23 กันยายน 2556 18:51 น.

คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน

ประภัสสุทธ

           วันแรกที่เพิ่งได้มาลงหมู่บ้านของการเรียนรู้งานช่วงปิดเทอมที่บ้านฟองใต้ ในห้วงยามนักศึกษาพัฒนาชุมชนชั้นปีที่ ๓ จะมีอะไรดีไปกว่าการลงพื้นที่เรียนรู้สภาพจริงของ “หมู่บ้าน” ส่วนหนึ่งผมอยากทดลองฝึกงานก่อนจะได้ฝึกจริงในหลักสูตรปีที่ ๔ และอยากคลี่คลายความสงสัยต่อคำพูดที่ใครหลายคนในแวดวงงานพัฒนาบอกว่า “คำตอบอยู่ในหมู่บ้าน” แท้จริงแล้วคืออะไร โชคดีนักที่พี่มาวคนทำงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน และเป็นรุ่นพี่พัฒนาชุมชน มอบพื้นที่ให้เรียนรู้ที่บ้านฟองใต้ ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อันที่จริงก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม ผมมีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้ “หมู่บ้าน” อยู่หลายที่ทั้งแถบเทือกเขาเพชรบูรณ์ มหาสารคามแล้วก็กาฬสินธุ์ ช่วงเวลานี้แค่ลงไปผ่าน ๆ ไม่ได้อยู่จริงจัง แต่ว่าก็ทำให้ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ผ่านสงกรานต์ไทยไป และทำธุระส่วนตัวหมดสิ้นจึงได้เตรียมตัว เตรียมใจลงบ้านฟองใต้อย่างระยะยาว

            ผมออกจากบ้านเช้าวันที่ ๒๓ เมษายน นั่งรถโดยสารไปลงชุมแพ เพื่อไปรอพี่เจ้าหน้าที่เอ็นจีโอที่รับผิดชอบพื้นที่ที่ผมจะไปอยู่ ณ สำนักงานกองทุนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก นั่งรอเดินรอดับความตื่นเต้นด้วยบุหรี่จนมอดดับไปหลายมวนอยู่ประมาณ ๕ ชั่วโมง จึงได้พบกับ “พี่เล็ก” และตกลงกันว่าจะค้างคืนที่นั่นก่อน รุ่งเช้า “พี่สงคราม” ก็มารับผม เราจึงบึ่งรถตรงสู่บ้านฟองใต้ทันที ระหว่างทางไปหาบ้านฟองใต้ เส้นทางขึ้น ๆ ลง ๆ ตามภูเขาที่สลับซับซ้อน ผมนั่งเสียวท้องน้อยเวลารถลงเขาหลายครั้งทีเดียว

            ด้วยความที่เป็นคนพูดไม่เก่งมานาน ตลอดทางที่นั่งรถมาผมจึงจำได้ว่าคุยกับพี่สงครามไม่กี่ครั้ง อันที่จริงผมพยายามชวนคุยอยู่เหมือนกันเพื่อไม่ต้องนั่งเอนเบาะฟังแต่วิทยุและมองดูบรรยากาศรอบ ๆ รถ แต่ไม่รู้จะคุยอะไร ได้แต่รอจังหวะให้พี่แกถามและตอบให้เยอะที่สุด พร้อมทั้งชวนคุยเรื่องอื่นต่อ

            เรามาถึงบ้านฟองใต้โดยใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง พี่สงครามก็พามารู้จักกับชาวบ้านฟองใต้สองสามคนที่นั่งคุยกันอยู่ใต้ถุนบ้านไม้ หลังจากแนะนำตัวและบอกจุดมุ่งหมายที่มา ผมจึงรู้ว่าต้องพักอยู่บ้านหลังนี้

เรือนไม้ขนาด 2 ห้องใหญ่ยกใต้ถุนสูงหลังนี้เป็นของพ่ออบต. ชื่อสาคร ลาลู่ หรือพ่อเล่

หลังจากพี่สงครามพาผมไปบ้านพ่อแพรวซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนดินสูงหลายลูก ก็พามาส่งไว้บ้านพ่อเล่ที่เดิม แล้วก็กลับโดยบอกว่าอีกสองสามวันจะมาหา ผมเหลียวมองท้ายรถกระบะสีเขียวแก่ที่นำพาแกออกไป เขม่าควันรถยังพวยพุ่งในห้วงนึก ก่อนพบว่าความชื่นจิตชื่นใจของผมโดยสารไปกับรถพี่สงครามด้วย มันถูกแทนที่ด้วยเหงาและวังเวงเล็ก ๆ อย่างกะทันหัน เพราะในความคิดยังตั้งตัวไม่ทันว่าจะได้อยู่ “หมู่บ้าน” คนเดียวกับผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ด้วยความที่เคยบวชเรียนเป็นเณรก้นกุฏิวัดรูปเดียวมานานหลายปี จึงไม่ยากต่อการปรับตัวปรับใจนัก

ผมนั่งคุยกับพ่อเล่ได้ไม่นานฝนก็ตกลงมาพร้อมกับลมพายุโหมกระหน่ำ เราเพิ่งคุยกันเรื่องฝนและผมเพิ่งชี้บอกพ่อให้ดูฝ้าขาว ๆ คล้ายหมอกที่โรยตัวบนภูเขาเหนือป่า พ่อเล่บอกว่ามันเป็นฝนเลือกตกเฉพาะบนภูเขานั้นแหละ ไม่ลงมาหมู่บ้านสักที ได้แต่วนเวียนอยู่รอบๆ แล้วก็พัดละอองฝนมาตกเปาะแปะให้ดีใจเล่นเท่านั้น แต่ว่าสิ้นคำสนทนาไม่นาน เราต่างมายืนตัวโยนแทบปลิวมือกุมเกาะเสากลางลานใต้ถุนบ้าน เหลียวไปมองรอบตัวอีกทีก็เห็นข้าวของอะไรต่อมิอะไรปลิวว่อนกระจัดกระจายตกเต็มพื้น

ลม ฝน ลูกเห็บ ตกลงมาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง แม่เล่วิ่งไปหลบอยู่ในห้องน้ำ ส่วนพ่อเล่ยืนแอบอยู่ข้างเสาบ้าน พ่อเล่ตะโกนคุยกับผมแข่งเสียงฝนอื้ออึงว่าตั้งแต่มาอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ฝนตกบ้าอย่างนี้

อันที่จริงผมก็เพิ่งเคยอยู่ท่ามกลางฝนตกแบบนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน ลมพัดมาแรงมากสั่นมะพร้าวตกเกลื่อนดิน สังกะสีก็สะบัดปลิวมาตกใกล้ ๆ บ้าน ทำให้ผมคิดเสียวไส้เพราะตอนเด็กได้ยินคนเล่าให้ฟังว่ามีคนถูกสังกะสีปลิวสะบัดคอขาดตายตอนลมพายุเข้า

พ่อเล่ชี้ให้ดูลูกเห็บที่ตกขาวโพลนกระดอนกระเด้งไปมาเหมือนเขียดสีขาว ผมเก็บขึ้นมาดูหลายก้อนเมื่อมันกระดอนเข้าใต้ถุน มันเหมือนน้ำแข็งลูกเท่ามะยม ถ้ามันลูกโตกว่านี้ผมว่าหลังคาสังกะสีคงเอาไม่อยู่

ฝนเริ่มซาแล้วพ่อเล่เดินเหยาะๆ ไปเก็บลูกมะพร้าวจากโคนต้นมา คว้ามีดเฉาะกินน้ำ ผมวิ่งไปเก็บมาบ้างได้ ๓ ลูก ถึงน้ำออกจะเปรี้ยวหน่อยแต่ก็กินเพราะเมื่อบ่ายตอนไปบ้านพ่อแพรว น้าเพื่อนบ้านบอกว่า น้ำมะพร้าวลูกแก่ ๆ กินเป็นยาดีมันช่วยล้างไตได้ ไตผมได้สะอาดก็คราวนี้แหละ

ฝนตกอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ค่อย ๆ เบาลง ขาดสาย แล้วก็หยุด บรรยากาศเย็นชื้นขึ้นมาทันที ผิดกับก่อนหน้านั้นที่ร้อนอบอ้าว

เดินออกไปดูรอบ ๆ เห็นต้นไม้ใหญ่หลายต้นหักกิ่งระเนนลง มีบ้านหลังหนึ่งห่างจากบ้านพ่อเล่ไปสามหลัง ตัวบ้านยืนเปียกปอนโดยหลังคาเหลือแต่จั่วกับโครง สังกะสีถูกลมแกะออกพัดไปไหนไม่รู้ เจ้าของกับเพื่อนบ้านต้องออกตามหานำมารวบรวมไว้เหมือนเดิม เดินเลาะจนไม่รู้จะไปไหนต่อเลยกลับเข้าบ้าน อาบน้ำ และรอกินข้าว

เย็นนี้แม่เล่ทำทอดไข่ใส่หัวหอมแดงกับลวกผักบุ้ง และน้ำพริกให้กิน เราต้องไปตามเก็บพวกจาน ชาม หม้อ กะละมัง ที่โดนลมเตะกระจายมาล้างคราบดินออก

เรานั่งคุยเรื่องต่าง ๆ ระหว่างกินข้าวจนอิ่มหน่ำ พ่อกับแม่ก็ออกไปหาอึ่งในป่าลึกปล่อยให้ผมอยู่บ้านคนเดียว ทีแรกผมขอไปด้วยเพราะเห็นว่ามีหม้อแบตฯอยู่สองอัน แต่พ่อเล่บอกว่ากลัวจะเดินหลงทางเพราะมันมืดแถมมีแต่ป่าไม้ อีกทั้งยังไม่รู้จักเส้นทาง พ่อเลยให้อยู่เฝ้าบ้านและออกไปกับแม่สองคน

อยู่คนเดียวจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากเงียบแล้วนอนเขียนตัวหนังสือ แมลงเม่าบินฉวัดเฉวียนตอมไฟนีออนก่อกวนสมาธิอยู่พักใหญ่จึงหับสมุดวางไว้ ก่อนนั่งรอการกลับมาของพ่อเล่แม่เล่ ระหว่างนั้นผมนั่งนึกว่าจริง ๆ แล้วยังไม่รู้ชื่อเล่นของพ่อกับแม่สองคนนี้เลย ได้แต่ฟังพี่สงครามเรียกพ่อเล่แม่เล่ก็เลยเรียกตาม พี่สงครามบอกว่าคนหมู่บ้านนี้จะเรียกชื่อลูกแทนชื่อพ่อแม่ของคน ๆ นั้น ผมเลยรู้จักแต่ชื่อลูกของแก ยังไม่ทันรู้จักชื่อพ่อกับแม่เลย

ในห้วงนึกอีกครั้งจึงได้แต่บอกตัวเองว่านี่แหละ “หมู่บ้าน” สิ่งที่เรากำลังจะค้นหาคำตอบ 

                                                                                                                                                           ย.พงสา

                                                                                                                                                เมษายน 2550

18 เมษายน 2553 21:57 น.

เด็กชายขุนพล

ประภัสสุทธ

เด็กชายขุนพล  บุญปะกาด ถือคันเบ็ดและกระป๋องไส้เดือนเดินตีนเปล่าไปบนคันหญ้า ได้ที่วางเบ็ดจัดแจงแหวกต้นข้าว ตีนน้อย ๆ โถมโคนกอข้าว มือแหวกหญ้าที่ขึ้นคลุมน้ำ พอเหลือช่องว่างให้หย่อนเบ็ด
	 เฮามาค่ำโพด  หนุ่มน้อยมองหน้าผมแล้วว่า ขณะที่มุมปากยังคาบม้วนยาเส้น
	 มื้อนี้ใส่ ๒๐ หลังพอ ดึก ๆ ค่อยมาหยาม  เขาพูดต่อ
	 เอ้า เจ้าลองเฮ็ดเบิ่ง  เด็กชายขุนพลยื่นคันเบ็ดให้ผมทำบ้าง เขาเดินไปอีก ๑๐ ก้าว แวะลงข้างคันนา ตีนแหวกกอข้าวเหมือนอย่างเก่า
	 เอาหม่องนี้ล่ะ ลองเบิ่ง  เด็กน้อยนั่งลงบนคันหญ้าอย่างสบายใจเฝ้าดูผมหย่อนเบ็ดพลางซอกยาเส้นจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมวนสูบ ปล่อยควันเคว้งคว้าง
	แม้ผมจะเคยใส่เบ็ดเมื่อตอน ป.๔ ที่ทุ่งนาป้าแดงเมืองอำนาจเจริญอย่างชำนาญ คล้องไส้เดือนกับขอเบ็ดอย่างแม่นยำโดยไม่มองก็ได้-แต่นั่นก็นานมากแล้ว
	 มาอ้าย ข่อยคล้องให้  ขุนพลพูดขึ้นหลังจ้องมองผมคล้องไส้เดือนกับตะขอเบ็ดอยู่นาน ผมยื่นให้เขาอย่างอาย ๆ
	เราวางเบ็ดจนหมด ขณะที่ความมืดเริ่มคลี่คลุมขอบทุ่ง ขุนพลเดินนำผมไต่คันนากลับเข้าหมู่บ้านได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมรับกับเสียงจั้กจั่นดังอึงอลก้องทุ่ง
	 มื้ออื่นมาจักโมง  ผมถามขุนพลขณะเดิน
	 จักตีห้ากะได้  เขาตอบ
	 ตื่นมาปลุกอ้ายแหน่เด้อเก่ง  ผมกำชับเขาเมื่อเราถึงหมู่บ้าน และแยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่า...

เก่ง หรือ เด็กชายขุนพล  บุญปะกาด เรียนอยู่ชั้น ป.๖ ในโรงเรียนหมู่บ้าน เด็กชายแก่นแก้ว ไม่กลัวเพื่อนรุ่นเดียวกัน ไม่กลัวครู และไม่กลัวยายมี เขาอาศัยอยู่กับตาเปลี่ยน ยายมี และน้องชายต่างพ่อ ชอบพูดเหมือนผู้ใหญ่และไม่มีหางเสียงแม้กับใครก็ตาม แต่แววตาไร้เดียงสาเยี่ยงเด็กทั่วไป แม่ของขุนพลไปทำงานที่บางกอกกับพ่อใหม่ตั้งแต่ขุนพลยังเล็ก ทิ้งให้อยู่กับตายายและน้องชาย นาน ๆ ถึงกลับมา
บ้านของขุนพลอยู่ติดสำนักงานผม เราจึงพบกันเกือบทุกวัน และทุกครั้งที่พบ ขุนพลไม่เคยไปโรงเรียน ผมมักถามเขาว่าทำไมไม่เข้าเรียน เขาตอบสั้น ๆ ว่าขี้เกียจพลางมองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง แล้วก็บิดรถมอเตอร์ไซค์จากไป ขุนพลเรียนซ้ำชั้น ป.๖ อีกหนึ่งปี ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันจบไปหมดแล้ว ขุนพลไม่รู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่การหากินสำคัญกว่า เขามักแบกแหไปทอดปลาที่คลองชลประทานท้ายหมู่บ้าน ไม่ก็ไปยิงหนู หรือใส่เบ็ดปลา สัตว์ที่ล่ามาได้จะนำมาให้ยายมีทำกิน ครูในโรงเรียนระอากับพฤติกรรมขาดเรียนของขุนพลจนไม่อยากใส่ใจ และขุนพลก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน
ค่ำวันหนึ่งผมทักทายเขาหน้าสำนักงาน ดวงตาก่ำแดงเหม่อลอยพูดอ้อแอ้ไม่เป็นคำ
 ไปไสมาเก่ง  ผมถาม ขุนพลมองหน้าผมแต่ไม่ตอบ กลับเดินโซเซเข้าบ้าน
 เมามาอีกแล้ว มึงไปกินเหล้ามาแต่ไสบักหมา  เสียงตาเปลี่ยนร้องขึ้นข้างสำนักงาน หลังเห็นสภาพหลานชายเมาเหล้าเดินเข้าบ้าน
 ซ่างข่อยตั๊ว เจ้ามาหยากนำหยั่ง  ขุนพลกระแทกเสียงอ้อแอ้ ก่อนจะลงไปนอนกองกับพื้น สำรอกออกมาและนอนเกลือกกลิ้งหลับไป
เด็กน้อยถูกตากับยายประคองหัวท้ายไปนอนแผ่หรากลางห้องน้ำ ยายถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนอ้วกออกแล้วตักน้ำลาดตัว สักพักขุนพลร้องขึ้นฟังไม่ได้ศัพท์ น้ำตาพรูพรั่งสะอื้นไห้โหยหวนพูดเพ้อเจ้อ ผมไปลอบดูข้างกำแพง ก็เห็นขุนพลนอนหลับตาพริ้มเหวี่ยงแขนขาไปมาในห้องน้ำ มียายคอยเช็ดเนื้อตัวให้
 ไผบอกให้มึงกิน กินแล้วก็เป็นจั่งซี มึงจือบ่อฮึ  ยายเอ็ดหลานอย่างเหลืออด ขณะที่สองมือยังบิดผ้าหมาดน้ำ เช็ดหน้าให้ขุนพล ยายไม่แปลกใจที่ขุนพลเมาเหล้าเพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมเด็กน้อยถึงร้องไห้  ไม่นานเสียงเด็กร้องไห้สงบลงพร้อมกับไฟในบ้าน

          เช้ามาผมได้ยินชาวบ้านเล่ากันว่าเย็นเมื่อวานหลังเด็กชายขุนพลกลับจากทอดแหที่คลอง เขาติดสอยห้อยตามกลุ่มผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไปเหมือนหลายครั้ง ไปร้านเหล้า ทำทุกอย่างเหมือนผู้ใหญ่ทำ ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ ผู้ใหญ่หลายคนชอบใจขุนพลเพราะใช้ง่าย และมักจะถือหางให้ขุนพลเสมอเวลาอยู่ในวงเหล้า คืนนั้นขุนพลกินเหล้าเมาแล้วพูดด่าทอใส่รุ่นพี่ในวงด้วยคะนองปาก เด็กน้อยโดนรุ่นพี่สั่งสอนด้วยตีนและหลังมือ ผู้ใหญ่ไม่ถือสา แต่ขุนพลเดินเมาร้องไห้กลับบ้าน...

 อ้ายยุทธ ตื่นได้แล้ว  เสียงเหมือนใครเรียกผมดังขึ้นหลังบานประตูสำนักงาน ผมงัวเงีย ลุกขึ้นไปเปิด เห็นขุนพลยืนพิงเสามวนกระดาษยาเส้นรออยู่หน้าสำนักงานแล้ว
ผมรีบทำธุระส่วนตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมไปกู้เบ็ด !
ขุนพลเดินนำผมลงทุ่งมาอย่างเงียบ ๆ เหมือนเมื่อวาน สักพักผมจึงชวนคุย
 เป็นตาได้ปลาหลายบ่เก่ง  ผมถามเรื่องเบ็ดที่เราใส่ไว้
 บ่คือดอก แถวนั้นคนไปหากินหลายแล้ว แต่ว่ามื้อแลงข่อยสิพาไปหม่องใหม่ เจ้าว่างบ่อ  ขุนพลตอบแล้วถามกลับ
 อ้ายไปได้อยู่  ผมตอบ
 เอออ้าย เจ้ามาเฮ็ดหยั่งอยู่บ้านนี่ เจ้าเป็นหมอเบาะ  ขุนพลเปลี่ยนเรื่อง มองหน้าถามอย่างสงสัยเพราะเห็นผมมาอยู่หมู่บ้านนี้นานแล้วแต่ไม่เคยเอ่ยถาม
 อ้ายเข้ามาเฮ็ดงานเกี่ยวกับโรคเอดส์ในหมู่บ้านเฮานี่ล่ะ บ่แม่นหมอดอก 
 อ้ายคล้ายหมอเบาะ  ผมแสร้งถามติดตลก
 บ่อคือดอก ข่อยกะถามไปจังสั้นล่ะ หมออีหยังสิมาใส่เบ็ด  เด็กน้อยตอบแล้วยิ้ม ผมพลอยหัวเราะไปด้วย
อาทิตย์ขึ้นเกือบพ้นยอดตอดู่ตรงขอบทุ่งฝั่งตะวันออก สาดแสงลามเลียท้องนา ขุนพลกู้เบ็ดเสร็จแล้ว เบ็ด ๒๐ หลัง ติดปลาไหลเล็กแค่หลังเดียว
 อ้ายกินปลาไหลเป็นบ่  ขุนพลชูปลาไหลขึ้นพร้อมกับถามผม คล้ายกับจะปรึกษาว่าจะแบ่งปลากันยังไง
 กินเป็นอยู่ แต่ว่าปลาไหลตัวนี้ เก่งเอาไปกินซะ ให้ยายเฮ็ดสู่กิน 
 อ้ายตัวคนเดียวบ่หยากดอก   ผมบอก
ขุนพลไม่ตอบเดินนำหน้ากลับเข้าหมู่บ้านไปเงียบ ๆ ผมเดินตาม
ระหว่างทางเราพบชาวบ้านหลายคนสวนทางมามุ่งหน้าสู่ท้องทุ่ง บ้างไล่วัวมาด้วยเป็นกลุ่ม บ้างขับรถอีแต๊กบรรทุกของเต็มหลังกระบะ บ้างเดินไปกับฝูงหมา บนบ่าคอนจอบ คนเหล่านั้นเอ่ยทักขุนพล และขุนพลก็ทักตอบ บรรยากาศยามเช้าตรู่ช่างสดชื่นและเป็นมิตร 
ขณะที่เดินผมมองแผ่นหลังขุนพล ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่มีคุณค่าในตัวเขา เด็กน้อยอยู่กับตายายและน้องชาย  ตาวัยเกือบ ๗๐ ทำงานเก็บค่าน้ำภายในคุ้มบ้านเมื่อสิ้นเดือนมาถึง ส่วนยายวัยชราใกล้เคียงกันอยู่กับบ้านไม่ได้ทำอะไร บางครั้งได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการเป็นมือเขย่าไฮโลในวงข้างบ้าน พอได้เงินมาจุนเจือชีวิตและครอบครัว ขุนพลช่วยครอบครัวโดยการออกไปหาล่าสัตว์ตามทุ่งนาและแหล่งน้ำ เขาไม่เคยเกียจคร้านที่จะไป เพราะนั่นคือหน้าที่ของขุนพล
 ว่าง ๆ มาเล่นกับอ้ายก็ได้เด้อ  ผมเอ่ยกับขุนพล หลังเราเดินกลับมาถึงสำนักงาน
 ครับ  ขุนพลตอบ แล้วเดินแยกไป
หลังจากวันนั้นผมขอขุนพลไปใส่เบ็ดด้วยหลายครั้งเพื่อจะสร้างความสัมพันธ์กับเขา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับกระเป๋ากางเกงผมให้อยู่ด้วยกันได้นานที่สุด เพราะส่วนหนึ่งการไปหาปลากับขุนพลช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเงินในการซื้อกับข้าวไปได้บ้าง

วันนี้ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดคงไม่มีใครสุขใจเท่าขุนพลเป็นแน่ เขาไม่ไปโรงเรียนแต่มาหาผมที่สำนักงานพร้อมกับขนมขบเคี้ยวหลายห่อ วางขนมไว้บนโต๊ะแล้วถอดเสื้อยืดออกพาดไว้
 เจ้าเฮ็ดหยั่งอ้าย  ขุนพลนั่งยอง ๆ ถาม
 เขียนป้าย ซ่วยอ้ายแหน้  ผมตอบขณะที่มือยังจับพู่กันละเลียดสี
ขุนพลช่วยผมทาสี ทาทั้งแผ่นป้าย และแขนขาตัวเองลายพร้อยไปหมด ทั้งสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน 
 โก้บ่อ้าย  เขาขยับแขนอวดลวดลาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
 ระวังเป็นมะเร็งผิวหนังเด้อ  ผมขู่ขุนพล เพราะเห็นแขนขาสกปรกไปหมด
	 อีหลีเบาะ  คำขู่ได้ผล ขุนพลหน้าซีดถลาไปที่ตุ่มตักน้ำล้างสีออกจนเกลี้ยง
	 อีหลีแหล่ว อย่าเฮ็ดอีกเด้อ  
	 ครับ  เขาหัวเราะฮึ ๆ
	เราช่วยกันทาสีจนเสร็จ ผมขอบใจขุนพลที่ช่วยทำ เขายิ้มและเดินกลับเข้าบ้าน ๏				
22 ตุลาคม 2552 13:12 น.

เอดส์..ในชุมชน

ประภัสสุทธ

เช้านี้ฟ้าโปร่ง ลมตก และแดดร่ม ผมและกลุ่มน้อง ๆ ๗-๘ คน กำลังเตรียมสื่อเพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเอดส์แก่คนในชุมชนที่สำนักงาน ซึ่งชุมชนที่ว่าก็คือพื้นที่ทำงานของผม ยังไม่นับรวมพื้นที่อีก ๒ ตำบล กระทั่งอีกหลายหมู่บ้านที่พวกผมต้องร่วมเดินรณรงค์ 
              ใครจะเป็นคนพูด ใครจะเป็นคนถือสื่อ   ผมถามขึ้นหลังเราช่วยกันทำฟิวเจอร์บอร์ดที่ใช้เป็นสื่อในการรณรงค์เสร็จ
             ผมครับ เป็นคนพูด ไม่ต้องห่วง  หนุ่มเอบ้านโพนยกมือพูดอย่างมั่นใจ
             หนูถือสื่อก็ได้จ๊ะ 
             หนูด้วย
                 ฯลฯ
             ผมถือปากกาก็ได้ครับ ใครคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมชูปากกาในมือ ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน เป็นอันว่าทุกคนมีหน้าที่ในครั้งนี้ลงตัว
              เรา ๙ คนเดินออกจากสำนักงาน บ้างถือสื่อฟิวเจอร์บอร์ด บ้างถือหนังสือจดหมายข่าว บ้างถือของที่ระลึก มุ่งตรงสู่บ้านเรือนในชุมชนเพื่อจะบอกเล่าเรื่องเอดส์

ย้อนไป ๑๑ เดือนก่อน องค์กรสถาบันชุมชนอีสานได้รับทุนก้อนหนึ่งจากต่างประเทศเพื่อนำมาแก้ปัญหาเอดส์ในชุมชน มีการคัดเลือกพื้นที่ทำงานจนกระทั่งได้พื้นที่ 3 ตำบล ในอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม นั่นคือ ตำบลหนองซอน ตำบลโพนทอง และตำบลนาทอง ผมมีหน้าที่ประสานงานโครงการและอยู่ประจำในพื้นที่ ยังจำได้ดีขณะที่ลมร้อนต้นมีนาคมเคล้าฝุ่นตามถนนในหมู่บ้านหนองซอนคละคลุ้ง พวกเราในองค์กรนำโดยพี่โต พูลสมบัติ  นามหล้า กับ ผม นั่งรถยนต์ตระเวนหาบ้านเพื่อจะเช่าทำเป็นสำนักงานในพื้นที่ เราไปดูบ้านมาหลายหลังแต่ยังไม่ถูกใจ จนมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้าน ๒ ชั้น กึ่งปูนกึ่งไม้สภาพยังดูดี ลานหน้าบ้านกว้างขวาง แม่เนตเจ้าของบ้านเล่าว่าเป็นบ้านของแม่ซึ่งเสียไปแล้วหลายปี ตอนนี้เจ้าบอลลูกแม่เนตมานอนพักเป็นครั้งคราว เราตกลงเลือกบ้านหลังนี้  ก่อนเข้าพักแม่เนตบอกผู้เฒ่าหลายคนให้พามาขอขมาเจ้าบ้านผู้ล่วงลับเพื่อขออยู่อาศัย พิธีเริ่มขึ้นบนบ้านหลังนี้
	เทียนถูกจุด ขันธ์ดอกไม้ที่เตรียมถูกนำไปวางหน้าหิ้งบรรพบุรุษ มีรูปขาวดำในกรอบขนาดเขื่อง ๕-๖ รูป ตั้งเรียงกันไว้ข้างหิ้ง ในภาพดวงตาทุกคู่คล้ายจ้องมายังพวกเราหมายจะแลหน้าผู้ขอพักอาศัย
	ให้ลูกหลานอยู่หน่ำแหน่เด้อพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ เพิ่นมาเฮ็ดงานเอดส์อยู่บ้านเฮานี้ล่ะ ปกปักรักษาเพิ่นแหน่เด้อ แม่เนตพนมมือเอ่ยคำขมาหน้าหิ้งและรูปเหล่านั้น
	เสร็จพิธีทุกคนทยอยกันกลับ แม่เนตสำทับกับผมก่อนก้าวลงบันไดบ้านว่าอย่าลืมนำเครื่องบูชาขึ้นไว้หน้าหิ้งทุกวันพระด้วย ผมรับคำแต่ในใจกล้า ๆ กลัว ๆ
	ไม่นานผมก็ชินกับบ้านหลังนี้ สามารถนอนคนเดียวได้โดยไม่มีเจ้าบอลเป็นเพื่อน และงานเอดส์ของเราก็เริ่มงวดขึ้น ช่วงแรกผมยังไม่รู้จักใครในชุมชนมากนักนอกจากครอบครัวแม่ภูซึ่งมีสายสัมพันธ์กับพี่โต และตาหมาน คนข้างบ้านที่ผมเอ่ยทักตะแกหลายครั้งเมื่อโผล่หน้าปะกัน
	ผ่านหลายเดือนผู้คนในชุมชนเริ่มรู้จักเรามากขึ้นจากป้ายหน้าสำนักงาน ทุกคนที่เดินผ่านจะเหลียวเข้ามาพร้อมเลิกคิ้วสงสัย บางคนกระทั่งหยุดเพ่งอ่านข้อความในป้าย ซึ่งส่วนมากเป็นผู้เฒ่า
                    เพิ่นเป็นหมอเบาะหึ มารักษาโรคเอดส์เบาะ ผู้เฒ่าหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นกับเพื่อนหลังยี๋ตาอ่านข้อความจากป้าย  ผมดีใจเมื่อเห็นพฤติกรรมเหล่านั้น  
                     กิจกรรมหลายอย่างในโครงการถูกจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งคณะทำงานเอดส์ระดับตำบล กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องเอดส์กับเยาวชน กิจกรรมสร้างเยาวชนให้เป็นวิทยากรสื่อสารเรื่องเอดส์ กิจกรรมจัดรายการวิทยุเพื่อเล่าสาระเรื่องเอดส์แก่ผู้ฟังรายการ ฯลฯ ทุกกิจกรรมล้วนได้รับความร่วมมือจากพี่น้องในชุมชนด้วยดี และคนในชุมชนก็เริ่มรับรู้เรื่องเอดส์มากขึ้น เห็นได้ชัดเมื่อเริ่มมีเด็กหนุ่มมาขอถุงยางอนามัยกับเรา และพ่อแม่เด็กก็สนับสนุนให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมกับเรามากขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละการทำงานอะไรก็แล้วแต่ย่อมจะมีปัญหาอุปสรรคอยู่เสมอ เช่นเดียวกับงานของเราย่อมมีทั้งคนเข้าใจและให้ความร่วมมือ และคนที่ไม่เข้าใจ พร้อมพฤติกรรมขัดแย้ง โดยเฉพาะงานเอดส์ซึ่งเป็นงานละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกและการรับรู้ของชาวบ้าน บางครอบครัวไม่อนุญาตให้ลูกหลานเข้าร่วมกิจกรรมอบรม บางเรือนไม่ยอมรับข้อมูลเมื่อเรายื่นเอกสารให้ กระทั่งยื่นคำด่าทอกลับลับหลังต่าง ๆ นานา ต่อเรื่องราวเหล่านี้มันยังคงเป็นโจทย์ที่เรายังต้องพยายามทำให้ผู้คนเข้าใจ และเกิดทัศนคติที่ดีต่อเรื่องเอดส์..

เดือนกลางสิงหา ฝนเริ่มเยือนทั่วทุกภาคในไทย ข้าวดำในนากำลังติดรากชูช่อเขียว และรอยตีนตากล้าที่คนย่ำเริ่มจาง แต่เช้านี้แปลก ฟ้าโปร่งไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก พวกเรา ๙ คน แกนนำในโครงการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ในชุมชน แบ่งกลุ่มออกเป็น ๒ กลุ่ม มอบหมายให้คนที่พูดเรื่องเอดส์เก่งกว่าเพื่อนเป็นตัวยืนแต่ละกลุ่ม จากนั้นก็แยกย้ายกันเดินหายไปในบ้านเรือน-วันนี้พวกเราจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเอดส์แก่ผู้คนในชุมชน
	ขอนุญาติเด้อครับพวกผมมาจากโครงการเอดส์ในชุมชน มื้อนี้มารณรงค์เรื่องเอดส์ให้ข้อมูลกับพ่อแม่พี่น้อง  หนุ่มเอกับพวกมาหยุดยืนใต้ถุนเรือนหลังหนึ่งเพียบพร้อมด้วยผู้คนทั้งนั่งทั้งยืน พลางกล่าวแนะนำตัว 
	ผมชื่อนายปรัชชา พรมน้ำ ครับ  หนุ่มเอพูดต่อ
	หนูชื่อแพร์จ้า
	หนูชื่อกาแฟเด้อจ้า
	หนูชื่อต๋อมจ๊ะ เด็กน้อยแกนนำยกมือไหว้กล่าวแนะนำตัวแต่ละคนอย่างอาย ๆ ด้วยชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่นั้นล้วนเป็นญาติพี่น้องของเด็กเหล่านี้ทั้งสิ้น
	การรณรงค์ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย บรรยากาศเป็นกันเองมีการถาม-ตอบ ขึ้นบางช่วงขณะที่บรรยาย
	แต่กี้เขาว่ายุงกัดก็ติดเอดส์ได้เบาะ ป้านิดถามโพล่งขึ้น
                     บ่ติดดอกครับแม่ เพราะเชื้อเอดส์มันอยู่ในยุงหรือสัตว์บ่ได้ มันเข้าไปกะตายแล้ว หนุ่มเอตอบ
                     โอ้ จั่งซั้นเบาะ ป้านิดอุทาน พร้อมจ้องดูสื่อที่แกนนำชูขึ้น
                     ถืกยุงกัดก็มีแต่เป็นไข้เลือดออกกับไข้มาลาเรียท่อนั้นล่ะจ๊ะ  หนูต๋อมเสริมขึ้น คนฟังพยักหน้าเออออตาม
                     ไม่นานการบรรยายให้ความรู้เรื่องเอดส์ก็จบลง แกนนำทุกคนกล่าวขอบคุณผู้ฟัง ก่อนมอบจดหมายข่าวโครงการ และปากกาคนละหนึ่งด้ามให้เป็นของที่ระลึก ในฐานะที่ให้ความร่วมมือในการรับฟัง พวกเขาเดินจากไปเรือนต่อไป พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มคล้ายภาคภูมใจในสิ่งที่ทำ
เราไม่ทันสังเกตว่าฝนตั้งเค้าขึ้นตอนไหนมารู้สึกตัวต่อเมื่อสายฝนโปรยปราย และเริ่มหนาเม็ดขึ้นนั่นแหละ กิจกรรมจึงเป็นไปอย่างทุกลักทุเล พวกเราจึงตัดสินใจหยุดกิจกรรมและรีบหนีฝนกลับเข้าสำนักงานอย่างกระวีกระวาด ทุกคนพาร่างเปียกปอนมาหยุดหอบที่สำนักงานหลังวิ่งแข่งกับสายฝน 
                    มื้ออื่นค่อยเริ่มใหม่ มื้อนี้ฝนตกบ่เป็นหยั่ง  ผมพูดขึ้น หลังเรานั่งเหม่อมองฝนสาดเม็ดหน้าสำนักงาน 
                     ฝนหยุดแล้วก็พอดีค่ำ แมงเม่าเริ่มงุดหัวจากดินขึ้นกรีดปีกบินไต่ตอมหลอดไฟ หนุ่มสาวเมื่อครู่กลับบ้านไปหมดแล้วเหลือเพียงผมนั่งอยู่ในสำนักงาน ง่วนกับการเตรียมสื่อรณรงค์ชุดใหม่เพราะชุดเก่าโดนน้ำฝนจนตัวหนังสือเปียกยุ่ยเลือนหมดแล้ว เพื่อเริ่มกิจกรรมรณรงค์กันใหม่ในวันรุ่งขึ้น ๏				
24 พฤศจิกายน 2551 08:12 น.

เดินทางไกล

ประภัสสุทธ

ฝนตกเมื่อวานทำให้อากาศตอนเช้าดูสดชื่นถึงจะไม่มีลมแต่ก็รู้สึกเย็นที่แขน ผมเดินลงบันไดบ้านมาหันไปดูรอบ ๆ ก็เห็นหมอกภูเขาคล้ายปุยสำลีขาวโพลนเหนือยอดป่าไม้กระจัดกระจายบ้าง เป็นกลุ่มก้อนบ้าง 
	เช้านี้ผมไม่ไปวัดเพราะจะไปบ้านพ่อแพรว หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง ข้างโรงเรียนบ้านฟองใต้จะมีทางดินลูกรังทอดไปสู่เรือกสวนของชาวบ้าน เดินเข้ามาหน่อยก็จะมีบ้านเรือนกระจายอยู่ข้างทางไม่กี่หลัง ถัดไปเรื่อย ๆ จนสุดทางจะเป็นที่ทำกินของชาวบ้านกว้างขวางกินเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาเล็ก ๆ ลาดขึ้นลงสลับกันไป เขาลูกใหญ่ที่ตั้งเป็นป่าสงวนไว้ใกล้กันบ่งบอกว่าบริเวณแถวนี้มันเคยเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ในอดีต ช่วงนี้ยังไม่ถึงฤดูทำนาจึงเห็นที่ดินว่างเปล่าเตรียมไถ่ปล่อยทิ้งไว้ เรือนที่ปลูกพืชสวนก็จะกั้นเขตที่ดินของตนกันวัวควายเข้าไปทำลาย อย่างมะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ จะเห็นบ้านเรือนอีกทีหนึ่งก็ข้ามเนินเขาไปประมาณ ๔-๕ เนินโน้นแหละ หรือถ้าเดินเท้าไปก็ใช้เวลา ๔๕ นาที ตรงนี้ยังไม่นับเวลาที่ใช้เพื่อหยุดหายอก หายใจ
	บ้านพ่อแพรวอยู่ในจำนวนบ้านไม่กี่หลังที่อยู่อีกฟากหนึ่งของไร่สวนชาวบ้าน ผมใช้เวลาเดินทางด้วยรองเท้ายางประมาณ ๑ ชั่วโมง จึงถึง (ไม่ใช่ก็ถึง) หมาบ้านตรงข้ามเดินอาด ๆ เห่ากรรโชกมามันคงเห็นแพรสีแดงที่คลุมหัวผมมากระมัง ผมลดผ้าลงและทำท่าหยิบไม้มันจึงหยุดดูเชิงแล้วก็หันหลังเข้าบ้านไป
	ในที่สุดผมก็พบเจอกับวัยรุ่นผู้หญิงจนได้ เธอเป็นลูกสาวพ่อแพรวผิวขาวหน้าตาแฉล้มนั่งดูทีวีคนเดียวอยู่ใต้ถุนบ้าน ผมเดินเข้าไปหาและเอ่ยถามทักทาย พ่อแพรวยังไม่กลับจากตามวัว ผมจึงนั่งดูทีวีคอยพ่อแกเป็นเพื่อนเธอเงียบ ๆ 
	วันนั้นที่มากับพี่สงครามมีน้าคนหนึ่งคงมีบ้านอยู่ละแวกนี้แวะมาบ้านพ่อแพรวแล้วก็ผ่ามะพร้าวกินแกบอกชอบกินน้ำมะพร้าวแก่ ผมนึกขึ้นได้ก็เลยถามน้องสาวดู น้องสาวหันมาตอบอย่างอาย ๆ ว่าบ้านน้าแกอยู่ถัดไปหลังหนึ่ง แกชื่อน้ามี ผมเลยถือโอกาสปล่อยให้น้องสาวอยู่คนเดียวโดยผมพาตัวเองเดินไปหาน้ามี
	ผมลุกออกจากใต้ถุนก็เห็นบ้านแกแล้ว ตะแกกำลังนั่งคาบอยู่บนโครงไม้ที่บ่งบอกว่ามันคือห้องน้ำ ผมเดินเข้าไปหาอย่างระวังตัวเพราะมีหมาบ้านสีน้ำตาล ๒ ตัว ยืนคุมเชิงอยู่ตรงทางดิน
น้ามียังจำหน้าผมได้จึงไล่ลูกน้องสองตัวที่กำลังกึ่งวิ่งเข้ามาเหมือนจะบอกว่าไม่ยินดีให้ก้าวเข้าไป มันถอยหมอบไปอีกทางหนึ่งอย่างว่าง่าย ผมจึงเดินไปนั่งลงที่ตอไม้ข้าง ๆ ที่ทำงานน้ามี ตะแกเอ่ยถามไถ่ว่ามาธุระสิ่งใด ผมตอบว่าตั้งใจมาหาพ่อแพรวกับน้ามีนี่แหละเพราะอยากขอซักถามเรื่องบางเรื่อง น้ามีป่ายลงจากโครงไม้มานั่งลงใกล้ ๆ ผมพร้อมกับควักซองยาเส้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อบน ก่อนที่จะคลี่กระดาษสีขาวม้วนยาเส้นขึ้นสูบ ๏

                                                                                        ๒๘ เมษายน ๒๕๕๐				
24 พฤศจิกายน 2551 08:09 น.

ทาสีโรงฉันท์

ประภัสสุทธ

ผมมาถึงศาลาโรงฉันท์ที่วัดก็เห็นชาวบ้านวัยประมาณน้านั่งอยู่ข้างโรงครัวสามสี่คน หนึ่งในนั้นมีพ่อเมินที่ผมไปคุยเมื่อวันก่อนด้วย ผมคร่อมลงจากรถมอไซค์ก็เดินตรงไปหาพลางยิ้มทักทายกับแก เช้าวันนี้พ่อเล่ไม่ติดธุระที่ไหนจึงมาด้วยผมเลยได้ติดรถมอไซค์กับพ่อแกมา เมื่อวานนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสพาโยมออกไปซื้อวัสดุมาซ่อมแซมหลังคาจึงเห็นพวกกระเบื้อง เหล็กโครงหลังคากองอยู่เป็นที่ข้างโรงฉันท์ พ่อเมินและชาวบ้านนั่งสูบบุหรี่ยังไม่ทันหมดม้วนดีก็ลุกไปผสมสีสำหรับทาเหล็กกันสนิม 
งานวันนี้เราก็คือทาสี
	จะว่าไปแล้วงานทาสีเป็นงานที่ผมได้จับบ่อยช่วงทำกิจกรรมของชมรมมีครั้งหนึ่งไปทาสีอาคารเรียนที่น้ำพอง ครั้งหนึ่งไปทาสีโรงอาหารที่อำเภออุบลรัตน์ และครั้งล่าสุดทาสีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานที่จังหวัดสกลนคร ดังนั้นผมจึงรู้หน้าที่ดีว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ผมจับเอาขันใส่สีใบหนึ่งที่น้าแกเทแบ่งไว้หลายขันเลือกหาที่เหมาะ ๆ ทาท่อนเหล็กอย่างสบาย
	ท่อนเหล็กถูกทาทับด้วยสีเทากันสนิมจนครบทุกท่อนอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกปวดเมื่อยหลังเหมือนคนแก่ ผมอาจไม่รู้ว่าอาการปวดหลังเหมือนคนแก่นั้นเป็นอย่างไรแต่พอจะเดาได้จากส่วนเอวของผมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมจึงนั่งเจ่าดูชาวบ้านที่ขึ้นทาโครงหลังคาส่วนที่เป็นสีแดงเพื่อพักอาการปวดเมื่อยสักเดี๋ยว ผู้เฒ่าชายคนหนึ่งเดินมาหยุดใกล้ ๆ ผม 
	 บ่บวชจักพรรษาเบาะ บ่อึดคนสิอุปัฏฐากเด่ะ  แกมองหน้าผมแล้วพูด ผมยิ้มให้แกละไมไม่ได้ตอบว่าอย่างไร 
 ผู้เฒ่าคงอยากให้ผมบวชที่นี่  ผมนึก ผมไม่ทันได้คุยกับแกต่อแกก็เดินผ่านไปเหมือนว่าแกแค่อยากเดินมาคุยเล่นกับผมแค่นั้น ผมเหลียวตามผู้เฒ่าจนแกหายเข้าไปในศาลาใหญ่ จึงคว้าขันสีปีนขึ้นไปบนโครงหลังคาบ้าง เราช่วยกันทาสีท่อนเหล็กบนโครงต่อไป 
ชาวบ้านพูดหยอกล้อกันและกันขณะที่ละเลียดแปลงไปมา ใบหน้าเหล่านั้นไม่บ่งบอกความเครียดกับงาน ทุกคนมาช่วยเหลือกันเพียงหวังผลบุญที่อาจเกิดขึ้นเป็นกำลังใจตอบแทน ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ผมสังเกตไม่เห็นความแตกต่างของจำนวนคนที่มาวัดเลย จะแปลกก็เฉพาะหน้าตาที่รู้สึกได้ว่าเปลี่ยนไปบ้างซ้ำกันบ้างในแต่ละวัน 
	ผมป่ายขึ้นหลังคาเดินระวังไปตามท่อนเหล็กกว้างแค่ครึ่งคืบ นั่งคาบลงตรงนั้นและเริ่มลงมือ
สีพร่องไปจากขันมากผมว่าจะลงไปเติมสีข้างล่างก็พอดีน้าผู้หญิงคนหนึ่งมาเรียกพวกทาสีให้ไปกินข้าวเที่ยง จึงได้พักงานไว้
	แม่บ้านปูเสื่อวางอาหารเตรียมไว้แล้วพวกเราแค่ไปถึงแล้วก็นั่งลงกิน ส้มตำกับแกงไก่ใส่หน่อไม้ดอง ผมนั่งเงียบ ๆ ตั้งใจกินเหมือนทุกครั้ง ขณะที่พุ้ยคำข้าวใส่ปากก็ฟังชาวบ้านสนทนากันไปเพลินหู ชาวบ้านที่นี่เป็นกันเองและตรงไปตรงมาดี ผมสังเกตเอาจากการพูดคุยทักทายและคอยเป็นห่วงเป็นใยผมเมื่อปะหน้ากัน
	 กินข้าวแล้วบ่หล้า    ไปใส่มาคือบ่เห็นหน้าเมื่อเช้า  
 สูบยาอยู่เบาะหำ  ชาวบ้านหลายคนเคยถามผมด้วยท่าทีไมตรี ส่วนข้อหลังนี้ผมมักจะเห็นอยู่เสมอ ๆ เลยล่ะ อย่างเวลากินข้าวอิ่มจะได้ยินเสียงเรอเสียงดังจากหลายคนในขณะที่มือยังถือแก้วน้ำละออกจากปาก หรือยามกินข้าวอิ่ม ๆ แล้วนั่งชันเข่าพิงฝา ชาวบ้านจะเรอกันอย่างเปิดเผยเพราะไม่เห็นเป็นเรื่องน่ารังเกียจจนช่วง แรกผมอดแปลกใจไม่ได้เมื่อร่วมกินข้าวกับพ่อเล่แม่เล่ หรือว่าจะเป็นวัฒนธรรมหลังกินข้าวเสร็จของชาวบ้านที่นี่ก็เป็นได้ ผมนึก
	หลังกินข้าวเสร็จพวกเราขึ้นทาสีต่อดีหน่อยที่บ่ายนี้แดดร่มลมตก ๏

                                                                                        ๒๗ เมษายน ๒๕๕๐				
ไม่มีข้อความส่งถึงประภัสสุทธ
>