30 กรกฎาคม 2554 01:49 น.

ดวงดาว ปูม้า และเธอ

หมอกจาง

ตรงสุดปลายถนนมีทะเล
และตรงชายขอบทะเลมีความทรงจำ

ใครจะจำบทสนทนาเหล่านั้นได้
นอกจากเพียงแค่ย่างก้าวที่เราเดินด้วยกัน
สายลมไม่กระซิบบอกอะไรสักอย่าง
เพราะ ณ ห้วงเวลานั้น ไม่มีอดีตและอนาคต

สะพานปลาที่ทอดยาวกับนกนางนวลขาเป๋
ตะกร้าตกปูที่เราสาวขึ้นจากน้ำ รอยยิ้มเธอดีใจกับปูม้าตัวเขื่อง
น้ำทะเลเค็มกัดรอยเชือกบาดมือจนปวดแสบปวดร้อน
รอยแผลหายไปแล้ว แต่รอยเชือกยังคงอยู่

แสงดาวบนผิวทะเลนั้นสวยกว่าดาวบนฟ้า
เหมือนกับความฝันที่แจ่มจ้า หากแต่รางเลือน
ฉันกระโดดลงดำดิ่ง แม้รู้แก่ใจว่าใต้ผิวน้ำนั้นไม่มีดาวอยู่ข้างล่าง
แต่มีเพียงแค่ปูม้ากับรอยยิ้มของเธอ กระทั่งสายลมหนาวเสียดกระดูกก็สุขใจ

นาฬิกานั้นเฉกเช่นเดียวกันกับถนน
เข็มของมันเดินวนเพื่อให้ได้พบ และเคลื่อนออกเพื่อพลัดพรากไปตามทาง
ณ คืนนี้ ที่เสียงย่างก้าวเข็มนาฬิกาเดินวนเวียนอยู่ในคืนสงัด
ฉันกระโดดลงและดำดิ่งอยู่ในความทรงจำ
แม้จะรู้อยู่แก่ใจ ว่ามันจะไม่มีทั้งดวงดาว ปูม้า และเธอ

แต่ทว่าตรงสุดปลายขอบฟ้าโน้น..ยังมีทะเล
และตรงชายขอบทะเล ก็ยังคงมีความทรงจำตลอดไป				
25 มิถุนายน 2554 08:31 น.

เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหรือ

หมอกจาง

เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหรือ
ในแสงไฟสลัว กลางค่ำคืนฤดูหนาว
ในยามที่ดวงดาวทั้งฟ้า พากันเล่าเรื่องราวของอดีต
เงียบเงียบในสายลม

เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหรือ
ในยามที่หมอกจางๆปกคลุมอยู่ในอากาศ
รินละลายความเศร้าไว้เบาบาง
ในแรกเช้าอันสดชื่น

เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหรือ
เหนือแก้วกาแฟอุ่นในแดดสาย
และดอกไม้ดอกเก่าบางดอก หวนกลับมาเบ่งบาน
ในแสงแดดที่ส่องมาจากดินแดนอันไกลโพ้น

ก็ใครเล่าจะขโมยความทรงจำไปจากสายลม

เราแขวนนิทานบางบทไว้บนกิ่งไม้
เรี่ยรายบางประโยคไว้ริมทางเท้า
ความทรงจำหวานและขม ฟุ้งฟายอยู่ในอากาศ
ในวันและคืนที่บทกวีนับสิบบทหลั่งไหลเพียงชั่วลมหายใจ

น่าแปลก ที่ความรู้สึกอันจับต้องไม่ได้นั้นสามารถกรีดเราเป็นแผลลึก
ดึงเราให้มองย้อนกลับไปสู่ความทรงจำ มากกว่าจะมองออกมายังความเป็นจริง
ฉันมักย้อนทวน เดินทางกลับไปหานิทานบางบทบนกิ่งไม้
พบเท่าที่พบ และหลงลืมบางบทบางประโยคไปชั่วนิรันดร์

เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหรือ
ในบางที่ บางเวลา
ใต้ต้นไม้ยามค่ำคืน ริมทะเลยามแดดสวย ตรงทางเท้าที่เปลี่ยวเหงาบางที่
ทุกครั้ง ที่ผ่านไปยังที่เหล่านั้น ฉันมองเห็นเธอ
และเรื่องราวที่เพียงพอจะเขียนบทกวีได้นับร้อยบท

ทุกๆครั้ง ที่ฉันทำได้ ก็เพียงแค่ รอและคอย
ว่าอาจจะมีสักวัน ที่เธอหันกลับมาและมองเห็น
ว่าฉัน ยังคงอยู่กับเธอ
ณ ที่เหล่านั้น
เสมอมา..				
24 มีนาคม 2554 21:13 น.

ฉัน..จะเล่าให้คุณฟัง

หมอกจาง

ฉันไม่ได้ลงมือเขียนอะไรนานมากแล้ว

บ่อยครั้งที่ฉันรู้สึกว่า อืมม ฉันต้องเขียนอะไรสักทีนะ แต่ไม่ว่าอะไรที่แวบผ่านเข้ามา ที่ทำให้อยากเขียนเรื่องราว ฉันก็มักทิ้งร้างไว้ จนมันหลุดลอยเลื่อนผ่านไปทุกที

วันนี้เมื่อฉันนึกอยากเขียน สิ่งที่ฉันทำคือ เปิดโปรแกรมเวิร์ดขึ้นมา แล้วลงมือพิมพ์ทันที

..................................................

จริงๆแล้ว ฉันอยากเขียนรีวิวหนังสือสักเล่ม หนังสือเล่มที่ฉันยังอ่านไม่จบ แต่ฉันรู้ว่ามันต้องเป็นหนังสือเล่มที่ดีเล่มหนึ่งอย่างแน่นอน ฉันวางแผนไว้ในหัว ว่าจะเขียนอย่างไร เริ่มอย่างไร จบอย่างไร จะคัดลอกเนื้อความบางส่วนในหนังสือนั้นมาลงอย่างไรและตรงไหน

แต่ให้ตายเถอะ พอฉันเปิดหน้าหนังสือ เตรียมคัดลอกเนื้อความส่วนที่ฉันต้องการมาลง ฉันก็ปิดมันลงเฉยๆเสียทุกครั้ง

การคัดลอกข้อความตามที่คนอื่นเขียบนไว้มันช่างเป็นงานที่น่าเบื่อหน่ายและไร้รสชาติสิ้นดี

......................................................

ฉันเลยคิดว่า เอาละ งั้นฉันจะเอาเนื้อความส่วนที่ฉันจะคัดลอกนั้นมาเขียนใหม่เอาเองละกัน

แม้ว่ามันจะไม่ดี ไม่สละสลวยเท่าต้นฉบับ แม้ว่าจะขาดตกหกหล่นไปบ้าง อย่างน้อยมันก็ไม่น่าเบื่อ-นี่ว่าสำหรับตัวฉันเอง

.....................................................

มันมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบการดูละครสัตว์ [มีเด็กที่ไหนบ้างนะที่ไม่ชอบละครสัตว์]

และสิ่งที่เด็กคนนี้ชอบมากที่สุดในคณะละครสัตว์ก็คือสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง

และในบรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งหมด สิ่งที่เด็กชายชอบมากที่สุดก็คือช้าง

เจ้าช้างตัวใหญ่โต มีหูใหญ่ ตาเล็ก มีงวง มีงา ร้องเสียงดัง ท่าทางทรงพละกำลัง

ทุกครั้งที่เจ้าช้างปรากฏตัว เด็กชายจะรู้สึกเลือดสูบฉีด หัวใจเต้นแรง และสายตาของเด็กชายไม่เคยคลาดไปจากเจ้าสัตว์ร่างมหึมานั้นได้เลย

แต่สิ่งหนึ่ง-เพียงสิ่งเดียว ที่คาใจเด็กชายมาตลอดทุกครั้งที่ไปดูละครสัตว์ คือเมื่อหลังจากแสดงเสร็จ เจ้าช้างตัวนั้นจะถูกผูกไว้ที่หลักไม้เล็กๆอันหนึ่ง หลักที่ดูว่าถูกปักไว้แน่นหนา แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลของเจ้าช้าง เด็กชายเชื่อว่าถ้ามันจะดึงให้หลักนั้นหลุดออกมา ย่อมไม่เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง

เด็กชายจึงเอาความสงสัยนั้นไปถามผู้ใหญ่หลายคน ส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบว่า เพราะช้างนั่นมันถูกฝึกให้เชื่องแล้วนี่ไง มันจึงไม่ดึงหลักอันเล็กนั่นจนหลุด

ก็ถ้ามันถูกฝึกให้เชื่องแล้ว ทำไมเราถึงต้องล่ามมันด้วยล่ะ? – เด็กชายถาม แต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบที่น่าพึงพอใจกับเขาได้

เด็กชายโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และยังคงเก็บคำถามนี้เอาไว้ในใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาจึงได้เจอกับคนผู้ซึ่งฉลาดพอที่จะให้คำตอบของคำถามนี้แก่เขา

“ที่เจ้าช้างละครสัตว์มันไม่หนี เพราะมันถูกล่ามไว้กับเสานี้ตั้งแต่มันยังเล็กๆยังไงล่ะ” – นี่คือคำตอบ

ลองนึกภาพลูกช้างน้อย ที่ถูกล่ามไว้กับเสาต้นหนึ่ง มันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดึงโซ่ให้ขาด ดึงเสาให้หลุดถอน เพื่อที่จะได้อิสระ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า มันไม่แข็งแรงพอ

แต่ละวัน แต่ละคืน เจ้าลูกช้างน้อยพยายามดิ้นรน จนหมดเรี่ยวแรงนอนฟุบอยู่ข้างเสา และฟื้นขึ้นมาทดลองใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกช้างมันถึงตัดสินใจยอมแพ้ ว่ามันคงไม่มีทางเอาชนะเสาต้นนี้ได้แน่ๆ มันจึงเลิกดิ้นรนอีกต่อไป

แม้กระทั่งมันเติบโตขึ้น เรี่ยวแรงแข็งแกร่งกว่าเดิม ร่างกายใหญ่โตกว่าเดิม มันก็ยังคงเก็บความคิดที่ว่ามันไม่มีทางเอาชนะเสาต้นนี้ได้เอาไว้ในหัว โดยไม่เคยคิดที่จะทดลองซ้ำอีกเลย

บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ ?
.....................................................

นี่เป็นเรื่องเล่าของ ฆอร์เฆ่ บูกาย นักจิตวิทยาและนักเขียนชาวอาร์เจนตินา ฆอร์เฆ่เล่าเรื่องเล่าเล็กๆ นิทานสั้นๆให้กับคนไข้ที่มาทำจิตบำบัดกับเขาฟังอยู่เสมอ แทนที่จะหมกมุ่นอธิบายอยู่แต่ทฤษฏีจิตวิทยาที่เคร่งเครียดซับซ้อน

jJbjd.gif

หนังสือเรื่อง “จะเล่าให้คุณฟัง” เป็นหนังสือที่รวบรวมนิทานและเรื่องเล่าของเขา เป็นหนังสือเล่มแรกของฆอร์เฆ่ บูกายที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อสเปน [สำนักพิมพ์ผีเสื้อที่แปลหนังสือจากภาษาสเปนมาเป็นภาษาไทย] ทั้งเล่มประกอบด้วยเรื่องเล่าสั้นๆแบบนี้ประมาณห้าสิบเรื่อง เรื่องที่เพิ่งเล่าจบไป เป็นเรื่องแรกของหนังสือเล่มนี้

ฉันจะเล่าต่ออีกสักเรื่องละกัน

.....................................................

เรื่องเล่าอีกเรื่องที่จะหยิบมาเล่าตรงนี้ เป็นเรื่องของแหวน

มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง ประสบปัญหาในชีวิต ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร เขาจึงมาพบนักปราชญ์คนหนึ่งที่เขารู้จัก

“ท่านอาจารย์ครับ ผมรู้สึกตัวเองว่าไม่มีค่าอะไรเลย ใครต่อใครมักจะบอกผมวาเป็นคนที่ไม่เอาไหน ท่าทางเงอะงะ โง่ทึบ ไม่แข็งแรง ไม่มีดีอะไรสักอย่าง ผมจะต้องทำอย่างไรดีครับ ผมจะต้องปรับปรุงตัวอย่างไรดี ถึงจะเป็นที่ยอมรับจากพวกเขา”

อาจารย์คนนั้นจึงตอบไปว่า “ฉันเองก็มีปัญหาของฉันที่ต้องแก้ ไม่มีเวลามาแก้ปัญหาให้เธอหรอกนะ แต่ถ้าหากว่าเธออยากจะช่วยให้ฉันแก้ปัญหาของฉันสักหน่อยก็คงดี แล้วหลังจากนั้นฉันอาจจะว่างพอช่วยแก้ปัญหาให้เธอได้”

ชายหนุ่มรับคำ นักปราชญ์คนนั้นจึงถอดแหวนวงหนึ่งออกจากนิ้วยื่นแล้วให้

“ช่วยเอาแหวนนี้ไปขายที่ตลาดให้ฉันที ขายให้ได้ราคาสูงสุดเท่าที่จะทำได้ แต่จงอย่ารับราคาที่น้อยกว่าหนึ่งเหรียญทองคำเด็ดขาด”

ชายหนุ่มจึงเอาแหวนนั้นเดินไปที่ตลาด และเสนอขายมันให้กับทุกคนที่เขาพบ ทุกคนมองอย่างสนใจ แต่เมื่อเขาบอกราคา ทุกคนต่างหัวเราะเยาะ

“หนึ่งเหรียญทองคำ? มันมากไปนะ ถ้าน้อยกว่านี้สักหน่อยฉันก็คงพอจะช่วยเธอได้หรอก”

ชายหนุ่มร้อนใจ กลัวว่าเมื่อขายแหวนไม่ได้ อาจารย์จะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้เขา จึงบางคนที่อยากช่วยชายหนุ่ม เสนอราคาให้สองเหรียญเงิน – นี่มากสุดเท่าที่ฉันจะช่วยเธอได้แล้ว – ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ขายแหวนวงนี้ด้วยราคาที่น้อยกว่าหนึ่งเหรียญทอง

เมื่อเขาถือแหวนกลับมาหานักปราชญ์ผู้นั้น สีหน้าของเขาท้อแท้ยิ่ง “ท่านอาจารย์ครับ ไม่มีใครที่ตลาดยอมซื้อแหวนวงนี้ในราคาหนึ่งเหรียญทองเลย บางทีราคาที่แท้จริงของมันอาจไม่ใช่หนึ่งเหรียญทองตามที่ท่านอาจารย์ตั้งไว้ก็ได้นะครับ”

“จริงสินะ เธออาจพูดถูก” อาจารย์รับคำ “เอาอย่างนี้ เธอจงไปหาพ่อค้าเพชรพลอย และเอาแหวนวงนี้ให้เขาดู วานให้เขาช่วยตีราคาให้หน่อย แต่เธอไม่ต้องขายมันนะ ให้เอามันกลับมาคืนให้ฉันก็พอ”

ชายหนุ่มจึงเอาแหวนนั้นไปหาพ่อค้าเพชรพลอยและร้องขอให้เขาตีราคาให้ หลังจากพ่อค้าเพชรพลอยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ฉันให้ราคาเธอไม่ได้มากไปกว่าห้าสิบแปดเหรียญทองหรอก” ชายหนุ่มอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก “งั้นหกสิบเหรียญทองก็ได้ ถ้าหากเธอยังลังเล”

ชายหนุ่มไม่พูดอะไรทั้งสิ้น รีบนำแหวนวงนั้นกลับมาคืนอาจารย์และเล่าให้ฟัง อาจารย์ฟังด้วยสีหน้ายิ้มละไม

“เธอก็เหมือนแหวนวงนี้นั่นแหละ”

“คุณค่าที่แท้จริงของเธอจะปรากฏก็แต่เฉพาะสายตาของผู้ที่เชี่ยวชาญและรู้ซึ้งเท่านั้น ทำไมเธอถึงต้องวิตกกังวลต่อคำตัดสินของคนอื่นๆผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของเธอด้วยล่ะ”


...........................................................


อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนึกถึงตัวเอง นึกถึงเพื่อน นึกถึงใครต่อใคร หลายต่อหลายคน

อยากอ่านต่อให้จบ และอยากให้ใครต่อใครได้อ่านกัน				
28 มกราคม 2554 09:04 น.

เรา

หมอกจาง

ความเหงาของเราเหมือนกันไหม
เรารู้จักกันจริงๆหรือเราต่างแค่คิดเอาเอง
เธออยู่ในฝันของเธอ และฉันอยู่ในฝันของฉัน
ฝันที่เราไม่มีวันตื่น ตราบจนกว่าเราจะตายจากกัน

ความเศร้าของเธอเหมือนความเศร้าของฉันไหม
ฉันมองนัยน์ตาเธอแต่กลับมองเห็นเพียงความเศร้าของฉันเอง
ดวงตาเธอแตกร้าวหรือเพราะหัวใจฉันพังทลาย
บางครั้งฉันรู้สึกโดดเดี่ยว ลำพังในจักรวาลของตน

ความสุขของเธอเหมือนความสุขของฉันไหม
ดอกไม้ สายลม ผีเสื้อ อาจไร้สีและไร้กลิ่น
เราจับมือเดินท่องไปในโลกที่มีแต่ตัวเอง
และความอบอุ่นอันจอมปลอม เพื่อหลอกลวงว่าเราไม่ได้เดียวดาย

ความรักของเธอ จะเหมือนกับความรักของฉันไหม
บางครั้งมันใหญ่เท่าทะเล บางครั้งมันเล็กเท่าหัวใจ
เราจะรักกันได้อย่างไร หากความรักเรานั้นไม่เหมือนกัน
แต่ฉันยังคงรักเธอ แม้ว่าฉันไม่รู้จักเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

ฉันรู้จักเธอแค่เพียงเท่าฉันรู้จักตัวเอง
รู้จักความเศร้าของเธอก็ด้วยความเศร้าของฉัน
รู้จักความสุขของเธอก็เพียงแค่ความสุขของฉัน
และคิดเอาเอง ว่าเรารู้สึกเหมือนกัน

ที่รัก
ขอให้ฉันคิดว่าเธอรักฉันเหมือนกับที่ฉันรักเธอจะได้ไหม
ให้ฉันจับมือเธอและได้เชื่อว่าไออุ่นนั้นมีจริง
ให้ฉันได้คิดไป ว่าเมื่อยามที่ฉันเหงา ฉันไม่ได้กำลังเหงาอยู่เพียงลำพัง

แม้ว่าในท้ายที่สุด เธออาจไม่มีตัวตนอยู่เลยก็ตาม				
29 ธันวาคม 2553 16:12 น.

ที่นี่และที่ไหน

หมอกจาง

ที่รัก
ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ และฉันไม่ได้อยู่ที่ไหน
หน้าสิงโตหินตัวใหญ่หน้าอาคาร ใต้ร่มดอกไม้สีขาว
ท่ามกลางแสงแห่งดวงดาวอันพราวพราย
ฉันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แม้ว่าเธออาจจะมองเห็นฉันอย่างเลือนรางก็ตามที

ที่รัก
ในอณูของความทรงจำอันละเอียดอ่อนนั้น ฉันท่องเดิน
เดินไปบนทางอันมืดมิด - เธอยังจำลมหนาวพัดกระหน่ำนั้นได้ไหม
เรายิ้มให้กันด้วยการเบือนหน้าไปคนละทาง
จับมือกันแม้สองมือเราต่างซุกแนบแน่นอยู่ในกระเป๋า
เอ่ยคำรักนับร้อยโดยไม่เคยพูดมันออกมา

ที่รัก 
ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ และฉันไม่ได้อยู่ที่ไหน
บนถนนสายว่างเปล่าที่ชื่อการรอคอย และฉันไม่รู้ว่ามันจะนำไปสู่ที่แห่งใด
ความทรงจำฉันเหือดแห้งลงเรื่อยๆ และฉันอาจหลงลืมใบหน้าเธอ
และเมื่อนั้น ฉันจะกลายเป็นเศษอณูอันล่องลอย ปราศจากจุดอ้างอิงใดบนโลก

ที่รัก
ฉันมองหา เฝ้ามองหา แต่ไม่อาจมองเห็น
ตัวตนของฉันนั้นแหว่งวิ่น เลื่อนลอยหลุดมือเมื่อพยายามจะไขว่คว้า
ฉันไม่อาจอยู่ตรงนั้น และฉันก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้
ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง กระทั่งยังไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน

ที่รัก
ดังนั้น ฉันจึงเขียน จึงเขียน และเขียน
เรื่องราวของเรา สลักเสลาเอาไว้ ราวช่างแกะสลักหิน
อ่านและทบทวนมัน ทบทวนเรื่องราวของเรา ทุกครั้งที่ฉันจะหลุดเลือนหายไปในความทรงจำ ในจินตนาการ
เป็นเพียงอย่างเดียวที่ยึดโยงฉันไว้กับโลก โลกใบนี้
โลกที่แม้ว่าฉันเองจะไม่ได้อยู่ที่นี่และกระทั่งไม่อาจอยู่ที่ไหนเลยก็ตามที				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟหมอกจาง
Lovings  หมอกจาง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงหมอกจาง