5 ธันวาคม 2562 18:45 น.

ครูประทิน

คีตากะ

             ครูประทิน เป็นข้าราชการบำนาญ ท่านเกษียณอายุราชการมาได้หลายปีแล้ว ผมรู้จักครูประทิน
ตอนที่ผมอายุประมาณ ๗ ขวบ ครูประทินเป็นคนใจดีเป็นที่รักของเด็กๆ ท่านสอนอยู่โรงเรียนประถมศึกษา 
สังกัดกระทรวงศึกษาธิการในต่างจังหวัดบ้านเกิดของผม หลังจากที่ผมห่างหายไปจากจังหวัดบ้านเกิด
เสียนานจะเนื่องด้วยจากการศึกษา อาชีพการงานก็แล้วแต่ โชคชะตานำพาผมมาพบกับครูประทินอีกครั้ง 
เมื่อตอนลงสำรวจเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง ๒ – ๔ ปีภายในเขตพื้นที่เทศบาล เพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์
ให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้ามาเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของทางเทศบาล ตามนโยบายของภาครัฐ
 แม้การศึกษาระดับปฐมวัยจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเล็กและเป็นการ
ช่วยลดภาระการเลี้ยงดูบุตรหลานของผู้ปกครอง ซึ่งก็คือประชาชนในเขตพื้นที่ การบริการสาธารณะจึงถือเป็น
หน้าที่หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความจริงแล้วอาชีพข้าราชการไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันอยากจะเป็น
 ก็คงเหมือนกับ พนักงานบริษัท หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผมแค่อยากกลับบ้านเพื่อมาทำการเกษตร
ตามแนวทางศาสตร์พระราชาเท่านั้น แม้จะเป็นได้แค่เกษตรกรวันหยุดกับวันนักขัตฤกษ์ก็ถือว่าได้ทดลอง
นำทฤษฎีลงสู่การปฏิบัติ ภายในระยะเวลา ๒ ปีมานี้ผมทำเกษตรอินทรีย์และปลูกต้นไม้ไปไม่มากเท่าไหร่ 
โดยตั้งใจเอาไว้ว่าจะปลูกไปให้ครบ ๓๐๐ ชนิด แต่ละชนิดปลูกไม่เกิน ๕ ต้นบนพื้นที่ประมาณ ๓ ไร่ 
ซึ่งที่ปลูกไปแล้วก็มีรอดบ้างตายบ้างตามเรื่องตามราว เท่าที่จำได้ที่ปลูกไปแล้วพวกไม้ป่าก็มี สักทอง ยางนา
 พยุง มะค่าโมง  พยอม จันท์ มะฮอกกานี ชัยพฤกษ์ ประดู่ป่า คูน โมกษ์ แดง ส่วนไม้ผลก็มี เงาะ ทุเรียน 
กระท้อน ขนุน น้อยหน่า หม่อน มะม่วง ลำไย มังคุด ละมุด ทับทิม ชมพู่ มะพร้าว มะเฟือง เชอรี่ กล้วยหอมทอง 
กล้วยน้ำว้า ส้มโอ ไผ่ตรง ไผ่กิมซุง มะละกอ ฝรั่งกิมจู ฝรั่งขี้นก กาแฟโรบัสตา มะม่วงหิมพานต์ ส้มเขียวหวาน
 ลองกอง พุดทรา ลางสาด มะนาว มะกรูด มะเขือเทศ แตงโม แตงไทย  ส่วนพวกผักจะปลูกหมุนเวียนกันไป
ที่ปลูกไปแล้วก็มี คะน้า ฟักทอง ชะอมปลูกไป ๑๐๐ ต้นเพราะปลูกเป็นแนวรั้ว ผักกาดขาว หัวไชเท้า ผักบุ้งจีน
ฟักเขียว แตงกวา ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ถั่วพู น้ำเต้า ผักกวางตุ้ง บวบ มะเขือเปาะ มะเขือยาว พริกหยวก 
พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูสวน พริกกะเหรี่ยง โหระพา กะเพรา ยี่หร่า เตยหอม ชะพลู ขิง ข่า ตะไคร้ แตงร้าน 
ถั่วลันเตา ถั่วแขก แมงลัก สะระแหน่ ว่านหางจระเข้ ตะไคร้หอม พริกไทย มะระจีน มะระขี้นก นอกจากนั้น
ในสวนยังมีโรงเพราะเห็ดพวกเห็นตระกูลเย็นชื้น เช่น เห็ดนางฟ้าฮังการี เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าภูฐาน 
เห็ดเป่าฮื้อ ส่วนเห็ดตระกูลร้อนชื้น เช่น เห็ดฟาง เห็ดโคนน้อย เห็ดมิลกี้ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่มาจากดิน
เสื่อมสภาพขาดแร่ธาตุมายาวนาน เพราะขาดการปรับปรุงดินที่ถูกวิธี รวมทั้งการใช้สารพิษในการทำการ
เกษตรในอดีตช่วงเวลาสั้นๆ ๒ ปี ผมปลูกต้นไม้ตายไปหลายต้น เนื่องจากการขาดองค์ความรู้เรื่องดินอย่าง
เพียงพอแม้การวางระบบน้ำค่อนข้างจะครอบคลุม แต่ต้นไม้ที่ปลูกค่อนข้างยากอย่างทุเรียน ลองกอง 
ที่ตายไปหลายต้นทำให้ต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ไม่ว่าจะเรื่อง ดิน น้ำ แดด การจะปรุงปัจจัย ๓ อย่างนี้
ให้เกิดความสมดุลและเหมาะสมกับต้นไม้แต่ละชนิดอย่างไร สำหรับผมแล้วมันยังห่างไกลนัก แม้จะมีกูรู 
อย่าง กูเกิ้ล ยูทูปรวมปราชญ์หรือปรมาจารย์ด้านการเกษตรทั้งแผ่นดิน แต่ทักษะ (skill) นั้นสำหรับคน
ที่ชั่วโมงบินยังน้อยนักอย่างผมยังถือว่ายังขาดแคลนอีกมาก ทุกวันนี้ยังเรียนไปทำไปไม่เคยจบสิ้น.....  
   แม้วันนี้ครูประทิน จะอายุมากแล้ว กาลเวลาได้กัดกร่อนสังขารของท่านจนร่วงโรยเข้าสู่วัยชรา 
แต่ภาพวัยหนุ่มของครูยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำอันเลือนรางของผมตลอดมา ทำให้นึกย้อนไปถึง
สมัยเรียนอยู่โรงเรียนประถมศึกษา ที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการเล่น สนุกสนาน ร่าเริงตามประสาวัยเด็ก 
เรื่องการเรียนไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอยู่ในสมอง ต้องขอสารภาพตามความจริงเลยว่าผมไม่รู้ว่าครูประทิน
เรียนจบครูมาทางด้านไหน เพราะเรื่องวิชาการผมแทบไม่เคยเห็นครูจะสอนอะไร ความทรงจำของผม
จดจำได้เพียงว่ากีฬาทุกประเภทที่ผมเล่นเป็นล้วนมีต้นกำเนิดมาจากครูประทินแทบทั้งสิ้น อาจเป็นไปได้
ว่าครูประทินจะเป็นครูพละ ครูอาจเรียนจบครูมาทางด้านนี้ก็มีความเป็นไปได้ หรือจะจบเอกประถมศึกษา
ผมก็ไม่ทราบได้ ผมได้รับการฝึกฝนอย่างหนักในกีฬาหลายประเภท เช่น เซปักตะกร้อ วอลเลย์บอล 
ฟุตบอล กรีฑา ฯลฯ ชีวิตในช่วงนั้นมีเพียงการฝึกฝน การซ้อมกีฬา การแข่งขัน และหลายครั้งถึงกับมีการ
เข้าค่ายเก็บตัวอยู่ที่โรงเรียนเป็นแรมเดือนเพื่อการแข่งขันในนัดสำคัญ ต้องยอมรับอย่างแท้จริงว่าครูประทิน
เป็นครูที่มีศักยภาพสูงมากในการสอนเด็กในด้านกีฬา เพราะลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่ได้รับถ้วยรางวัล 
เหรียญรางวัล และเกียรติบัตรจากชัยชนะในกีฬาประเภทต่างๆ มากมายจนนับกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว 
ผมเคยเห็นรางวัลต่างๆ เหล่านี้ของน้องชายของผมที่ได้รับตอนเรียนอยู่กับครูประทินในโรงเรียนประถม
มันมีมากมหาศาลจนนับไม่ไหวจริงๆ น้องชายมีอายุน้อยกว่าผมหนึ่งปี เรียกว่าคลานตามกันมาเลยทีเดียว 
เวลาเรียนก็เดินเกาะหลังกันมา ผมอยู่ ป.3 น้องก็อยู่ ป.2 ผมขึ้น ป.4 น้องก็ขึ้น ป.3 ตามกันมาติดๆ 
โรงเรียนเดียวกันตลอด กระบวนการอะไรที่ผมได้รับการฝึกฝนจากครูประทิน น้องชายผมก็ได้รับเช่นเดียวกัน
 และผลพลอยได้จากการเป็นนักกีฬาตัวแทนของโรงเรียนก็คือสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผมแทบไม่เคยเห็น
น้องชายของผมเคยป่วยหนักต้องนอนโรงพยาบาลเลยในตอนนั้น พวกเราจะบาดเจ็บก็เนื่องมาจากการฝึกซ้อม
หรือการแข่งขันกีฬาเท่านั้น เท่าที่ผมจำได้ กระบวนการหล่อหลอมแบบนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ทำให้เด็ก
มีจิตใจและร่างกายที่แข็งแกร่ง ทักษะ การเคี่ยวครำ กลยุทธ์ การฝึกฝนต่างๆ เหล่านี้ที่ได้รับจากครูประทิน
มีคุณค่ายิ่งใหญ่เกินกว่าจะเปรียบได้สำหรับผม....ลูกศิษย์ของครูประทินในเขตพื้นที่ที่ผมรู้จักก็มีเจ้าอาวาส
ของวัดประจำตำบลที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ท่านเรียนจบเปรียญ ๙ ประโยค ผมยังจำได้ว่าตอนที่เจ้าอาวาส
เรียนจบทางพระมาใหม่ๆ ในตำบลมีเพียงท่านรูปเดียวที่เรียนจบทางสายธรรมสูงขนาดนี้ ถึงกับต้องนั่งรถแห่
ไปรอบตำบลเลยทีเดียว เหมือนกับแห่นางงาม หรือนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิคอะไรประมาณนั้นเลย
ผมยังจำภาพวันนั้นได้อย่างแม่นยำและชัดเจน มันเป็นวันสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทีมนักฟุตบอลตัวแทน
ของโรงเรียน วันนั้นทีมของเราเข้าชิงชนะเลิศกับโรงเรียนต่างถิ่นซึ่งเป็นแชมป์เก่า เวลาผ่านมาถึงครึ่งหลัง
แต่สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ที่ ๑ - ๑ ในขณะที่เวลาในเกมครึ่งหลังเหลือน้อยเต็มที พลันมีคำสั่งแบบฟ้าฝ่า
จากครูที่เป็นโค้ชอีกท่านหนึ่ง แต่ไม่ใช่ครูประทิน สั่งให้พวกเราล้มบอล โดยการยอมแพ้ ผมไม่รู้ว่ามันเกิด
อะไรขึ้น อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างโค้ชทั้งสองท่าน เชื่อได้ว่าครูที่เป็นโค้ชท่านนั้นจะถูกฝ่ายตรงข้าม
ซื้อตัวไปเรียบร้อยแล้ว เพราะผมสังเกตเห็นสีหน้าของครูประทินไม่สู้ดีนัก คำสั่งถูกแจ้งมายังผมซึ่งเล่น
ในตำแหน่งผู้รักษาประตูกับเพื่อนของผมอีกคนหนึ่งที่เล่นในตำแหน่งกองหลังเซ็นเตอร์แบ็ค เมื่อเป็นคำสั่ง
ของครู ผมจึงตกลงกับเพื่อนของผมโดยไม่ได้คิดอะไรมากเลยว่า ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถยิงประตู
ทีมเราได้ เราก็ช่วยพวกเขาซักเล็กน้อยซึ่งมันง่ายมากสำหรับผม ด้วยการทำลูกบอลเข้าประตูตัวเอง 
ผมกับเพื่อนเราเล่นละครตบตาคนดูทั้งสนามกันเพียง ๒ คน เพื่อนของผมแสร้งส่งลูกฟุตบอลคืนกลับหลัง
ให้ผู้รักษาประตูซึ่งก็คือผม โดยให้น้ำหนักแรงพอประมาณและทิศทางเสียดเข้ามุมประตูพอดิบพอดี 
ผมก็เล่นบทของผมด้วยการรับลูกบอลพลาดหลุดเข้าประตูตัวเอง ตอนนั้นแหละผมจึงตระหนักได้ว่าการ
ทำลูกบอลเข้าประตูตัวเองมันง่ายมากๆ ง่ายกว่าการให้คู่ต่อสู้ยิงเข้าประตูของเราเสียอีก เมื่อสกอร์เปลี่ยน
เป็น ๒ - ๑ ฝ่ายตรงข้ามนำอยู่ กำลังจะชนะ ได้ครองแชมป์อีกสมัย เรื่องมันก็ควรจะจบแบบ happy ending
แม้นโยบายการล้มบอลของโค้ชในคราวนั้นจะถูกสื่อสารแบบปากต่อปากระหว่างเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในสนาม
เวลานั้นจนครบทุกคนแล้วก็ตาม ทุกคนคล้ายยอมรับชะตากรรมโดยไม่รู้สาเหตุ แต่ในเพื่อนร่วมทีมทั้งหมด
กลับมีคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ซึ่งก็คือท่านเจ้าอาวาสนั่นเอง ในตอนนั้นท่านเป็นหนึ่ง
ในทีมนักฟุตบอลตัวแทนโรงเรียนเช่นเดียวกับผม ที่สำคัญท่านเล่นอยู่ในตำแหน่งกองหน้าเสียด้วย 
ท่านบุกเดี่ยวพาลูกบอลทะลวงฝ่าแนวรับของฝ่ายตรงข้ามไปได้หลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 
พยายามจะตีเสมอให้จงได้ จนเกิดลูกหวาดเสียวหลายต่อหลายครั้งที่เกือบจะทำประตูได้ ทำให้ผู้ชม
ได้พบกับเกมฟุตบอลคู่ชิงชนะเลิศที่มันส์แบบสุดๆ คอยลุ้นอยู่ตลอดเวลา ผมก็ลุ้นแบบสุดๆ ลุ้นว่า
อย่าให้ท่านทำประตูฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่อย่างนั้นผมกับเพื่อนคงต้องถูกสั่งให้กลับมาเล่นละครตบตา
ผู้ชมกันอีกรอบ คงไม่สนุกเท่าไรนัก แค่นี้ก็อับอายสุดแสน โชคดีที่ท่านเจ้าอาวาสทำไม่สำเร็จ
จึงโล่งอกไป ภายหลังจากนั้นไม่นานครูที่เป็นโค้ชท่านนั้นก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน ไม่รู้ไปทุจริตเรื่องอะไรอีก
คงเหลือแต่ครูประทินคนเดียวที่ยังอยู่จนเกษียณอายุ ผมยังมีความหวังว่าลูกศิษย์ของครูประทิน
อีกหลายคนจะได้ดิบได้ดีเหมือนกับท่านเจ้าอาวาส ที่ได้เป็นผู้นำชุมชน เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ
เป็นที่นับถือของประชาชน.....
 แม้วันนี้ผมจะไม่มีความสำเร็จใดๆ ที่พอจะทำให้ครูประทินภาคภูมิใจได้ สำหรับผมแล้วโลกนี้ไม่มีอะไร
ให้น่าพิศวาสน่าลุ่มหลงอีกแล้ว มันเป็นเพียงกองขยะกองโตเท่านั้นในสายตาของผม การพบหน้าของเรา
ในวันนี้ ในคราวประชุมติดตามและประเมินผลการนำแผนพัฒนาการศึกษาไปสู่การปฏิบัติของศูนย์พัฒนา
เด็กเล็ก ผมได้พบกับครูประทินในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาประจำตำบล ซึ่งผมเป็นเลขานุการ
ในการประชุมครั้งนี้ แม้กาลเวลาจะผ่านมายาวนานเพียงใด แต่ความเคารพบูชาที่มีต่อครูประทินยังคง
เต็มเปี่ยมในหัวใจของผมตลอดไป ผมได้พบกับครูประทินเหมือนกับการได้พบกับญาติที่สนิทที่สุด 
แม้ครูจะให้กำลังใจในการทำงานของผมตามประสาครูกับศิษย์ก็ตาม ผมทำได้เพียงยกมือไหว้ครูของผม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่รู้จะเอ่ยถ้อยคำอะไรเลย มันอัดอั้นตันใจไปหมดจนแทบหลั่งน้ำตา ผมควรจะสอบถาม
สารทุกข์สุกดิบของครู แต่ก็ไม่ได้ทำ ผมควรจะหาเวลาไปพูดคุยกับครูบ้างที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ไป ผมไม่รู้จริงๆ 
ว่าควรพูดจาอะไรกับครูของผม ความจริงแล้วผมก็คือผลผลิตจากเบ้าหลอมของครูประทิน ครูประทิน
คือเบ้าหลอม คือแม่พิมพ์ของชาติ ผมยังมีความหวังว่าวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้เผยความลับที่อยู่ในใจผม
ให้แก่ครูของผมได้ทราบ ก่อนที่ท่านจะลาจากโลกนี้ไป หรือก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป แม้คำพูดของผม
อาจไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับครูประทิน ครูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด หรืออาจจะไม่ยอมรับในตัว
ลูกศิษย์คนนี้ แต่ผมก็ควรจะต้องทดแทนในความเอื้ออารีของท่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมเก็บมาคิดเล่นๆ 
ว่าถ้อยคำใดหรือที่ควรเอ่ยกับครูประทิน โดยที่ท่านไม่คิดว่าผมบ้าหรือเพี้ยนไปแล้ว เพราะตลอดเวลา
ที่ผ่านมาผมได้พบเพียงความว่างเปล่า สิ่งใดหรือจะเป็นแก่นสารสาระสำหรับศิษย์คนหนึ่งที่จะมอบให้แก่ครู
อันเป็นที่รักของเขา ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูประทินอีกท่านก็คงได้กล่าวไปหมดแล้ว 
การที่ท่านแตกฉานในภาษาบาลีสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาแท้ๆ ดั้งเดิมเสมือนเป็นถ้อยคำจากโอษฐ์ของ
พระศาสดาโดยตรง แต่ผมก็รู้ว่าภาษาไม่มีความหมายใดๆเลย หากแต่เป็นพลังงานที่อยู่เบื้องหลังภาษา
นั้นต่างหากที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง และสามารถยกจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริงด้วย ภาพลวงตาของโลก
กำลังครอบงำมนุษย์ที่ตกเป็นทาสแห่งการเวลา อาจารย์ของผมท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ได้สั่งสอนผม
ให้เข้าใจในสิ่งต่างๆ มากมายเกี่ยวกับชีวิตและจิตวิญญาณ ผมคิดว่านอกจากจะแนะนำท่านอาจารย์
ให้แก่ครูประทินได้รู้จักแล้ว ถ้ามีคำพูดอันว่างเปล่าสักคำที่จะเอ่ยบอกกับครูประทิน ผมคิดเล่นๆ เอาเองว่า
 ผมจะบอกท่านว่า... เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุญตา อมตะ................................            
18 พฤศจิกายน 2562 18:49 น.

Astral City การเดินทางของจิตวิญญาณ

คีตากะ


เรื่องราวของชายคนหนึ่ง เขามีอาชีพเป็นนายแพทย์ มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่แล้ว
ความตายก็มาพรากทุกอย่างของเขาไป ทำให้เขาได้เดินทางไปสู่อีกมิติหนึ่งทางจิตวิญญาณ
แล้วเรื่องราวการเดินทางของชีวิตภายหลังความตายก็บังเกิดขึ้น...
เรื่องราวของชายผู้ที่สามารถสื่อสารระหว่างโลกและโลกหลังความตาย ผู้บรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่สูญเสีย
ทั้งหลาย
23 กันยายน 2562 21:08 น.

ปลูกอาหารและจงสงบสุข

คีตากะ

1492669252.jpg
กล่าวโดย อนุตราจารย์ชิงไห่
การประชุมนานาชาติในยุโรป
6 กรกฎาคม 2556 (2013)
ปีทองปีที่ 10 (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)
วิดีโอ-1017
           ใช่ การที่ผู้คนทำการเกษตรพึ่งพาตนเอง ส่งผลให้มีอาหารเพียงพอเพื่อการบริโภคและยังสามารถ
ส่งออกด้วย กษัตริย์แต่โบราณกาลของจีนโปรดปรานการเกษตรมาก และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีน
มีความสงบสุขมากด้วยเนื่องจากพวกเขาเพ่งความสนใจไปที่การเกษตร ขณะที่ตอนนี้เรามีสิ่งต่างๆ มากขึ้น
 แน่นอนว่ามันเป็นช่วงเวลามีความสะดวกสบายมาก ทันสมัย แต่การเกษตรก็ควรเป็นอาชีพหลัก
 เป็นแหล่งรายได้หลักและเป็นอาชีพของผู้คนด้วยเช่นกัน ไม่สำคัญว่าคุณจะมีอะไร ถ้าคุณไม่มีอาหาร 
มันก็จะเป็นปัญหาแน่นอน ถูกต้องไหม? 
ประเทศที่ร่ำรวยหลายประเทศตอนนี้กำลังมีปัญหาเรื่องอาหาร ประชากรจำนวนมากออกไปทำงานต่างๆ 
ที่หลากหลายมากมาย งานภาคอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จำนวนมาก แต่ภายในประเทศกลับมีอาหาร
ไม่เพียงพอเพื่อการบริโภคไม่มีการเพาะปลูกเพื่อผลิตอาหารอย่างเพียงพอภายในประเทศ
ดังนั้นพวกเขา (ประเทศร่ำรวย) จะต้องนำเข้าอาหารจากประเทศอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่จะทำแบบนั้น...
12 กันยายน 2562 20:35 น.

สนามแข่งหนู

คีตากะ

f1ffa452-6cd8-11df-91c8-00144feab49a.jpg
           “ สนามแข่งหนู” เป็นการเปรียบเปรยแบบฝรั่งว่าชีวิตลูกจ้างที่ต้องพึ่งพาเงินเดือนตอนสิ้นเดือน ไม่มีโอกาสร่ำรวย ด้วยต้องวิ่งวนอยู่แต่ชีวิตแบบเดิมๆ ดิ้นรนเหมือนหนูในสนามแข่ง เรียกว่าเป็นคำที่ใช้ในตำราของพวกเศรษฐีที่เอามาสอนกันเมื่อไม่นานมานี้ การหนีให้พ้นจากสนามแข่งหนู หรือหลุดออกจากการ “อยู่ได้” ด้วยเงินเดือนประจำ จากการเป็นลูกจ้าง (ตลอดชาติ) เพื่อก้าวเข้าสู่ทางด่วนของการลงทุน จึงเป็นเป้าหมายแรกของ “คนอยากรวย” โดยเขาบอกว่าในโลกนี้มีคน 4 ประเภท ถ้าเราทำงานกินเงินเดือน เราก็เป็นลูกจ้าง หรือ E – Employee ถ้าเรามีธุรกิจส่วนตัวแต่ต้องทำเองเกือบทั้งหมด เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม คลินิก ฯลฯ เราก็อยู่ในกลุ่ม S – Self Employed  ถ้ารายได้เกิดจากการเป็นเจ้าของกิจการ (ขนาดใหญ่) ก็คือกลุ่ม B – Business Owner และถ้ารายได้มาจากการลงทุน เราก็คือ “นักลงทุน” I – Investor ในโลกสี่แบบของคนสี่ประเภท เขาบอกว่าเพียงแค่รายได้จากการเป็นลูกจ้าง หรือทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ ซึ่งคุณต้องลงแรงเองนั้นไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับคนที่ต้องก้าวสู่ อิสรภาพทางการเงิน คุณต้องฉลาดกว่านั้น ซึ่งก็คือก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการหรือนักลงทุน เพื่อที่จะ “ใช้เงินทำงาน” แทนตัวคุณ กุญแจสำคัญที่ทำให้ทุกคนออกจาก “สนามแข่งหนู” ได้ ไม่ใช่ “เงินบนหน้าตัก” ที่อาจได้มาเพราะโชคช่วยหรือลงทุนถูกต้องถูกตัว แต่รายได้ที่เข้ามาต้องสม่ำเสมอจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่างหาก ที่จะบอกว่าคุณหลุดพ้น สนามแข่งหนู เพื่อไปตามล่าหาฝันบน “ทางด่วน” ได้ จากนั้นก็ต้องต่อสู้กับสถานการณ์ด้วยไหวพริบและความฉลาดในการจัดการเงินทอง “เงินมองไม่เห็นด้วยสายตา แต่เห็นจากสมอง” อย่ามองดูที่ทรัพย์สิน เช่น บ้าน อสังหา แต่ต้องเห็นไปถึงโอกาสในการสร้างรายได้ของมัน หรืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของมัน...............................ฯลฯ
            “สนามแข่งหนู” อาจเป็นเหมือนหุบเขาวงกต ที่ไม่มีทางออก ทำให้คิดไปไกลตอนสมัยเป็นเด็ก ในต่างจังหวัดมักจะมีงานวัด และงานวัดนี่เองที่จะมีเกม “หนูลงรู” มีลักษณะวงกลมขนาดใหญ่ ล้อมรอบขอบชิดด้วยแผ่นไม้ต่อกันไปสูงพอที่หนูจะไม่สามารถกระโดดข้ามออกไปได้ ภายในวงกลมจะมีรูขนาดใหญ่กว่าตัวหนูเล็กน้อย มีจำนวนเท่ากับจังหวัดทั้งหมดในประเทศไทย หากมองจากภายนอกจะพบว่าช่องรูต่างๆ นั้นจะเชื่อมต่อกับกระบอกไม้ไผ่ขนาดเท่าขนาดของรูพอดิบพอดี หนูไม่มีทางเล็ดรอดออกไปได้แน่นอน เจ้าของเกมจะนำหนูตัวหนึ่งมาไว้ตรงกึ่งกลางของวงกลมพอดี โดยครอบตัวหนูเอาไว้ด้วยฝาครอบโลหะขนาดใหญ่กว่าตัวหนู ตรงกึ่งกลางโลหะจะผูกเชือกยึดโยงไว้ด้านบนซึ่งเป็นรอก ปลายเชือกจะอยู่ที่มือเจ้าของเกมที่ยืนอยู่ภายนอกวงกลม ผู้จะเล่นเกมต้องจ่ายเงินค่าเล่นในแต่ละครั้งก่อน เพื่อเสี่ยงทายว่าภายหลังจากที่หนูถูกปล่อยแล้วจะวิ่งเข้าไปในช่องรูไหน ซึ่งมีป้ายชื่อจังหวัดติดอยู่ สมมติมี 77 จังหวัด โอกาสในการทายถูกก็คือ 1 ต่อ 77 เมื่อผู้ประสงค์เล่นเกมจ่ายค่าเล่นในแต่ละรอบแล้ว เจ้าของเกมก็จะดึงเชือกยกฝาครอบขึ้น ! นั่นแหละเสียงเชียร์ เสียงตะโกน เสียงปรบมือ ก็จะดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เมื่อหนูที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระได้ยินเข้า มันก็จะตกใจสุดขีด และรีบวิ่งหาที่หลบภัย นั่นก็คือ “รู” กระบอกไม้ไผ่ที่มันคิดว่าจะสามารถหนีหลุดรอดจากหุบเขาวงกตนี้ไปได้ แต่น่าเสียดาย ที่นั่นเป็นเพียงที่หลบภัยชั่วคราวเท่านั้น ค่ำคืนหนึ่งมันต้องวิ่งก็รอบ คงไม่มีใครมาเสียเวลานับหรอก คนเล่นเกมที่มีโชคสามารถทายถูกในจังหวัดที่หนูหลบเข้าไปได้ก็จะได้รับรางวัลไป ส่วนคนที่ทายผิดก็กระเป๋าแห้งกันไปตามระเบียบ
 
             โลกแห่งการเงิน หรือโลกแห่งจิตวิญญาณก็คงไม่แตกต่างกันนัก คนอยากรวยมุ่งหวังอิสรภาพทางการเงิน คนอยากพ้นทุกข์มุ่งหวังอิสรภาพทางจิตวิญญาณ แต่จุดหมายก็คงเหมือนกันคือ “อิสรภาพหรือความสุขที่แท้จริง” ซึ่งก็คงเหมือนกับหนูที่วิ่งหาที่หลบภัย ซึ่งใครจะไปหยั่งรู้ได้ว่ามันอาจเป็นเพียง “ที่หลบภัยชั่วคราว” คนรวยเล่นกับเงินจนเข้าใจเกมการเงิน คนหลุดพ้นเล่นกับจิตวิญญาณจนเข้าใจ 2 คนนี้อาจดูไม่แตกต่างกันนักในหลักการ เพียงเป้าหมายเท่านั้นที่ต่างกัน หนทางออกจากสนามแข่งหนูก็อยู่ตรงนั้นแล้ว คุณจะพอใจกับมันหรือไม่? แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเชื่อมั่นคือว่ามนุษย์จะไม่เคยรู้สึกพอใจกับอะไรที่ตัวเองครอบครอง จนกว่าเขาจะค้นพบอย่างแท้จริงว่า “ตัวเองต้องการอะไร”...............    
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ
>