31 มกราคม 2556 12:37 น.

ปีชงของฉัน(ทับไท้ส่วย)

(น้ำตาลหวาน)



ได้อ่านเรื่องสั้นของคุณอ้อย เทียนหยด ทำให้ฉันมีความคิดอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเผื่อใครอ่านแล้วจะมีอะไรแนะนำ หรือมีข้อคิดอะไรมาฝากกัน

ปี 2556 เป็นปีมะเส็งหรือปีงูเล็ก ตามตำราจีนเขาว่าเป็นปีชงของฉันค่ะ แต่แค่ร่วมชงเป็นปีทับไท้ส่วย เพราะครบรอบเอ่อ...ไม่บอกดีกว่า แหะ เขินเนาะ

ถามว่าเชื่อเรื่องนี้ไหม พอสมควรค่ะ รู้ไว้ใช่ว่า คิดว่าไม่ได้เสียหายอะไร ทำแล้วจิตใจก็เป็นสุข เมื่อมีโอกาสก็ไปทำบุญแก้ปีชงตามสถานที่เขาบอกกันไว้ ทำบุญบริจาคโลงศพ ซึ่งตามจริงแล้วก็ทำต่อเนื่องทุกๆปี  ช่วงปีใหม่กับวันคล้ายวันเกิดและเติมน้ำมันตะเกียง ช่วงปีใหม่มีโอกาสได้ไปทำบุญหลายวัดค่ะ  

เรื่องที่จะพูดคือแบบนี้ค่ะ พอเริ่มปี 2556 ฉันซึ่งก่อนปีใหม่ก็จัดเต็ม เดินทางไปจ.เชียงราย 28 ธ.ค.กลับ 29 ธ.ค. 55 พอกลับมาก็ฉลองปีเก่าต่อเนื่องปีใหม่กับญาติๆ ทุกวัน นอนดึกทุกวัน วันเปิดการทำงานก็มาทำงาน 3 วัน พอรุ่งเช้าวันเสาร์ที่ 5 ม.ค. 56 เพื่อนชวนไปเชียงรายก็ไปอีก กลับวันที่ 6 ม.ค. 56 (ตามที่ลงเรื่องสั้น) 

จากนั้นพอวันจันทร์มาทำงาน ฉันรู้สึกปวดหัวมาก ไม่เคยปวดหัวหนักขนาดนี้มาก่อน เป็นเกือบสองวันทานยาก็หาย จากนั้นก็รู้สึกอ่อนแรง ไม่มีแรง อยากจะนอนเพียงอย่างเดียว ไม่สบายตัวเหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอดและรู้สึกตัวอุ่นๆตลอดเวลา เป็นๆหายๆแต่ไม่หายขาดจนทุกวันนี้ค่ะ แต่รู้สึกดีกว่าเดิมมากแล้ว คิดว่าคงจะหายดีแล้ว(มั้ง)

 สามสัปดาห์กว่าเลยที่ป่วย รู้สึกร่างกายอ่อนแอเหลือเกิน ทั้งที่เป็นคนเดินออกกำลังกายสม่ำเสมอ จากที่ด้วยเห็นว่าตัวเองผิดปกติมาก ก็ไปหาหมอเจาะเลือดหาสาเหตุ ได้ความว่าเป็นโรคโลหิตจางหรือเลือดน้อย ซะงั้น...

และช่วงกลับจากจ.เชียงราย ฉันทำสร้อยข้อมือหายค่ะ น้ำหนักสองสลึง หายไปตอนไหนไม่ทราบได้ แต่สังเกตุจากรูปที่ถ่ายชุดสุดท้าย ยังสวมใส่อยู่ จนบัดนี้หายังไม่เจอ ด้วยเป็นสร้อยที่เส้นเล็กมากๆ จึงหลุดไม่รู้ตัว (เคยหลุดสองครั้งแต่เผอิญโชคดีที่เห็นทุกครั้ง) รู้งี้...ไม่ใส่ก็ดีเนาะ 

และอีกอย่างที่ฉันประสบคือ  กำลังขับรถตามคันอื่นออกจากไฟแดงที่เปลี่ยนเป็นไฟเขียวขับตามกันมาเอื่อยๆความเร็วไม่ถึงสี่สิบ  มีรถข้างทางที่จอดอยู่เปิดไฟกระพริบข้างขวาเพื่อรอออกตัวมา จู่ๆขับออกมาปาดหน้าคันของเราเฉยเลย ฉันก็รีบเหยียบเบรคโดยอัติโนมัติ  โชคดีที่ไม่เบียดกัน เพราะเขาก็รีบเบรค  แต่โชคร้ายตรงที่มีรถมอเตอร์โซค์ขับตามมาค่อนข้างเร็ว ชนตูมเบาๆแต่...ท้ายรถฉันยุบ กรรม.... 

เฮ้อ....ฉันไม่ได้ลงมาดูค่ะ  คนชนเขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะชน ไม่อยากเอาผิดหรือเสียเวลาพูดคุย ชั่วโมงเร่งด่วนด้วย เดี๋ยวจะทำให้รถติด  และเราเองที่เป็นฝ่ายเบรคกระทันหัน ถ้าจะผิดก็คันที่ออกตัวมาโดยไม่ระมัดระวังรถคันอื่นนี่แหละนะ แต่เอาผิดไม่ได้  ได้แต่ฮึ่มๆ เคืองมาก มอไซค์คันนั้นคงได้รับความเสียหายไม่น้อยเช่นกัน ขอโทษด้วย(ในใจ) 

ฉันขับรถออกมาด้วยใจห่อเหี่ยวมาก แต่ช่างเถอะ มีประกันชั้นหนึ่ง ซ่อมได้ไม่เสียตังค์...แต่เสียเวลานี่สิ  และที่สำคัญต้องรอคิวเข้าซ่อมเดือนกว่าเลยเชียว แล้วช่วงซ่อมจะเอารถที่ไหนใช้ละเนี่ย  สิบวันเลยนะนั่นหรืออาจมากกว่าอีกเพราะซ่อมรถทีไรไม่เคยได้ตามนัดเลยสักครั้ง

เพิ่งเดือนแรกของปี ฉันเจอไปสามเคส ทั้งสุขภาพ ทรัพย์สิน และของรัก เอาน่าคงหมดเคราะห์แล้วล่ะ สาธุ.... 







				
8 มกราคม 2556 11:58 น.

เมืองเชียงราย เมืองแห่งดอกไม้งาม

(น้ำตาลหวาน)


ทริปนี้ ตั้งใจมากที่จะไปเที่ยวชมดอกไม้ เคยไปเมื่อประมาณปี 2551 แล้วยังติดตาตรึงใจไม่เหือดหาย เชียงรายดอกไม้งาม

เรานัดกันวันที่ 5-6 มกราคม 2556 ตื่นตั้งแต่ 6.30 น.รอเพื่อนเอารถมาจอดที่บ้าน เปลี่ยนเป็นรถเล็ก เพราะไปกันแค่สามคน  ล้อหมุนตอนแปดโมงเศษ ฉันเป็นผู้โดยสารนั่งๆนอนๆเบาะหลัง หลับบ้างตื่นบ้าง แวะซื้อข้าวหลามที่จ.อุตรดิตถ์ เพิ่งเคยทานเพื่อนบอกอร่อยมากแวะซื้อทุกครั้ง แล้วก็อร่อยจริงๆค่ะ ชื่อร้านแม่บุญมา (โอ่งแดง) อยู่ข้างทางซ้ายมือก่อนเข้าตัวเมืองเล็กน้อย สังเกตุจากเห็นป้ายร้านอาหารลมเย็น เลยไปนิดเดียว เป็นร้านเล็กๆเพิงไม้ค่ะ

เราถึงเชียงรายตอนบ่ายโมงเศษๆ เพื่อนขับรถเร็วมาก ขนาดแวะซื้อของแถวร่องฟองครึ่งชั่วโมงยังถึงเร็ว  เราเข้าไปชมงานดอกไม้อาเซียนก่อน กะว่าสำรวจงานคร่าวๆ  ชะแว๊บทานข้าวในงานกาดหมั้วล้านนา ขนมจีนน้ำเงี้ยวรสชาดอร่อยค่ะ แต่ข้าวผัดรับประทานไม่ได้จืดมากมาย

ภายในงานจัดเป็นโซนๆ เช่น โซนดอกไม้ โซนหมู่บ้านวัฒนธรรม โดมหิมะ โซนอาเซียนที่มีซุ้มให้ได้ถ่ายรูป ตลาดน้ำ เป็นต้น

ภายในโดมหิมะอากาศหนาวมากๆ แต่หนาวเพราะแอร์ค่ะ ได้สัมผัสหิมะอันอ่อนนุ่มมือ และถ่ายรูปกันไป  คิดเสียว่าไปเที่ยวต่างประเทศ แหะ

ภายในหมู่บ้านวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ เช่นไทลื้อ ก็สวยงามค่ะ ตลาดน้ำไม่มีอะไรให้ชมแล้วล่ะ และดอกทิวลิปและลิลลี่ ก็เฉาและเหี่ยวตามกาลเวลาไปเสียแล้ว  แต่ยังมีดอกไม้อื่นๆให้ชมสวยงามหลากหลายชนิด ยังสวยอยู่มาก ต้องชมว่าจัดงานได้อลังการจริงๆค่ะ

เราเดินคร่าวๆ ด้วยบริเวณงานกว้างมาก ใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่าๆ เดินทางเข้าเมืองหาที่พัก ได้ที่พักเป็นอมรอินท์ อยู่แถวสนามบินเก่า ขอบอกว่า ราคาถูกและสะอาด บรรยากาศดีมากๆค่ะ ห้องคู่ห้องละ 350 บาท ห้องเดี่ยว 450 บาท เราจองห้องคู่แต่เสริม 1 ที่ ราคา 600 บาท ไม่แพงและดูดีมาก

เช็คอินแล้วนอนพัก ออกไปทานอาหารทีร้านศรีตรัง จากนั้นขับรถวนหาถนนคนเดิน ถนนคนเดินคนเยอะมากเดินเบียดกันเลย ของขายก็เยอะมาก ถนนยาวจนเดินไม่ไหว ต้องถอยกลับ เกรงว่าจะไม่มีแรงเดินถ่ายรูปในวันรุ่งขึ้น ถนนคนเดินอยู่ติดกับงานสวนตุงและโคม ของเทศบาลเมืองเชียงราย โอ้โห...ดอกไม้สวย(อีกแล้ว) พรุ่งนี้เจอกัน

ออกจากถนนคนเดินแวะซื้อน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋คู่ใหญ่ ตามคำเลื่องลือว่าอร่อยมาก ก็อร่อยจริงๆค่ะ อยู่แถวหอนาฬิกา จากนั้นเข้าที่พัก ลงรูปที่ถ่ายเก็บไว้ในโน๊ตบุ๊ค แล้วกู้ดไนท์กันก่อนสี่ทุ่ม

ตื่นเช้าตอนหกโมงเสียงเพื่อนพูดหกโมงสี่นาที รีบลุกขึ้นเรียงลำดับอาบน้ำ แต่งตัวออกจากโรงแรมตอนเจ็ดโมงเศษ  มุ่งสู่งานดอกไม้อาเซียนแต่เช้า ไม่ค่อยมีคนถ่ายรูปสบายๆ  ดอกไม้สดชื่นเพราะได้รับน้ำค้าง อากาศกำลังดีไม่หนาวมาก เย็นสบายๆ เดินถ่ายรูปกันตามความประสงค์ ประมาณสิบโมงเศษออกจากงานมุ่งสู่ตัวเมืองเข้างานสวนตุงและดอกไม้ หลังสิบโมงอากาศก็ร้อนแล้วค่ะ

ไม่ผิดหวังจริงๆสำหรับงานสวนตุง ในความคิดส่วนตัวคิดว่างานจัดดอกไม้ดีมากๆ ดอกไม้สด สวย ทิวลิปและลิลลี่สวยกว่าในงานดอกไม้อาเซียน ซุ้มดอกไม้น่ารัก และบริเวณงานไม่กว้างมากนัก เดินสบายๆค่ะ กดไลท์ให้เลย

เรากลับตอนบ่ายโมงแวะซื้อซาลาเปาตามคำร้องขอของคนที่บ้านเพื่อน ซาลาเปาน่าทานมากค่ะ หน้าตาดีเชียว เสียดายจำชื่อร้านไม่ได้ อยู่ตรงข้ามร้านปาท่องโก๋ บริวเวณใกล้หอนาฬิกา มีสองร้านให้เลือก ถ้าเห็นคนมุงหน้าร้านไหนก็แสดงว่าร้านนั้นแหละค่ะอร่อย บริการเวฟให้ร้อนด้วยค่ะ 

12 ช.ม.ที่เราได้อยู่เมืองเชียงราย ทริปนี้คุ้มค่ากับการเที่ยวชมดอกไม้โดยเฉพาะ ไม่ได้ออกนอกเส้นทางกันเลยค่ะ

ขอขอบคุณทุกท่านที่จัดงานสวยงามให้พวกเราได้ไปเยี่ยมเยือนมากๆค่ะ
สำหรับสวนตุงและโคม ยังมีให้ชมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธุ์นะค่ะ 

ขากลับแวะทานข้าวมื้อเย็นที่ร้านเทียนหอม จ.อุตรดิตถ์ เป็นร้านข้าวแกงไฮโซ ที่ใครผ่านมีโอกาสน่าจะแวะไปทานนะค่ะ บรรยากาศดี อาหารไม่แพงมาก กาแฟหอมกรุ่น เค็กก็น่าทาน 

ถึงบ้านตอนหนึ่งทุ่มโดยสวัสดิภาพ  จบทริปสามสาวกับดอกไม้งามเชียงรายค่ะ



				
17 ธันวาคม 2555 14:19 น.

ภูเรือ เมืองลาว สาวเมืองสองแคว

(น้ำตาลหวาน)


ทริปนี้ ไม่ได้ตั้งตัวและตั้งใจที่จะไปเที่ยวเลยค่ะ  แรกเลยเพื่อนชวนแล้วบอกว่า ไปเช้าเย็นกลับ  ฉันเลยขอบาย  ด้วยไม่ชอบนั่งรถไกลๆโดยไม่ได้พักค้างคืน  เกรงว่ากลับมาแล้วจะเดี้ยงเสียก่อน

เพื่อนโทรมาหาอีกครั้งช่วงกลางวันวันศุกร์ที่ 14 ธ.ค. บอกว่าอาจจะค้างคืนที่อ.ท่าลี่ จ.เลย หนึ่งคืน ให้เตรียมแพ๊คกระเป๋าไปด้วย  และเจ้าของทริป บอกว่าให้ชวนฉันไปให้ได้   เพราะเห็นว่าฉันอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน จะนอนหายใจทิ้งไปทำไม...มี  

เกริ่นแบบไม่ได้บอกกล่าวเล่าสิบ...ต้องขออภัย  ก่อนหน้าสักหนึ่งสัปดาห์เพื่อนรักชวนไปเที่ยวอ.ท่าลี่ จ.เลย  ด้วยมีพี่ที่รู้จักกัน จะไปเยี่ยมเจ้านายที่เกษียณราชการแล้วที่นั่น  และเอาทริปข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้านมาล่อหลอกให้ฉันตกลงปลงใจไปด้วย  แต่ เพื่อนบอกว่าอาจไปเช้ากลับเย็น  ฉันเลยเซโน ตั้งแต่แรก ชอบท่องเที่ยวก็จริง แต่เป็นคนเหนื่อยง่าย ป่วยง่าย ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวค่ะ แหะ...

เมื่อโปรแกรมเปลี่ยน ใจฉันเลยเปลี่ยนตาม  เอาน่าดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ ไปเที่ยวกับเพื่อนดีกว่า  ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 15 ธ.ค. ฉันตื่นเช้าก็ทำความสะอาดบ้านนิดหน่อย  เพราะคิดว่าหากกลับมาแล้วอาจเหนื่อย ไม่อยากทำ

ล้อหมุนตอนสิบโมง  ฉันขับรถไปรับเพื่อนกับแฟน เพื่อเอารถไปจอดที่บ้านคนที่ชวนไป   เราไปกันสองคู่ กับอีกหนึ่งคี่คือฉัน  แหะ ไฟล์บังคับ ไปไหนไปกัน ด้วยคุ้นเคยกันดี เคยทัวร์เกาหลีด้วยกันมาแล้ว รถคันใหญ่นั่งสบายๆไม่แออัด 

เราขับรถไปทางอ.นครไทย แวะทานข้าวเหนียวส้มตำที่บ้านหนองกระท้าว ก่อนถึงทางแยกเลี้ยวขวาเข้าไปวนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเล็กน้อย  ไก่ย่างวิเชียรบุรี ข้าวเหนียวส้มตำอร่อยมาก ใครจะไปเที่ยววนอุทยานภูหินร่องกล้า ลองแวะทาน และซื้อติดมือไปทานที่บนภูนะค่ะ ไก่ย่างตัวละ 130 บาท (ไก่ไม่มีปีก ไม่รู้ปีกหายไปไหน) ชอบทานปีกนี่นา

จากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าไปอ.ท่าลี่ เป็นครั้งแรกที่ฉันไป เพิ่งเคยได้ยินชื่อก่อนที่จะมา มีความรู้สึกว่าไกลจัง  ห่างจากอ.ภูเรือประมาณ 40 กม. (ถ้าจำไม่ผิด) ทางเข้าตัวอำเภอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถนนแคบไหล่ทางค่อนข้างชำรุดเป็นบางช่วง คงฝนตกน้ำเซาะไหล่ทางและไม่ค่อยมีบ้านคน เราเจอรถบัสขนาดใหญ่ตกไหล่ทางด้วยค่ะ แต่ดูแล้วผู้โดยสารคงไม่ได้รับอันตรายมาก เพราะไหล่ทางไม่สูง  พอเข้าตัวอำเภอแล้วก็โอเคค่ะ  เป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ อากาศดีมาก ฉันเพิ่งทราบว่าเรามาบ้านท่านฯซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของอำเภอ 

ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากท่านและคุณนาย และได้รับความกรุณาพาเข้าประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงบ่าย  ข้ามสะพานไทย-ลาว ซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ  8  กม. ได้รับความสะดวกสบายมากๆค่ะ 

เราช้อปปิ้งกันพอประมาณ มีเหล้า ไวท์ กระเป๋า และขนมหลายอย่าง ให้เราได้ซื้อกลับ  พร้อมกับพาเที่ยวชมเมือง  แวะตลาดสด ของเมืองลาวด้วยค่ะ เมืองลาวเขตติดต่อประเทศไทย ก็เหมือนๆบ้านเราไม่แตกต่างกัน

จากนั้นก็เดินทางกลับ ช่วงเย็นรับประทานหมูกระทะ ที่เราเตรียมไปกันเอง 
จากนั้นท่านก็พาพวกเราไปพักบ้านสวน ซึ่งห่างจากตัวอำเภอไปประมาณ 4 กม. ได้ยินคำว่าบ้านสวน  แรกเลยฉันคิดว่าเหมือนบ้านสวนทั่วๆไปคือ มีสวนผลไม้แล้วก็บ้านเล็กๆอยู่ในนั้น  แต่ไม่ใช่ กลับกลายเป็นรีสอร์ทสวยงามดังเช่นที่เราไปพักตามสถานที่ต่างๆค่ะ  ท่านบอกว่าปลูกไว้เพื่อรองรับแขกมาเยี่ยมเยียน สวยและร่มรื่น เย็นสบาย อากาศดีมาก สดชื่นบริสุทธิ์

คืนนั้นนอนหลับอย่างสบายๆภายในบ้านพัก อากาศหนาวตั้งแต่เย็น ช่วงกลางคืนลมพัดแรงยิ่งหนาวค่ะ  แต่ในบ้านพักอบอุ่น โดยไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลม

ตื่นเช้ามาด้วยอากาศสดชื่น หมอกลงทั่วบริเวณเต็มไปหมด จากนั้นก็กลับมาบ้านท่าน ทานกาแฟกับซาลาเปา และตามด้วยทานข้าวเหนียวกับ หน่อไม้แห้งต้มจืด ซึ่งไม่เคยมาทานมาก่อน  อร่อยมากๆเลยค่ะ  ถามคุณนายท่านบอกว่า คุณย่าเป็นคนทำเองเพื่อให้เราทานกันค่ะ  มีเคล็ดลับคือ เอาหน่อไม้มาตากแห้งเก็บไว้ได้เป็นปี พอจะทานแล้วค่อยนำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มให้จืด จึงนำไปปรุงแกงจืดรสชาดตามใจชอบได้ ใครมีหน่อไม้เหลือรับประทานอย่าลืมนำไปวิธีถนอมอาหารของคุณย่าไปใช้นะค่ะ

หลังจากทานข้าวเสร็จก็ลากลับ โดยมีท่านหัวหน้ากับคุณนายตามมาเที่ยวที่ภูเรือด้วย ที่หลังที่ว่าการอำเภอภูเรือ ทางเข้าวนอุทยานเข้าไปเพียงประมาณ 500 เมตร จะได้พบกับ ลานต้นคริสมาสต์และกังหัน สวยงามมากๆ ใครมีโอกาสไปเที่ยวภูเรือช่วงนี้อย่าลืมแวะนะค่ะ ไม่งั้นเหมือนไปภูเรือไม่ถึง เป็นไฮไลท์ของภูเรือเลยทีเดียว  คุณนายท่านบอกว่าเฉพาะกังหันงบประมาณหนึ่งล้านค่ะ  แต่เห็นแล้วคุ้มค่ากับการเข้าเที่ยวชมอย่างมาก ผู้หญิงกับดอกไม้ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ 

หลังจากถ่ายรูปเป็นที่พอใจ(ของเราทั้งสอง) แหะ เราชอบแต่คนอื่นจะชอบไหม ไม่กล้าถาม   ขับรถออกมาถ่ายรูปบริเวณด้านหน้าอำเภอเล็กน้อย สวยเช่นกันมีบ้านสีลูกกวาดที่เห็นเพียงด้านหน้า ด้านหลังไม่มี วนอุทยานแห่งชาติภูเรือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยม (ถ้าจำไม่ผิด บังเอิญดูจากรายการราชรถมาเกย) สถานที่ราชการจึงจัดสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสวยงามทั้งด้านหน้าที่ว่าการอำเภอและด้านหลัง ใครไปภูเรือ คุ้มค่ากับการเที่ยวมาก ไม่ผิดหวังค่ะ

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านคุณอ๋อ  อร่อยมากค่ะ  ใครไปเที่ยวภูเรือลองแวะทานนะค่ะ ยำผักกูดอร่อยอย่าบอกใครเชียว ไก่คั่วเค็มรสชาดกลมกล่อม ผัดเห็ดหอมสดใส่น้ำมันหอยก็รสชาดหวานอร่อยมากค่ะ  (ไม่ได้รับค่าโฆษณานะค่ะ) 

จากนั้นพวกเราก็ขอลาท่านหัวหน้าและคุณนายกลับ มาถึงทางแยกบ้านแยงอ.นครไทย มีลูกน้องของพี่ที่พาเราไปเที่ยวบอกเผาข้าวหลามไว้ให้ ให้แวะมาเอาด้วยที่วนอุทยานทุ่งแสลงหลวง   ไปถึงเผาเสร็จพอดีกำลังร้อนๆ พอได้ชิม อร่อยอีกแล้วเฮ้อ...สงสัยฉันจะต้องเปลี่ยนไซด์เสื้อผ้าใหม่  ทานอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง ข้าวเหนียวนุ่ม หวานมันเชียว แถมได้ติดมือมาทานที่บ้านอีก ขอบคุณนะค่ะ 

แวะเที่ยวน้ำตกแก่งโสภากันแป๊บนึงเพราะเป็นทางผ่าน  จากนั้นก็ขับรถกลับพิษณุโลก ถึงหกโมงเย็นแวะทานสุกี้ แวะส่งเพื่อน ถึงบ้านหนึ่งทุ่ม ด้วยความปลอดภัย  แถมช่วงนั่งรถกลับมีกระซิบชวนกันอีก เดือนหน้าไปเที่ยวเวียดนามกันเหอะ 5 วัน ฉันขอคิดดูก่อน น้องโบนัสยังไม่ออก ไปเที่ยวไหนมากไม่ได้ค่ะ ได้จนข้ามปีแน่ๆ...

จบทริปไม่ได้ตั้งใจ.....ไกลถึงเมืองลาว


ขอขอบพระคุณท่าน(ขอสงวนนาม) และครอบครัวมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ....

ขอขอบพระคุณท่านหัวหน้าและคุณนาย ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

และขอขอบพระคุณพี่พรรณและหัวหน้าแต้ ที่ทำให้ฉันและเพื่อน มีโอกาสได้ไปต่างประเทศพร้อมเที่ยว กิน พัก อย่างสบายกระเป๋าด้วยค่ะ



				
12 พฤศจิกายน 2555 12:21 น.

หยิกหมอก หยอกกะหล่ำ

(น้ำตาลหวาน)


         ปีนี้...พอเริ่มทีท่าจะหมดฝน ฉันก็เตรียมเก็บเกี่ยวสัมผัสบรรยากาศหนาวกันเลยทันที  อีกครั้งกับภูทับเบิกสำหรับฉัน 

         ล้อหมุนตอนเกือบสิบเอ็ดโมง นัดกับเพื่อนอีก  6  คน แต่เพื่อนอีก 3 คน ล่วงหน้าขับเรื่อยๆออกไปก่อน ด้วยอยากเข้าภูทับเบิกด้านภูหินร่องกล้า ฉันกับเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งขับรถเก๋ง ทราบว่า ภูหินร่องกล้ากำลังมีการก่อสร้างถนน จึงเลี่ยงไปทางอ.เขาค้อ 

         เหมือนเดิมค่ะ แวะถ่ายรูปแถวๆทางเข้าอำเภอเขาค้อ ตามระเบียบ แม้จะเคยมาทุกปี แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดสำหรับร้านกาแฟ และรีสอร์ท 
ที่สวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ ได้รูปกันพอประมาณ ก็มุ่งสู่ภูทับเบิก แวะรับประทานขนมจีนก่อนขึ้นอีกประมาณ 20 กม.รสชาดบอกได้คำเดียวว่า ประทังความหิว...แหะ

         ถึงภูทับเบิกเกือบสี่โมงเย็น พอลงจากรถ ลมพัดเอื่อยๆอากาศเย็นเลยทีเดียว ก่อนออกจากบ้านที่พิษณุโลก อากาศร้อนมากๆ แต่พอถึงภูทับเบิก อากาศดีและสดชื่น เป็นอะไรที่แตกต่างกันสิ้นเชิง  เรารีบหาที่กางเต้นท์ ซึ่งก็ตั้งใจไปสถานที่เดิม คือบริเวณหน้าผา ด้วยคิดว่าตื่นเช้ามาจะได้เห็นทะเลหมอกสวยงามที่สุด

        หลังจากกางเต้นท์เสร็จเรียบร้อย  ปรากฏว่าฝนตกค่ะ  งานเข้าเต็มๆ ไม่ได้เตรียมผ้ายางมาคลุมเต้นท์  กว่าจะเดินขึ้นไปเช่าผ้ายางมาคลุมเต้นท์ได้ ก็เล่นเอาที่นอน และผ้าหุ่มเปียกชื้นพอประมาณ ค่าเช่าผ้ายางเก่าๆผืนละ 80 บาท มัดจำอีก 100 บาท เอานะ ไหนๆก็ต้องใช้นี่นา  ฝนตกไม่นานก็หยุด หลังจากฝนหยุดแล้ว มีรถเข้ามาเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่า แค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ปลายฝนต้นหนาว จะมีคนมามากมายขนาดนี้  มีรถลื่นไหลไปชนกับรถที่จอดอยู่ด้วยค่ะ  เป็นรถใหม่ปาเจโร่ แหะ แต่เห็นพูดคุยตกลงกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผ่านไปด้วยดี  ด้วยถนนช่วงที่จะกางเต้นท์นอนยังเป็นดินแข็งโล้นๆ พอฝนตกลงมาถนนลื่นไม่สามารถบังคับรถได้  และยังมีรถอีกสองคันที่ไหลลื่นเกือบตกบันไดภู   ซึ่งถ้าตกลงมาก็คงได้รับบาดเจ็บเอาการแน่ๆ  โชคดียังเบรคกันไว้ได้ทัน

         ภูทับเบิกวันนี้ ต่างกับปีที่ผ่านมาพอสมควร  แปลงกะหล่ำปลีลดน้อยลง แต่มีรีสอร์ทเพิ่มมากขึ้น  เสียดายจัง....บรรยากาศเดิมๆ เริ่มหดหาย คิดว่าอีกไม่นาน   ภูทับเบิกคงไม่เหลือเค๊าเดิม  คงไม่น่าท่องเที่ยวสำหรับฉันแล้ว...แต่อากาศคงจะดี บริสุทธิเหมือนเดิมน่า...

       พวกเราหาอาหารทานกันตามอัตรภาพ  ข้าวราดตามสั่งจานละ 50-70 บาท รสชาดพอทานได้  ฉันทานข้าวราดพริกแกงถั่วใส่หมู รสชาดถั่วฝักยาวหวานมากๆค่ะ  บังเอิญได้นั่งทานข้าวร่วมโต๊ะกับพี่สามีภรรยาสองคนที่มาจากปทุมธานี  พี่สองคนพูดคุยเหมือนผิดหวังมากที่มาภูทับเบิก  เพราะในชีวิตไม่เคยกางเต้นท์นอน รู้สึกลำบากมากค่ะ ห้องน้ำก็ต้องรอคิวนาน ต้องนอนกลางดิน ด้วยผ้ารองนอนบางๆ ห่มผ้าห่มจากที่เช่ามาคู่กับเต้นท์  และด้วยวัยทั้งสองท่านใกล้เกษียณ พี่ทั้งสองคนบอกไม่เหมาะกับตัวเอง  ฉันได้แต่พูดปลอบใจว่า อย่างน้อยก็ได้สัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยทำนะค่ะ  แหะ  และบอกว่า กลางคืนจะหนาวมากนะค่ะ ให้หาผ้าห่มหนาๆไว้ด้วย 

จากนั้น พวกเรานั่งหน้าเต้นท์พูดคุยกัน ฟังเพลงจากกีต้าร์จากเต้นท์ถัดออกไป อากาศกลางคืนเย็นกำลังสบาย ไม่หนาวมาก  เรากางเต้นท์บริเวณหน้าผา มองลงไปด้านล่าง  จะเห็นแสงไฟระยิบระยับ เหมือนมีท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอยู่ด้านล่างเลยค่ะ  สวยงามม๊ากขอบอก  แต่มีสิ่งที่ผิดหวังมากสำหรับฉัน   อยากมาภูทับเบิกเพื่อสัมผัสอากาศหนาวๆ เหมือนเดิม แต่ไม่หนาวเท่าที่ควรเลย  แค่เย็นสบายๆค่ะ  พวกเราเข้านอนตอนสามทุ่มกว่าๆ 

         ตื่นเช้ามาตอนหกโมง ด้วยความระโหยระเหี่ย ได้ยินเสียงเต้นท์ไหนไม่ทราบ พูดคุยหัวเราะกันได้อร่อยมากๆ ขำกันตลอดการสนทนา  เมื่อคืนนอนไม่หลับไม่ทราบคันอะไรมากมาย  เกาโน่นนี่นั่นตลอดคืนเลย  เอ...เราก็ซักทุกอย่างทั้งผ้าปูนอน ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว นี่นา

        ผิดหวังอีกครั้งเพราะไม่มีทะเลหมอกค่ะ  หมดกัน....เหมือนขาดอะไรไปมากเลยกับการมาเที่ยวคราวนี้

        มีรถของสว.คันหนึ่งตั้งใจจะเดินทางกลับแต่เช้า  แต่เอารถออกไม่ได้ ด้วยถนนลื่น พยายามอยู่นานก็ไม่สามารถออกได้ ล้อรถฟรีหมุนติ้วๆไม่ไปไหน  เป็นสว.ทั้งคันจริงๆนะค่ะ น่าจะวัยแถว 60-70 ปี 4-5 คน แหะ  ไม่รู้จะรีบกันไปไหน เมื่อเช้าตอนตีสี่กว่าๆ ฉันตื่นเดินไปเข้าห้องน้ำ เห็นสว.กลุ่มนี้ตื่นนั่งคุยกันแล้ว  คงต้องรอให้ถนนแห้งตอนสายจึงจะขับรถออกมาได้

         พอแดดออกก็ร้อนทันที ไม่สามารถนั่งอยู่บริเวณที่กางเต้นท์ได้  หลังจากหาข้าวต้มทาน ( 30 บาท) น้ำขิงร้อนๆ (10-15 บาท) อยากให้ลองทานมันเผาค่ะ เป็นมันเนื้อสีม่วงเข้ม รสชาดเยี่ยม หวานเหนียวนุ่มจริงๆ  อ้อ...ใครไปเที่ยวภูทับเบิก ไม่ต้องกลัวเรื่องอาหารการกินค่ะ มีให้เลือกทุกอย่าง มีตังค์ไปอย่างเดียวก็พอ ทานเสร็จก็ล้อหมุน  ออกตระเวณหาที่ถ่ายรูปกัน มีมุมสวยอีกหลายแห่งมาก แล้วมุ่งสู่อ.หล่มสัก ทานขนมจีนตามประเพณี

       กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย ช่วงบ่ายแก่ๆของวันอาทิตย์ค่ะ จบทริปท่องเที่ยวสบายๆเช่นเคย รูปจะทยอยลงให้ชมนะค่ะ 




ปล.เขียนตามใจฉันค่ะ....





 				
7 พฤศจิกายน 2555 08:46 น.

ประโยชน์ 10 ข้อ ของการงีบหลับ

(น้ำตาลหวาน)

การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และเราควรจะนอนหลับให้เพียงพอ แต่สำหรับคนที่นอนไม่ค่อยจะพอสักเท่าไหร่ แล้วอยากจะงีบหลับสักเล็กน้อยบ้างนั้น เราสนับสนุนครับ

เรามีประโยชน์10 ข้อ จากการงีบหลับช่วงสั้น ๆ มาให้ทราบ ซึ่งประโยชน์ทั้ง 10 นั้นจะมีอะไรบ้าง เราลองมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ลดความเครียดได้

ไม่ว่าคุณจะฟุบงีบบนโต๊ะ หรือจะได้นอนแบบจริง ๆ จัง ๆ นั้น จะถือเป็นเวลาที่คุณจะได้ผ่อนคลายอย่างสบายทีเดียว โดยมีผลวิจัยทางการแพทย์ออกมาระบุว่าการงีบเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ด้วย

2. ก่อให้เกิดการตื่นตัวในการทำงาน

นักวิทยาศาสตร์พบว่าการงีบหลับเพียง 20 นาทีหลังจากที่เราตื่นมาแล้ว 8 ชั่วโมงจะช่วยเสริมพลังให้ตัวเราได้ดีกว่าการนอนต่ออีก 20 นาทีในตอนเช้า ซึ่งนี่ล่ะ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่และผลักดันให้พร้อมทำงานหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบได้ดีมากขึ้น

3. เพิ่มความจำได้

ตามข้อมูลระบุว่า การงีบในช่วงกลางวันจะช่วยเพิ่มในเรื่องของความจำให้กับสมองได้ดีเพิ่มขึ้นมาก ๆ แถมสิ่งต่าง ๆ ที่จดจำนั้นก็จะจำได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำกว่าที่เคยมาก ๆ อีกต่างหาก

4. เป็นผลดีต่อหัวใจ

จากการวิจัยพบว่า การงีบหลับในช่วงระหว่างวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจโดยเฉพาะในหนุ่ม ๆ ที่มีสุขภาพดี ผลงานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาจากผู้คนกว่า 23,681 คนในประเทศกรีซ ซึ่งไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจตีบ เส้นโลหิตสมองแตกหรือมะเร็ง ซึ่งจากการวิจัยดังกล่าวก็ได้ผลสรุปออกมาว่า หากมีการงีบหลับอย่างน้อยสัก 20-30 นาที จะลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 37% เลยทีเดียว

5. เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น
องค์การนาซา (NASA) เคยทำการวิจัยมาว่า การงีบหลับช่วยเพิ่มความสามารถด้านการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยทดลองให้อาสาสมัคร 1,000 คน ทำงานต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก นี่เองเลยทำให้ความจำของพวกเขาลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้งีบหลับ

6. เกิดแรงกระตุ้นในการออกกำลังกาย

อีกหนึ่งประโยชน์ที่มาพร้อม ๆ กับการงีบหลับก็คือ เรื่องของการเพิ่มแรงกระตุ้นในการออกกำลังกาย โดยจากข้อมูลทางการแพทย์บอกไว้ว่า การงีบหลับก่อนไปออกกำลังกาย ช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งได้เร็วและได้ระยะทางที่ไกลกว่าเดิม แถมยังทำให้สภาพจิตใจรู้สึกสดชื่นมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

7. ช่วยให้สมองโลดแล่น

นอกจากเรื่องของความจำและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะทำได้ดีมากขึ้นแล้ว หากใครที่ต้องทำงานหรือต้องใช้ความคิดในการสร้างสรรค์งานอยู่เสมอล่ะก็ การงีบหลับจะช่วยได้มากทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นผลมาจากการที่สมองได้พักผ่อนไปนั่นเอง ซึ่งเมื่อคุณตื่นขึ้นมา สมองก็พร้อมที่จะใช้งานและพร้อมที่จะคิดไอเดียใหม่ ๆ ออกมาเสมอด้วยนั่นเอง

8. เกิดความกระตือรือร้น

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายกับวัยรุ่นหนุ่ม 11 คนพบว่า ใครที่นอนเพียงแค่ 4 ชั่วโมงต่อวันนั้น จะมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อมีการงีบหลับสักแค่ 20 นาที อาการอิดโรยต่าง ๆ ก็หายไปซะดื้อ ๆ แถมยังช่วยให้มีแรงไปทำสิ่งอื่น ๆ ได้เหมือนกับคนที่พักผ่อนอย่างเพียงพออีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ดี จากอาการต่าง ๆ ที่บอกว่าหายไปนั้นจะหายไปเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จะไม่เกิดความกระตือรือร้นไปตลอดทั้งวันแต่อย่างใด

9. ช่วยป้องกันโรคนอนไม่หลับ

ใครที่กำลังประสบปัญหากับการนอนไม่หลับ ก็อย่าเพิ่งกังวลมากจนเกินไปนัก เพราะเพียงแค่คุณลองหาเวลาสัก 20 นาทีเพื่อให้ได้งีบบ้าง ก็จะช่วยทดแทนเรื่องของการพักผ่อนได้ดีพอควร อาจจะเป็นการงีบหลับช่วงสั้น ๆ ในเวลากลางวัน ก็ช่วยได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี อย่าได้ทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย หากแต่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพักผ่อนเสียใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

10. สุขภาพดีขึ้นไม่น้อย

ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่า การงีบหลับนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายมหาศาล อันจะเห็นได้จากการส่งผลดีต่อ การทำงานของหัวใจ ปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย และช่วยซ่อมบำรุงเซลล์ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งหากใครที่มองว่าการงีบไม่ใช่เรื่องที่ดี ลองหันมางีบหลับบ้าง แล้วจะพบว่ามีหลาย ๆ อย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริง ๆ


ที่มา www.mensxp.com/

เรียบเรียงโดย Never-age
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)