16 พฤศจิกายน 2550 14:56 น.

ขอเพียงเก็บเธอไว้ภายในใจก็พอ

ตราชู

ขอเพียงเก็บเธอไว้ภายในใจก็พอ

	ชายหนุ่มพลิกเทปบันทึกเสียงม้วนนั้นกลับไปกลับมานับเป็นครั้งที่เท่าไรเขาเองก็จำมิได้เสียแล้ว ความลังเลเพียงประการเดียวเท่านั้น ทำให้เขาไม่รู้จะส่งมันไปถึงเธอดีหรือไม่ ถ้า ถ้าหากเธอได้รับเล่า เธอจะมีปกิติริยาอย่างไรหนอ บางที..... บางที เขาอาจเป็นชายโรคจิต ในสายตาของเธอก็ได้ แล้วเขาจะนำข้อความใดมาเอ่ยอ้างเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจเล่า จึงจะมีน้ำหนักให้เธอเชื่อ ชายหนุ่มตรองไม่ตก ในที่สุดก็ถอนใจยาวอย่างหนักอก

	จะว่าไปจริงๆ เขาเองรู้จักกับเธอจากเสียงเท่านั้น ผ่านทางหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นผู้อ่านบันทึกเสียงลงแผ่นซีดีให้คนตาบอดฟัง วันนั้นเขาจำได้ดี ว่าขอยืมหนังสือเสียงเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นผลงานของนักเขียนคนโปรดที่เขายังไม่เคยสัมผัสอรรถรสมาก่อน เพียงชื่อนักเขียนก็ทำให้เขาตื่นเต้นนักหนาแล้ว ทว่าที่คิดคาดไปไม่ถึงก็คือ เธอ กลับทำให้เขาตื่นเต้นมากยิ่งไปกว่า เธอ อาสาสมัครผู้มีนามว่า นางสาวอรกมล จิตตานันท์ ผู้ถ่ายทอดทุกอักขระจากหนังสือมาสู่โสตประสาทของเขาได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งยวด ชายหนุ่มเพลิดเพลินกับเสียงใสๆของเธอ ซึ่งสามารถบรรยาย, พรรณนา, ภาพต่างๆให้เขาดูได้กระจ่างจากหัวใจ ตลอดจนความเคลื่อนไหวของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นอากัปกิริยา บทสนทนา แม้แต่อารมณ์ส่วนลึก เธอทำให้เขาหยั่งถึงและซาบซึ้งใจเหลือแสน เธอพาเขาไปดูความงาม ยามอาทิตย์อรุโณทัยสาดแสงแผ่ซ่านทั่วปริมณฑล เธอพาไปดอมดมกลิ่นกรุ่นแห่งผกานานาพันธุ์ เธอทำให้เขาได้ยินเสียงกระเซ็นซ่าของสายน้ำตกอันพุ่งทะยานจากผาสูง เธอช่วยเขาให้ได้เห็นคน ให้ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปกับผู้คนเหล่านั้น เธอเสกชีวิตในหนังสือให้มีชีวิตขึ้นมาในมโนวิถีของเขา ชายหนุ่มเพลินฟังแล้วฟังเล่า ท้ายสุดก็ตัดสินใจ

	วันรุ่งขึ้น เขาเดินทางไปยังห้องสมุดหนังสือเสียงในตอนเช้า เปล่า มิใช่เพื่อยืมหนังสือเรื่องใหม่หรอก แต่....
	สวัสดีครับพี่ ชายหนุ่มยกมือไหว้พี่บรรณารักษ์ผู้คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี 
	สวัสดีค่ะ วันนี้ยืมเรื่องอะไรเพิ่มเอ่ย ผู้ทำหน้าที่บริการปราศรัย
	เปล่าครับ ผมจะมาขอความช่วยเหลือจากพี่น่ะครับ เขาแจ้งความประสงค์ คือ ผมมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง ผมรักมาก อยากจะนำมาฝากอ่านที่นี่ครับ
	ได้ซีคะ อีกฝ่ายตอบรับ เอามาเลย แล้วพี่จะหาคนอ่านให้
	พี่ครับ ผู้อยู่ในฐานะสมาชิกเอ่ยเรียก แล้วนิ่งไปคล้ายไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะกล่าวต่อประโยคอันยังไม่จบความ ถ้า ถ้าผมจะขออนุญาตเลือกอาสาสมัครด้วยตัวเอง จะได้ไหมครับ หมายความว่า ผมอยากให้อาสาสมัครท่านนี้อ่าน เพราะอ่านเรื่องสั้นได้ดีมากน่ะครับ
	ใครล่ะคะ
	คุณอรกมลครับ อรกมล จิตตานันท์ เขาเจาะจง
	มีเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังอยู่สักพัก ชายหนุ่มจึงได้รับคำตอบ
	เอ คุณคนนี้สมัครเป็นอาสาฯ นานแล้วนะคะเนี่ย ไม่ทราบว่าจะติดต่อได้ไหม เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปหรือยัง พี่จะลองเกริ่นๆให้ก่อนนะคะ ได้คำตอบยังไงแล้วจะบอกให้ทราบ
	ครับ สมาชิกวัยหนุ่มรับคำ แล้วผมจะมารอฟังความคืบหน้าครับ





  	สองวันสำหรับความรู้สึกของเขา เมื่อต้องรอคอยอะไรสักอย่าง ช่างเชื่องช้าเสียนี่กระไร ครั้นเขากลับไปเยือนห้องสมุดอีกครั้ง บรรณารักษ์แจ้งแก่เขาว่า
	พี่ติดต่อไปหาเขาแล้ว โทร์ไม่ติดค่ะ โทร์ไปทีไร ได้ยินแต่ ไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้ในขณะนี้ สงสัยจะเปลี่ยนเบอร์แล้วมั้ง คนฟังใจหายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นิ่งอึ้งไปในทันทีที่ได้ยิน
	จะเปลี่ยนคนใหม่ไหมคะ คำถามนั้นเอง ปลุกสติเขาให้กลับคืน
	พี่ครับ ถ้า ถ้าผมจะลองติดต่อเขาดูสักครั้ง จะถือเป็นการเสียมารยาทไหมครับ ผมจะบอกเขาว่า ผมเป็นสมาชิกห้องสมุด ได้ฟังหนังสือที่เขาอ่าน เลยอยากจะขอความช่วยเหลือน่ะครับ
	พี่โทร์หาเขาไม่สำเร็จนะ ถ้าน้องจะลองดูก็ได้ แต่ ก็นั่นแหละ เขาน่าจะเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว พี่ว่า  จดเบอร์เดิมเขาไว้ก่อนก็ได้

	ในที่สุด หมายเลขโทรศัพท์มือถือจำนวน ๙ ตัว ก็มาอยู่ในมือของเขา ชายหนุ่มจดลงไว้บนกระดาษขนาด A4 แผ่นหนึ่ง เก็บถนอมอยู่ในกระเป๋านานเกือบสัปดาห์ กระทั่งวันหนึ่ง จึงทดลองหมุนหมายเลขนั้น

	เสียงสัญญาณตอบรับ ทำให้หัวใจเขาไหวระทึก แหละแล้ว......


 	สวัสดีค่ะ โอ! โอ! โชคเข้าข้างเขาแน่ๆเลย เสียงใสๆของเธอไม่ผิดแม้แต่น้อย ฝ่ายที่โทร์ไปหาถึงกับปากคอสั่น ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก
	สวัสดีค่ะ เธอย้ำคำเดิม คราวนี้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุด รวบรวมความกล้าก่อนเอ่ยวาจา
	สวัสดีครับ ขอเรียนสายคุณอรกมล ครับผม
	กำลังพูดอยู่ค่ะ
	ผม เอ้อ.....เอ้อ....เป็น เป็น ดูสิ ขนาดควบคุมอารมณ์ ยังไม่หายประหม่าอีกหรือนี่ เป็นสมาชิกห้องสมุดหนังสือเสียงสำหรับคนตาบอดครับ ผมได้เบอร์คุณ เนื่องจากคุณไปสมัครเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือให้พวกเราน่ะครับ
	อ๋อ... เธอรับทราบแล้วนิ่งไป
	ผมอยากจะขอรบกวนเวลาคุณสักนิดเพื่อเรียนถามว่า คุณ ยัง เอ้อ.....ยังอ่านหนังสือให้พวกเราฟังอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่าครับ
	ตอนนี้ ไม่ได้ส่งหนังสือที่อ่านไปแล้วค่ะ เพราะเรียนหนักเหลือเกิน กะว่า ถ้าโอกาสมี ก็จะอ่านไปให้อีกค่ะ
	คืออย่างนี้ครับ ผมได้ฟังหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณอ่านแล้วประทับใจมาก คุณอ่านเรื่องสั้นได้อย่างชำนาญ ยอดเยี่ยม สื่อทุกสิ่งทุกอย่างในหนังสือได้แจ่มแจ้ง ผมจึงอยากจะรบกวนคุณ ช่วยกรุณาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมฟังน่ะครับ แต่....แต่ทีนี้ ในเมื่อคุณไม่ว่าง ก็ ก็คงไม่รบกวนแล้วหละครับ
	เรื่องอะไรคะ
	ชายหนุ่มระบุนามหนังสือที่ต้องการ หญิงสาวบอกว่าจดไว้แล้วเรียบร้อย
	ถ้าคุณว่างเมื่อไร ผมค่อยขอความกรุณาครับ ตอนนี้ ผมต้องขอโทษคุณเป็นอย่างยิ่งครับ ที่รบกวนเวลา ขอโทษจริงๆครับ
	ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีทำให้อยู่แล้ว เพราะเห็นความสำคัญตรงนี้ด้วย
	เช่นนั้น ผมไม่รบกวนแล้วครับ สวัสดีครับ
	สวัสดีค่ะ

 
	นั่นคือบทสนทนาทั้งหมดระหว่างเขากับเธอ ครั้งแรก และคงจะเป็นครั้งเดียวกระมัง เพราะหลังจากนั้น ชายหนุ่มไม่บังอาจโทรศัพท์ไปหาเธออีก แม้ภายในใจจะอยากได้ยินสำเนียงหวานกังวานใสของหญิงสาวสักเพียงใดก็ตาม เขาทำได้เพียง ฟังเธออ่านหนังสือเรื่องเก่า ซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว แต่แล้ว อะไรก็ไม่รู้ ดลใจให้เขาทำในสิ่งซึ่ง เฮ่อ.....ควรจะเรียกว่าบ้าบอดีไหม? คงจะน่าขันพิลึกเชียว หากใครรู้ว่า เขาส่งจดหมายถึงเธอ ผู้หญิงผู้เพิ่งคุยกันแค่หนึ่งครั้ง และมันมิใช่จดหมายลายลักษณ์อักษร แต่เป็นจดหมายเสียง
	ถึงคุณอรกมลครับ ผมตัดสินใจส่งจดหมายถึงคุณ ผ่านเทปเสียง ผมคือคนที่โทรศัพท์ไปหาคุณ เรื่องขอให้คุณช่วยอ่านหนังสือให้น่ะครับ จดหมายเสียงฉบับนี้ มิได้มีเจตนาแอบแฝงใดๆทั้งสิ้น นอกจากความจริงใจเป็นที่ตั้ง หากข้อความใด ทำให้คุณระคายเคืองใจ ได้โปรดอภัยให้ผมด้วยเถิดครับ
	ตั้งแต่ผมฟังคุณอ่านหนังสือเรื่องสั้นเรื่องนั้นจบลง ผมบอกตัวเองทันที ว่าคุณคืออาสาสมัครในดวงใจของผมคนหนึ่ง มันก็ทำนองเดียวกับวัยรุ่นนึกนิยมศิลปินดารา หรือนักร้องซึ่งเขาชื่นชอบนั่นแหละครับ ธรรมดา วัยรุ่นเขาเขียนจดหมายหาดารากัน ผม ในฐานะคนตาบอด ไม่มีดาราในดวงใจ จึงขอเขียนจดหมายถึงอาสาสมัครแทน เพราะสำหรับผม คิดว่า อาสาสมัครนั้น คือประทีปอันส่องสว่างกว่าดวงดาวมากมายนัก สำหรับผม คุณเปิดโลกกว้างให้ผมเรียนรู้ ด้วยการทุ่มเทแรงกาย แรงใจอย่างเตมที่ ผมรู้ดีครับว่าคุณเหน็ดเหนื่อยเพียงใดกว่าจะอ่านหนังสือจบสักเล่ม ฉะนั้น คำว่าขอบคุณถือว่าน้อยนักหนา หากเทียบกับมุทิตาจิตของคุณ ผมมั่นใจว่า มีพวกเราหลายคนที่ได้ฟังเสียงคุณแล้ว รู้สึกเช่นเดียวกับผม พวกเรา ผมหมายถึงคนตาบอด รอคอยคุณอยู่เสมอครับ หวังว่า สักวันหนึ่ง คุณจะเมตตามาเป็นประทีปส่องสว่างแก่พวกเราอีกครั้ง โปรดอย่าทิ้งพวกเราไปเลยครับ คนตาบอดอยู่ในความมืดมนตลอดมา หากปราศจากคุณ แหละอาสาสมัครอย่างพวกคุณ ชีวิตของพวกเราก็ปราศจากโคมไฟส่องทาง ต้องตกอยู่ในโลกอันแคบจำกัดตลอดกาล ได้โปรดเถิดครับ ได้โปรดกลับมาเป็นแสงสว่างกลางใจของ พวกเราเมื่อยามใดที่คุณว่าง ผมคงไม่รู้จะพูดอะไรมากกว่านี้แล้ว ขออนุญาตจบจดหมายเพียงเท่านี้ครับ

	ชายหนุ่มพลิกเทปบันทึกเสียงม้วนนั้นกลับไปกลับมานับเป็นครั้งที่เท่าไร เขาเองก็จำมิได้เสียแล้ว นี่เขายังมีสัมปชัญญะบริบูรณ์อยู่ใช่ไหม? เหตุใดจึงตัดสินใจจะส่งจดหมายไปให้เธอ ทั้งๆ แม้ที่อยู่ของเธอ เขาก็ยังไม่รู้   จากความลังเลใจในเบื้องต้น  ก่อให้เกิดความคิดอื่นๆหลั่งไหลทยอยกันมาเรื่อยๆ ถ้าเขาขอที่อยู่ของเธอจากพี่บรรณารักษ์ได้ และส่งมันไปตามที่อยู่นั้น เธอจะได้รับไหม เมื่อได้รับ เธอจะเชื่อเขาหรือเปล่า? ในเมื่อไม่เคยรู้จักหน้าตากันมาก่อน ในเมื่อยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยคนมดเท็จ เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง มิจฉาชีพ ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวงต่อกัน ฯลฯ  เธอจะเชื่อเขาง่ายๆกระนั้นหรือ? เอาหละ.... สมมุติว่าเธอเชื่อ ก็จะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าหากว่าเธอเงียบหายไม่ตอบจดหมายกลับมา เธอย่อมมีสิทธิ์ทำได้ ความเปล่าเปลี่ยวค่อยๆคลี่เคลื่อนเข้าคลุมหัวใจของเขาเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เป็นไปได้ไหมว่า ในโลกแห่งความจริง มิใช่เพ้อฝัน เขากับเธอ หรือพูดให้ถูก คนตาบอด กับคนตาดีต่างก็มีโลกเฉพาะของตน การปฏิสัมพันธ์ พ้องพบกัน เป็นเพียงการโคจรมาพบเพื่อพรากในตอนสุดท้าย ถึงอย่างไร สังคมนี้ยังคงมีทัศนคติฝังลึกว่า คนตาบอดกับคนตาบอดเท่านั้นจึงจะเข้าใจกันมากที่สุด พวกเขาไม่รู้หรอกว่า คนตาบอดมิได้อยากถูกจำกัดกรอบให้อยู่แค่ในแวดวง หากประสงค์อยู่ร่วมกับทุกคนในโลกกว้าง อีกครั้ง ชายหนุ่มถอนใจลึกๆ หงอยเหงา เซาซึมเพิ่มขึ้น เขาเคยรับรู้เรื่องราวในยุคสารสนเทศ ผู้คนมีโอกาสรู้จักกันผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี มันง่ายดายนิดเดียว บางคน พบกันที่ห้องแชทรูม ณ เวปไซต์แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วสานไมตรีต่อเนื่อง บางคน คุยโทรศัพท์กันเพียงหนสองหนก็ต่อสายใยโยงยาวสืบไปได้ แต่กรณีที่ว่ามา คงไม่รวมถึงเขา หรือคนตาบอดคนอื่นๆหรอกนะ ประทับใจอาสาสมัครแล้ว นำไปสู่การผูกมิตร เป็นไปไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด นอกจาก...... นอกจาก เขาจะจัดการกับความรู้สึกดีๆอันเกิดขึ้น โดยแปรให้เป็นความฝัน ความทรงจำคำนึง แม้มันจะก่อให้เกิดความสุขแกมเศร้าลึกๆ ก็ต้องเต็มใจยอมรับ นี่ใช่ไหม หนทางประเสริฐที่สุด และเขาควรวางจดหมายเทปเสียงลงเสียทีใช่หรือไม่ พร้อมๆกับถามตนเอง ชายหนุ่มก็ค้นพบคำตอบ

	สวัสดีค่ะ วันนี้มายืมหนังสืออะไรอีก มีหนังสือออกใหม่เยอะเชียว พี่บรรณารักษ์ต้อนรับเขาเช่นเคย เธอเป็นกันเองกับสมาชิกห้องสมุดทุกคน
	ผมไม่ได้มาขอยืมครับ แต่มาขอทำสำเนาซีดีหนึ่งแผ่น เอาเรื่อง...... แน่หละ เรื่องซึ่งเขาระบุ คือเรื่องที่มีเสียงของเธอ ชั่วเวลาไม่นาน ซีดีแผ่นกลมๆก็มาอยู่ในมือ ชายหนุ่มชำระเงิน ก่อนจะอำลามา นับแต่นี้เป็นต้นไป ยามเมื่อเขาระลึกถึงเธอ เขาจะมีเสียงเธอเป็นเพื่อน และอยู่กับเขาไปนานแสนนาน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องนำซีดีแผ่นนี้มาคืนอีกแล้ว ในเมื่อมันเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาโดยสมบูรณ์
	เล่าเรื่องเก่าให้ผมฟังอีกสักร้อยเที่ยวนะครับ เขารำพึงแผ่วเบา ผมจะฟังคุณโดยไม่เบื่อเลย สำหรับผม ขอแค่ให้ได้เก็บเสียงคุณ เก็บความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับคุณไว้ในใจชั่วนิรันดร์ ก็เป็นสุขยิ่งแล้ว ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆครับ

(๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐)

หมายเหตุ
ชื่ออาสาสมัครในเรื่อง เป็นชื่อสมมุติขึ้นทั้งสิ้น หากนามนี้ไปพ้องกับนามของท่านใด โปรดได้รับการขอขมาจากผู้เขียนไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับผม				
9 กุมภาพันธ์ 2550 16:16 น.

ดอกไม้ข้างถนนของคนรัก

ตราชู

ดอกไม้ข้างถนนของคนรัก

	ใครๆที่มีคู่รักต่างก็รู้สึกตรงกันว่า ๑๔ กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทม์นั้น คือช่วงเวลาอันแสนสุข แต่ สำหรับฉัน วันนั้นคือวันอันแสนโศกที่สุดครั้งหนึ่งเชียว ทว่า มันช่วยไม่ได้เอาจริงๆ ในเมื่อฉันเป็นคนตัดเยื่อใยรักให้ขาดสะบั้นด้วยมือของฉันเอง คุณจะรู้สึกอย่างไร หากคุณโดนดูถูกดูแคลนว่า ไร้ค่า ปราศจากราคา เหมือนดอกไม้ข้างถนน?
	ใช่.... ดอกไม้ข้างถนน ฉันได้ยินคำนี้ออกจากปากของคนรัก ในวันที่ฉันปรารถนาความหวานชื่นเป็นอย่างยิ่ง ๑๔ กุมภาพันธ์ ฉันมารอเขาตั้งแต่เวลาเลิกงาน คอยให้เขามาถึงด้วยลักษณะอาการใจจดใจจ่อ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอยู่แทบทุกนาทีก็ว่าได้ ทำไมหนอ เวลาจึงเดินช้าเสียจริงนะ เข็มนาฬิกากระดิกหมุน ฉันยิ่งเพิ่มความกระวนกระวาย แหละแล้ว เขาก็มา
	พัสตร์ พัสตร์ นั่นไง เขาร้องเรียกด้วยท่าทีอันกระตือรือร้นเช่นเดียวกับฉัน
	รักษ์คะ สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ ฉันเป็นฝ่ายอวยพรก่อน
	เช่นกันครับ ผมเตรียมดอกไม้ให้คุณด้วย กิริยาของเขาเรียบๆ เฉยๆในขณะตอบ อันเป็นลักษณะประจำตัว พร้อมกับยื่นสิ่งหนึ่งมาให้ ฉันยื่นมือออกไปรับ แล้วพลัน คิ้วทั้งคู่ก็ขมวดเข้าหากัน อุทานออกมาอย่างงงๆ
	พวงมาลัย ก็จะไม่ให้ฉันงงได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ฉันถือในมือ มิใช่ดอกกุหลาบราคาแพง หากเป็นเพียงพวงดอกไม้ราคาถูกๆที่ฉันเห็นเด็กขายพวงมาลัยเดินขายอยู่ทั่วๆไป
	เนี่ยหรือคะ ดอกไม้สำหรับวันพิเศษของเรา ฉันร้องออกมา ตั้งใจต่อว่าเขาโดยตรง ก็เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นจากดวงหน้านั้น รอยยิ้มซึ่งตอนนั้นมันจุดความโกรธได้ดีพิลึก
	ครับ ดูเถอะ ยังมีหน้ารับคำอย่างไม่สะทกสะท้าน หรือรู้สึกผิดสักน้อย ฉันเพิ่มอุณหภูมิในใจขึ้นจนร้อนผ่าว ดอกไม้นี้แหละ ผมตั้งใจซื้อให้คุณ เพราะมันเป็นดอกไม้จากข้างถนน
	ดอกไม้ข้างถนน ฉันแหวออกไปทันที ในเมื่อมันเหลืออด ทำไมจะต้องอดต้องทนเล่า นี่ คุณดูถูกฉันใช่ไหม ฉันมันต้อยต่ำ ฉันมันเป็นผู้หญิงข้างถนนในสายตาคุณ แปลก เขาไม่ยักเปลี่ยนท่าทีสักนิด รอยยิ้มคงระบายอยู่เช่นเดิม
	ถ้าคุณอ่านความหมายของมันออก คุณจะเข้าใจ
	อ๋อ คุณว่าฉันโง่ ตีความไม่ออกหรือ ริมฝีปากฉันสั่นระริก น้ำตาเริ่มซึมออกมาเรื่อยๆ แล้วก็ร่วงเผาะๆอย่างสุดกลั้น คุณดูถูกฉัน แล้วยังจะมีข้อแก้ตัวอีก พอ พอกันที ฉันไม่อยากจะพูดอะไรกับคุณอีกแล้ว คุณออกไปซะ เอาดอกไม้ของคุณกลับไปด้วย
	เขารับพวงมาลัยไปจากมือฉันอย่างสุภาพนุ่มนวล ถ้าคุณยังไม่ต้องการมันในวันนี้ ผมก็ยินดีจะลาไปก่อน เพื่อความสบายใจของคุณ แต่....เมื่อไหร่คุณอยากได้มันคืน ผมก็พร้อมจะซื้อใหม่ให้
	ถ้ายังเห็นแก่ฉันอยู่ ก็ไปให้พ้นๆเสียที ฉันยังร้องไห้ไม่หยุดปากตะเพิดไล่ ทว่า.... หัวใจปั่นป่วนวาบหวิวจวนเจียนจะปลิดวับออกจากร่าง เขาค่อยๆหันหลังกลับ ช้าๆ แล้วเดินจากไป ฉันมอง มองจนเขาลับตา แล้วทรุดฮวบลง ยกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นฮักๆอยู่คนเดียว
	ความหลังหลั่งไหลเข้ามาเป็นฉากๆ นับตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน คงเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของฉัน ผนวกกับทีท่าอันมีเสน่ห์บางประการของเขากระมัง เสมือนแม่เหล็กดึงดูดซึ่งกันและกัน เขา นายนรารักษ์ นามสกุลพิทักษ์ชน และฉัน นางสาวพัสตราพร วิภูษิตา เริ่มต้นสร้างความรู้จักจากบทสนทนาง่ายๆ หลายต่อหลายครั้ง ตามด้วยการแลกเบอร์โทรศัพท์กัน แล้วก็เริ่มนัดพบปะกัน ความขุ่นมัวเกิดขึ้นก็ตรงนี้เอง เพราะเขามิได้นัดกินข้าวที่ภัตตาคารเลิศหรู หากแต่เป็นร้านข้าวแกงแผงลอยซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานของฉัน
 	ทำไมคุณนัดฉันมาที่นี่ล่ะคะ เราน่าจะย้ายไปห้องอาหารดีไหม กินบรรยากาศไปด้วย ฉันถามเชิงพ้อ พร้อมทั้งเสนอความเห็นขึ้น
	ก็เพราะผมเข้าใจแก่นแท้ของการกินข้าวน่ะซีครับ คำตอบมีมาพร้อมอาการยิ้มละไม หาก มันไม่ถูกใจฉันเลย เรานัดใครกินข้าว เพราะอยากพบ อยากเจอใครคนนั้นมากๆ และคำว่ากินข้าว กินที่ไหนก็ได้ ถ้ามันมีข้าวให้เรากิน บรรยากาศน่ะ สำหรับผมไม่สำคัญเลย อีกอย่าง ผมไม่ชอบภัตตาคาร หรือสถานที่โอ่โถง อาหารแพงๆ เพราะผมรู้สึกว่า เรากำลังเอาเปรียบใครๆอีกหลายคนที่ไม่มีกิน คุณลองคิดดูซิ่ ขณะที่เรานั่งเก้าอี้มีเบาะนุ่มๆรองรับ มีกุ้ง หอย ปู ปลา มีอาหารฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น กินกัน คนอีกกี่สิบล้านคนยังเดินถนน กินข้าวแกง เราอร่อย แล้วเคยหันมามองพวกเขาไหม ผมจึงชวนคุณมากินข้าวแกง เพื่อแสดงว่า เราไม่ได้อยู่เหนือใคร เราเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ของสังคม 
	เคร่งเครียดจังนะคุณเนี่ย ฉันออกปากสัพยอกเชิงบ่น พูดยังกับนักการเมืองแน่ะ
	นักการเมืองเขาพูดเพราะต้องการแสดงละครเรียกคะแนน ผิดกับผม ผมพูดจากใจจริง
	อีกครั้งหนึ่งที่ฉันคาดไม่ถึง ก็ตอนวันเกิดฉัน เขานำกล่องของขวัญมามอบให้ แล้วก็บอกว่า
	ผมฝากของขวัญไปกราบคุณแม่คุณด้วยครับ เพราะวันนี้ ท่านลำบากยิ่งยวดในการเบ่งคุณออกมา ส่วนตอนเย็น หากจะไปกินเลี้ยงกัน คุณควรจะชวนคุณแม่คุณไปด้วย เพราะท่านเลี้ยงคุณมาตลอดตั้งแต่เล็ก และจะเลี้ยงเรื่อยไป
	เขาทำสิ่งแปลกๆ พูดจาเกี่ยวข้องกับสังคม, กับส่วนรวม, กับมวลชน อยู่ประจำ พูดถึงวัฒนธรรม, ประเพณีอันดีงามในอดีต เปรียบเทียบกับค่านิยมยุคปัจจุบัน รวมถึงอะไรๆอีกหลายอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเบื่อหู กวนอารมณ์ของฉันทั้งนั้น แม้กระทั่งวันวาเล็นไทม์ปีก่อน อันใกล้กับวันมาฆบูชา เขาก็ยังเอาดอกบัวมาส่งให้ถึงมือ
	ดอกไม้แห่งพุฒิปัญญาครับ ผมไม่ให้ดอกกุหลาบ เพราะเห็นว่า นั่นมันธรรมเนียมฝรั่งเขา สำหรับผม วันมาฆบูชามีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ วันประชุมกันของพระภิกษุสงค์ เราควรจะถือโอกาสประพฤติดี  ละทิ้งความชั่ว ทำให้จิตใจเราบริสุทธิ์ดีกว่านะครับ
	ครั้งหนึ่ง เราเคยโต้เถียงกัน โดยฉันจุดชนวนขึ้นก่อน เมื่อสายไยสัมพันธ์มันเริ่มเขม็งเกลียวตึง
	รักษ์คะ คุณเคยคิดถึงใจฉันบ้างไหม เวลาทำอะไรลงไป
	คิดครับ คิดเสมอ
	คิดเสมอ ฉันทวนคำเสียงสูง ทั้งหมดที่คุณทำ คุณกล้ายืนยันหรือคะว่าคิดถึงใจฉัน
	ครับ อีกฝ่ายรับคำ ผมคิดอยากให้ใจของคุณเป็นหัวใจที่อุทิศเพื่อผู้อื่น หัวใจอันกว้างขวางราวแม่น้ำ เป็นแม่น้ำซึ่งพร้อมจะหลั่งไหลไปสู่ไร่ นา สวน ของชาวไร่ ชาวนา เป็นแม่น้ำหล่อเลี้ยงใจคนยากให้ชุ่มชื่น ผมไม่อยากให้คนที่ผมรัก ลื่นไหลไปตามกระแส หากชีวิตคุณเป็นเรือ คุณควรเป็นเรือมีเข็มทิศ
	ครอบงำกันชัดๆ ฉันประท้วงทันควัน คุณไม่คิดจะให้ฉันเป็นตัวของตัวเองหรือ
	สังคมเราทุกวันนี้ รักความเป็นตัวเองกันมากมายเหลือเกิน จนกลายเป็นตัวใครตัวมันไปเสียแล้ว ผมไม่อยากให้คุณตกอยู่ในข่ายล้อมของความเห็นแก่ตัวด้วยอีกคน
	คุณนั่นแหละเห็นแก่ตัว ฉันบริภาษสวนกลับไม่รอช้า แล้วเที่ยวโฆษณาว่าตัวเองเห็นแก่ผู้อื่น คนอย่างคุณมันใจคับแคบ
	คุณอาจกำลังเข้าใจผมผิด แต่ สักวัน ผมหวังว่า คุณจะรับรู้ได้ถึงความหวังดีของผม
	สักวันหรือ??? ฉันทอดถอนใจยาว มันไม่มีแม้แต่สักวันจะเหลือให้ตกลงกันได้อีก ในเมื่อคนตัดไมตรีก่อนคือฉัน ต่อไปก็คงต่างคนต่างเดิน ต่างเหินต่างห่าง ต่างร้างต่างลา เวลาแห่งความรัก (แบบขรุๆขระๆ) มันจบลงเพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา แล้วฉันจะมามัวร้องไห้ทำไมเล่า กล้าตัดก็ต้องกล้าเจ็บ ถ้าบังเอิญเขากลับมาเจอฉันฟุบหน้าอยู่นี่ เขาคงกระหยิ่มยิ้มเยาะ และทะนงว่าตนสำคัญเสียเหลือหลาย เชอะ ไม่มีทาง ฉันจะเลิกร้องไห้ เพื่อให้คุณเห็นว่า คุณไม่สำคัญ หรือจำเป็นต่อชีวิตฉันอีกต่อไป
	ฉันกัดฟัน ลุกขึ้นยืน ซวนเซเล็กน้อย ต้องปลุกขวัญตัวเองอีกสักพักจึงก้าวเดินตรงไปขึ้นรถยนต์ส่วนตัว ขับออกจากที่นั่น สมองหนักอึ้ง หมุนติ้วคล้ายลูกข่าง เพียรเตือนตนหลายครั้งว่า กำลังขับรถนะ กำลังขับรถนะ พยายามพยุงเจ้าพาหนะคู่ชีพมาตามถนน ท่ามกลางการจราจรหนาแน่น มันบ้าระยำอะไรก็ไม่รู้ รถมาชะงักกึกตรงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง สิบนาทีก็ยังไม่เขยื้อนตัว เอาอีกแล้วไง พอรถติด เจ้าความคิดเกี่ยวกับเขา ก็หวนกลับมาสู่สมอง ทำท่าจะไม่หายง่ายๆเสียด้วยสิ
	น้าจ๋า น้าจ๋า สะดุ้งสุดตัว เพราะเสียงเคาะกระจกรถ ไขกระจกลง ก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนอยู่ เธอคนนั้นหอบพวงมาลัยเต็มอ้อมแขน ช่วยซื้อพวงมาลัยซักพวงเถอะค่ะ สิบบาท สิบห้าบาท ยี่สิบบาทเท่านั้นเอง ช่วยหนูเถอะนะคะ
	ประหนึ่งถูกเข็มแทงจนเจ็บแปลบกลางทรวงอก นี่อย่างไรล่ะ ดอกไม้ต้นเหตุแห่งการเลิกราระหว่างฉันกับเขา
	ไม่ ฉันไม่ซื้อ ปฏิเสธอย่างห้วนกระด้าง
	น้าจ๋า เด็กหญิงก้มศีรษะลงต่ำ มองสบตาฉันอย่างวิงวอน ฉันเห็นแววตาเธอสลดโศกเต็มที โปรดเมตตาหนูเถอะนะคะ หนูไม่มีสตางค์กินข้าว แม่หนูก็ไม่มี เราสองคนแม่ลูกอดมื้อกินมื้อ ลำพังตัวหนูหิว หนูทนได้ แต่แม่หิว หนูทนไม่ได้ หนูจึงมาขายพวงมาลัยหาเลี้ยงแม่ถ้าน้าไม่สงสารหนู ก็โปรดสงสารคนแก่เถอะค่ะ	
เอ๊ะ ฟังภาษาคนรู้เรื่องไหม บอกว่าไม่ซื้อ ความหงุดหงิด ประสมประเสกับเรื่องอลวนในจิตทำให้ฉันพลุ่งพล่านผิดธรรมมดา การตวาดเด็กจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
	น้า เธอขยับปากหวังวอนซ้ำ ฉันรีบสกัดขัดขวางทันใดด้วยโทสะ
	เธอมันพวกสิบแปดมงกุฎใช่ไหมล่ะ เข้าใจปั้นเรื่องดีนี่ แท้ที่จริงก็ทำงานกันเป็นแก๊ง แอบเอาผู้ใหญ่มาอ้าง นึกว่าหลอกฉันง่ายๆเหมือนหลอกคนอื่นหรือ ไม่มีทาง ฉันไม่เชื่อ ออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจ
	เจ้าตัวน้อยยิ่งหน้าม่อย ช้อนดวงตาขึ้นสบตาฉันด้วยแววหม่นหมอง ก่อนจะค่อยๆก้าวถอยหลัง พร้อมกับพึมพำแผ่วๆ
	ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูขอบพระคุณมากค่ะ ก็จะเป็นไรล่ะ ในเมื่อสิทธิในการตัดสินใจอยู่ที่ฉัน เธอบังคับฉันไม่ได้หรอก
	สักครู่หนึ่ง อาการอัมพาตของรถราทั้งปวงจึงค่อยคลาย ยวดยานเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง แบบกึกๆกักๆ ไปๆหยุดๆ ฉันจุ๊ปากหลายต่อหลายคราว ทำไมนะ การจราจรของกรุงเทพมันถึงจลาจลไม่รู้จบ ถนนขยายเหยียดยาวต่อเติมเรื่อยๆ หาก ก็ดูไม่ทันกับปริมาณรถซึ่งแข่งกันเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม แล้วก็เพิ่มอยู่นั่นแหละ เอ๊ะ นี่ฉันกลายเป็นคนพาลพาโลเอากับสภาพรอบตัวหรือเปล่าเนี่ย?
	กำลังคิดอะไรอยู่นั่นเอง ฉับพลัน เหตุผันผวนปุบปับก็เกิดขึ้น เกิด โดยไม่มีใครตั้งตัว หรือมีเค้าลางเตือนบอกล่วงหน้าทั้งสิ้น เสียง โครม เป็นสิ่งแรกที่โสตประสาทของฉันสัมผัส ต่อด้วยเสียงกรีดร้อง และสำเนียงเอะอะของผู้คนมากมายบนท้องถนน ความโกลาหลตามมาในทันใด รถราหยุดชะงัก ฉันมองเห็นผู้คนวิ่งกันวุ่นวาย แล้วก็มีคนตะโกนขึ้น ฟังถนัดชัดเจน
	เฮ้ย เด็กถูกรถชน เด็กถูกรถชน
	ความขุ่นข้องหมองหม่นใดๆที่เคยมี แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นความตื่นตระหนกจู่โจมเข้ามาแทน ฉันไม่เคยอยู่ท่ามกลางอุบัติเหตุมาก่อน นี่คือครั้งแรกในชีวิต แล้วจะให้จิตใจปกติได้อย่างไร ถ้าหาก มีคนตายล่ะ เขาว่าเป็นเด็กเสียด้วย เด็กคนไหนหนอ? ดูเอาเถอะ เส้นทางสัญจรแท้ๆ ต้องเดิน ต้องขับรถ ขึ้นลงรถทุกๆวันก็ยังไม่ปลอดภัย มัจจุราชพรวดพราดเข้าถึงตัวได้ทุกเมื่อ นี่มิแปลว่า ทุกย่างก้าวของเรา อยู่ท่ามกลางการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนั้นหรือ? ฉันหลับตาลง ไม่อยากมอง เพราะกลัวเห็นสิ่งสยดสยอง แม้กระนั้น ก็อดวาดมโนภาพหลอนตัวเองมิได้จริงๆ รถชนคน อย่างน้อยก็ต้องมีเลือด เลือดมากหรือน้อยนะ ถ้ารถทับซ้ำ โอ๊ยยยยยยยยยยย........ ไม่เอา ไม่คิดแล้ว
	เวลาผ่านไป ผ่านไปแต่ละนาที มันสะท้านสะเทือนขวัญฉันเหลือกำลัง ภายในทรวงอกจึงระทึกเหมือนกระหน่ำรัวกลอง ความสับสนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เสียงรถตำรวจเปิดไซเลนโหยหวน ฟังคล้ายๆคนตะโกนครวญครางน่าปริเวทนา อีกไม่นานนัก รถพยาบาลคงมาถึง
	ครั้นแล้ว อีกเสียงหนึ่งก็กรีดแหลมอย่างคนผู้ปวดร้าวสาหัสเกินคำพรรณนา อำนาจแห่งแก้วเสียง บาดลึกปานจะเฉือนหัวใจคนฟังทุกคนให้ขาดวิ่นไปทันทีที่ได้ยิน 
	ลูก ลูกแม่ ฉันใจหายวาบคล้ายร่วงลงมาจากตึกสูง คำว่า ลูกแม่ เพียงแค่นี้ก็พอจะเดาได้รางๆว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้อยคำรำพันต่อไปของเธอ ระคนกับเสียงร่ำไห้โฮ โฮ ตะเบ็งลั่นอย่างคนสิ้นสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะยิ่งขยายความให้กระจ่าง และมันก็บีบรัดหัวใจฉันให้เจ็บปวดร่วมไปทุกขณะเช่นกัน 
	ชบา.....ลูก หนูต้องไม่เป็นอะไร ใช่ไหม หนูเป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง แม่มาหาหนูแล้ว เราต้องกลับบ้านด้วยกันนะลูก คุณพระคุณเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ช่วยคุ้มครองลูกฉันด้วยเถิด เจ้าประคุณ ลูกฉันยังเล็กนัก เรามีกันสองคนแม่ลูกเท่านั้น ชบาเพิ่งอายุแปดขวบ ยังอุตส่าห์เดินขายพวงมาลัยหาเงินมาเลี้ยงฉัน ตอนกลางคืนกลับไปบ้านก็ต้องนั่งร้อยดอกไม้เตรียมไว้ขายพรุ่งนี้เช้า ไหนจะต้องเรียนหนังสือ ไหนจะต้องทำงานอีก นี่ถ้าฉันแข็งแรง ลูกก็ไม่ต้องลำบากหรอก เทวดาเจ้าขา เราสองคนยากจนจริงๆ อดมื้อกินมื้อ วันนี้ก็ต้องกินข้าวคลุกน้ำปลาที่เหลือ ข้าวก็ใกล้จะหมด ชบาจึงต้องมาหาเงินซื้อข้าว ชบาเอ๋ย ถ้าแม่รู้ว่า หนูจะต้องมาถูกรถชน แม่จะบอกหนูว่า ไม่ต้องมาขายพวงมาลัยหรอก แม่อดข้าวได้ ไม่ต้องห่วง ลูก.......ลูกจ๋า แม่อยู่นี่ หนูลืมตาขึ้นมองแม่สิจ๊ะ เจ็บมากไหมลูก ไม่เป็นไร เดี๋ยวหมอก็มา ถึงมือหมอเดี๋ยวก็หาย อดทนอีกนิดนะลูก
	ฉันขบริมฝีปากตัวเองจนเจ็บแปลบ ช่างปะไร ความเจ็บเพียงนิดหน่อย เทียบกับแม่ของชบาก็ห่างไกลกันนัก ชบา......ใช่เด็กผู้หญิงคนนั้นไหมหนอ? คนที่เคาะกระจกรถ ขอร้องให้ฉันช่วยเหลือ ฉันกลับเอ็ดตะโรเอาเสียงเขียว หาว่าหลอกลวง ชบา ถ้าเป็นเธอ ชบา น้า........ น้า.... ลำคอของฉันตีบตัน ก้อนสะอื้นวิ่งไล่กันเป็นระลอก ยิ่งแม่ของเด็กหญิงคร่ำครวญไม่หยุด ฉันยิ่งร้าวราน น้ำตาหลั่งรินออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำตาแห่งความสำนึกผิด และแสนสงสารครอบครัวของเด็ก เด็กขายพวงมาลัยตัวนิดเดียว ร่างแบบบางกระจิริด ทว่าทรหด อดทน อยู่กลางถนนฝ่าแดดแผดเปรี้ยงๆทั้งวัน แล้วฉันเล่า...... ฉันนั่งทำงานในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ หากจะเหนื่อยก็เพียงสมอง กลับถึงบ้าน ล้มตัวลงนอนก็หาย แต่....... เด็กตัวน้อยๆยังมีภาระต้องทำอีก กว่าจะได้นอนคงดึกโขทีเดียว ความพากเพียรของเขา มากมายกว่าฉันไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันเท่า
	ชบา ฉันครางแหบระโหย น้ำตาไม่หยุดไหล น้า.......ขอโทษ
	
	นี่เป็นอีกวันหนึ่งซึ่งฉันมารอพบเขาด้วยใจจดใจจ่อ ณ ตรงมุมเก่า ฉันคอย คอย คอย ความรู้สึกเฉกเช่นวันแห่งความรัก นั่นคือ ทำไมโลกหมุนช้าเหลือเกิน เขาจะมาไหม ในเมื่อฉันบอกเลิกก่อน เขาจะมาไหม ในเมื่อฉันทำเหมือนไม่ไยดี แต่แล้วกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องให้เขามาหาเขา เขา......
	พัสตร์ พัสตร์ครับ นั่นไง เขามาจริงๆ มาพร้อมกับรอยแย้มยิ้มคลี่ขยายราวดอกไม้แย้มกลีบงาม ฉันยิ้มรับอย่างสวยที่สุดในชีวิต ก่อนจะยื่นมือออกไปหา พร้อมกับวางสิ่งหนึ่งลงบนฝ่ามือเขา
	ดอกไม้ข้างถนนค่ะ ฉันมอบให้คุณก่อน โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อมาให้ใหม่ เพราะฉันอ่านความหมายของมันออกแล้ว เขายังเป็นนายนรารักษ์ พิทักษ์ชนคนเดิม ไม่แสดงอาการใดๆอันบ่งบอกอารมณ์ภายในอย่างแจ่มชัด นอกจากจะยิ้มกว้างกว่าเก่า
	อ่านออกว่าอย่างไรครับ ที่รัก ฉันหูไม่ฝาดไปแน่ๆ เขาเรียกฉันว่า ที่รัก สวรรค์เป็นพยานให้ฉันด้วยนะ
	ดอกไม้ข้างถนน ของเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ไงคะ ฉันอธิบาย เพราะมันเกิดขึ้นจากแรงงาน จากความรับผิดชอบของเด็กผู้มีความกตัญญู รู้จักแก่นสารของชีวิต ไม่คิดอยู่นิ่งเฉย รู้จักต่อสู้ รู้จักทำงาน เข้มแข็ง อดทน น่ายกย่องสรรเสริญกว่าผู้ใหญ่อย่างพวกเราเสียอีก จริงอยู่ เด็กบางคนขายพวงมาลัย เพราะถูกหลอกลวง ถูกบังคับทุบตี แต่เด็กที่ขายด้วยความสมัครใจ ขายเนื่องจากความขัดสนข้นแค้นเหมือนอย่างชะบาก็มีอยู่มากมาย
	ทีนี้ คุณพอจะเข้าใจผมหรือยัง ว่าทำไม ผมมอบดอกไม้ข้างถนนแก่คุณในวันนั้น
	เอ ฉันว่าฉันเข้าใจนะคะ แต่จะผิดหรือเปล่าไม่รู้ซี
	ถ้าผิดผมจะแก้ให้ แต่ ไม่ใช่แก้ตัวนะ
	คุณกำลังจะบอกฉันว่า ความรักที่ยืนยงคงทน ต้องเริ่มต้นพื้นฐานจากการรู้จักรักผู้อื่นก่อน โดยเฉพาะ ผู้ทุกข์ยากกว่าเรา เป็นความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว เมื่อเรารักผู้อื่นเป็น เราก็จะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทีนี้ หากคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สองคนอย่างฉันกับคุณมารักกัน สร้างครอบครัวร่วมกัน เราก็จะได้ครอบครัวที่พร้อมจะช่วยเหลือสังคมทุกเมื่อ แหละถ้ามีครอบครัวอย่างนี้เกิดขึ้นมากๆ สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น ถูกไหมคะ
	ถูกต้องครับ เขารับรอง มีความลับอีกข้อที่คุณยังไม่รู้ ทายซิ คนเก่ง
	อือ......... นึกไม่ออกแฮะ ฉันร้อง หลังจากนั่งตรองพักหนึ่ง ยอมแพ้ค่ะ จะปรับผิดให้ฉันเลี้ยงข้าวแกงมื้อเย็นก็ยังไหว เดี๋ยวนี้ ฉันกินข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวข้างถนนเป็นประจำแล้วนะ
 รู้ตัวหรือเปล่า คุณน่ารัก และคู่ควรแก่ความรักที่สุด ประกายพรายพริบระยิบระยับวับวาวสุกสกาวขึ้นในดวงตาเขา คุณก้าวลงมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้คนส่วนใหญ่ได้แล้ว
	อย่าออกนอกเรื่องซิ่คะ ฉันติงแก้เก้อเขิน บอกความลับของคุณให้รู้เสียที อย่ามัวอุบนิ่งอยู่ ฉันอึดอัดนะ รู้ไหม
	ที่จริงก็ไม่เป็นความลับหรอก คือว่า พวงมาลัยที่ซื้อให้คุณวันนั้นน่ะ ผมซื้อมาจากเด็กหญิงชบา ซึ่งถึงตอนนี้ คุณก็รู้จักแกแล้ว

	ค่ะรู้จัก จดจำไม่มีวันลืมตลอดกาล เด็กดีๆอย่างนั้น ไม่น่าเสียชีวิตเลย หนังสือพิมพ์ลงรูปเห็นชัดทีเดียว เด็กคนที่มาเคาะกระจกรถฉันไม่ผิดจริงๆค่ะ แต่ ข่าวออกแค่ไม่กี่วันก็เงียบหาย นี่จะต้องมีเด็กรับเคราะห์อีกกี่คนก็ไม่รู้
	สำนวน คลื่นกระทบฝั่ง กับ วัวหายล้อมคอก ดูจะกลายเป็นสำนวนประจำของสังคมบ้านเราไปแล้วนะครับ คนรักของฉันวิภากษ์วิจารณ์ เกิดเรื่องขึ้นทีก็ประโคมกันที บรรดาคนสำคัญๆทั้งหลายออกมาแถลงว่า จะต้องป้องกันอย่างนั้น จะต้องแก้ไขอย่างนี้ แล้วเป็นไงล่ะ สุดท้ายก็เงียบฉี่
	สงสารแม่ของชบาจัง ฉันรำพึงบ้าง ป่านนี้จะเป็นอย่างไรไม่รู้
	เขาหัวเราะเสียดสีอย่างขื่นๆ ก็คงได้รับเงินรับทองช่วยเหลือนิดๆหน่อยๆ ซึ่งแน่หละ ไม่คุ้มกับการสูญเสียลูกสาวเลย ต่อจากนั้น ก็อยู่ไปตามยถากรรม ทำไงได้ ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นญาติกับดารา หรือพี่น้องรัฐมนตรี
	ไม่ยุติธรรม ฉันบ่นเปรยๆ คนเหมือนกัน ทำไมต้องปฏิบัติต่างกันด้วย
	ยุติธรรม มันเป็นจริงได้เฉพาะในตัวหนังสือ กับสุนทรพจน์ และความฝันเชิงอุดมคติเท่านั้น เขาตอบ
	แล้วคุณคิดว่าคนเล็กๆอย่างพวกเราจะทำอะไรได้คะ ในเมื่อเราหวังความยุติธรรมแท้จริงยากเต็มที
	ก็ต้องช่วยให้เรื่องเลวร้ายมันยุติลงอย่างเป็นธรรมมากที่สุดน่ะซี นรารักษ์ให้ความเห็น ในกรณีที่เราช่วยเหลือได้ จะด้วยกำลังทรัพย์ หรือวิธีใดๆก็ตาม เราก็ช่วยเหลือไป หากเราร้องทุกข์แทนผู้ถูกเอาเปรียบได้ เราก็ควรจะกระทำ สรุปว่า ประสมประสานกันทั้งสองทาง คือ เราลงแรงด้วยตัวเอง กับป่าวร้องให้ผู้อื่นมาร่วมลงแรงกับเรา
	ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ รักษ์ คุณกับฉันสามารถคุยกันรู้เรื่อง ฉันปรารภขันๆ ถ้าเมื่อก่อน คุณพูดเรื่องผู้เสียเปรียบ ผู้ได้เปรียบ ฉันคงลุกหนีไปแล้ว
	ก็บอกแล้วไง เดี๋ยวนี้ คุณควรค่าแก่ความรักมากที่สุด เพราะคุณรู้จักหยิบยื่นความรักให้แก่ทุกคน
	ต้องขอบคุณหนูชบากับแม่ของเธอต่างหากล่ะคะ สองแม่ลูกช่วยสอนฉัน ช่วยให้ฉันเป็นคนใหม่ บอกให้ฉันรู้ว่า ดอกไม้ข้างถนนมีความหมายอย่างไร เท่าๆกับบอกฉันทางอ้อมด้วยว่า คนรักของฉันรักฉันมากเพียงใด
	งั้น เย็นนี้ เราไปกินขนมจีนน้ำยาฉลองมาลัยข้างถนน และฉลองวันแห่งความรักทุกๆวันของเรานะ
	ค่ะ สำหรับเรา ทุกๆวัน คือวันแห่งความรัก เพราะเรามีรักให้แก่ผู้ทุกข์ยาก มีรักให้แก่ทุกคน 
(เขียนจบลงเมื่อ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐)
----------------------------------------				
1 สิงหาคม 2549 15:05 น.

ธงทิว (ตอนที่ ๕)

ตราชู

หมอ หมอขอแสดงความเสียใจกับคุณทั้งสองด้วยครับ เสียใจที่ต้องเรียนให้ทราบว่า ลูกตาดำของเด็ก ถูกโรคมะเร็งคุกคาม จำเป็นจะต้องควักทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามครับ
		ราวกับตะลุมพุกกระทุ่มโครมลงกระทบศีรษะอย่างรุนแรง ความรู้สึกแรกของผมเมื่อฟังจบ มันมึนงง งงตื้อไปหมด ชาดิกไปทั่วทั้งระบบประสาท ต่อมา หูก็ลั่นอื้อ ดวงตาเริ่มจะลาย แลเห็นภาพต่างๆพร่าพร้อย ได้ยินเสียงจงจิตราอุทานอะไรฟังไม่รู้เรื่องเสียแล้ว โลกทั้งโลกสำหรับผมก็กำลังเริ่มโคลงเคลง	
		อะไรนะคะคุณหมอ ฟังคล้ายๆเธอจะร้องเสียงแหลมสะท้านว่าอย่างนั้น คุณหมอแน่ใจในผลการตรวจแล้วหรือคะ
		จากหลักการวินิจฉัย ประกอบกับอาการของเด็ก ไม่น่าจะผิดพลาดนะครับ
		ต้อง ต้อง เธอเอ่ยต่ออย่างติดๆขัดๆ คล้ายมีอะไรสักอย่างจุกแน่นในลำคอ ควักตาอย่างเดียวเลยหรือคะ สำเนียงในท้ายประโยคเจือสะอื้น
		จำเป็นจริงๆครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อร้ายลุกลาม หมอชัยชาญย้ำยืนยัน
				โธ่ ทิวลูกแม่ คราวนี้ภรรยาผมครวญแผ่วเครือ น้ำตาหยดลงต้องแก้มทีละหยาดร่างทั้งร่างสะเทือนไหว เพราะเธอร้องไห้กระซิกๆจงจิตราร้องไห้! ผมไม่เคยเห็นน้ำตาเธอร่วงมานาน นานจนจำไม่ได้แล้วว่า เธอร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร จงจิตราแข็งแกร่งมาตลอด คอยประคับประคองผมมิให้ล้มลงยามอ่อนแอ อ่อนโอน เธอเป็นทั้งแม่เรือน แหละแม่แรงโดยแท้ ทว่า เรื่องราวร้ายแรงของลูก เกินกว่าที่เธอจะทนรับได้ แล้วผมเล่า จะรับได้หรือ บัดนั้นเอง อารมณ์ต่างๆอันจำแนกไม่ถูกก็จู่โจมโถมถาเข้าหาผม ทะยอยทอยถั่งเป็นระลอกระลอก จนกลายเป็นพายุหมุนมหึมา ปั่นป่วน ม้วนอลวนอยู่ในใจ พร้อมจะพัดผันผวนปะทะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้ทุกเมื่อถ้ามันบังอาจมากีดหน้าขวางตา
		โกหก หมอโกหก ผมตะโกนระเบิดก้อง ก้องกึกและเกรี้ยวกราดที่สุดในชีวิต กิริยาอาการคล้ายผู้ป่วยวิกลจริตซึ่งกำลังคลุ้มคลั่ง ตรวจลูกผมใหม่เดี๋ยวนี้ ตรวจ ผมสั่งให้ตรวจ สติไม่เหลืออยู่เลยสักนิด ผมพุ่งตัวเต็มกำลัง หมายบังคับบีบคอเขา จงจิตราร้องกรี๊ดวิ่งเข้าสกัดกั้น
		ธง ธงคะ เธอเรียกละล่ำละลักระเร่าระรัวเพื่อรั้งสัมปชัญญะของผมให้กลับคืน ใจเย็นๆคะ ใจเย็นๆ
		ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ใต้ฝุ่นในอกผมยังไม่คลายความรุนแรงลง ผมจะสั่งให้มันตรวจใหม่ มันต้องตรวจผิดพลาด ลูกผมไม่ได้เป็นมะเร็ง
		หมอ หมอคะ ลูกต้องเข้ารับการ เอ่อ การรักษาเดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่าคะ จงจิตราเองก็ปากคอสั่นขณะถามละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก ห่วงทั้งลูก กังวลทั้งผมไปพร้อมๆกัน
		ถ้าหากคุณยังไม่พร้อม สามารถรับยาไปหยอดเพื่อควบคุมอาการไว้ชั่วขณะก็ได้ครับ
		ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอรับยาหยอดตาก่อนดีกว่าคะ คู่ชีวิตผมตัดสินใจทันควัน เตรียมตัวกลับบ้านเถอะคะคุณ เดี๋ยวค่อยมาหาคุณหมอใหม่

		ตลอดระยะทางที่ถวิลขับรถพาเรากลับมาบ้านนั้น ผมนั่งเงียบ เงียบอย่างน่ากลัว ส่วนจงจิตราก็ประคองกอดธงทิวแนบอก ไม่ยอมให้ห่างกายเลย ผมรู้ เธอพยายามกลั้นความเศร้าโศกอันใหญ่หลวง เพื่อมิให้ผมเป็นบ้าไปมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่นี่ พอรถจอดลงตรงหน้าบ้าน คำสั่งแรกที่ผมประกาศิตกับประยง เด็กรับใช้สาวก็คือ
		ไปซื้อเหล้ามาให้ฉัน ซื้อมาให้มากที่สุด				
25 กรกฎาคม 2549 14:16 น.

ธงทิว (ตอนที่ ๔)

ตราชู

เค้าของเมฆทะมึนมหึมา เริ่มก่อตัวพยับครึ้มขึ้นแล้วในใจเรา จงจิตราคงพูดน้อยเช่นเคย ผมเองก็นิ่งไปด้วย หาก ความนิ่งของผม สุมแน่นด้วยความเคร่งขรึม เคร่งเครียด วันต่อๆมา ผมเล่นกับลูกอีก โดยชวนให้ดูนั่น ดูนี่ หวัง หวัง แหละก็หวังว่า ลูกจะมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้าง ผลที่ได้รับ ทำให้ใจฝ่อลงทุกครั้ง ลูกได้ยินผมพูด หันหน้ามาทางเสียงได้ แต่ดวงตามิได้แสดงว่าจะแลเห็นสิ่งซึ่งผมชี้ชวนให้ดูเลย ลูกเป็นอะไร? ลูกเป็นอะไร? ลูกเป็นอะไร?
		เมื่อยังไม่รู้คำตอบ ปมปัญหาก็ยิ่งผูกเขม็ง ผมเริ่มใช้น้ำเมาเข้าช่วยดับความกลัดกลุ้ม ขณะรินเหล้าลงแก้ว ใจก็นึกวาดภาพนายธนาคารหนุ่ม แต่งชุดสูทแสนสง่า นั่งทำงานบนเก้าอี้อันมีพนักพิงอ่อนนุ่ม นี่แหละ ธงทิวของผมธงทิว ผู้จะนำความมั่งคั่งประดามีมาสู่สกุลธนานิยม		
		คุณ พอเถอะคะ ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ อย่าดื่มอีกเลย ภรรยาพยายามห้าม แต่ ผมยังคงรินเมรัยเติมลงในแก้วอีก
		ลูกของเรา อนาคตเศรษฐีใหญ่ ผมพล่ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณได้ยินไหม เขาจะต้องเป็นนายธนาคาร เขาจะต้องร่ำรวยกว่าใครๆ
 		คะ คะ ฉันเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน เธออนุโลมตาม ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ คุณสบายใจเถอะนะคะ เดี๋ยวนี้ หมอเขาเก่งออก เดี๋ยวพาลูกกลับไปหาหมออนุวัฒน์ไม่กี่ครั้งก็หาย
		ต้องหาย ต้องหาย ผมส่งเสียงดังอ้อแอ้ลิ้นคับปาก  เรามีเงิน จะหมดเงินเท่าไหร่ก็ไม่ว่า แต่ลูกต้องหาย ต้องหาย
		จงจิตราพยุงผมไปนอน ผมพยายามข่มตาให้หลับ ภวังค์ห้วงสุดท้ายก่อนจะผลอยไปเพราะความเพลีย ยังได้ยินเสียงงึมงำของตัวเอง
		ลูกผมคือนายธนาคารใหญ่
		ถ้าหมออนุวัฒน์ยังจำความรู้สึกเร่าร้อนซึ่งแสดงออกทางสีหน้าของผม ขณะเมื่อรู้ว่า จงจิตราต้องผ่าตัดในครั้งนั้นได้ ครั้งนี้ เมื่อผมอุ้มธงทิวกลับมาหาเขา เขาย่อมเปรียบเทียบได้ดีว่า ผมอึดอัด กลัดกลุ้มสุมอกยิ่งกว่าครั้งนั้นหลายเท่านัก
	ไหน ไหนละ ที่หมอเคยบอกลูกผมร่างกายสมบูรณ์ทุกประการ ผมเล่นงานเขาเป็นประโยคแรกในทันทีที่พบหน้ากัน อีกฝ่ายยิ้ม ยิ้มอย่างเคยเป็น เยือกเย็น อ่อนโยน เพียงแต่ยามนี้ ผมมองรอยยิ้มของเขาเหมือนมองตัวละครสักตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังแสดงมายาตบตาผมอย่างน่าเคียดแค้นที่สุด ทั้งยัง ฮึ่ ตอแหลแก้ตัวว่าตอนแรกตรวจดีแล้ว พร้อมอ้างเหตุผลมาปลอบอีกว่าอาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องพญากรได้ยาก อีกอย่าง ลูกผมคลอดก่อนกำหนด ย่อมจะต้องไม่สบายง่ายเป็นธรรมดา
		คุณอย่าวิตกเลยครับ ในเมื่อหมอดูแลธงทิวมาตั้งแต่ต้น หมอก็จะต้องรับผิดชอบ ช่วยเหลือเขาจนสุดความสามารถ เขาสัญญา
		อย่าโกหกผมอีกละ ถ้าลูกเป็นอะไร ผมจะเอาเรื่องหมอ ผมประกาศคาดโทษ พลางจ้องประสานตากับเขาเขม็ง เขารับคำ ก่อนจะอุ้มธงทิวไป

		อันเนื่องจากหมออนุวัฒน์เป็นสูตินารีแพทย์ เรื่องระบบสายตาจึงมิใช่ทางถนัดของเขา ธงทิวถูกส่งต่อไปยังหมอชัยชาญ จักษุแพทย์มือหนึ่งของโรงพญาบาล หมอนำเขาเข้าสู่ห้องตรวจ มีผมกับภรรยายืนดูอยู่ทุกระยะ เวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาบนผนังห้องตรวจเดินติ๊ก ติ๊ก ด้วยความรู้สึกเหมือนคนถูกกดให้จมน้ำอย่างช้าๆ จมลึกลง ลึกลงทุกที การตรวจดำเนินตามขั้นตอน ตามลำดับ กระทั่งในที่สุด หมอก็เงยหน้าขึ้น				
21 กรกฎาคม 2549 10:09 น.

ธงทิว (ตอนที่ ๓)

ตราชู

จง คุณเป็นอย่างไรบ้าง ผมรีบก้าวเท้าไปหาเธอ จงจิตรายังคงยิ้ม แม้สรีระภายนอกจะยังอิดโรย หาก กำลังใจอันเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ทำให้เธอไม่เคยโอดครวญ หรือพร่ำบ่นต่อความเจ็บปวดสักคำเดียว
		ไม่เป็นไรแล้วคะ สำเนียงตอบถึงจะแผ่วเบาก็ฟังจับกระแสความได้หมด คุณดูลูกเถิด นี่ไงคะ ลูกของเรา
		ผมก้มลงมองร่างหนึ่งซึ่งอยู่เคียงข้างเธอ ฉับพลันก็ต้องยืนตะลึงนิ่งขึงไปในบัดดล
		กระจ้อยร่อย เล็กเพียงนิดเดียว ลำตัวถ้าวัดตั้งแต่หัวจรดเท้าเห็นจะไม่ถึงศอก ดวงหน้าแทนที่จะสดใสกลับเซียวซีด ซีดราวดอกไม้กลีบเฉา เช่นเดียวกับผิวกายซึ่งแลแทบไม่ปรากฏสีเลือดฝาด หน้าท้องแบนแฟบ ผ่ายผอมเหลือเกิน ผอม และแบบบางจนผมไม่กล้าจะแตะต้อง เพราะเกรงกลัวว่า กระดูกทุกชิ้นจะหักลงทันทีที่ถูกมือสัมผัส		
นี่หรือลูกของเรา ผมพึมพำเบาๆคล้ายคนละเมอนิ่งงันอยู่ในอิริยาบถเดิมปานต้องมนต์สาป ระหว่างนั้น มีเสียงออกอุทานต่างๆจากญาติๆทั้งหลาย แต่ใครร้องว่าอย่างไรบ้าง ผมไม่สนใจเอาเสียเลย
		แกเพิ่งคลอด ซ้ำคลอดก่อนกำหนดเสียด้วย ก็เป็นอย่างนี้แหละคะ ผมคิดว่า นั่นคือคำปลอบโยนของคู่ชีวิตซึ่งเธอเก็บงำความหวั่นไหวได้เป็นเยี่ยมเสมอ ผมไม่มีวาจาใดจะโต้ตอบ นอกจากเสียงอันอึงอลวนเวียนกลับไปกลับมาในความคำนึงแต่ประโยคเดียว คือ จะรอดไหม? จะรอดไหม? จะรอดไหม?
 		ดังนั้น เมื่อหมออนุวัฒน์ ผู้ทำคลอดให้จงจิตราเข้ามาเยี่ยมอาการของผู้ป่วย คำถามนี้จึงผ่านจากปากผมสู่เขา คุณหมอยิ้ม ยิ้มอ่อนโยนอบอุ่น พร้อมกับถ้อยคำให้กำลังใจ แหละน้ำเสียงนุ่มนวล
		รอดแน่นอนครับ พวกเรา ผมหมายถึงหมอทุกคน จะช่วยดูแลเขาเอง
		ฝากคุณหมอด้วยครับ ช่วยลูกเราด้วย เขาคือความหวังของพวกเราทุกคน ผมวิงวอนเสียงแผ่วต่ำ
		เพื่อบำรุงสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง เจริญเติบโตได้ต่อไป ทางเราขออนุญาต นำเด็กเข้าสู่ตู้อบนะครับ โดยจะมีหมอ มีพญาบาล คอยเฝ้าอยู่ใกล้ชิดทุกระยะ ผมขอยืนยันอีกครั้งครับ ว่าเด็กจะปลอดภัย
 							นับตั้งแต่นั้น เรื่อยมาเป็นเวลาสามเดือน ผมเปรียบโรงพญาบาลเสมือนเรือนพักอาศัย เลิกงานยามใด จะต้องมานอนค้างคืน เฝ้าดูลูกด้วยดวงใจห่วงใยเปี่ยมล้น ธงทิวตัวเล็กๆ อยู่ในตู้อบครบกำหนดแล้ว ทางโรงพญาบาลจึงนำเขาออกมาส่งให้จงจิตราอุ้มประคองอย่างแสนถนอมในอ้อมแขน
		ลูก ไม่เป็นอะไรแน่นะคะ เธอขอความเชื่อมั่นจากหมอ
		สุขภาพสมบูรณ์ครับ หมออนุวัฒน์นั่นแหละ รับประกัน ตอนโตๆ จะอ้วนท้วนเสียด้วยซ้ำ หน้าตาหล่อเหลา ถอดพิมพ์พ่อแม่มาอย่างละเท่าๆกันเลย ชื่อก็เพราะด้วย ธงทิว				
					เมื่อธงทิวกลับมาอยู่บ้านธนานิยม เราก็ต่างช่วยกันประคบประหงมเขาตลอดเวลา ในยามที่ผมกับภรรยาออกไปทำงาน ประยงเป็นคนช่วยเป็นหูตา เอาใจใส่เจ้าตัวน้อย ซึ่งเราเรียกว่า ทิว ด้วยความเอ็นดู ทิวเลี้ยงง่าย กินแล้วก็นอน ไม่ค่อยงอแง (อาจเพราะเอาแต่หลับก็ได้) พ่อแม่กลับจากทำงานก็ตื่นขึ้นมาอ้อแอ้ให้ชื่นฉ่ำจิต ไม่นานก็หลับปุ๋ยไปอีก อันเนื่องจากผมไม่มีเวลาสังเกตลูกนัก จึงไม่อาจค้นพบความผิดปกติของเขา จนกระทั่ง คุณแม่ผมท่านมาเยี่ยมหลานในวันหนึ่ง ท่านออกปากกับผมว่า
		ธง ลูกเอ็งท่าจะมีอะไรพิกลเสียแล้วหละ
		ยังไงครับ แม่
		อ้าว ท่านออกอุทาน ไม่เคยเอาใจใส่ลูกบ้างหรือ ลูกเอ็งหลับตาตลอดเวลาแม้ในตอนตื่นนอน เท่านั้นยังไม่พอนะ เวลาใครเอาของเล่นมาชูล่อก็ทำเหมือนไม่เห็น เมื่อตอนกลางวันแม่เอามือไปโบกใกล้ๆหน้า ยังไม่ยกมือขึ้นปัดเลย
		ผมปรารภเรื่องนี้กับจงเธอจึงเผยควาจริงกับผมว่า สังเกตเห็นเหมือนแม่เช่นกัน (ตามวิสัยของเพศหญิงที่มีประสาทสัมผัสละเอียดอ่อน)และก็เฝ้าดูพัฒนาการของลูก พร้อมกับจดบันทึกอยู่เรื่อยๆ เหตุที่ยังไม่บอกผม เพราะต้องการดูลูกให้แน่ใจอีกสักพัก อีกประการหนึ่ง ก็ไม่อยากให้ผมต้องกังวลจนเกินไปนัก กลัวผมจะเคร่งเครียด แล้วก็จะคิดซ้ำๆ คิดญ้ำๆไม่รู้จบตามนิสัยที่เป็นอยู่ประจำ
		ด้วยความอยากพิสูจน์ ผมลองเล่นกับลูก กลับมาบ้านพร้อมกับตุ๊กตาหมีตัวโต ตรงไปหาลูกพลางชูตุ๊กตาให้ดู
		ทิว พ่อกลับมาแล้วลูก ซื้อหมีมาให้อุ้ม นี่ไงละ สวยไม้ ผมชูตุ๊กตาขึ้อีก เปล่า! ลูกไม่ได้ลืมตาขึ้นมอง ทำคล้ายกับไม่เห็นกระนั้นแหละ ส่งเสียร้องอ้อแอ้ สองมือยกขึ้นกวักไหวๆ คล้ายกับกำลังเล่นกับอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่ผมก็มองไม่เห็นเช่นกัน				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงตราชู