30 กันยายน 2553 11:19 น.
(น้ำตาลหวาน)
หลังจากรับประทานอาหารบนแพล่องเรือชมวิวที่จ.อุทัยธานีกันแล้วก็เตรียมขบวนเดินทางต่อเพื่อไปร่วมงาน ท่องเที่ยวไทย 5 ภาคที่จ.สุพรรณบุรี ที่จัดก่อนแล้วเมื่อวันที่ 24 ก.ย. แต่พอไปถึงงาน ไม่มีที่จอดรถสำหรับพวกเราค่ะ รถเยอะมากๆ ติดตั้งแต่ก่อนเข้างาน พวกเราก็เลยพร้อมใจกันไม่เข้าไปในงาน วนออกจากงานกว่าจะได้ก็ใช้เวลามากมาย
ขบวนเราตั้งใจเข้ากทม.เพื่อให้ทันเปิดงานการท่องเที่ยวไทย 5 ภาคที่จัดขึ้นที่ สยามนิรมิต ในเวลา 18.30 น. เราเดินทางจากสุพรรณตั้งแต่เวลา 16.00 น. คิดว่าคงทัน แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น รถติดมากขบวนของเราหลุดและหลงไปหลายคัน คันที่ดิฉันนั่งก็หลงค่ะ กว่าจะไปถึงงานสยามนิรมิตเกือบสองทุ่ม ไม่ทันท่านรองผู้ว่ากทม.เปิดงาน แต่ทันทานอาหารที่จัดเตรียมไว้ ทานแบบไม่ทันเคี้ยวค่ะ เพราะสองทุ่มละครเริ่มเล่นแล้ว ทานไปรีบไป ไม่อยากบรรยายเลยว่าเป็นอย่างไร
เราโชคดีที่ได้นั่งหน้าสุดติดขอบเวที ขอบอกว่า อลังการงานสร้างมากๆ สยามนิรมิต ถ้าใครมีโอกาสได้ไปชมสักครั้ง ขอให้ไปนะค่ะ ทุกฉากทุกตอนไม่อยากกระพริบตาเลยค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยทำได้ขนาดนี้ บนเวทีมีแม่น้ำสำหรับล่องเรือ มีช้างขี่ตัวเป็นๆ มีแกะวิ่งไล่เหมือนทุ่งกว้าง วิถีชีวิตคนไทยในอดีต มาอยู่บนเวทีนี้หมดเลยค่ะ โดยเฉพาะฉากฝนตก มีฝนตกจริงค่ะ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า มีให้เห็นจะๆกันเลย รวมทั้งฉากนางฟ้า เทวดา ลอยไปลอยมาร่ายรำอยู่กลางเวหา หาชมไม่ได้อีกแล้ว ต้องขอบอกว่า ให้คะแนนเต็มสิบเลยล่ะ
เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่เราชม ลืมเวลาไปเลยล่ะ ต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่จัดให้พวกเราได้เข้าชมฟรี ขอบคุณจริงๆ
จบการแสดงเกือบสี่ทุ่มเราก็กลับโรงแรมที่พัก ขอบอกเราพักกันที่ดิอิมเมอรัลค่ะ โรงแรมระดับสี่ห้าดาวบนถนนรัชดาภิเษก โห...ประทับใจค่ะที่พักเยี่ยม อาหารเช้าสุดยอด มอนิ่งคอลหกโมงเช้า อาหารพร้อมเจ็ดโมง ล้อหมุนแปดโมงเช้า มุ่งสู่หัวหินค่ะ ช่วงออกจากโรงแรม ปรากฏว่ามีรถหลุดขบวนเข้าเส้นทางผิดบนทางด่วนไปสองคัน กว่าจะตามมาทันได้ก็โน่นเลยค่ะ เกือบถึงราชบุรี น่าเห็นใจค่ะ กทม.ถ้าเข้าเลนผิด คิดจนเครียดเลยล่ะ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่สต๊าฟจอดรอเพื่อให้ตามขบวนรถได้ทันค่ะ
เราไปหัวหินเพื่อเข้าไปชมอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร เราได้รับฟังคำบรรยายและชมบริเวณรอบๆนิดหน่อยค่ะ เพราะไม่มีเวลาเข้าชมส่วนด้านหลังที่ปลูกต้นโกงกางไว้ น่าเสียดายค่ะ
จากนั้นก็เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านขันเงิน ขอบอกว่าทุกครั้งที่แวะรับประทานอาหาร ไม่มีเวลาถ่ายรูปอาหารเลยสักครั้งเพราะด้วยความคนเยอะ พอนั่งปุ๊บก็หมุบหมับๆ ถ่ายไม่ทันค่ะ ขอย้ำว่า ถ้าใครไปทานอาหารร้านขันเงิน ต้องสั่งน้ำพริกกะปินะค่ะ อร่อยม๊ากๆๆๆ
รับประทานอาหารเสร็จแล้วก็เดินทางมุ่งสู่เพลินวานค่ะ ขอบอกว่า ก่อนไปเพลินวาน ดิฉันตั้งความหวังไว้สูงมากว่าจะสวยงามสมคำล่ำรือ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเท่าไหร่ ด้วยเป็นวันอาทิตย์คนเยอะมากๆ ร้อนมากๆ ร้านที่ตั้งก็พยายามทำให้เหมือนร้านโบราณสมัยคุณปู่คุณย่าแหละค่ะ ไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าที่คิด คงเพราะเคยเห็นจากที่อื่นๆมามากแล้ว แต่ประทับใจอยู่ร้านนึงค่ะ ชื่อร้าน "ป้อนคำหวาน" ตั้งชื่อร้านได้ถูกใจมากๆ
ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ ก็เดินทางเข้าที่พักค่ะ โรงแรมโกลเด้นบีช ชะอำค่ะ ฟังชื่อแล้วน่าจะโอ แต่ไม่ใช่ค่ะ ค่อนข้างเก่า ห้องก็เหม็นอับเล็กน้อยถึงปานกลาง บางห้องน้องๆบ่นว่านอนไม่ได้เลยต้องขอน้ำยาปรับอากาศมาฉีดค่ะ แต่อาหารเช้าใช้ได้ค่ะ
ช่วงกลางคืนมีรับประทานอาหารซีฟู๊ดเล็กน้อยริมทะเลและมีการละเล่น ร้องคาราโอเกะสำหรับคนที่ชอบร้องเพลงเพื่อเก็บสะสมคะแนน จากนั้นประมาณสามทุ่มแยกย้ายกันพักผ่อนค่ะ
จบกันที่ชะอำก่อนนะค่ะ พรุ่งนี้ไปต่อที่สวนผึ้งและเมืองกาญนจบุรีค่ะ จะพาไปชมโรงถ่ายภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวร ที่เจอตัวเป็นๆเลยค่ะ พันโทวันชนะ และผู้พันต๊อด กำลังถ่ายทำภาค 3 กันอยู่ค่ะ
29 กันยายน 2553 16:39 น.
(น้ำตาลหวาน)
โครงการกอดเมืองกรุง จูงมือเที่ยว จัดขึ้นโดยททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยค่ะ ขอบอกว่า ใครทราบข่าวนี้แล้วไม่ได้ไป น่าเสียดายมากๆ
ฉันกับเพื่อนๆอีกเจ็ดคัน เกือบยี่สิบคน นัดเจอกันที่หน้าม.นเรศวร เวลา เจ็ดโมงสี่สิบห้า รวมทั้งเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆด้วยค่ะ แต่กว่าจะพร้อมออกเดินทางได้ก็เกือบเก้าโมง ด้วยรอเจ้าหน้าที่ค่ะ มีลูกทัวร์บางคนวีนเจ้าหน้าที่อย่างแรง ทำเอาน้องๆสต๊าฟทำหน้าไม่ถูกเลยค่ะ ฉันอยู่ตรงนั้น รีบบอกให้น้องไปบริการโดยด่วน เพราะฉันทำเองได้ แหะๆ เขาขู่ด้วยด้วยว่าจะคอมเม้นท์กลับให้น่าดูเลยว่าบริการแย่มากๆ
ททท.สุโขทัยพร้อมก่อนพิษณุโลก เดินทางล่วงหน้าไปก่อนค่ะ ด้วยรอไม่ไหว ก่อนเคลื่อนขบวนน้องๆสต๊าฟก็แจกอาหารเช้า ด้วยกล่องสวยงามประกอบด้วยข้าวเหนียวหมูทอด ผลไม้ลองกอง กระดาษ น้ำดื่มอีก ครึ่งโหลโดยบอกว่า สี่วันนะครับ
พอเดินทางไปได้ไม่นานแค่พ้นเขตจ.พิจิตร มีขบวนจ.แพร่ตามมาทันที่นั่น แต่มีรถขบวนพิษณุโลก ดับโดยไม่ทราบสาเหตุค่ะ ต้องใช้รถลากไปเข้าอู่ พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ททท.ขับรถไปส่งที่พิษณุโลกเพื่อไปเอารถอีกคันตามขบวนมาอีก โดยมาทันขบวนที่จ.สุพรรณบุรี(อยากบอกว่าเป็นคันเดียวกับที่วีนเจ้าหน้าที่ค่ะ) คงหายวีนไปแระ
พวกเราเดินทางทั้งหมดสามสิบคัน โดยติดป้ายสติ๊กเกอร์เบอร์ข้างรถทุกคัน พร้อมเปิดไฟหน้ารถ ไฟผ่าหมาก เพื่อให้ขบวนเดินทางโดยต่อเนื่อง แต่ก็มีหลุดขบวนบ้าง ต้องขอบอกว่า การแรลลี่วิทยุสื่อสาร สำคัญที่สุด เพราะทำให้เราสามารถรับรู้ทุกอย่างในขบวนว่าใคร เป็นอย่างไร มีอุปสรรคตรงไหน คันนำหน้าขบวนและคันปิดท้ายขบวนจะคอยแจ้งให้เราทราบตลอดเส้นทาง และจะไม่มีการหลุดขบวนค่ะ
พวกเรามารับประทานอาหารกลางวันที่จ.อุทัยธานี เสียดายจริงๆเพราะดิฉันคิดว่าแค่แวะทานอาหารไม่ได้เอากล้องลงไปด้วย เพราะเราทานอาหารในแพล่องเรือ ทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามจริงๆ เราได้เห็นการอยู่แบบพอเพียงของคนอุทัย เห็นบ้านราคาสามสิบล้านที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง และที่สำคัญ บ้านของพระสหายของพระเทพฯของเราด้วย ไกด์บอกว่า องค์ท่านเสด็จมาทุกปีๆละสองสามครั้ง เฮ้อ....เสียดายจัง ไม่ได้มีรูปมาเป็นหลักฐานเลย
และจากการรับฟังคำบรรยายของไกด์แล้ว น่าทึ่งจริงๆ เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆที่น่าอยู่ ไม่มีโลตัส ไม่มีบิ๊กซี เขาอนุรักษ์ไว้ มีชาวแพมากมาย โดยอาศัยอยู่อย่างพอเพียง ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยงกลางคืน ไม่มีผับ ไม่มีบาร์สถานที่ท่องเที่ยวของวัยรุ่นที่จะนัดพบกันได้ คือ หน้าเซเว่นค่ะ และถ้าใครมาอุทัยแล้วไม่สามารถไปจังหวัดอื่นได้อีก เพราะไม่มีรถโดยตรงค่ะ ต้องเหมารถไปต่อที่จ.อื่นที่ใกล้เคียง มีแต่รถโดยสารเฉพาะคนอุทัย ที่ออกและกลับเป็นเวลาเท่านั้น
ฉันยังคิดว่าสักวันจะไปเยือนจ.อุทัยอีกสักครั้ง มีโฮมสเตร์ให้เราได้พักผ่อนด้วยค่ะ ช่วงเวลาที่กทม.มีกีฬาสีส่วนมากจะหนีมาพักผ่อนที่อุทัยกันค่ะ กีฬาสีแดงสีเหลืองไงค่ะ
เมืองอุทัยเป็นจังหวัดเล็กๆที่น่าท่องเที่ยวโดยธรรมชาติ อาหารอร่อย มีเรือท่องเที่ยว น่าประทับใจจริงๆค่ะ ที่สำคัญเขาว่า สาวอุทัยสวยค่ะ
ในระหว่างการเดินทาง พิษณุโลก-อุทัยธานี จะมีเกมส์ทายปัญหาโดยผ่านวิทยุสื่อสารกันทุกคัน แต่ ต้องกดโทรศัพท์มือถือทายค่ะ ไม่อยากบอกเลยว่า สี่ปัญหาที่น้องๆทายมา ดิฉันกวาดรางวัลไปสามค่ะ กดเร็วและถูกเท่านั้น อิอิ
จบจากการทานอาหารที่จ.อุทัยธานีก็ออกเดินทางไปจ.สุพรรณบุรี โดยมีททท.ของจ.อุทัยติดตามมาด้วย รวม 40 คัน ค่ะ
ขอจบที่จังหวัดอุทัยก่อนนะค่ะ ด้วย3 คืน 4 วัน เล่าวันเดียวคงไม่จบแน่ เดี๋ยวมีภาคต่อไปค่ะ สำหรับรูป ไว้ชมพร้อมกันทีเดียวภาคต่อไปนะค่ะ
16 สิงหาคม 2553 16:43 น.
(น้ำตาลหวาน)
เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับ แม่แกบอกมันบาปนะลูก (ไม่สนโว้ย)
เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆบ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆแต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก "xxxกินไม่ลงว่ะ"
แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง (สงสัยมีของ) มันไปหาของกินทีบางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้
คราวนั้นเนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก
แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย)
แกทิ้งไว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ
(แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) ให้ผมเฝ้าไว้
ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย) มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผม แกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้
ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น "ทำไมมันไม่ตายวะ"
พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า
แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น ..............................................
หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา) ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูกมัน เรียกลูกๆเพื่อให้นม ให้อาหาร เป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด
มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย
ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย
พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน
แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก
แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง
ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า "ขอโทษ" พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย เราช่วยกันฝังแม่หมา
แกรับเลี้ยงหมานั่นไว้ ทั้ง5ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก "มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้"
เมื่อ 12 สิงหา 2 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ
พูดกับแม่ว่า "แม่ตอนผมอายุ16 แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ"
แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป1ตัว
กลับทำให้คนใจร้ายอย่างแกเปลี่ยนไปขนาดนี้
ที่มา...sanook.com
10 สิงหาคม 2553 10:11 น.
(น้ำตาลหวาน)
หนึ่งเหรียญทองที่สร้างขึ้น จากความรักคุณแม่
ในปี 1997 กันยายน วันที่ 28 ที่เทียนสิน นักเรียนมัธยมปีที่ 6 อันจินเผิง ได้รับเหรียญทองชนะเลิศในการแข่งขัน คณิตศาสตร์ โอลิมปิคครั้งที่ 38 ณ.ประเทศอาร์เจนติน่า นับเป็นผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่เมืองเทียนสิน
เบื้องหลังความสำเร็จของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์วัย 19 ปีคนนี้ แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรักรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ที่ทำให้ทุกผู้คนต้องซาบซึ้ง จนกลั้นน้ำตาไม่อยู่.
ปี 1997 กันยายน วันที่ 5 เป็นวันที่ผมจากบ้านไปรายงานตัวที่คณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ควันจากเตาหุงข้าวในยามเช้าตรู่ที่ลอยจากบ้านไร่หลังเก่าอันชำรุดทรุดโทรมของผม คุณแม่ที่ขากระเผลกกำลังทำหมี่ให้ผม เป็นแป้งหมี่ที่คุณแม่ใช้ไข่ไก่ 5 ฟอง แลกมาจากเพื่อนบ้าน ขาแม่ที่แพลงนั้นเป็นเพราะวันก่อนท่านคิดจะหาเงินค่าเล่าเรียนให้แก่ผมแล้วพลิกจนขัดยอก
ในยามที่กำลังเข็นผักเต็มคันรถเพื่อไปขายในเมือง ยามที่ยกชามขึ้นผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมวางตะเกียบลงแล้วคุกเข่าลงบนพื้น ลูกคลำเท้าของแม่ที่บวมเป่งใหญ่กว่า หมั่นโถวอยู่นาน หยาดน้ำตาที่ละหยดๆ ไหลกลิ้งลงสู่พื้น บ้านของผมอยู่ที่ หมู่บ้านต้าอิ้วไต้ อำเภออู่ซิง เมืองเทียนสิน ผมมีแม่ที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ชื่อของท่านเรียกว่า หลี่ เอี้ยน เสีย บ้านของผมจนมากๆ
ตอนที่ผมเกิดมา คุณย่าก็ล้มป่วยอยู่บนเตียง ในปีที่ผมอายุ 4 ขวบ คุณปู่ก็ป่วยเป็นโรคหือหอบ เป็นอัมพฤกษ์ครึ่ง ตัว พอ 7 ขวบ ผมก็เข้าโรงเรียน ค่าเล่าเรียนก็เป็นคุณแม่ไปหยิบยืมจากผู้อื่น ผมมักจะเก็บเอาดินสอที่เพื่อนนักเรียนโยนทิ้งแล้วมาใช้ ทำให้คุณแม่ปวดใจมาก
บางครั้งแม้แต่เงินที่จะซื้อดินสอกับสมุดยังต้องหยิบยืมจากผู้อื่น แต่ทว่า คุณแม่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ดีใจอยู่ ไม่ว่าการสอบไล่หรือสอบซ่อม ผมมักจะสอบได้ที่ 1 เสมอ ยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็มมาตลอด
ภายใต้กำลังใจจากแม่ ผมยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสุข ผมไม่รู้ว่าในโลกนี้ยังจะมีเรื่องที่เป็นสุขมากไปกว่าการเรียนหนังสือ ผมยังไม่ทันเข้าเรียนประถมก็เรียนรู้พื้นฐานการคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร เศษ ส่วน ทศนิยมแล้ว พอขึ้นประถมก็เรียนรู้ด้วยตนเองทำความเข้าใจต่อวิชาคณิตฟิสิกส์ เคมี ของชั้นมัธยมต้น
พฤษภาคม ปี 1994 เมืองเทียนสิน ได้จัดให้มีการแข่งขันวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมต้น ผมเป็นเด็ก ชายลูกชาวนาเพียงคนเดียวที่สอบติด 3 ลำดับต้น จากนักเรียนที่มา จาก 5 อำเภอที่อยู่ตามชานเมือง
มิถุนายนของในปีนั้น ผมได้รับเลือกสรรเป็นกรณีพิเศษ จากโรงเรียนมัธยมต้นอี้จง ของเทียนสิน ผมวิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ เหมือนดั่งคนเสียสติ แต่คิดไม่ถึง เมื่อบอกข่าวดีให้กับคนทางบ้านฟัง บนใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า:
คุณย่าเสียชีวิตไปไม่ถึงครึ่งปี ชีวิตคุณปู่ก็อยู่ในช่วงอันตราย ที่บ้านติดหนี้เขาหมื่นกว่าหยวนแล้ว ผมค่อยๆ เดินกลับเข้าห้องอย่างสงบพร้อมทั้งร้องไห้ตลอดทั้งวัน คืนนั้นก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันที่นอกบ้าน ที่แท้คุณแม่คิดจะเอาลาตัวเดียวในบ้านไปขาย เพื่อให้ผมได้เรียนต่อ แต่คุณพ่อคัดค้าน ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
คำพูดที่โต้เถียงกันของพวกท่านได้ยินไปถึงคุณปู่ที่ป่วยหนัก พอคุณปู่กระวนกระวายใจหนัก ท่านจึงลาโลกนี้ไปตลอดกาล
ผมก็ไม่พูดถึงเรื่องเรียนต่ออีก นำเอา ใบแจ้งผลการคัดเลือก พับอย่างดีแล้วยัดเข้าไปในปลอกหมอน แล้วช่วยคุณแม่ทำงานเลี้ยงชีพไปวันๆ ผ่านไป 2 วัน ผมและคุณพ่อได้รับรู้พร้อมกันว่า ลาหนุ่มหายไปแล้ว
คุณพ่อต่อว่าคุณแม่ด้วยใบหน้าที่ขมึงตึงว่า เธอขายลาหนุ่มไป เธอบ้าแล้วหรือ วันข้างหน้าการเพราะปลูกของครอบครัว การขายผลผลิต เธอจะใช้มือไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบกหรือ? เธอขายลาหนุ่มได้เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน พอให้จินเผิง ได้เรียน ก็แค่ 1-2 เทอมเท่านั้น วันนั้นคุณแม่ร้องไห้ ท่านใช้น้ำเสียงที่ดุมากตะโกนใส่พ่อว่า ลูกจะเรียนหนังสือผิดตรงไหน? จินเผิงสอบเข้ามัธยมอี้จงในเมืองได้ นับเป็นคนเดียวในอู่ชิงที่สอบได้ พวกเราอย่าให้คำว่ายากจน ทำให้อนาคตของลูกต้องสะดุดลง ถึงแม้จะต้องใช้สองมือนี้ไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบก ก็จะให้เขาได้เรียนต่อไป
เพราะเงินจำนวน 600 หยวนที่แม่ขายลาหนุ่มนี้ นับว่าผมอยากคุกเข่าโขกศีรษะคำนับแม่จริง ๆ
ผมรักการเรียนมาก แต่ถ้าเรียนต่อไป คุณแม่จะต้องลำบากอีกแค่ไหน ต้องทุกข์ยากอีกเท่าไหร่ ?
ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ผมกลับมาบ้านเอาเสื้อหนาว พบว่าใบหน้าของพ่อเหลืองซีด ตัวผอมจนหนังแห้งหุ้มกระดูก นอนอยู่บนเตียง
คุณแม่บอกกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า ไม่มีอะไร เป็นไข้หวัดใหญ่ ใกล้จะหายแล้ว ใคร
รู้ได้ วันรุ่งขึ้นผมเอาขวดยาขึ้นมาดูเห็นฉลากภาษาอังกฤษ จึงรู้ว่ายาพวกนี้เป็นยาระงับเซลล์มะเร็ง ผมลากคุณแม่ออกไปนอกห้อง ร้องไห้ไปถามแม่ไปว่า เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ คุณแม่ก็บอกว่า ตั้งแต่ผมไปเรียนมัธยมอี้จง คุณพ่อก็เริ่มถ่ายเป็นเลือดอาการหนักขึ้นทุกวันๆ คุณแม่ขอยืมเงินมาได้หกพันหยวน พาไปตรวจทั้งที่เทียนสิน ปักกิ่ง สุดท้ายตรวจพบเป็นเนื้องอกในลำไส้ หมอต้อง การให้พ่อผ่าตัดโดยเร็ว คุณแม่ก็เตรียมจะไปขอยืนเงินมารักษา แต่คุณพ่อไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับปาก
ท่านกล่าวว่า ยืมญาติมิตร เพื่อนฝูงจนทั่วแล้ว มีแต่ยืมแต่ยังมิได้จ่ายคืนใครเขาจะให้ยืมอีก ! วันนั้น เพื่อนบ้านยังบอกกับผมว่าแม่ใช้วิธีการดั้งเดิมในการเก็บเกี่ยวซึ่งน่าเศร้ามาก !
แม่ไม่มีแรงพอที่หาบข้าวสาลีไปที่ลานเพื่อนวดข้าว และก็ไม่มีเงินที่จะจ้างคนมาช่วย ท่านได้แต่รอข้าวสุกแปลงหนึ่ง จากนั้นเอาใส่กระดานลากกลับบ้าน ตกเย็นก็ปูผ้าพลาสติกที่ลาน ใช้สองมือ
กำข้าวสาลีกำใหญ่ เหวี่ยงฟาดกับก้อนหินเพื่อนวดข้าว??.. ข้าวสาลี 3 ไร่จีน (1ไร่จีน เท่ากับ 600 ตารางฟุต) ล้วนอาศัยแม่ทำคนเดียว แม่เหนื่อยจนยืนเกี่ยวไม่ไหวจึงคุกเข่าเกี่ยว หัวเข่าถูกสีจน เลือดไหลออก เวลาเดินก็สั่นเทาไปหมด?.
ผมไม่รอให้เพื่อนบ้านพูดจบ ก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วปานเหินบิน ร้องไห้เสียงดังพูดว่า แม่ แม่ ผมไม่สามารถเรียนต่อไปอีกแล้ว
ในที่สุด แม่ก็ไล่ให้ผมกลับไปเรียน ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของผมอยู่ที่ 60 ถึง 80 หยวน ถ้าจะเปรียบกับเพื่อนนักเรียนที่ใช้จ่าย 200-240 หยวนแล้ว นับว่าน้อยจนน่าสงสาร มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ว่า เพื่อเงินจำนวนน้อยนิดนี้ แต่ต้องเก็บสะสมอย่างประหยัด ตั้งแต่ต้นเดือน ที่ละหยวนๆ
จากการขายไข่ไก่ ขายผัก จริงๆแล้วยามที่รวบรวมไม่ครบยังต้องไปขอยืมอีก 20 หรือ 30 และเท่า กับพ่อ น้องชาย แทบจะไม่เคยได้กินผักเลย ถึงจะมีผักบ้างก็ไม่ใช้น้ำมันหมูคลุก เพียงตักน้ำผักดองมาคลุกกิน หรือทำอาหารกิน แม่ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องหิวโหย ทุกเดือนท่านจะเดินสิบกว่าลี้เพื่อซื้อ หมี่สำเร็จรูปส่งไปให้ผม ทุกสิ้นเดือนแม่มักจะแบกถุงใบใหญ่ เหนื่อยยากลำบาก มาดูผมที่เทียนสิน
ภายในถุงนอกจากเศษหมี่สำเร็จรูปแล้ว ยังมีกระดาษที่พิมพ์เสียของโรงพิมพ์ที่ห่างบ้าน 6 ลี้กว่า (นั่นเอาไว้ให้ผมใช้เป็นกระดาษทดเลข) กับเต้าเจี้ยวเผ็ด 1 ขวดใหญ่ ผักกาดเขียว เค็มหั่นเป็นเส้น และเครื่องมือตัดผม 1 อัน (ค่าตัดผมที่ถูกที่สุดในเทียนสินก็ต้อง5หยวน) แม่ต้องการให้ ผมประหยัด
จะได้ซื้อหมั่นโถวไว้กินอีกหลายใบ ผมเป็นนักเรียนคนเดียวของมัธยมอี้จง ของเทียนสิน ที่แม้แต่ผักในโรงอาหาร ก็ยังไม่สามารถซื้อกินได้ เพียงแค่ซื้อหมั่นโถว 2 ลูกกลับมาที่หอพัก ชงเศษหมี่สำเร็จรูปแล้วใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดกับผักกาดเค็มกิน ผมก็เป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่สามารถใช้กระดาษต้นฉบับ (แบบฟอร์ม) มาเขียนได้แต่ใช้กระดาษที่พิมพ์เสียจากโรงพิมพ์มาเขียนต้นฉบับ
ผมยังเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่เคยใช้สบู่ เวลาซักเสื้อก็ไปที่โรงอาหารเอากรดโซเดียมจากหมี่ที่เสียแล้วมาใช้แทนสบู่ แต่ผมไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจมาก่อน ผมรู้สึกว่าคุณแม่นับเป็นวีรสตรีที่ต่อสู้กับความยากลำบาก และไม่เป็นความโชคร้ายที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างไม่อาจเปรียบอีกแล้ว
เมื่อเริ่มเข้ามัธยมอี้จง ของเทียนสิน คอร์สแรกของภาษาอังกฤษทำให้ผมฟังจนงงไปหมด ตอนที่แม่มาหาผม ผมได้บอกถึงความวิตกกังวลกลัวว่า ภาษาอังกฤษจะเรียนไม่ทันเพื่อน ใครจะรู้ได้ใบหน้าของแม่กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแล้วตอบว่า :
แม่เพียงรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กที่ทนความลำบากที่สุด แม่ไม่ชอบฟังเจ้าพูดว่ายากลำบาก เพราะขอเพียงทนลำบากได้ ก็ไม่ยากอีกแล้ว
ผมจำคำของแม่คำนี้ไว้แล้ว ผมมีอาการติดอ่านเล็กน้อย มีคนบอกกับผมว่า จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี อันดับแรกต้องให้ลิ้นฟังคำสั่งตัวเอง
ดังนั้นผมมักจะเก็บก้อนหินก้อนหนึ่ง อมไว้ในปาก จากนั้นก็ขยันท่องภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตาย ลิ้นเมื่อได้เสียดสีกับก้อนหิน บางครั้งที่มีเลือดไหลออกมาทางมุมปาก แต่ผมก็กัดฟันยืนหยัดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ครึ่งปีผ่านไป ก้อนหินเล็กๆ ถูกเสียดสีจนกลม ลิ้นของผมก็ถูกสีจนเรียบ ผลการเรียนภาษาอังกฤษขยับขึ้นเป็น 3 ลำดับต้นของห้อง
ผมต้องขอบคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง คำพูดของท่านทำให้เกิดปาฏิหาริย์ในการก้าวข้ามอุปสรรคอันยิ่ง ใหญ่ของการฝึกฝนของผม
ปี 1996 ผมได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิควิชาการที่จัดขึ้นทั่วประเทศในเขตเทียนสิน เป็นครั้งแรก ผมได้รับรางวัลที่ 1 ในวิชาฟิสิกส์ และรางวัลที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์
ได้เป็นตัวแทนของเทียนสินไปหังโจว เพื่อร่วมแข่งขันโอลิมปิคฟิสิกส์จากทั่วประเทศ ผมเอารางวัลที่ 1 ของประเทศมามอบให้แม่ จากนั้นก็ไปแข่งขันโอลิมปิกฟิสิกส์ระดับโลก
ผมคุมความตื่นเต้นในใจไว้ไม่อยู่ เอาข่าวดีและความมุ่งหวังเขียนใส่จดหมายส่งไปบอกแม่ สุดท้ายผมได้แค่ที่ 2 ผมล้มแผ่ลงบนเตียง ไม่ดื่ม ไม่กินอะไร แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แข่งขัน ของเทียนสิน แต่หากจะทดแทนความเหนื่อยยากลำบากของแม่แล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอจริงๆ
กลับถึงโรงเรียน กลุ่มคุณครูช่วยผมวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้ ผมมักจะคิดว่าให้คณิต ศาสตร์, ฟิสิกส์และเคมีล้วนได้ดี วิชาเอกที่เลือกมากไปทำให้ความมุ่งมั่นไม่เป็นหนึ่งเดียว หากว่าตอนนี้ผมมุ่งเรียนคณิตศาสตร์อย่างเดียวต้องสำเร็จแน่
เดือนมกราคม ปี 1997 ในที่สุดในการแข่งขันคณิตศาสตร์ โอลิมปิกทั่วประเทศ ผมก็ชนะเลิศที่ 1
ด้วยคะแนนเต็ม ได้เข้าร่วมกลุ่มฝึกซ้อมระดับประเทศอย่างราบรื่น และในการทดสอบ ทั้งสิบครั้งนั้นก็ช่วงชิงจนได้เป็นตัวแทนไปแข่งขัน
แต่ตามกฎกำหนดไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการไปร่วมการแข่งขันที่อาร์เยนติน่าต้องจัดการเอง จ่ายค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ผมเอาหนังสือที่ต้องเตรียม และเต้าเจี้ยวเผ็ดที่แม่ทำให้ห่อไว้อย่างดี งานที่ ต้องเตรียมก็เสร็จสิ้นลง
หัวหน้าภาควิชากับอาจารย์คณิตศาสตร์ เห็นผมยังคงใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นสงเคราะห์ ให้ทั้งสีสันขนาด ของเสื้อผ้าไม่สมกับตัว เมื่อเปิดตู้เก็บของ ชี้ไปที่แขนเสื้อที่ต่อมาสองครั้ง ชายเสื้อหนาวที่ต่อยาวอีก 3 นิ้ว กับชุดชั้นในที่มีรอยปะ แล้วพูดว่า จิ้นเผิง นี่เป็นเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอหรือ ฉันไม่รู้จะจัด การอย่างไร
ผมจึงรีบตอบว่า ครูครับ ผมไม่กลัวขายหน้า คุณแม่บอกกับผมเสมอว่า ในตัวถ้ามีภูมิความรู้ ก็จะมีความสง่าเอง ถึงผมต้องใส่เสื้อพวกนี้ไปอเมริกาพบกับคลินตัน ผมก็ไม่กลัว
27 กรกฎาคม โอลิมปิค วิชาการเริ่มขึ้น พวกเรานั่งทำข้อสอบตั้งแต่แปดโมงครึ่ง ถึงบ่ายสองโมง รวมเวลาในการทำข้อสอบห้าชั่วโมงครึ่ง วันที่สองเป็นวันประกาศผล
ก่อนอื่นเป็นการประกาศรางวัลเหรียญทองแดง ผมไม่หวังจะได้ยินชื่อของตัวเอง ถัดจากนั้นก็เป็นรางวัลเหรียญเงิน สุดท้ายประกาศเหรียญทอง คนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สามก็คือผม ผมดีใจจนร้องไห้ เรียกพึมพำอยู่ในใจว่า แม่ครับลูกแม่ทำได้สำเร็จแล้ว
ข่าวการชนะเลิศได้เหรียญทองเหรียญของผมกับเพื่อนอีกคน ในการแข่งขันโอลิมปิคคณิตศาสตร์ ของการแข่งขันโอลิมปิควิชาการครั้งที่ 38 นี้ ได้ถูกแพร่กระจายเสียงและแพร่ภาพโดย สถานีวิทยุ กระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในคืนนั้น
1 สิงหาคม ยามที่พวกเรานำเอาเกียรติยศกลับสู่ประเทศนั้น สมาคมวิทยาศาสตร์ และสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศจีน ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
ในยามนี้ ผมคิดจะกลับบ้าน ผมคิดอยากพบหน้าแม่ให้เร็วที่สุด ผมจะนำเอาเหรียญทองที่แวววับจับตานี้แขวนไว้ที่คอของท่าน
สี่ทุ่มกว่าของคืนวันนั้น ผมฝ่าความมืดจนกลับถึงบ้านที่ผมคิดถึงทุกเช้าเย็น พ่อเป็นคนมาเปิดประตู แต่ว่าผู้ที่โอบผมไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นก็คือแม่ที่ปราณีของผม ใต้แสงดาวอันแจ่มจรัส แม่กอดผมอย่างแน่นหนา
ผมล้วงเหรียญทองออกมาแล้วแขวนไว้ที่บนคอของแม่ แล้วร้องไห้ด้วยจิตใจที่รักและสำนึกในพระคุณยิ่งใหญ่ของแม่
12 สิงหาคม ที่นั่งในห้องประชุมโรงเรียนไม่มีว่างเลย แม่กับเหล่าข้าราชการของกรมสามัญศึกษา และเหล่าศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ ได้ร่วมกันนั่งเป็นประธานบนเวที ในวันนั้นผมได้พูดไว้ในงานช่วงหนึ่งว่า ผมจะใช้ชั่วชีวิตของผมสำนึกขอบพระคุณคนๆหนึ่ง นั่นคือแม่ ที่อบรมเลี้ยงผมจนเติบใหญ่ ท่านเป็นหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง แต่ท่านสอนผมให้รู้จักหลักธรรมในการเป็นคน ทั้งยังคอยกระตุ้นให้กำลังใจผมมาตลอดชีวิต!
ปีทีอยู่มัธยมปีที่ 4 ผมคิดจะซื้อหนังสือ พจนานุกรม จีน อังกฤษ เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ ในกระเป่าเสื้อของแม่ไม่มีเงินเลย แต่แม่ก็รับปากว่าจะหาให้
หลังอาหารเช้า แม่ยืมรถลากคันหนึ่ง ขนผักกาดขาว เต็มรถแล้วลากไปพร้อมกับผม เพื่อนำไปขายในเมืองที่ไกลถึงสี่สิบลี้ เมื่อถึงตัวอำเภอก็เกือบเที่ยงแล้ว
ตอนเช้าผมกับแม่ ดื่มเพียงน้ำซุปข้าวต้มใส่มันเทศกับข้าวโพดแค่ 2 ชามในยามที่ท้องหิวจนร้อง จ๊อกๆ แค้นจนอยากให้มีคนมาเหมาซื้อผักไปทันที แต่แม่ยังคงอดทนต่อรองราคากับผู้ซื้อ สุดท้าย ตกลงกันในราคาชั่งละ 10 เซ็นต์ ผักกาดขาว 210 ชั่ง ควรเป็นเงิน 21 หยวน แต่ผู้ซื้อให้เพียง 20 หยวน เมื่อมีเงินผมคิดจะกินข้าวก่อน แต่แม่บอกให้ซื้อหนังสือก่อน เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญของวันนี้
พวกเราไปที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งถามราคาหนังสือ ต้องใช้เงิน 18.25 หยวน ซื้อหนังสือ เสร็จแล้วยังคงเหลืออยู่ 1.75 หยวน แต่แม่ให้ผม 75 เซ็นต์ เพื่อไปซื้อขนมเปี๊ยะ 2 ชิ้น แม้จะกินขนมเปี๊ยะไป 2 ชิ้น แต่รอจนพวกเราแม่ลูกเดินจนเกือบจะถึงบ้านเป็นระยะทาง 40 กว่าลี้
ผมก็หิวจนหน้ามืดตาลาย ในยามนี้นึกขึ้นได้ว่าผมลืมแบ่งขนมเปี๊ยะ 1 ชิ้นให้กับแม่ แม่หิวทั้งวัน ยังลากรถเป็นระยะทาง 80 ลี้เพื่อผม
ผมรู้สึกละอายจนคิดที่จะตบหน้าตนเอง แต่แม่กลับพูดว่า แม่ไม่มีความรู้เท่าไร แต่แม่นึกถึงตอนเด็กที่คุณครูเคยให้ท่องคำพูดหนึ่งของกอร์จี้ ว่าความยากจนข้นแค้น เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง หากว่าเธอสามารถที่จะผ่านด่านมหาวิทยาลัยนี้ไปได้ ไฉนต้องกลัวว่าเป็นมหาวิทยาลัยเทียนสิน แม้แต่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอก็สอบเข้าไปได้ดั่งใจหวังอยู่
ตอนที่แม่พูดคำๆนั้น แม่ไม่มองหน้าผม แม่มองหนทางที่ทอดยาวไกลออกไป เหมือนดั่งว่าทางเส้นนั้นสามารถเชื่อมไปถึงเมืองเทียนสิน เชื่อมไปถึงเมืองปักกิ่งไม่มีผิด ผมฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าท้องหิวอีกแล้ว ขาก็ไม่เมื่อยอีกแล้ว
หากกล่าวว่า ความยากจนข้นแค้น เป็นมหาวิทยาลัย ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ผมก็จะพูดว่าแม่ที่เป็นหญิงชาวนาของผมเป็นครูผู้นำพาที่ดีที่สุดของชีวิตผมที่ด้านล่างเวที ไม่รู้มีตากี่คู่ที่คลอด้วยน้ำตา ผมหมุนตัวกลับมา หันไปหาคุณแม่ที่จอนผมเริ่มหงอกขาว แล้วคำนับท่านด้วยใจกตัญญูอันลึกล้ำครั้งหนึ่ง
ข้อความนี้ได้รับมาจากการฟอร์เวิร์ดอีเมล์
16 กรกฎาคม 2553 16:27 น.
(น้ำตาลหวาน)
อาชีพของคนเราสำคัญไหม สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเราเองได้ไหม
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ฉัน...คือสาวน้อย ที่ค่อนข้างจะเรียบร้อย พูดน้อย ยิ้มง่าย เดินช้า ความอดทน อดกลั้นเป็นเลิศ คำพูด ค่ะๆๆๆ ได้ค่ะ นั่นคือฉัน
ปัจจุบัน ฉันคือสาวเหลือน้อย ที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อย พูดมากกว่าเดิม เดินช้าเหมือนเดิม ยิ้มน้อยกว่าเดิม และคำพูดค่ะๆๆๆ เหมือนเดิม แต่ ความอดทนอดกลั้นของฉันกลับน้อยลง
การทำงานที่ต้องพบปะผู้คนที่เข้ามาแสวงหาซึ่งผลงอกเงยของเม็ดเงินที่ลงทุน ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เคยถูกรุมด่าหยาบๆจนทนไม่ไหว ต้องเดินร้องไห้ออกมาจากห้องวีไอพี เคยเห็นเพื่อนร่วมงานถูกขว้างด้วยหนังสือพิมพ์ใส่หน้า เคยเห็นลูกค้าก้มหยิบรองเท้าขึ้นมาทำท่าจะตบหน้าพนักงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เคยได้พบเห็นและยังจำฝังใจมาจนทุกวันนี้ ก่อนนี้การระบายอารมณ์จากความผิดหวัง สูญเสียกับพนักงานจะพบเจอเป็นประจำ ปัจจุบันจะพบเห็นน้อยลงมาก
แต่กับลูกค้าบางรายก็ดีแสนดี ดีเสียจนเราเกรงใจ ฉันจะไม่พูดถึงสาเหตุที่ลูกค้าต้องมาระบายอารมณ์กับพนักงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจดจำไว้เสมอคือ ความอยากได้ ความไม่รู้จักพอ มันทำลายตัวเองได้จริงๆ
ก่อนนั้นเคยคิดว่า ทำไมเราต้องมาทำอาชีพนี้ ให้เขาดูหมิ่น ดูแคลน เหยียบย่ำเห็นเราเหมือนไม่ใช่คน และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือต้องมารับรู้ มองเห็นถึงความหายนะของคนอื่น ซึ่งหลายครั้งทำใจได้ลำบาก เศร้าใจ
เกือบยี่สิบปี กับอาชีพตรงนี้ เคยตั้งใจอยู่ให้ห่างๆกับอาชีพนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะด้วยอยู่กับงานตรงนี้มานาน ต่างจังหวัดก็หางานที่ถูกใจได้ยาก สิ่งที่พอจะเลือกได้ก็คือ เลือกอยู่ในส่วนของงานที่ไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องของเม็ดเงิน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับลูกค้าให้น้อยที่สุด แต่ก็ยังมีเจอผลกระทบจากการลงทุนอยู่บ้างประปราย
เคยมองย้อนกลับไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน แล้วรู้สึกได้ว่า เราเปลี่ยนแปลงไปมาก เคยถามตัวเองว่า เราเปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไรนะ เพราะตัวเลขของวัย หรือ เพราะด้วยอาชีพการงาน ...