ หากลูกศิษย์ของเธอดี ก็หมายความว่า เธอดี มิฉะนั้นแล้ว เธอก็หาได้ดีไม่ ดังนั้น ไม่ว่าฉันจะยิ่งใหญ่หรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เธอยิ่งใหญ่ ก็ดีแล้ว และด้วยความเมตตาของเธอ ฉันก็จะยิ่งใหญ่ไปด้วย เมื่อนั้น “ขอบคุณมากเลย” ฉันก็ชอบเช่นกัน แต่ถ้าจะให้บอกเธอตามตรง หากทั้งโลกรู้แจ้งแล้ว จะไม่มีใครต้องการฉันด้วยซ้ำไป ฉันจะดีใจที่จะได้เป็นเพียงคนธรรมดา
    ทุกๆ ครั้ง เป็นการยากยิ่งนักที่จะจากเธอ ฉันอยากบอกให้เธอทราบ ฉันอยากให้เธอทราบเรื่องนี้ เพราะเธอคิดว่ามีเพียงเธอที่ไม่อยากจากไป แต่ฉันก็ไม่อยากจากไปเช่นกัน แต่ฉันต้องทำงานของฉัน ดังนั้นฉันจึงแยกความรู้สึกส่วนตัวของฉันออกไป เป็นเพียงเพราะเหตุนี้ มิฉะนั้นแล้ว ฉันสามารถอยู่กับเธอได้ตลอดไป เชื่อฉันสิ เธอเป็นคนที่ดีที่สุด จะให้ฉันไปที่ไหนเล่? คนเรามักอยากจะอยู่กับเพื่อนดีๆ ทุกๆ คนอยาก ฉันก็เช่นกัน แต่ก็ไม่เป็นไร เราอยู่ด้วยกันที่ตรงนี้ (ท่านอาจารย์ชี้ไปที่หัวใจของท่าน) ขอบคุณ ฉันรักเธอ




member-deneta-albums-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%				
7 มีนาคม 2554 20:53 น.

ตารางเปรียบเทียบสารอาหาร....

คีตากะ

1285_1.jpgเปรียบเทียบโปรตีนในอาหารประเภทเนื้อสัตว์กับอาหารมังสวิรัติ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อาหารประเภท     ปริมาณ 100 กรัม   อาหารมังสวิรัติ   ปริมาณ 100 กรัม
 เนื้อสัตว์                           (อาหารเพื่อสุขภาพ)   
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไข่                  10.0 กรัม         ถั่วดำ            37.1 กรัม
กุ้ง                  18.4 กรัม   ถั่วเหลือง        36.8 กรัม
เนื้อหมู(ไม่ติดมัน)      12.3 กรัม      ฟองเต้าหู้สด   51.7 กรัม
เนื้อวัว               16.7 กรัม       สาหร่ายทะเล        28.4 กรัม
นมวัว                3.0 กรัม         ถั่วลิสง           24.7 กรัม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




เปรียบเทียบธาตุเหล็กในอาหารประเภทเนื้อสัตว์กับอาหารมังสวิรัติ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อาหารประเภท    ปริมาณ 100 กรัม   อาหารมังสวิรัติ    ปริมาณ 100 กรัม
 เนื้อสัตว์                           (อาหารเพื่อสุขภาพ)   
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตับไก่        11.2 กรัม   กลุ่มผักกะหล่ำที่มีสีเขียวจัด  20.0 กรัม
ตับหมู            10.2 กรัม           งาดำ              13.0 กรัม
ปลาแซลมอน       8.2 กรัม           งาขาว              11.7 กรัม
เนื้อวัว            3.6 กรัม       สาหร่ายทะเล     98.9 กรัม
เนื้อหมู(ไม่ติดมัน)    1.5 กรัม         ถั่วเหลือง              7.0 กรัม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




เปรียบเทียบแคลเซี่ยมในอาหารประเภทเนื้อสัตว์กับอาหารมังสวิรัติ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อาหารประเภท    ปริมาณ 100 กรัม   อาหารมังสวิรัติ    ปริมาณ 100 กรัม
 เนื้อสัตว์                         (อาหารเพื่อสุขภาพ) 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นมวัว         110 มิลลิกรัม       ผักจำพวกผักโขม      300 มิลลิกรัม
นมแพะ      124 มิลลิกรัม       งาดำ         1,241 มิลลิกรัม
ปลาทั่วไป      35 มิลลิกรัม          กะหล่ำปลี          300 มิลลิกรัม
เนื้อวัว        10 มิลลิกรัม    กลุ่มผักกะหล่ำที่มีสีเขียวจัด   850 มิลลิกรัม
เนื้อหมู        12 มิลลิกรัม           ถั่วเหลือง         216 มิลลิกรัม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อ้างอิงจาก The Department of Nutrition Physiology of Max Planck Institutes in Germamy





1916901vbohlg7p01.gif				
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>