23 ธันวาคม 2553 20:49 น.

ในบทกวี

หมอกจาง

เวลาที่คิดถึงบทกวี ผมคิดถึงอะไร?

มานั่งตรงดูแล้ว ทุกครั้งที่พูดถึงบทกวี คิดถึงบทกวี ผมมักจะนึกถึงบทกวีเล่มแรกในชีวิตเสมอ

ไม่ใช่ว่าบทกวีที่ได้อ่านเล่มแรกในชีวิต หากแต่เป็นเล่มแรก ที่ทำให้รู้สึประทับใจในบทกวีอย่างลึกซึ้ง

หนังสือเล่มนั้นคือ "คำหยาด" ของ อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

เป็นหนังสือบทกวีเล่มแรกที่อ่านอย่างตื่นตาตื่นใจ อ่านอย่างซาบซึ้งในตัวอักษร และหวนท่องทวนไปมาซ้ำๆในหลายๆบทที่ชอบ

และเป็นหนังสือเล่มที่ทำให้ต้องเสาะหาหนังสือกวีเล่มต่อๆไปมาอ่าน เพื่อที่จะพบว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเหมือนเข้าไปอยู่ในใจ เข้าไปอยู่ในความรู้สึกได้เหมือนคำหยาด

ไม่ใช่ว่าหนังสือเหล่านั้นเขียนไม่ดี เพียงแต่รู้สึกว่ามันไม่ตรงกับความรู้สึกที่ตัวรู้สึก เหมือนเมื่อได้อ่านคำหยาด

จนกระทั่งเหน็ดเหนื่อยพอสมควรกับการเสาะหา ก็เลยมาคิดว่า แล้วทำไเราไม่เขียนกลอน เขียนบทกวีเองเสียเลยล่ะ?

แน่นอนว่า มันอาจจะกะโดกกะเดก ไม่ได้ดีได้งามเหมือนอย่างใครเขา แต่เราก็ย่อมรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวเองชัดเจนที่สุดไม่ใช่หรือ ว่าเป็นแบบไหน อย่างไร

ถึงมันจะไม่ดี ไม่ทำให้ใครชอบใครรัก แต่สิ่งที่เขียนออกมา มันก็น่าจะตรงใจเราที่สุด ตราบเท่าที่เราซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองในยามลงปากกาเขียน

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเขียนกลอนและบทกวีของผมจนมาถึงทุกวันนี้

......................................................

ทำไมคนเศร้าถึงชอบฟังเพลงเศร้า ?

บางคนบอกว่าการที่คนเศร้านั้น ถ้ายิ่งมัวจ่อมจมอยู่กับเพลงเศร้า ก็คงมีแต่ดิ่งลึกลงไปทุกที ทำไมไม่ฟังเพลงที่มันมีความสุข ที่มันสนุกสนาน เผื่อว่าชีวิตจะได้ร่าเริงขึ้น

ผมไม่เห็นด้วย

สำหรับผมแล้วเพลงเศร้าคือสิ่งจำเป็นสำหรับคนเศร้า เพราะคนเศร้าไม่ได้ต้องการการปลอบประโลม ไม่ต้องการรอยยิ้ม ไม่ตองการแสงตะวันที่สดใสใดๆ

ที่คนเศร้าต้องการคือความเข้าใจ ใครสักคนที่สามารถเข้าใจได้ในความเศร้าของเขา ใครที่มีหัวอกเดียวกัน เคยปวดร้าวมาแบบเดียวกัน

ทุกครั้งที่เพลงเศร้านั้นดัง มันกำลังบอกคนเศร้าว่า คุณไม่ได้ปวดร้าวอยู่อย่างเดียวดาย

บทกวีก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน

.......................................................

ผมใช้บทกวีเหล่านั้นเป็นเพื่อนกับตัวเอง 

ตรวจสอบความรู้สึกของตน เขียนมันออกมาอย่างซื่อตรง แม้มันอาจไม่ได้ไพเราะเพราะพริ้ง แต่มันก็เสมือนหนึ่งเครื่องปลอบประโลม

บางครั้งเหมือนเอามีดกรีดซ้ำลงไปบนแผลที่คั่งหนอง เจ็บปวดจนน้ำตาหยด แต่แผลก็เหมือนพอทุเลาลงไปบ้าง

ส่วนน้ำตานั้น เอามาปั้นเป็นดอกน้ำตาเล็กๆสักดอก ก็พอประโลมใจ

......................................................

"แม้คิดถึงเพียงใดใจจะขาด ก็ไม่อาจไปตามความคิดถึง
ห้ามมาหาแต่อย่าห้ามความคะนึง จะดื้อดึงโดยถ้อยร้อยรำพัน"

เป็นบทหนึ่งในคำหยาดที่ผมจำจนขึ้นใจ สะทกสะท้อนกับตัวเองทุกครั้ง ยามที่มีเหตุการณ์สักเหตุการณ์ชักพาให้กลอนบทนี้วาบขึ้นมาในหัว


"ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง คงชวดดวงบุปชาดสะอาดหอม" เนื้อเพลง สาส์นรัก หากแต่ผมอ่านและจำไว้เป็นเหมือนกลอน บ่นกับตัวเองดังๆในอกแล้วถอนใจ ยามที่ตัวเองไม่ได้ดั่งใจตัวเอง มองดูความรักเหมือนรอเหมือนคอยดอกไม้ให้ร่วง


และก็มีบ่อยครั้งที่จะคิดถึงกลอนบางบทที่ตนเองเขียนเอง ไม่ใช่ว่ามันดีมันงามกว่าคนอื่นแต่อย่างใด แต่เพราะมันตรงใจเราทุกคำเหมือนดังที่เกริ่นไว้ในตอนแรก

"ยิ่งทบทวนหวนนึกยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งคิด ยิ่งคิดถึงจนร้าวราน"

บางทีคนเรา ต้องรอจนกระทั่งบางเรื่องบางราวนั้นได้ผ่านไปแล้ว เราถึงจะได้รู้ว่า ที่ผ่านๆมานั้นเราโง่เพียงใด อะไรบ้างที่เรามองข้ามและละเลย

แต่ความปรารถนาที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไร ก็ยังคงเป็นแค่ฝันอันเลื่อนลอยของมนุษย์ทุกผู้อยู่เช่นเดิม


........................................................

อารมณ์ความรู้สึกของคนเรา ละเอียดและซับซ้อน

คนเศร้าใช่ว่าจะเศร้าเหมือนกัน ในรายละเอียดของความรู้สึกนั้น ผมเชื่อว่าความเศร้าแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดของมันต่างกันไป แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตามที

ความสุขก็เฉกเช่นเดียวกัน มันก็มีแง่มุมของมันที่ต่างกันไป

ดีใจเสมอ ยามที่พบเจอบทเพลงหรือบทกวีของใครสักคนที่อธิบายความรู้สึกของเราที่กำลังเป็นอยู่ได้ตรงใจ

และดีใจเฉกเดียวกัน หากมีใครพบว่าสิ่งที่ผมเขียนออกไปตรงกับใจกับความรู้สึกของเขา

เพราะนั่นแปลว่า เราต่างไม่ได้จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนั้นเพียงลำพัง

ยังมีใครสักคนในโลกใบนี้ที่เข้าอกเข้าใจเรา มีความสุขแบบเดียวกัน มีความเศร้าแบบเดียวกัน มองเห็นโลกเป็นสีเดียวกับที่เรามองเห็น

เป็นเสมือนเพื่อน-แม้ว่าอาจจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลยก็ตามที


นั่นอาจจะเป็นหน้าที่หน้าที่หนึ่งของบทเพลง

และนั่น-อาจจะเป็นหน้าที่หน้าที่หนึ่งของบทกวี

......................................................				
12 พฤศจิกายน 2553 11:29 น.

กำพร้า

หมอกจาง

ที่รัก
อย่าเพียรไถ่ถามเลย ถึงเหตุผลของความรักที่ฉันมีต่อเธอ
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความรักนั้น-เป็นลูกกำพร้า

ฉันอาจพบมันครั้งแรก ในดวงตาของเธอ
เด็กกำพร้าผู้ซุกซน ไม่รู้ที่มา และอาจจะยังไม่รู้ที่ไป
และชั่วเพียงขณะใจเดียว เจ้าเด็กกำพร้านั้น ก็โลดโดดมายังดวงตาฉัน
กระทั่งอุกอาจวิสาสะ เข้ามาเสียจนถึงกลางดวงใจ

ที่รัก
บางที ฉันอาจพบเจ้าเด็กกำพร้านี้ครั้งแรก ตรงระหว่างกึ่งกลางถ้อยคำที่เราสนทนากัน
ระหว่างถ้อยคำบางคำที่ฉันและเธอต่างจดจำมันไม่ได้
ถ้อยคำซึ่งอาจนำพามาซึ่งเสียงหัวเราะ หรืออาจเป็นความเงียบสงัด-ระหว่างเรา
และกว่าจะรู้ตัวอีกที
เจ้าความรักตัวน้อยก็ต้อยตามฉันไปทุกที่ที่มีเธอและไม่มีเธอ

บางครั้ง ที่รัก บางครั้ง
เจ้ากำพร้าตัวน้อยนี้ มันอาจโผล่หน้ามาหาฉัน ตรงรอยต่อระหว่างความจริงกับความฝัน
ตรงห้วงเวลาที่พร่าเลือนเกินกว่าจะเป็นความจริง
หากทว่าสวยงามเกินกว่าจะเป็นความฝัน
สวยงาม-เกินกว่าฉันที่จะบังอาจฝัน

ที่รัก
ฉันเคยไถ่ถามเจ้าเด็กน้อยนี้-หลายต่อหลายครั้งแล้ว
ถึงที่มาและที่ไป กระทั่งถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิด
แต่เจ้าหนูน้อยผู้นี้ มันมิรู้มิเรื่องกระไรทั้งสิ้น
ประหนึ่งดังว่า เมื่อครั้งแรกที่มันปรากฏขึ้นในโลกของเธอกับฉัน
มันก็สมบูรณ์เติบใหญ่ดังนี้แล้ว

ที่รัก
อย่าเพียรไถ่ถามเลย ถึงที่มาของเจ้ากำพร้านี้
ให้ฉันถามเธอเถิด ว่าเธอจักรับเลี้ยงมันได้ไหมเล่า
ว่าเธอจักเอ็นดูมัน ดังที่ฉันเอ็นดูได้ไหมเล่า
ให้เจ้ากำพร้าน้อยนี้ ต้อยตามเธอดังที่ต้อยตามฉัน
นั่งมองและยิ้มให้เธอตรงหน้าต่างยามเธอเหม่อ
และแอบอิงอยู่ข้างหมอนยามเมื่อเธอนอนหลับ

ที่รัก
ก็แล้วเธอจะรักฉันบ้างได้ไหมเล่า........?				
23 สิงหาคม 2553 23:42 น.

บ่ายแห่งความคิดถึง ในห้วงวันที่ฤดูฝนร่วงหล่นอยู่นอกหน้าต่าง

หมอกจาง

บ่ายแห่งความคิดถึง ในห้วงวันที่ฤดูฝนร่วงหล่นอยู่นอกหน้าต่าง
อากาศเปียกชื้น ท้องฟ้าคลุมด้วยสำลีสีหม่น
สายลมอ่อนเบาพัดเปะปะ คล้ายดังสับสนและก็คล้ายดังร่าเริง
ต้นไม้ต้นเล็กเล็กแทงยอด ใบของมันสีเขียว รากของมันหยั่งลึก

บางห้วงขณะ ความคิดนั้นเบากว่าอากาศ
มันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าสูง ลอยผ่านหมอกและเมฆครึ้ม
กาลเวลาเหมือนหน้าหนังสือ พลิกย้อนกลับไปสู่หน้าที่โปรดปราน
กลั้นลมหายใจเมื่อไล่สายตาไปตามบรรทัด หัวใจพองโตเสียจนต้องเผลอยิ้มออกมา

เรามีห้วงเวลาร่วมกันช่วงหนึ่ง
พูดคุยกัน เดินเคียงข้างกัน และพบเห็นสิ่งเดียวกัน
แต่ถึงกระนั้น-ความทรงจำ-เราต่างคนต่างเขียน
และซ่อนเก็บมันเอาไว้ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแง้มดู

หน้ากระดาษเก่าแล้ว และตัวหนังสือก็พร่าเลือน
เราต่างลบมันไปบ้าง เขียนเพิ่มลงไปบ้าง
สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ หากเป็นนิยายส่วนตัว
ที่เราต่างเขียน ต่างผูกเรื่อง บนพื้นฐานของความจริงแค่บางส่วน

เธอเป็นตัวละครของฉัน และฉันเป็นตัวละครของเธอ
ฉันไม่เคยบอกว่าเธอเป็นนางเอก และไม่เคยถาม-ว่าฉันได้รับบทอะไร
เราต่างซุกมันไว้ในที่อันลึกลับ ลึกลับเท่ากับความสำคัญของเรื่องราว

ตรงข้างหมอน ตรงข้างแก้วกาแฟ
บนเบาะรถเมล์ ริมหน้าต่างเมื่อฝนตก
ตรงระเบียงเมื่อฤดูหนาว ตรงข้างโทรศัพท์เมื่อเราพูดคุย
ที่เหล่านั้นนั่นแหละ ที่ฉันมักเปิดอ่านนิยายที่ชื่อความทรงจำ

บ่ายแห่งความคิดถึง ในห้วงวันที่ฤดูฝนร่วงหล่นอยู่นอกหน้าต่าง
น้ำเสียงเธอที่เคลื่อนผ่านอากาศ สดใสจนฉันเห็นรอยยิ้มนั้นลอยอยู่ตรงหน้า
เธอแง้มเล็กเล็ก ถึงเรื่องราวที่เธอบันทึกลงในนิยายฉบับของเธอ
ฉันยินดีที่ได้รู้ ว่าฉันมีบทบาทอยู่ในนั้น
และยินดียิ่งกว่า 
ตรงที่ว่ามันคลับคล้าย เหมือนจะเป็นนิยายโรแมนติคเล่มหนึ่งเช่นเดียวกัน..				
26 มิถุนายน 2553 20:40 น.

สะพาน

หมอกจาง

บางครั้งฉันรู้สึกว่า ฉันสมควรเขียนอะไรบางอย่าง

เธอเคยไหม บางวัน ที่อ้างว้างจับใจ
มีเรื่องราวมากมายที่อยากเล่า อยากระบายบอก
แต่ไม่มีใครสักคนที่อยากเล่า อยากระบายให้ฟัง

มันเป็นความอ้างว้างแบบเดียวกับก้อนเมฆที่ไร้ฝน
ที่ไม่อาจสร้างปฏิสัมพันธ์กับผืนดิน
เป็นความอ้างว้างแบบเดียวกับดวงจันทร์
ที่ไม่อาจมองหาเงาของตนเองได้จากแอ่งน้ำใดสักแอ่ง
เป็นความอ้างว้างแบบเดียวกับชายหนุ่ม
ผู้ซึ่งลุ่มหลงรักหญิงคนรักที่ไม่เคยมีอยู่จริง

บางครั้งฉันรู้สึกว่า ฉันสมควรเขียนอะไรบางอย่าง

ในบางวันซึ่งโลกทั้งโลกดูพร่าเลือน
ผู้คนรอบข้างเหมือนความฝัน ไม่ได้อยู่ตรงที่เคยอยู่ ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็น
และแม้แต่กระทั่งตัวฉันเอง ก็ยังเป็นผู้แปลกหน้าอย่างสิ้นเชิงกับตัวของตน

ในห้วงเวลาเช่นนั้น ฉันอยากเขียนอะไรก็ได้สักอย่าง
ส่งถึงใครก็ได้สักคน
เพื่อที่จะสร้างสะพานอันแข็งแกร่ง ทอดข้ามระหว่างความพร่าเลือนทั้งสองฝั่ง
และทำให้ความจริงนั้น กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้

การล่องลอยเคว้งคว้างนั้นไม่ดี
เพราะมันอาจทำให้ฉันหลุดลอยไปยังที่อันไกลโพ้น
และไม่อาจหาหนทางกลับมาสู่เธอได้

โปรดเถิด
ช่วยรับปลายสะพานของฉันไว้หน่อย
และช่วยให้ฉัน ได้กลายเป็นอะไรสักอย่าง นอกจากความพร่าเลือน
ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริง ไม่ว่ามันจะดีหรือเลว

โปรดเถิด
รับปลายสะพานของฉันไว้หน่อย
เพื่อให้ฉันได้รับรู้ หรืออย่างน้อย-หลอกตัวเอง
ว่าที่ปลายอีกข้างหนึ่งนั้น มีใครสักใคร สักคนหนึ่ง ที่จับต้องได้ ยืนอยู่ตรงนั้น
เพื่อที่ว่าฉัน จะได้ไม่หลุดลอยเคว้งคว้างไปไกล

และเพื่อที่ว่าฉันจะได้ไม่อ้างว้างจนเกินไป..				
9 มิถุนายน 2553 20:47 น.

บางครั้งก็เป็นเช่นนั้นเอง

หมอกจาง

uau1v.jpg

บางครั้งที่ฝนตก ความอบอุ่นบางอย่างก็เหมือนมาพร้อมๆกับสายฝน
เป็นความอบอุ่นเล็กๆ กับเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ
เป็นความอบอุ่นแบบที่ชวนให้เขียนถ้อยคำบางคำ บทเพลงบางเพลง บทกวีบางบท

อาจจะเป็นเพราะฤดูแล้งของฉันมันนานเกินไป
ชั่วขณะที่สายฝนตกพร่างจนฟ้าดูขาวโพลนนั้นจึงทำให้ฉันมีความสุขเกินกว่าจะเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง

ตรงชานบ้านที่พอมีหลังคาคุ้ม ฉันยืนตากละอองฝน คิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย มองอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย
มองยอดมะขามเทศต้นพอประมาณ ที่เต้นรำเริงร่าอยู่ในสายฝน
นกฝูงเล็กฝูงหนึ่งบนฟ้าสูง ที่ออกหากินไกลเกิน จึงต้องตากฝนกลับรัง
คางคกตัวใหญ่เท่ากำปั้น ที่อุ้ยอ้ายเชื่องช้า กว่าจะขยับกระโดดแต่ละที
ฉันมองและฉันเชื่ออย่างเต็มหัวใจ ว่าทุกสิ่งที่ฉันเห็นนั้น มีความสุขอยู่กับสายฝนเช่นเดียวกัน

บางครั้งที่ฝนตก ถ้อยคำบางคำก็มาพร้อมๆกับสายฝน
ถ้อยคำที่เหมือนสดใหม่ เพิ่งแตกยอดออกจากผืนดิน แต่ก็คุ้นหูคุ้นเคย เหมือนถ้อยคำของบางคนที่รู้จัก

บางอย่างที่ไม่เห็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่
บางความเป็นจริงก็ไม่จำเป็นต้องสัมผัสหรือจับต้องได้
ความรู้สึกไม่มีหน่วยวัด แต่บ่อยครั้งที่เราใช้หัวใจตวงและพบว่ามันล้นออกมา
ความรักก็เป็นเช่นนั้นเอง

เสียงฝนกระทบพื้นสม่ำเสมอ บางคนบอกว่าเหมือนทำนองเพลง แต่ฉันคิดว่าไม่
เปะปะไม่มีระเบียบ ซ้ำๆแต่ไม่มีท่วงทำนองที่แน่นอน บางครั้งก็น่ารำคาญ หากบางครั้งก็เพราะกว่าเพลงใดๆในโลก
ที่ฉันชอบที่สุดของทำนองฝนก็คือ มันอนุญาตให้เราเขียนเนื้อเพลงได้เองเสมอ

เธอคิดถึงใคร คิดถึงอะไรเมื่อฝนตก?
บางครั้งเราอาจคิดตรงกัน บางครั้งเราอาจคิดต่างกัน
แต่คิดถึงฉันบ้าง
ในยามที่ฝนตกซ้ำๆจนเธอไม่อาจออกไปไหน ในท่วงทำนองซ้ำๆที่เธออาจใส่เนื้อเพลงถึงใครต่อใครหลายคน
คงจะดีหากสักอึดใจหนึ่ง ที่เธอจะคิดถึงฉัน
และอึดใจนั้น เธอจะพบ ว่าฉันเองก็คิดถึงเธออยู่เช่นกัน

บางครั้งที่ฝนตก ความอบอุ่นบางอย่างก็เหมือนมาพร้อมๆกับสายฝน
เป็นความอบอุ่นเล็กๆ เป็นแค่เรื่องราวน้อยๆ เป็นความสดใหม่ หากทว่าคุ้นเคย
ความรักก็เป็นเช่นนั้นเอง				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงหมอกจาง