2 กรกฎาคม 2556 21:01 น.

ระหว่างกวางน้อยกับเสือหิว

แทนคุณแทนไท

ประเทศล่มจ่มช่างหัว(แม่ง) ขอหมื่นห้า ขอสามร้อย ขอ ขอ ขอ ...
วันนี้ ข้าพเจ้าและอีกหลายท่านทั้งหลาย กำลังกลายเป็นกวางน้อยให้เสือหิวขย้ำหรือ ทั้งที่หนองน้ำนี้ เคยเป็นทิพยสวรรค์ของข้าพเจ้าและท่านทั้งหลาย หลายปีมานี้ กวางน้อยหลายตัว ต่างโห่ร้อง ยินดี ยกย่องพญาเสือผู้มีอำนาจและมีเงิน มากกว่าการยกย่องให้เกียรติคนดี คนกล้า คนเสียสละ และคนที่ตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จึงไม่แปลกที่ "คนไม่โกงกิน" จะถูกเสียดสีว่าเป็น "พวกโง่เขลา"  คนรุ่นหลังเองก็แทบมองไม่เห็นแบบอย่างของวีรบุรุษที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ วันนี้หลายคน เริ่มคิดและเชื่อ  "อุดมคติกิน (แดก)ไม่ได้" หลายครั้งหลายหน ข้าพเจ้าเคยสะดุ้งกับบางคำในบางใครนั้น ที่อาจเป็นเพราะได้ยอมจำนนแล้วต่อความหมดหวังที่มีต่อสังคมนี้ ในระนาบของความรู้สึกของตัวเอง เลยเผลอเอ่ยบางประโยคและบางคำซึ่งล้วนน่าเศร้าใจเมื่อคิดไปถึงลูกหลานในกาลโพ้น โกงบ้าง แต่ทำงาน ดีกว่าคนดีแต่พูดแต่ไม่เคยทำอะไร เป็นวาทะกรรมที่งดงาม แต่ช่างระยำแท้ (เสียงใครบางคนด่าขรม) เป็นแค่บางตัวอย่างของทัศนคติที่เริ่มน่าเป็นห่วง แม้แท้แล้ว เมื่อพิจารณาลึกลงไป ความรู้สึกนึกคิดที่สมควรเป็น ข้อความดังกล่าวไม่น่าจะสอดรับและแก้ต่างให้กันได้ ทำไมสังคมจึงลืมความเชื่อที่ว่า คนเก่งต้องมีคนดี คนกล้าต้องมีคนเก่ง คนดีต้องไม่โกง คนโกงมันไม่ดี แล้วคนพูดดีและทำดีต้องมีอยู่ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ น่าจะเป็นพื้นฐานในความรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องมิใช่หรือ  คืนก่อน ได้ยินคำเตือนสติ ของรัฐบุรุษฯ ผู้ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อมั่นในความจงรัก และภักดี อย่างสิ้นสงสัย  การขาดคนเก่ง ไม่น่ากลัวเท่าขาดคนกล้า คนที่กล้าพอจะปฏิเสธความไม่ถูกต้อง แหละห้าวหาญพอจะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ถูกต้องยังต้องมีอยู่ในสังคมนี้
ให้ตายซิ ข้าพเจ้านึกอยากเป็นคนกล้าจริงๆ พับผ่า !! คำท่าน ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึงความจำนนของบางใครบนแผ่นดินนี้ แล้วได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า วันหน้าเราจะเปิดจริยธรรมส่วนใดในมโนสำนึกสอนลูกหลานให้เชื่อมั่นถึงสังคมในอุดมคติที่ควรเป็น จริยธรรมและมโนสำนึกส่วนใดหนอ ที่จะพาสังคมเราไปสู่ความสุขที่แท้ในภายหน้า เมื่อวันนี้ เราต่างยอมจำนนต่อความถูกต้องที่ไม่บริสุทธิ์นั่นเสียแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้าเขียนบทความฉบับนี้ นึกถึงความห่างไกลข้อมูลข่าวสาร ความยากไร้ ความสับสน บางความเป็นไปอาจกำลังพูดประโยชน์ที่ตัวได้รับ อย่างที่ไม่เคยมีใครคนไหน กล้าให้มาก่อน ใช่แล้ว....เพราะนั่น เขาคนนั้นคือคนกล้าของผู้ยากไร้  เมื่อไหร่หนอ คนกล้าที่ดี และคนดีที่กล้า จะมาถึงยังสังคมที่เต็มไปไปด้วยความยากไร้นี้สักที อย่าให้คนโกง ที่กล้า มาเข่นฆ่าจริยธรรมที่ดีงามของคนในสังคมแห่งอุดมคติไปมากกว่านี้เลย
แต่ ในความใกล้ข้อมูลข่าวสารของใคร ก็ไม่ได้รับประกันว่าซีกสมองจะแยกแยะความดี ชั่ว ได้มากว่าความอยากไม่อยาก !!! ข้าพเจ้าคิด ท่านทั้งหลาย จากหัวใจข้าพเจ้า อย่าตอบตัวเองว่า เราได้อะไรจากเขาบ้าง จงตอบตัวเองว่า จากการตัดสินใจวันนี้ เราได้ให้อะไรกับสังคมในอุดมคติและลูกหลานในภายหน้า กับการที่เราให้เขามาเป็นชนชั้นอภิสิทธิเหนือจริยธรรมที่ควรเป็นในสังคมนี้บ้าง นี่เป็นปรารถนาในใจลึกๆของข้าพเจ้า น้อยคนนักที่จะกล้าบอกใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นคนเช่นไร คิดเห็นอะไร คนไม่พูด ดูเหมือนอมภูมิอย่างไรชอบกล 
เราจึงมีไทยเฉย ที่โดนแขวะโดนเย้ย ว่า มึงเฉย หรือเมิ่งโง่
บางคนจึงอ้างหน้าที่ จนหลายทีข้าพเจ้าย้อนถามว่า ระวังจะไม่มีแผ่นดินให้ทำหน้าที่ คนกล้า มักมีน้อยและดูเป็นรองยังไงชอบกล
แน่แท้ ในใจเอาใจช่วยมวยรอง ในเวทีต่อสู้ไม่เคยมีคำว่าแพ้สำหรับนักสู้ สู้เถิดตามที่ใจศรัทธา เพื่อบอกว่าเราเป็นคนเช่นไร... เพราะโลกทุกวันนี้ ขาดคนกล้า ที่ไม่บ้าอำนาจ และขาดชัยชนะที่บริสุทธิ์  เพราะความกลัว มักจะข่มโอกาสต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ของเรา  ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวที่ปฏิเสธความไม่ถูกต้อง อย่าขายจิตวิญญาณและจริยธรรมส่วนรวม ซึ่งนำเผ่าพันธุ์และเป็นศาสตราอันทรงพลานุภาพที่ดำรงความเป็นชาติของเรามาหลายกัลป์ เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถึงเวลาที่เราต้องก้าวข้ามไปในแดนประชาธิปไตย เพื่อรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างจากสองฝ่าย เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยได้ทำงาน ภายใต้ขอบฟ้าเดียวกัน  แม้ภาพข้างหน้า เสือหิวกำลังจะตะครุบกวางน้อยเป็นเหยื่อ ข้าพเจ้ายังต้องเลือกระหว่างปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติอย่างที่เคยเป็นคนดู หรือเลือกที่จะช่วยกวางน้อย เพื่อบัญญัติกฎใหม่ๆ ให้โลกนี้ ในโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับซาตาน  คำตอบของพระเจ้า อยู่ไกลจนใจข้าพเจ้าไม่อาจสัมผัสถึง  แต่คำตอบของวันพรุ่ง และอนาคตของลูกหลาน อยู่ใกล้เพียงจริยธรรมและมโนสำนึกเราทั้งหลาย หลอมรวมกัน lovemommam@hotmail.com / แทนคุณแทนไท
21 พฤษภาคม 2556 09:53 น.

ความลับ ความรัก

แทนคุณแทนไท

“ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” 
ประโยคนี้ คงได้คุ้นชิน และหลายคนคงได้ซาบซึ้งด้วยตัวเองไปแล้ว
แม้บางคนยังอาจกำลังไขว่คว้าและแสวงหา บุพเพ คนที่ใช่ หรือคนที่รอ
เพื่อ...
สักครั้งจะได้ซาบซึ้งในรสรักนั้นบ้าง ตามประสาคนยังไม่เคยลิ้มรส
คำเล่าลือถึงความสุขและความหอมหวานของความรัก มักกระตุ้นความอยากให้คนไม่เคยได้พบพานอยากเดินทางเข้าไปค้นหา
ตรงกันข้าม...
เรื่องราวเลวร้ายเกี่ยวกับความรักมีมาให้เห็นทั้งรอบตัวและรอบข้างทุกเมื่อเชื่อวัน นี่ยังไม่นับรวมข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หัวสีหัวซีด หรือสื่อทีวีที่เก็บมาเล่าขุดมาขยายกันอย่างสนุกเรตติ้ง
เมื่อพูดถึงความรักหากใครมาถาม  คงยากจะปฏิเสธว่ามิเคยตระหนักนึก (ระลึกหา)
ลองถามตัวเองว่า...
รักที่เรามีเป็นด้านสว่างหรือด้านมืดกันแน่
 
นี่ยังไม่รวมคนที่ยังไม่เคยมีความรักรัก คงได้แต่จินตนาการถึงความงดงามมากกว่าความมิดมืด
คงเพราะ...ไม่มีมนุษย์ตนใดในโลกใบนี้ ที่คิดถึงสิ่งที่ตัวเองรอคอยในแง่ที่ไม่งาม
ความฝันย่อมงดงามแต่ความจริงอาจเหมือนหรือต่างไปก็ได้ ใครจะไปรู้...
แต่ถึงอย่างไร... ความรักก็ยังคงเป็นความลับ ที่บุรุษและสตรีทุกคนหวังได้เป็น “โคลัมบัสผู้ค้นพบ” 
แต่... รักแต่ละรัก
ช่างมีรายละเอียด จุดเริ่มและจุดสุดสิ้น ที่แตกต่างกัน แยกได้เป็นหลายแสนล้านกรณีให้ได้พูดถึงกันไม่รู้จบ
แค่เพศสภาพ...
ความรักของสตรีว่ากันว่า แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรักของบุรุษเพศ
นี่ยังไม่รวมความน่าอัศจรรย์ใจในเสน่ห์ของความรักในบุรุษกับบุรุษ หรือสตรีกับสตรี
ผู้อยู่ในจุดศูนย์เหวี่ยงเท่านั้นล่ะที่จะรู้ว่า เขาปรารถนาอะไร
หรือเป็นเพราะว่าความรักไม่ได้ต้องการความเหมือน แต่กลับต้องการความแตกต่างเพื่อเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน
บางคู่จึงมีบางประการที่ผู้พบเห็นอาจชวนสงสัยว่า“รักได้อย่างไร” ??
นิยามของความรัก...
ไม่เชื่อลองถามเถอะกี่ใครต่อกี่ใคร ยากนิยามได้เหมือนหรือละม้ายใกล้เคียงกัน
นอกจากนิยามตลาด"รักคือการให้ การเสียสละ" ทำนองนี้อาจพบได้ตามเวทีนางงามมากกว่าฝาผนังในห้องน้ำสาธารณะที่บอกส่วนลึกและจิตวิญญาณดิบเถื่อนตามสัญชาตญาณอย่างคาดไม่ถึง*-*
บางคน (มักจะเป็นบุรุษเพศ) ขับเคลื่อนความรักไปพร้อมๆกับความใคร่และสุดท้ายเหลือแต่ความใคร่ ไม่ได้พบมหัศจรรย์ของความรัก ปล่อยให้เป็นความลับที่ค้นหาไม่พบกันต่อไป
เช่นกัน สตรีเพศ ที่คิดถึงความรักในนิยาย มักจะละเลยเสน่ห์ของสัญชาตญาณซึ่งนำพามนุษย์ให้ได้ค้นพบคำตอบของความรักว่ามีมากกว่าการดำรงคงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ อาทิเช่น “บุตร” ผู้ถือกำเนิดเป็นหนึ่งในความรักที่สวยงามและผลผลิตจากสัญชาตญาณ
ไม่ว่ารักแบบไหนย่อมมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ในโลกไร้พรหมแดน/โลกที่วิวัฒน์ / วัฒนธรรมการคิดความเป็นอยู่ แบบแผน และจารีตใหม่
ยิ่งค้นก็ยิ่งพบ ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของความรักอีกทบเท่าทวี
ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะเพศเท่านั้นที่แบ่งวัดความแตกต่างของรักแต่วัย และสภาพแวดล้อม รวมถึงประสบการณ์ก็ทำให้พฤติกรรมแห่งรักในแต่ละรักผิแผกแตกต่างกันไป
ความรักในวัยเรียนหรือรักแรกในวัยเยาว์ เป็นความรักที่เต็มไปด้วยความฝันและความสดชื่น บางกูรูอาจอธิบายว่าเช่นนั้นเพราะชีวิตมิมีอะไรให้คิดไปกว่า กิน อยู่และก็สนุกกับความลับของความรักที่ได้ค้นพบ แต่สำหรับผู้ค้นพบมักอธิบายว่า เนื่องด้วยรักยังมิได้แปดเปื้อนด้วยโมหะใดใดมากกว่า
แม้ว่าเด็กหลายคนโดนค่านิยมด้านมืดทำลายความสว่างของความรักเช่นเรื่องเล่าหรือเทพนิยายของวันแห่งความรักและภาระการพิสูจน์คุณค่าในวันสำคัญด้วยพรหมจรรย์ / โชคดีจึงอาจแค่ได้ลิ้มชิม แต่โชคร้ายอาจเสียอนาคตมีอีกหนึ่งชีวิตตามมานี่คือด้านมืดโดยแท้
อย่างว่าหละวัยที่เปลี่ยนไปจากเด็กเป็นหนุ่มสาว (ตามความเข้าใจ)ย่อมอยากเรียนรู้และใคร่พบอะไรต่อมิอะไรที่เป็นคำเล่าลือด้านสว่าง ว่าช่างสุขสดชื่น และงดงาม จนยอมตาบอดหูหนวกถึงด้านมืดที่มีให้พบให้เห็นอยู่ดาษดื่น
ในเช้าหนึ่งผมตื่นขึ้นมา
ผมพบความรักแรกของบิดามารดาผู้ให้เลือดเนื้อ ได้พบเห็นและเรียนรู้ความรักของสามีหนุ่มภรรยาสาวว่า
เป็นเช่นไร
ผ่านไปมิทันไรก็เริ่มเรียนรู้ความรักแรกแบบเด็กๆที่ใครๆ ว่า แต่เป็นความจดจำที่คิดถึงแล้วใจยังสั่นไม่หาย(ขณะเขียนยังสั่นเข้าไปถึงทรวง)
เมื่อล่วงสู่วัยหนุ่ม ความรักนอกห้องเรียนได้สอนและบอกเล่าความลับที่เร้นหลบอยู่ในหลายรูป หลายแบบ หลายรส
ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้รักแบบสามีวัยกลางคนกับภายยาวัยสี่สิบล่วงไปพร้อมๆกัน
วันนี้...
แม้ความรักจะวิ่งผ่านเข้ามาในชีวิตมากมายบางครั้งมาเร็วดุจสายลมที่พัดมาจากมหาสมุทรในหน้าร้อน บางทีก็พริ้มพรมเหมือนรับลมอยู่บนหอคอยของประภาคารที่ไหนสักที่
บางรัก...
แค่ใช้ผมเป็นทางผ่าน บางรักหยุดทักทาย บางรักได้เสวนากัน บางรักได้ดื่มกินกัน บางรักถึงขนาดได้ร่วมกันสร้างสรรค์ปั้นฝันกันเลยทีเดียว
บางรัก...
กระทำต่อผม และมีไม่น้อยที่ผมกระทำต่อรัก
ผมจึงเป็นได้ทั้งผู้ได้ลิ้มชิมรส หวาน ขม สนุก รื่นรมณ์ และระทมไปพร้อมๆกัน
 
แต่ถึงอย่างไร...
เมื่อผมคิดถึงความรักผมมักขอบคุณความลับนั้น ความลับที่ทำให้ผมลงมือค้นหา
ความลับที่ทำให้ผมหัวเราะ ร้องไห้ ใจสั่นและใจสลายในหลายที
 
ความรัก...
ที่ผมมักคุยโอ่ว่า คือวาสนาฟ้า
เหตุผลนะหรือ  คงเพราะทุกความรักที่ผมได้พบเธอเหล่านั้นเหมือนนางฟ้า ที่ผมมีวาสนาได้เจอ
 
"คิดถึงเธอจัง วาสนาของฉัน" ผมมักเพ้อเจ้อเช่นนี้
“ที่รักของผม”
พบกันร้อยครั้ง มิเท่าทักทายกันหนึ่งหน...
ทักทายกันร้อยหน มิเท่าเสวนากันหนึ่งครั้ง...
เสวนากันร้อยครั้ง ไม่เท่าลิ้มชิมกันหนึ่งหน...
ลิ้มชิมกันร้อยหน มิเท่าหลับนอนกันหนึ่งครั้ง... 
หลับนอนกันร้อยครั้ง มิเท่าได้รักกันหนึ่งหน...
“รักกันร้อยหน มิเท่าได้ใช้ชีวิตด้วยกันเพียงหนึ่งนาที”
ฉันเห็นด้วยในบางอารมณ์ และค้านในบางที
ขณะเดียวกัน อยากปฏิเสธสิ่งที่เห็นด้วยและกอดรับสิ่งที่คิดค้านบ้างเหมือนกัน
หรือนี่....
คือความลับของความรัก ที่ฉันจะยังตามหากันต่อไป
"ที่รัก" ฉันรสจาบทกวีสำนวนนี้แด่เธอทั้งหลาย
"บางเธอที่ฉันพบ กับความรักที่ไม่มีบังเอิญ"
 
ฉันได้พบเธอแล้วความรัก
บางเธอมาทายทักแล้วเลยผ่าน
เพียงเสี้ยวแห่งส่วนรัตติกาล
จารึกเนิ่นนานในความจำ
 
นำมา ทั้งส่วนสุขและส่วนเศร้า
เหลือไว้ ในรูปเงาที่หวานฉ่ำ
นี้แหละ วาสนาที่เนาว์นำ
ขอบคุณสำหรับโอกาสที่วาดมา
 
...๑...
ฉันพบ บางเธอของบางใคร
บ่อยไป ปล่อยใจละไมหา
บางเธอ ที่คิดถึงยามเหว่ว้า
บางเธอ เต็มปรารถนาของบางเรา
...๒...
บางเธอ เป็นตัวแทนของความดี
บางเธอ ยินดีกับความเหงา
บางเธอ โศกเศร้ากับรูปเงา
บางเธอ นิจเนาว์ แต่ความรัก
...๓...
บางเธอ สดใสไร้เดียงสา
บางเธอ ทรมา และทุกข์หนัก
บางเธอ สุขสวย และพร้อมพรัก
บางเธอ ประจินต์ประจักษ์ประเจิมใจ
...๔...
บางเธอ งดงามและน่ารัก
บางเธอ คุ้นนัก และน่าใคร่
บางเธอ รู้จัก และรู้ใจ
บางเธอ ชิดใกล้แต่ไกลกัน
...๕...
บางเธอ อ่อนหวานปานดอกไม้
บางเธอ อ่อนไหวจนใจสั่น
บางเธอ ออดอ้อนทุกคืนวัน
บางเธอ นิรันดร์ ในความดี
...๖...
บางเธอ ให้และเสียสละ
บางเธอ ถือพันธะและหน้าที่
บางเธอ บูชิตตั้งจิตพลี
บางเธอ มีแต่ใจที่งดงาม
...๗...
บางเธอ นำสดชื่นคืนรู้สึก
บางเธอ เร้าส่วนลึกนึกหวาดหวาม
บางเธอ เป็นประจักษ์ของรักงาม
บางเธอ เป็นความประหลาดนัยน์
...๘...
บางเธอ เศร้าเศร้า ในความสุข
บางเธอ ทบทุกข์ ไร้ความหมาย
บางเธอ คว้างเคว้ง ในเดียวดาย
บางเธอ ผ่อนคลายทุกเรื่องราว
...๙...
บางเธอ เหมือนฟ้าอุษาสาง
บางเธอ เช่นเดือนว้างของคืนหนาว
บางเธอ เฉกเม็ดฝนที่หล่นพราว
บางเธอ ก็ดุจดาวสกาวใจ
...๑๐...
ฉันพบ บางเธอจนเพ้อฝัน
บางเธอนั้นอยู่นี่หรืออยู่ไหน
เธอผู้นำความดีมาดาลนัยน์
ก่อนจะจากฉันไประหว่างคืน
...๑๑...
เสมือนมาเสี้ยมใจให้รู้จัก
สอนปรารถนาความรัก ให้รินรื่น
เติมหวัง พลังใจ เป็นไฟฟืน
ก่อนจะตื่นมาพบกับความจริง
..๑๒...
นี่ ! บางเธอ ของบางใครไปไหนหรือ
บางใครถือ บางเธอ เผลอบางสิ่ง
บางใจรัก บางใจหวง จึ่งทวงติง
อย่าทอดทิ้ง บางใจ บางใครเลย
...๑๓...
คนตามหาบางใครไปไหนหนอ
ไยปล่อยใจ บางใจรอหนอใจเอ๋ย
หรือว่าไร้เยื่อใยใจเจ้าเอย
แท้แล้วเธอมิเคยรู้สึกนั้น 
อะไรทำให้เราพบกัน
เป็นคำถามซึ่งคนที่พบความรู้สึกพิเศษนั้นแล้วเท่านั้นที่จักนิยามเป็นรสเป็นรูปได้
แม้ถึงว่า บางเธอ บางคน และบางใคร ที่ได้พบ
ยากจะมีแม้สักคู่สัมพันธ์เดียวที่อาจรู้สึกตรงกันและให้นิยามถึงเหตุผลที่เราได้พบได้ทำนองเดียวกัน 
แต่ไม่ว่า เพราะเหตุอะไร ที่ทำให้รู้สึกถึงบางเธอบางใจหรือรู้จักบางคนและบางใคร
แต่เมื่อได้พบและรู้สึกแล้ว คงยากที่ปฏิเสธได้ว่ารู้สึกนึกคิดถึงความอับโชคและความลำเอียงของวาสนาฟ้า ได้หายไปจนหมดสิ้น
.....
รักแรกพบ
เพียงตาสบซาบซึ้งตรึงความหมาย
มนต์ความไม่เคยมีก็คลี่คลาย
ทนเหงาไว้เจียนตายก็หายพลัน
รักกูลเกื้อ
ก่อจากความช่วยเหลือมิเบื่อผัน
ส่งผ่านม่านรัศมีที่พลีปัน
หาใช่สิ่งมหัศจรรย์เกินเข้าใจ
รักใกล้ชิด
เกินทนพิษความห่างที่ขวางไว้
เพียงใกล้กายก็คล้ายละลายใจ
แล้วจะรักกันไหมถ้าไกลกัน 
รักไซเบอร์
เก็บไปหลงละเมอ จนเพ้อฝัน
สลับกลับเป็นหนาวเย็นเมื่อเห็นกัน
เมื่อความจริงสิ่งนั้น แค่ฝันไป
รักสงสาร
อาจสุขผ่านความดีที่พลีให้
จนเมื่อเลยล่วงผ่านกาลนานไป
ให้รักสุขอย่างไรถ้าใจตรม
รักตอบแทน
ยอมให้แม้นแสนฝืนสุดขื่นขม
หลอกตนเองหลอกคนอื่น ขืนอารมณ์
น่านิยมยิ่งนักรักหลอกลวง
รักเพราะให้
เพียงได้ความเอาใจใส่อย่างใหญ่หลวง
เหมือนเห็นค่าคนรักจนปักทรวง
แท้แค่คิดตักตวง ลวงว่ารัก
รักชื่นชม
เริ่มจากความนึกนิยม เป็นพื้นหนัก
พ่ายพลังดูดดึงตรึงใจภักดิ์
เมื่อนานไปก็จัก ประจักษ์ใจ
รักลวงตา
หลงในมนต์มายาน่ารักใคร่
รู้ทั้งรู้อยู่หรอกเขาหลอกใช้
ยังปักใจศรัทธามายาลวง
รักรูปลักษณ์
เหมือนรู้จักคนรักอย่างใหญ่หลวง
ทั้งรูปร่างทางท่า ประดาปวง
แต่เกลากลวงยิ่งนัก รักรูปกาย
ไม่พบรัก
ก็จะยังแน่นหนักกับความหมาย
ว่าจะยังคงเหงา แทบขาดใจ
ทุกข์จะเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมีรัก!!!
สำนักกวีบุศรินทร์ / พระจันทร์นี้ ที่ ๒๙ เมษาย์ ๕๖ / แทนคุณแทนไท
9 พฤษภาคม 2556 15:21 น.

ชายชราผู้จากไป ...

แทนคุณแทนไท


สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอกเป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย
เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่งและคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็นทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิมที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้ เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆมาใช้ในการ ดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์'

เขามีวิธีคิด 'เท่ๆ' แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุง ปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้ 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาที ที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า 'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม'พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า 'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่
บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้วแต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุย ไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อย กลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า 'ขอให้ผมกลับบ้าน เถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้องคุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็น
อย่างไร เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน'หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมดเคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า '
ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที' เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง ! เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า 'พ่อสู้นะ' เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า 'สู้'

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า 'คุณลุงแกสู้จริงๆ'

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า'โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย' 'แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป' สอนให้เรารู้ว่า...

เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่งจงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียงและดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจหากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางทีแม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที ....แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม 

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ (แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป ...  โดยคุณพิศณุ)

				
28 กุมภาพันธ์ 2556 10:16 น.

สู่สามัญ

แทนคุณแทนไท

3-8-1.jpg

กาลเวลา...
ผ่านไปเป็นปกติ

วิวัฒนาการ...
เปลี่ยนไปเป็นธรรมดา

อดีต...
แน่แท้ แตกต่างจากปัจจุบัน

อนาคต...
กับปัจจุบันห่างกันเพียงกระพริบตา

แสงไวกว่าเสียง แต่ช้ากว่าจิต

ชั่วลมหายใจเข้าออก
เกิดดับได้สามภพ

ภายนอกรี่ไหลตามกระแส
ภายในมั่นคงสงบนิ่ง

ความสว่างสาดแสงเจิดจ้า
เหนือลิขิตของพรหม
กลมกลืนคืนสู่ธรรมชาติ

บ้านบุศรินทร์ / แทนคุณแทนไท				
27 สิงหาคม 2554 21:10 น.

มือสะอาด ชาติไม่ล่ม

แทนคุณแทนไท

1162995.jpg

ธรรมชาติให้ได้แค่พรสวรรค์ แต่พรแสวงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องสร้างขึ้นเอง
ธรรมชาติให้ได้แค่มโนวิญญาณ  แต่มโนธรรมเป็นเรื่องที่มนุษย์จะต้องสร้างขึ้นเอง
ธรรมชาติให้ได้แค่สองมือ แต่การใช้สองมือสร้างประโยชน์สุขให้กับประเทศชาติ ก็เป็นเรื่องที่มนุษย์จะต้องสร้างขึ้นเอง เช่นกัน
 
ถ้ามือสะอาด ชาติจะไม่ล่ม
 
คนที่มือสะอาด คือคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และรู้จักพอ
เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่รู้จักพอ
ไม่ชอบปรับขนาดของใจให้เท่ากับจำนวนเงิน แต่ชอบปรับจำนวนเงินให้เท่ากับขนาดของใจ
ความทุกข์ของมนุษย์จึงไม่ใช่การไม่ได้
ความยากของมนุษย์จึงไม่ใช่การไม่มี
แต่ความทุกข์ยากของมนุษย์ อยู่ที่การไม่พอต่างหาก
ประเทศชาติก็เปรียบเสมือนบ้าน
ข้าราชการก็เปรียบเสมือนหลังคา
ชาวประชาก็เปรียบเสมือนพื้นบ้าน
ถ้าหลังคาบ้านรั่ว พื้นบ้านย่อมตากแดดตากฝนจนตัวบ้านผุพังทลาย
ประชาชนไม่ได้เกิดมาเพื่อรองรับพายุฝนแห่งการทุจริตของใครบางคน
ไม่ได้เกิดมาเพื่อรองรับเปลวแดดการโกงกินของคนบางกลุ่ม
และไม่ได้เกิดมาเพื่อโต้ลมพายุแห่งความเห็นแก่ตัวของคนบางพรรค
การทุจริตคอรัปชั่นจึงเป็นมารดาแห่งความชั่วทั้งปวง
โดยมีความยากแค้นของประชาชน ความยากจนของประเทศชาติเป็นบุตรหลาน
โลภะทุจริตเป็นรากแก้ว ยืนต้นเติบโตเป็นการโกงกิน
มีกิ่งใบที่แหลมคมประดุจหอกและดาบคอยทิ่มแทง
ออกดอกเป็นกลิ่นคาวเลือด ให้ผลที่มีรสฝาดเฝื่อน และแสบเผ็ดแก่คนทั้งแผ่นดิน
ประเทศชาติจะอยู่รอดได้ ต้องอาศัยคนที่มีใจสัตย์ซื่อ มือสะอาด ปกป้องชาติไม่ให้ล่ม
 
เท้าที่ไม่มีบาดแผลย่อมกล้าลุยโคลน
คนที่ไม่มีความทุจริตในหัวใจ ย่อมกล้าต่อกรกับอิทธิพลความชั่วร้าย
 
มือที่สะอาดกล้ากำยาพิษฉันใด ใจที่สะอาดย่อมไม่หวั่นไหวต่ออามิสเครื่องล่อฉันนั้น
 
จะรอเทพที่ไหนให้ช่วยผล รอกุศลที่ไหนให้ช่วยสร้าง
มีแต่มือมีแต่ใจไม่จืดจาง ที่ต้องล้างที่ต้องรื้อลงมือทำ
 
มือต้องสะอาดชาติจึงไม่ล่ม
ด้วยการปฏิบัติตามโอวาสสามประการดังนี้
 
หนึ่ง มือนี้ต้องปล่อยวางความชั่ว
เพราะการทำความชั่วครั้งแรก ย่อมเปิดประตูให้ทำความชั่วครั้งที่สองครั้งที่สามตามมา เพียงเพื่อปกปิดความผิดนั้น ต้องทำความผิดอีกหลายครั้ง การ
 
ทุจริตโกงกินครั้งแรก ย่อมจูงมือความชั่วนานับประการตามมา
 
สอง มือนี้ต้องทำดี
ธรรมชาติให้สองมือไว้ไม่ใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ แต่ให้ไว้เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ  ดั่งพระบรมราโชวาสของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า "คนเรานั้นต้องหมั่นทำความดีบ่อยๆ เพื่อให้จิตคุ้นชินกับความดี  เพราะถ้าไม่ทำดีก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ความชั่วเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย"
 
สาม ใจดวงนี้ต้องเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงต้นกล้าแห่งคุณธรรม ไม่ใช่เรือนเพาะชำต้นกล้าแห่งกิเลสตัณหา
สองมือนี้ต้องนำต้นกล้าแห่งคุณธรรมในจิตใจ มาเพาะปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทย
ให้กิ่งใบแห่งคุณธรรมนั้นแผ่สาขา ก่อให้เกิดร่มเงาแห่งความผาสุขตลอดไป
ไม่มีมือที่พิการใด จะพิการไปกว่ามือที่ไม่ยอมสร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน
ไม่มีมือของอาชญากรใดจะน่ากลัว ไปกว่ามือที่สกปรกของคนที่โกงกินชาติบ้านเมือง
และไม่มีพระหัตถ์ของพระพรหมองค์ใด จะสร้างสรรค์ประเทศชาติให้งดงามได้เท่ากับมือสะอาด ชาติไม่ล่ม
เกิดมาแล้วต้องใช้ชีวิตให้สมค่าคำว่าคน โดยการใช้สองมือที่สะอาด สร้างชาติให้เจริญ
เมื่อตอนเราเกิด เราร้องไห้ในขณะที่คนอื่นยิ้มระรื่น
ตอนเราตาย เราต้องยิ้มระรื่นในขณะที่คนอื่นร้องไห้
ทำอย่างนี้ได้จึงจะเป็นผู้ที่มีมือสะอาดชาติไม่ล่ม อย่างแท้จริง
 
(แกะจากคำพูดการประกวดสุนกรพจน์นักเรียนระดับประเทศ นางสาวกษริน วงศ์กิตติชวลิต)

http://www.youtube.com/watch?v=RsfLTVuHBTA				
Calendar
Lovers  2 คน เลิฟแทนคุณแทนไท
Lovings  แทนคุณแทนไท เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแทนคุณแทนไท
Lovings  แทนคุณแทนไท เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงแทนคุณแทนไท
>