22 ธันวาคม 2552 11:29 น.

เพื่อนรัก..รักเพื่อน

(น้ำตาลหวาน)


        ฉันรู้จักกับนุ่มเมื่อปี 2535 ปลายๆปี เพราะฉันได้งานใหม่ที่บ้านเกิด
งานที่คนหนุ่มสาวยุคนั้นอยากทำกันมาก มนุษย์ทองคำค่ะ น้องโบที่ได้รับมากที่สุดก็ 12 เดือน น้อยสุดก็อยู่ที่ 6 เดือน ถ้าจำไม่ผิด แต่มีเพื่อนบางบริษัทน้องโบออกแต่ละปี ถอยรถ ถอยภรรยากันได้เลยล่ะ อู้ฟู่ซ้า..(คนแก่เริ่มพูดเรื่องอดีต) อิอิ
         นุ่มอยู่ในส่วนปฏิบัติการ ส่วนฉันอยู่ส่วนการตลาด คนวัยเดียวกันเกือบทั้งสำนักงาน สนุกมาก ไม่เคยกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เลิกงาน เคลียร์งานเสร็จก็หาที่รับประทานกัน  หรือไม่ก็ไปเลี้ยงลูกค้า งานเลี้ยงที่ลูกค้าเชิญ  สนุกกันตามวัย  ขับรถ 100 กม.ไปหาที่หร่อยๆกินเป็นเรื่องปกติ 
          ฉันยังไม่สนิทกับนุ่มมากนัก เพราะไปกันเป็นกลุ่ม 5-6 คน สมัยนั้น มีนุ่มคนเดียวที่มีรถยนต์ขับมาทำงาน นุ่มเป็นลูกสาวคนเล็ก มีพี่สาวอีกคน คุณพ่อคุณแม่น่ารักมาก ครอบครัวอบอุ่นที่สุดเท่าที่เคยเห็นชีวิตครอบครัวมา  

          ปี 2540 ฟองสบู่แตก เราตกงานกันพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะเป็น 1 ใน
56 ไฟแนนท์ที่ต้องปิดลำดับแรก  เศร้าค่ะ แต่ไม่สลด 
          ฉันกับนุ่ม มาสนิทกันมากๆก็ตอนตกงาน  เพราะว่างมาก  พากันเที่ยว พากันไปหาอะไรกินกัน เรื่องตกงานเป็นเรื่องชิลๆสำหรับเรา ผ่านไปสองปี เราได้งานใหม่ทั้งสองคนแต่แยกกันทำคนละแห่ง  เนื่องจากเราทำตำแหน่งเดียวกัน เขารับแค่เพียงคนเดียวค่ะ เดิมฉันทำการตลาดก็จริง แต่ใจไม่รัก อยากทำในส่วนปฏิบัติการมากกว่า เลยต้องแยกกันทำคนละแห่ง

           เวลางานเราเป็นคู่แข่งกันค่ะ  แต่พอเลิกงานเราก็เป็นเพื่อนรักกัน ไปเที่ยวด้วยกัน  ทานอาหารด้วยกันเหมือนเดิม  รวมทั้งเพื่อนคนอื่นๆก็ได้งานที่เดียวกับนุ่มเกือบทั้งหมด มีฉันคนเดียวที่แยกออกมา 
           นุ่มเป็นคนจิตใจดี คำว่าจิตใจดีในที่นี้ ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรอีก  นุ่มไม่เคยว่ากล่าวใคร  ไม่เคยหงุดหงิด  อะไรก็ยิ้ม อะไรก็ไม่เป็นไร รักทุกคนที่เข้ามาในชีวิต  ฟังเหมือนโอเว่อร์  แต่จริงค่ะ

            ยกตัวอย่าง  นุ่มเพิ่งซื้อซีดีมาใหม่ ถามฉันว่า อยากได้ไหม จะไรท์ให้ ฉันก็บอกว่าอยากได้  นุ่มไรท์ค่ะแต่เอาแผ่นจริงมาให้ฉัน  เก็บแผ่นไรท์ไว้ ไม่รู้คิดได้ไงฉันถามก็บอกว่า ไม่เป็นไร ฟังได้เหมือนกัน เอากะเพื่อนสิ
           เมื่อต้นปีฉันเกิดอุบัติเหตุ ต้องซ่อมรถหนึ่งเดือน ไม่ต้องเอ่ยปากค่ะ เพื่อนพูดก่อนเดี๋ยวเรารับ-ส่งเอง  แล้วเพื่อนก็มารับมาส่ง เสาร์อาทิตย์ยังโทรมาถามอยากไปไหนหรือเปล่า กลับบ้านไหม ซื้อของไหม จะไปรับ ดูเพื่อนของฉันนะเนี่ย แล้วก็พูดขำๆกันว่า ฉันเป็นลูกสาวคนโต ต้องรับส่งทุกวัน มีธุระอะไรก็ต้องเอาฉันไปด้วยติดไปด้วยตลอด  อิอิ เรื่องความดี พูดทั้งปีก็ไม่มีวันหมด 

            เพื่อนเพิ่งสละโสดเมื่อปี 50 ฉันก็ช่วยเพื่อนเต็มที่ค่ะ เกือบทำให้เพื่อนเสียงานเล็กน้อย มัวพาเจ้าสาวไปแต่งหน้า เสร็จช้า เกือบเข้าไม่ทันงาน แขกมาก่อน ของชำร่วยก็แจกช้าอีก เฮ้อ...ฉันกะเวลาไม่ถูกจริงๆ แต่ก็ไม่แย่เกินไปอ่ะ อย่างน้อยฉันก็อยู่ขนของขวัญและส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าเรือนหอเสร็จพิธี อิอิ
            พอเราโสด เพื่อนดันไม่โสด แต่ไม่ใช่ปัญหา เรายังทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย  ห่างกันเล็กน้อย แต่ยังไปหาอะไรกินกันอยู่สม่ำเสมอ ดูหนังร้องเพลงกันตามอัฌยาศัย
            ผ่านไปเจ็ดเดือนเพื่อนมีปัญหา  ไม่กล้าปรึกษาฉัน  เราเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่กล้านำปัญหาหนักมาพูดคุยกัน  เกรงว่าจะทำให้อีกคนเครียดไปด้วย  และโกรธแทนเพื่อน 

            สำหรับฉัน ไม่พูด ไม่ปรึกษาเพราะเพื่อนคือผ้าขาว ชีวิตของเพื่อนมีแต่สิ่งดีๆ มีแต่เรื่องราวดีๆ  ไม่เคยผิดหวัง ไม่เคยเสียใจ  มองโลกสดใสสวยงาม ครอบครัวเลี้ยงเพื่อนมาแบบคุณหนู อบอุ่นมาก ไม่เคยห่างกัน ฉันไม่อยากให้เพื่อนเป็นทุกข์ ไม่อยากให้เพื่อนต้องมารับรู้เรื่องราวแย่ๆ ของโลกใบนี้โดยเฉพาะที่มันเกิดขึ้นกับตัวฉัน  วันหนึ่งบังเอิญเพื่อนเข้ามารับรู้  สิ่งที่ฉันได้เห็น คือเพื่อนร้องไห้  พูดว่า ไม่เคยคิดว่าเลยฉันจะเจอเรื่องหนักมากขนาดนี้ เพราะต่อหน้าเพื่อนฉันแฮปปี้ ฉันมีความสุข ฉันยิ้มกับเพื่อนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ฉันก็บอกเพื่อนอย่างที่คิด ไม่อยากให้เพื่อนมารับรู้เรื่องราวที่มันแย่ในชีวิตฉัน

            สำหรับเพื่อน เขาก็ไม่พูดเรื่องปัญหากับฉัน เพราะเขารู้ว่าฉันจะโกรธแทนและ จะเครียดแทนไปด้วยที่เพื่อนต้องมาเจอเรื่องแย่ๆขนาดนั้น เพื่อนรู้ว่าฉันรักและห่วงเขามาก ฉันรับรู้จากอีเมล์ที่เพื่อนส่งมา ฉันเกือบจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้ อ่านอีเมล์เพื่อนน้ำตาไหลไม่รู้ตัว  เพื่อนเจอปํญหาขนาดนี้เลยหรือ ฉันทำอะไรไม่ถูก ปลอบเพื่อนก็ไม่เป็น ได้แต่บอกให้เพื่อนระบายกับฉัน ร้องไห้กับฉัน ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนตลอดที่เพื่อนต้องการ
            ฉันเกิดมาจากท้องทุ่งนา  ความอดทนอดกลั้น ภูมิคุ้มกันฉันมีอยู่แล้ว  แต่สำหรับเพื่อน เขาคือผ้าขาว เขาไม่มีเกราะป้องกันจะเอาอะไรไปต่อสู้กับชีวิต  แต่ฉันคาดผิด  แรกๆเพื่อนก็ทำใจรับไม่ได้  แต่พอเวลาผ่านไป เพื่อนกลับทำได้ดีกว่าฉันเสียอีก  ความที่เป็นคนจิตใจดี ก็เลยตัดปัญหาออกไปได้ง่าย แป๊บเดียวก็ลืม  มีความสุขได้อีก
             แต่..ในส่วนลึก ฉันสงสารเพื่อนเหลือเกิน  เขามีปัญหามากเกินกว่าคนดีๆอย่างเพื่อนจะรับไหว  ฉันรอเวลาช่วยให้เพื่อนได้รับสิ่งดีๆ ขอให้เพื่อนหมดวาระวิบากกรรมนี้ไปเสียที  ขอให้คนดีๆได้รับแต่สิ่งดีๆด้วยเถิด
            ถึงแม้ฉันอาจไม่ใช่เพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อน แต่ฉันมีหัวใจที่รักเพื่อนอย่างเกินร้อย  พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมที่จะร้องไห้กับเพื่อนถ้าเพื่อนต้องการ ฉันเป็นเซเว่น เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงสำหรับเพื่อนเลยล่ะ
            นี่คือเรื่องราวดีๆสำหรับฉัน  แม้ฉันจะโชคร้ายเพียงบางเรื่อง แต่ฉันมีคุณพ่อที่ดี  มีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น มีงานทำที่ดีและมีเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต             

            รักเพื่อนจริงแท้แน่ที่สุด
            รักมากที่สุดคือเพื่อนคนนี้
            รักมากมายเกินกว่าเอ่ยวจี
            ชีวิตนี้ ไม่เคยลืม เพื่อนรักกัน

            ตอบแทนได้ จักให้เพื่อนทั้งหมด
            เป็นเพื่อนกันไม่ต้องอดทน ต่อกันนั้น
            เพื่อนให้เรามากมายเกินกว่า ชีวัน
            ขอให้เราเป็นเพื่อนกัน จนวันตาย

รักเพื่อนมากที่สุดเล๊ย....
              
          				
16 ธันวาคม 2552 11:18 น.

++ รักนั้น..นิรันดร ++

(น้ำตาลหวาน)


       ฉันเกิดมาท่ามกลางพี่น้อง 8 คน มี 3 หนุ่ม กับอีก 5 สาว ครอบครัวเป็นชาวนาเต็มขั้น เกิดมาพร้อมกับเคียวเกี่ยวข้าว ท้องทุ่งนาเขียวขจี ทุ่งรวงทองเหลืองอร่าม  ฉันเกิดมาจากดินที่ไม่ยอมเป็นแค่เศษดิน  ไม่ยอมเป็นกระดูกสันหลังของชาติ  ไม่ใช่เพราะลืมตัว ลืมถิ่น ฉันสำนึกรักบ้านเกิดไม่แพ้ใครๆ ยังรักที่จะกลับบ้านทุกครั้งที่มีเวลา กลับไปสูดไอดินกลิ่นฟางข้าว กลิ่นท้องทุ่งนาหอมหวลที่ยากจะอธิบายแต่ เหตุที่ไม่ยอมเจริญรอยตามพ่อแม่เพราะ เห็นท่านเหนื่อยเหลือเกิน ท่านเหนื่อยขนาดนั้น แล้วฉันจะต้องเหนื่อยและทำเหมือนท่านอีกหรือ 

        ความไม่ได้อยู่ที่ตัวฉันหรอกค่ะ  อยู่ที่ความรักที่คุณพ่อมีต่อคุณแม่ต่างหาก  แม้จะทำงานเหนื่อยยากเพียงใด ท่านทั้งสองก็ยังคงเป็นคู่สามีภรรยาที่น่ายกย่องในสายตาของลูกๆ ของคนในหมู่บ้าน  มีแต่คนนับหน้าถือตาท่านทั้งสอง

         พ่อของฉันความรู้น้อย ด้อยการศึกษา ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเลี้ยงลูกและเมีย  โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยาก  กลับมาบ้านยังช่วยแม่ทำกับข้าว ทำงานบ้านได้อีก ทั้งชีวิตของท่านไม่เคยห่างบ้าน ไม่เคยห่างครอบครัว และที่สำคัญท่านไม่เคยห่างภรรยาสุดที่รักของท่านเลย

          พ่อทำแต่งาน ไม่พูด ไม่เล่น กับลูกๆหรอกค่ะ ไม่ค่อยคุย เงียบ เฉย ภาพในวัยเด็ก ท่านทั้งสองแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย  จนถึงวันแก่ชรา ปลดเกษียณจากงาน  เพื่อให้ลูกๆสานต่อ  ภาพที่เห็นคือ คุณพ่อเดินถือตระกร้าหมากตามคุณแม่  เสียงเรียกบอกเวลาทานข้าว ทานยา กลัวคุณแม่จะลืม ภาพนี้ทุกคนเห็นจนชินตา

            วาระสุดท้ายที่คุณแม่เสียชีวิต  แว๊บแรกที่ฉันคิด  คุณพ่อจะรับได้ไหม คุณพ่อจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร เกือบ 60 ปี ท่านไม่เคยห่างกัน ไม่เคยจากกัน

            ภาพคุณพ่อนั่งนิ่ง น้ำตาไหลวันที่คุณแม่เสียชีวิต  คุณพ่อไม่พูดอะไรเลยได้แต่ร้องไห้  ไม่กิน ไม่นอน  นั่งเงียบแล้วก็น้ำตาไหล  

            วันเผาศพคุณแม่  ฉันต้องให้หลานคอยดูแลคุณพ่อตลอดเวลา  เกรงท่านจะรับไม่ไหว สงสารท่านจับใจ  ท่านรักของท่านมากเหลือเกิน

            ทุกวันนี้ผ่านไปห้าปีแล้ว  เวลาใดที่ลูกๆเอ่ยถึงคุณแม่ ท่านก็ยังน้ำตาซึมทุกครั้ง  

            คุณพ่อของฉัน ไม่เคยดุ ว่า ลูกๆสักครั้ง  แม้จะไม่เคยกอดแสดงความรักกับลูกคนใด  ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่รัก เพียงแต่ท่านแสดงออกไม่เป็น ท่านเป็นคนไม่พูด มีแต่สายตาที่อบอุ่น ทุกครั้งที่ครอบครัวเราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาดูท่านมีความสุขมาก  
            
             ตั้งแต่ฉันเกิดมา ไม่เคยเห็นคุณพ่อว่าร้ายแก่ใคร พ่อใจดีกับทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิต  เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับฉัน ฉันแอบคิดเสมอว่าขอให้เจอผู้ชายดีๆ อย่างคุณพ่อสักคน สาธุ...(ก็ฉันลูกพ่อนี่นา)

             ฉันภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ  รักพ่อที่สุดในโลก...


				
8 ธันวาคม 2552 11:45 น.

วันเหงาๆที่เขาค้อ

(น้ำตาลหวาน)


        5-7 ธันวาคม ฉันมีนัดกับเพื่อน จะขึ้นเหนือกัน มีโปรแกรมพักที่เชียงใหม่เที่ยวงานพืชสวนโลก เห็นโฆษณาในทีวี บอกว่าจัดสวนใหม่เนื่องในวันพ่อ พักที่เชียงใหม่หนึ่งคืน แล้ว ค่อยขึ้นไปเที่ยวขุนยวมอีกหนึ่งคืน  แต่ปรากฏว่า แห้วค่ะ เพื่อนติดธุระด่วน  ฉันเลยต้องถวายพระพรคนเดียวที่บ้าน สำหรับคุณพ่อ พอคิดจะไปเที่ยวก็ไปหาท่านตั้งแต่เย็นเลิกงานวันที่ 4 ธ.ค.เรียบร้อยแล้ว
       อยู่บ้านได้แค่หนึ่งวัน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ เช็ดฝุ่น หมดภาระกิจงานบ้านแล้ว  เอาละสิ เวลาที่เหลือจะทำอะไร  นั่งหายใจทิ้งให้หมดๆไปวันๆ หยุดสามวัน ในหมู่บ้านก็เงียบเหงา เขาไปไหนกันหมดนะ ปกติวันหยุดยาว ฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านบ่อยนัก มัวแต่ตะลอนเที่ยวกับเพื่อน  พอได้อยู่ รู้สึกเงียบเหงาวังเวง บอกไม่ถูก
        นั่งๆนอนๆดูทีวี ไม่ไหวแล้ว รู้สึกเหงาจับใจ หยิบโบชัวร์ ไร่จันทร์แรมรีสอร์ทที่เขาค้อขึ้นมาอ่าน  เอาล่ะ ตัดสินใจไปเที่ยวเขาค้อคนเดียวดีกว่า อีกใจก็คิดจะไปได้ไหม ไม่เคยเที่ยวคนเดียวสักครั้ง  แต่ ณ เวลานั้น ไม่อยากอยู่บ้านแล้วโทรถามที่พัก  เต็มค่ะ ปกติวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เต็มอยู่แล้ว นี่หยุดยาวสามวัน จะมีเหลือได้ไง  เหลือแต่พักเต้นท์  อืม..เคยไปนอนพักเต้นท์ที่ไร่จันทร์แรมมาครั้งนึง ช่วงเคาดาวปี 50 รู้สึกดีมาก ยังติดใจอยู่ ที่พักสะอาด ไม่น่ากลัว  แต่ เราจะพักคนเดียวได้ไหม โทร.ไปถามพนักงาน บอกว่า ปลอดภัยแน่ มีคนมาพักเต้นท์เยอะ ไม่น่ากลัว 
ตัดสินใจจอง ที่พักเขาคิดเป็นรายคนค่ะ คนละ 400 บาท พร้อมอาหารสองมื้อ ที่พักมีผ้าปู หมอน ผ้าห่ม เพียบ สะอาด
          พอโทรเรียบร้อยก็เตรียมตัว ขับรถออกจากบ้านที่จ.พิษณุโลกตอนบ่ายโมงครึ่ง  เขาค้อห่างจากพิษณุโลก 100 กม.พอดี ใช้เวลาขับรถเท่าไหร่ไม่รู้ ขับไปเรื่อยไม่เกิน 100 แบบกินลม รถคันหลังแซงแล้วแซงอีก ช่างมันหอะเขารีบ แต่เราไม่รีบ
ถึงที่พัก ประมาณ 15.45 น. เข้าไปสำรองที่พัก พนักงานเขามองหน้าแล้วก็ยิ้มๆกันแล้วบอกว่า คนที่จองเต้นท์คนเดียวมาแล้ว อาจเป็นเพราะเขาแปลกใจนึกว่าเป็นผู้ชาย ด้วยชื่อที่คล้ายผู้ชาย แล้วกลายเป็นผู้หญิงมาพักคนเดียว ก็แอบถามคนที่พาไปที่พักว่า เคยมีผู้หญิงมาพักคนเดียวไหม เขาบอกมีบ้างแต่น้อย เต้นท์สำหรับเช่าเขากางไว้แล้ว ให้เดินเลือกว่าชอบเต้นท์ไหน ฉันเลือกเต้นที่อยู่ในกลุ่มคนพักเกือบเต็มแล้ว  ด้วยคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งในความเป็นจริงถ้ามีเพื่อนไปด้วย จะเลือกที่ห่างผู้คน เพราะชอบความเงียบค่ะ
            เต้นท์น่าพักอย่างที่คิดไว้  เต้นท์ข้างๆมีแต่คนมาเที่ยวที่เป็นครอบครัวเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ถึง 10 คน มีเด็กๆวิ่งเล่น มีเสียงเรียก เสียงคุย เสียงดุว่าอย่าเล่นดัง เกรงใจเต้นท์ข้างๆ  เป็นภาพที่รู้สึกอบอุ่นจริงๆ
            พอเข้าที่พักก็ไปห้องน้ำ อืม..มีน้ำอุ่นให้ด้วย แต่เป็นห้องน้ำรวม ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่มาพัก มีแค่สี่ห้อง แล้วมีด้านล่างอีกสี่ห้องต้องเดินไกลนิดนึง สะอาดใช้ได้   เดินถ่ายรูปบริเวณที่พักรอบๆรีสอร์ทยามเย็น
            มีอาหารเย็นให้ทานแบบบุฟเฟต์ อยากบอกว่า อาหารรสชาดถูกปากมาก สำหรับฉันแล้ว อร่อยทุกอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าพักเต้นท์ราคาไม่แพงจะมีอาหารแบบนี้ให้ มื้อนี้มี ผัดเผ็ดหมูป่า แกงจืดฟักแม้ว เนื้อปลาชุบแป้งทอด ผัดผักรวม รสชาดอร่อยถูกปากฉันมาก ทานซะอิ่มแปร้..
           แอบไปเมียงๆมองๆอาหารสำหรับคนมาพักบ้าน น่าจะดีกว่าคนพักเต้นท์ในความคิดฉันน่ะค่ะ  อ้าว ...เหมือนกันเด๊ะ  ไม่มีแบ่งชนชั้น  
           ทานเสร็จแล้ว กลับที่พัก มุดนอน ฟังเสียงเต้นท์รอบๆคุยกัน มีก่อไฟตรงกลางให้ด้วยค่ะ ผู้คนนั่งคุยกับเป็นกลุ่มเต้นท์ของตัวเอง นั่งรอบกองไฟบ้างนิดหน่อย 
          แค่ไม่เกินสองทุ่ม ทุกคนอยู่ในเต้นท์ของตัวเองเกือบหมดแล้ว ด้วยอากาศเย็นและส่วนมากเป็นครอบครัวมีแต่เด็กๆ มีเพียงไม่กี่คนที่นั่งคุยกัน แต่ไม่มีเต้นท์ไหนนั่งดื่ม หรือ นั่งนับเลขกันเลย
           มีคนทยอยเข้ามาพักเต้นท์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  สามทุ่มครึ่งแล้วยังมีอีกกลุ่มนึง 6 คน เสียงคุย เสียงเดินเลือกเต้นท์กัน
           เสียงเต้นท์ข้างๆนอนกรนสลับกัน รับส่งกัน ทั้งสองข้างเลย ด้วยแปลกที่และเสียงคนกรน เสียงตะโกนกันบ้าง คุยกันบ้างเป็นระยะ ๆ เสียงน้ำค้างกระทบเต้นท์ดังเปาะแปะตลอดทั้งคืน กว่าฉันจะได้หลับก็คงประมาณตีหนึ่ง หลับๆตื่นๆทั้งคืน ตีห้าเสียงเต้นท์ข้างๆปลุกเด็กๆขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำกันแล้ว
           ด้วยอากาศที่ไม่หนาวมาก แต่พอรู้สึกสบายๆ อาบน้ำได้ สวมเสื้อกันหนาวพอให้เป็นพิธีว่ามาเที่ยวพักบนภูเขาในหน้าหนาวก็ต้องสวมเสื้อกันหนาว
          ฉันลุกจากที่พักไปล้างหน้าแปรงฟัน ไม่อาบน้ำดีกว่า เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว ไปอาบที่บ้านสะดวกกว่า 
          เกือบเจ็ดโมงฉันเดินลงไปทานอาหารเช้า มีข้าวต้มเครื่องใส่เห็ดหอมสดกับหมูบด รสชาดอร่อยอีกแล้ว และตามด้วยกาแฟร้อนอีกครึ่งถ้วยกระดาษ
          ทานเสร็จเดินขึ้นไปที่พัก นั่งอ่านหนังสือเล่นๆ  แปดโมงฉันเก็บของกลับบ้านด้วยเต้นท์อื่นๆก็ทยอยกลับกันบ้างแล้ว
          ขับรถกลับมองข้างทาง มีร้านขายของฝาก ผักสด ยอดมะระแม้ว เห็ดหอม มะขามหวาน ปลาส้มกำนันจุล ฯลฯ  ไม่รู้จะซื้อไปฝากใคร เพราะมากันบ่อยด้วยเหตุเพราะไม่ไกลมากค่ะ
           ถึงบ้านสิบโมงเช้าด้วยความปลอดภัย การเดินทางคนเดียวไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ วังเวงยังไงก็ไม่รู้ นี่สิ...

           มาถึงตรงนี้ อยากบอกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆว่า ถ้าใครอยากสัมผัสอากาศหนาวที่เขาค้อ อยากแนะนำที่พักที่ไร่จันทร์แรมรีสอร์ทแห่งนี้ค่ะ  เพราะเท่าที่ฉันได้ขึ้นมาเที่ยวเขาค้อหลายๆครั้ง  แม้แต่ที่รีสอร์ทของนีโน่ ก็ยังไม่ประทับใจเท่าที่นี่   ด้วยที่พักราคามาตรฐานคือ 1500-2500 ต่อคืน สำหรับบ้านพัก และการพักเต้นท์ที่สะดวก ประหยัด สะอาดได้บรรยากาศที่สุด  และที่สำคัญอาหารอร่อยค่ะ เคยไปทานที่รีสอร์ทอื่นก็ไม่ประทับใจเท่าที่นี่ เคยแม้กระทั่งขับรถจากพิษณุโลกไปทานอาหารเพียงอย่างเดียวก็เคยค่ะ อร่อยเกือบทุกเมนู แต่สำหรับวิว ทิวทัศน์อาจด้อยกว่าแห่งอื่นเล็กน้อย ค่ะ
ถ้าชอบวิวสวยที่สุด ทะเลหมอกก็ต้องที่ เขาค้อทะเลหมอกค่ะ แต่ที่พักเต็มแม้กระทั่งเต้นท์ก็ไม่ค่อยมีให้พัก
           ถ้าใครสนใจโทรถามที่พักก็ โทร. 056- 728050-1  ถ้าเพื่อนคนไหนอยากมีไกด์ส่วนตัว พูดไม่มาก หนักไปทางยิ้ม แต่ใจดี ฉันยินดีเป็นไกด์นำทางค่ะ



				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)