14 กันยายน 2554 16:18 น.
(น้ำตาลหวาน)
1. คนนึง "คิดถึง" อีกคน "คิดถอย" คนนึง "เฝ้าคอย" อีกคน "เดินหนี" คนนึง "ห่วงหา" อีกคน "ไม่มี" คนนึง "ภักดี" อีกคน "เปลี่ยนไป"
2. ความรักคือการเดินทางไกล กว่าจะถึง "หัวใจ" มันต้องใช้ "เวลา"
3. "เวลา" จะช่วยให้ทุกสิ่ง "ดีขึ้น"... แต่ "เวลา" ไม่ได้ช่วยให้...ทุกอย่าง"เหมือนเดิม
4. เวลาน้ำ "เข้าตา" มันจะ "แสบที่ตา" เเต่ถ้าน้ำ "ออกจากตา" มัน "แสบที่ใจ"
5. สิ่งหนึ่งที่ยังเต้นอยู่คือ"หัวใจ" แต่สิ่งหนึ่งที่หยุดนิ่งลงไปคือ "ความรู้สึก"
6. ความรักบางครั้งก็เหมือนกีฬา, ต่อให้เราฝืนทดเวลาบาดเจ็บอีกกี่ครั้ง, มันก็ยังหมดเวลา
7. คนที่ถูกคอมักอยู่ไกล คนที่ถูกใจมักเย็นชา คนที่ตามหามักล่องลอย คนที่รอคอยมักไม่เจอ
8. "ความดึก" ทำให้เรานอนเหงาหรือ "ความเหงา" ทำให้เรานอนดึก
9. ถ้าความรักคือการเดินทาง, หัวใจคงเป็นเข็มทิศ, และจุดหมายก็คือเธอ
10. รักไม่ใช่ "การพยายามเข้าใจ" แต่รักคือ "การเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพยายาม"
11. บางครั้งโลกก็แคบเกินกว่า"จะมีใคร" แต่บางคราวโลกก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่"จะอยู่คนเดียว"
12. บังเอิญพบ .. บังเอิญรัก .. บังเอิญรู้จัก .. อาจเกิดขึ้นได้ .. แต่ไม่มีหรอก .. บังเอิญนอกใจ
13. บางเบอร์ในมือถือ "ไม่มีทาง" ที่จะโทรหา... แต่มีค่าทาง "ความรู้สึก" เกินกว่าจะลบทิ้ง
14. หนึ่ง sms ของใครบางคน ... ทำให้คนบางคนไม่ยอมลบ ... และอ่านแล้วอ่านอีก
15. ตัดใจจากเธอ" ว่ายากแล้ว "ตัดเธอจากใจ" มันยากกว่า
16. การแอบรักใครข้างเดียว ก็เหมือน"ผ้าอนามัย" เพราะทุ่มเทเท่าไหร่ก็ไม่มีวัน"ไหลย้อนกลับ"
17. เวลารักเริ่ม "จืดจาง" ความทรงจำเก่าๆจะยิ่ง "ชัดเจน"
18. สิ่งที่ทำร้ายเราที่สุด..ไม่ใช่คนที่ "เปลี่ยนไป".. แต่เป็นตัวเราเอง..ที่ไม่เข้าใจการ "เปลี่ยนแปลง"
19. ความรัก ไม่ใช่การครอบครอง.. แต่มันคือการที่ได้ยืนมองเธอมีความสุข
20. "Did" เป็นอดีตของ "Do" แต่ "You" เป็นอดีตของ "I"
21. "ปลั๊ก" คือ อุปกรณ์ไฟฟ้า "ราว" คืออุปกรณ์ตากผ้า... มันไม่สำคัญว่า "ราวหรือปลั๊ก" แต่สำคัญที่ "รักหรือป่าว"
22. เวลาทำให้เรากลายเป็น"คนรัก" แล้วเวลาก็มักทำให้เรากลายเป็น"คนอื่น
23. "รักแท้" ไม่ได้แพ้ "ระยะทาง" แต่แพ้คน "ใจกว้าง" ที่โทษ "ระยะทาง" แล้วทำมาเป็น "อ้าง" ว่า..."ห่างกัน"
24. การมี "แฟน" แค่บอกสถานะให้รู้ว่าคุณ "มีคู่" แต่ไม่ได้บอก ว่าคุณจะ "มีค่า"
25. สะกดคำว่าคิดถึงไม่ยาก, สะกดใจไม่ให้คิดถึง, ยากกว่า
26. ความรักมีสองอย่าง, ไม่ดูแลกันตลอดไป, ก็ได้แค่คิดถึงกันและกันตลอดไป
27. ระยะทางแค่ทำให้เรารู้สึกห่างหาย แต่ความรู้สึกทำให้เราห่างเหิน
28. ส่วนผสมของ"ความรัก"คือ"เวลา"... ส่วนผสมของ"น้ำตา" คือ"ความเสียใจ"
29. ความสุขของการคิดถึง, คือการได้รู้ว่า, เขาก็คิดถึง
30. พูดง่ายกว่าทำ , จำง่ายกว่าลืม = ความรัก
31. ความรักเกิดขึ้นจากการรักใครบางคน, แต่ไม่ได้หายไป, เพราะความไม่รักของใครคนนั้น
32. ความรักที่มีให้เธอคือการเดินทาง, เริ่มต้นทุกอย่างได้ตลอดไป, และไม่เคยมีที่สิ้นสุด
33. บางทีความรัก ไม่ได้เริ่มจากการ "รู้จัก" แต่เริ่มกับความ "รู้สึก"
34. ดีใจตอน "เธอมา" เสียน้ำตาตอน "เธอไป" ร้องไห้มากเท่าไหร่ แต่เจ็บตอน "เธอไป" ไม่เท่าตอน "เธอกลับมา"
35. อย่าหยุดที่ใครสักคน เพียงเพื่อจะพัก...จงหยุดที่จะรักเพราะ รักเขา..หมดหัวใจ
ที่มา sanook.com
ภาพ จากอินเตอร์เน็ต
7 กันยายน 2554 10:20 น.
(น้ำตาลหวาน)
บ่อยครั้งที่มักตัดสินลูกๆ ว่า ก็เพราะเขาเป็นลูกคนโต หรือเพราะเป็นน้องเล็กสุดท้อง นิสัยเลยเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้วันนี้ขอนำเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับลักษณะนิสัยของลูกคนโต คนกลาง และคนเล็ก (โดยส่วนใหญ่) อย่างนั้นก็ลองมาดูสิว่านิสัยของลูกแต่ละคนเป็นอย่างไร
นิสัยลูกคนเดียว
ข้อดี : เป็นคนที่มุ่งมั่นในการทำงาน รู้จักจัดระเบียบให้กับชีวิต มีความรับผิดชอบ
ข้อเสีย : เป็นคนที่ค่อนข้างดื้อ เจ้าคิดเจ้าแค้น มักชอบเรียกร้อง และไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาดของตัวเองทนต่อเสียงวิจารณ์ได้น้อยและค่อนข้าง sensitive
นิสัยลูกคนโต
ข้อดี : เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ ต้องการมีอำนาจหรือโดดเด่นเหนือคนอื่น เป็นคนที่มีความเที่ยงตรงและตรงต่อเวลา คนที่เป็นลูกคนโตมักยึดความถูกต้องเป็นหลัก
ข้อเสีย : มักเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย ชอบใช้อำนาจหรือบีบบังคับเมื่อต้องการให้ใครทำอะไรให้ตัวเอง บางครั้งก็มักวางตัวว่ารู้ไปเสียทุกเรื่องจึงมักผิดพลาดได้ง่าย เพราะไม่ค่อยไว้วางใจคนอื่นเหมือนกับที่วางใจตัวเอง
นิสัยลูกคนกลาง
ข้อดี : เป็นคนที่น่าคบหา มีมนุษย์สัมพันธ์ดี และมักทำให้คนที่อยู่ด้วยมีความสุข ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนทะเลไร้คลื่น รักความสงบมีความเป็นมิตรให้กับคนรอบข้าง เป็นนักฟังที่ดีและมีความตั้งใจที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขจึงมีแนวโน้มที่จะ เป็นนักแก้ปัญหาให้กับคนอื่นได้ดี
ข้อเสีย : มีความกระตือรือร้นน้อยกว่าคนที่เป็นลูกคนโตและเนื่องจากต้องการเป็นที่ยอม รับของคนอื่น จึงมักทำให้คนที่เป็นลูกคนกลางพยายามทำตัวตามความต้องการของคนอื่น หรือทำให้คนที่คบรอบข้าง มีความสุขจนเกินขอบเขต หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้จึงมักลงโทษตัวเอง หรือมองตัวเองในแง่ลบไป
นิสัยลูกคนเล็ก
ข้อดี : มักเป็นคนที่สนุกสนาน ร่าเริง มีความเป็นมิตรกับคนรอบข้าง เข้ากับคนได้ง่าย เป็นคนที่อบอุ่น น่าคบหา เป็นคนเปิดเผย จริงใจ
ข้อเสีย : มักเบื่อง่าย ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางค่อนข้างเอาแต่ใจ เมื่อคบหากับใคร ช่วงแรกๆ ก็ดูน่าตื่นเต้น น่าสนุกสนาน แต่เมื่อความสนุกสนานหมดไป ก็เหมือนงานเลี้ยงเลิกรา การสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจังและเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวจึงดูเป็นเรื่อง ยากสักหน่อย
เกี่ยวกับชีวิตคู่
คู่ที่เป็นลูกคนโตกับลูกคนโต : น่าจะไปด้วยกันได้ยาก ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายเอาอกเอาใจ หรือหัวแข็งด้วยกันทั้งคู่ ดูเหมือนเส้นทางชีวิตคู่จะเต็มไปด้วยขวากหนามแห่งความไม่เข้าใจกัน
คู่ที่เป็นลูกคนโตกับลูกคนกลาง : จุดอันตรายของคนคู่นี้ อยู่ที่ว่าลูกคนกลางมักจะเป็นคู่รักที่ดีของทุก ๆ คน แต่เมื่อมาเจอกับคนที่เป็นลูกคนโต ซึ่งมักชอบวางอำนาจแม้ว่าคนที่เป็นลูกคนกลางจะยอมโอน อ่อนผ่อนตาม แต่นานๆ เข้าคนที่เป็นลูกคนกลางก็จะรู้สึกแย่ๆ กับตัวเอง และจะสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองลง ความพยายามที่จะทำให้คู่รักที่เป็นลูกคนโตชื่นชอบ ก็จะหมดไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามหากคนที่เป็นลูกคนกลางมีนิสัยค่อนไปทางลูกคนเล็กก็จะเป็นคู่ ที่ไปด้วยกันได้ดีทีเดียว
คู่ที่เป็นลูกคนโตกับลูกคนสุดท้อง : จัดว่าเป็นคู่ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวที่สุด เพราะคนที่เป็นลูกคนโตจะช่วยสอนให้คนที่เป็นลูกคนเล็กรู้จักการจัดระเบียบ ให้กับชีวิตซึ่งช่วยให้แก้ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี ในขณะที่คนที่เป็นลูกคนเล็กก็จะนำความสนุกสนาน ร่าเริง มาให้คนที่เป็นลูกคนโต ก็ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องซีเรียสนี่นา
คู่ที่เป็นลูกคนกลางทั้งคู่ : คู่นี้อาจจะเป็นไปได้ 2 ทางคือหากคนหนึ่งมีนิสัยค่อนไปทางลูกคนโตและอีกคนมีนิสัยค่อนไปทางลูกคนเล็ก คู่นี้จะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันทีเดียว แต่ถ้าหากทั้งคู่เป็นคนที่ไม่ยืดหยุ่น ถึงแม้จะพอประคับประคองชีวิตคู่กันไปได้ แต่ต้องเก็บงำความเจ็บช้ำไว้ข้างในตามนิสัยของลูกคนกลางที่ไม่ค่อยพูดอะไร ออกมา คู่นี้ไม่มีปัญหาเรื่องการนอกใจกัน
คู่ที่เป็นลูกคนกลาง กับลูกคนสุดท้อง : ถ้าคนที่เป็นลูกคนกลาง มีลักษณะค่อนไปทางลูกคนโต คู่นี้จะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี แต่หากเป็นแบบลูกคนกลางจริงๆ แล้ว ก็มักจะคล้อยตามให้เห็นดีเห็นงามกับการใช้ชีวิตในสไตล์ของลูกคนเล็กคือ มักจะขาดความรับผิดชอบและมักสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเนืองๆ และถ้าเป็นลูกคนกลางที่มีนิสัยค่อนไปทางลูกคนเล็กแล้วละก็ ชีวิตคู่ดูจะยุ่งยากทีเดียว
คู่ทีเป็นลูกคนเล็กด้วยกันทั้งคู่ : คนคู่นี้ ค่อนข้างร่าเริง มองโลกด้วยความสนุกสนาน แต่มักไม่ใช่พวกที่ชอบแก้ปัญหา เป็นคู่รักที่น่าอิจฉาแต่อาจจะเป็นคู่ชีวิตที่ไม่ยั่งยืนนัก
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ทางจิตวิทยา ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง คอยสังเกตนิสัยลูกๆ ว่าเป็นอย่างไรไม่ต้องซีเรียสกับการทายนะ
ที่มา...sanook.com
ภาพ...อินเตอร์เน็ต
29 มิถุนายน 2554 09:54 น.
(น้ำตาลหวาน)
22 มิถุนายน 2554 11:13 น.
(น้ำตาลหวาน)
ว่างเว้นไปนานกับการท่องเที่ยว หลังจากเพื่อนเลิฟเกริ่นให้ฟังว่าจะรวมรุ่น(แรก) คหกรรมอาชีวะ วันที่ 28-29/05/2554 ที่เขาค้อ แค่เพื่อนเกริ่นฉันก็ขอแจมทันที อยู่บ้านเสาร์อาทิตย์เงียบเหงามาหลายเพลาแระ
ล้อหมุนตอนสิบโมงเพื่อนโทรมาให้ว่องหัวหน้าทีมมารับแล้ว กำลังเป่าผมอยู่รีบตะลีตาเหลือกกระหืดกระหอบขับรถไปหาเพื่อนทันที เพื่อนของเพื่อนก็เหมือนเพื่อนของเรา อิอิ รู้จักทุกผู้ทุกนามคร๊า...หนิดหนมไปหมดทุกคน
รถคันของเราต้องไปรับอีกหนึ่งสาว รวม 4 คน เสร็จสรรพ นัดเจอกันที่ปั้มปตท.สี่แยกอินโดจีน อีกสองคัน 4 คน คันหนึ่งสองคนแม่ลูก อีกคันสามีภรรยา รวมเป็น 8 ชีวิต หลังจากทักทายกันแล้วก็ขับรถตามกันมา เราแวะที่น้ำตกปอย รับประทานอาหาร ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ชมน้ำตกที่ขุ่นครั๊กสีหม่นปนส้มแดงด้วยฝนตกค่ะ น้ำเยอะไหลแรงมาก หลังจากรับประทานเสร็จแวะซื้อเงาะคุณป้าเป็นเงาะพิดโลกที่อร่อยมาก เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเงาะพิดโลกก็อร่อยนี่นา
ขับรถชมวิวไปเรื่อยๆด้วยเพื่อนใจเย็นมากๆ (ทริปไปเที่ยวปาย ปางอุ๋งก็เขาล่ะ) พอใกล้ถึงทางแยกเข้าอ.เขาค้อ ด้านซ้ายมือเป็นร้านกาแฟที่มีมากกว่ากาแฟ Route 12 สวยค่ะ ช่วงเทศกาลเข้าไม่ถึงนะค่ะไม่มีที่ให้จอดรถ ใครไปเขาค้ออย่าลืมแวะชม ด้านหลังร้านมีความสวยงามเชียวล่ะ
หลังจากชักภาพกันหลายสิบภาพ(เพื่อนถ่ายกันค่ะ) ฉันเองยอมรับว่าง่วงมากสลืมสลือตื่นขึ้นมาถึงพอดี จากนั้นขับรถไปอีกนิด ด้านซ้ายมือนี่เลยค่ะ ค้ออินเลิฟ เป็นรีสอร์ทกึ่งร้านขนมจีนอินเลิฟ รสชาดใช้ได้ ไม่แพงชุดละ 40 บาท พร้อมกันนี้มีฟาร์มแกะให้ชมด้วยนะค่ะ มีทั้งแกะดำและแกะขาว ฉันเลือกถ่ายรูปกับแกะดำค่ะ โถ...น่าสงสารแกะดำไม่มีใครสนใจ ตัวอ้วนกลมเชียว น่ารักมากๆ เราไม่ต้องไปไกลถึงสวนผึ้ง เมืองกาญฯแล้วล่ะ ชักภาพกันพอเป็นกระษัย แค่เกือบร้อยรูปเอง
จากนั้นก็ขับรถหาที่พัก เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า เราเลือกพักกันได้ตามใจชอบ แต่ใจทุกคนมุ่งสู่ เขาค้อทะเลหมอกรีสอร์ท พวกเรามาเขาค้อกันบ่อยๆ ทราบดีว่ารีสอร์ทไหนสวยที่สุด น่าพักที่สุด บรรยากาศดีที่สุด ถ้าเป็นช่วงไฮท์ซีซั่น ไม่เคยว่างต้องจองกันเป็นเดือนค่ะ แม้แต่เต้นท์ก็ยังเต็มนะเอ๊อ...เราได้ที่พักราคาลด จากราคาเต็ม 4500 ลดเหลือ 2000 บาทพักได้ 12 คน อ้อ...อีก 4 คน ตามมาทีหลังตอนหกโมงเย็น เป็นครอบครัวค่ะ หลังจากรับประทานอาหารเย็นที่รีสอร์ท ฝนตกตั้งแต่ตอนเย็นแล้วก็ทั้งคืน ช่วงรับประทานอาหารได้เห็นหมอกพัดผ่านตัวเราวูบไปวูบมาเลยนะค่ะ อากาศดี และสวยมากๆ
กลางคืนก็คาราโอเกะ น้ำเต้าปูปลา และตามด้วย เรียนคณิตศาสตร์อีกสองชั่วโมงและปิดท้ายรายการด้วย เป่าเค๊กวันเกิดของเพื่อนนำทีม งานนี้โนแอลกอฮอล์ พวกเราดื่มไม่ค่อยเป็นกันค่ะ แหะๆ
ตื่นเช้าด้วยการเรียงลำดับอาบน้ำด้วยมีห้องน้ำห้องเดียว หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมให้ ข้าวต้มเห็ดหอมอร่อยสุดยอดเลยค่ะ และช่วงเช้านี้ได้เห็นทะเลหมอกสมใจค่ะ จากนั้นก็เดินถ่ายรูปตามอัฌยาศัย มีรีสอร์ทที่ติดกันห้องพักสวยงามมากๆ สีลูกกวาดถูกใจ รีบแอบไปถ่ายภาพกันยกใหญ่ คราวหน้าเจอกันนะ พรสวรรค์รีสอร์ท
ขากลับแวะไหว้พระบรมศาริกธาตุแล้วซื้อของฝากกันคนละเล็กคนละน้อยไปถึงมาก จากนั้นก็แวะที่ ค้ออินเลิฟรับประทานขนมจีนอีกครั้ง แวะ Route 12 อีกรอบด้วยเพื่อนต้องการ copy รูปแจกจ่ายกัน กว่าจะเดินทางถึงบ้านก็เย็นย่ำกันเลยทีเดียว
ปล.ด้วยลืมนำกล้องติดตัวไป จึงได้ภาพจากการอนุเคราะห์จากเพื่อนหัวหน้าทีมทำสไลด์ประกอบเพลงมาให้ ได้ภาพมาให้ชมนิดหน่อยค่ะ
8 เมษายน 2554 10:54 น.
(น้ำตาลหวาน)
กลางดึกวันศุกร์ที่ 25 มี.ค. 54 น้องสาวกับน้องเขยพร้อมด้วยหลานน้อย มาจากกทม.ขอนอนด้วยหนึ่งคืน เนื่องจากวันรุ่งขึ้นตอนเช้าจะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมไข้พ่อเลี้ยงของน้องเขย พอทราบข่าวฉันก็ตั้งใจไปเยี่ยมไข้ด้วย แต่ขอตามไปทีหลังช่วงเที่ยง ด้วยวันหยุดต้องทำงานบ้านให้เสร็จภาระกิจก่อน
พอเที่ยงก็ตามไป ลานจอดรถโรงพยาบาลเป็นสถานที่โล่งแจ้งกลางแดดที่ร้อนจัด ฉันรู้สึกว่าเดินกลางแดดจัดแบบนี้ทำไมฉันไม่รู้สึกร้อนเลย กลับรู้สึกวูบๆบอกไม่ถูก เข้าไปเยี่ยมไข้ห้องไอซียู ก็ล้างมือด้วยแอลกอฮอร์ทั้งเข้าและออกจากห้อง แต่พอนั่งพักคุยกับญาติน้องเขย รู้สึกตัวว่าเหมือนจะเป็นไข้ เลยขอตัวกลับบ้าน แวะซื้อข้าวเหนียวลาบ ไก่ย่าง มาประทังชีวิต เนื่องจากตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไร
ตกเย็นประมาณหกโมง ทำไมเหมือนมีไข้ขึ้นสูง ปวดหัวมาก หนาวๆร้อนๆ ไม่เคยเป็นแบบนี้ อาการชักไม่ค่อยดี กินยาพาราไปหนึ่งเม็ด พออาการทุเลา รีบเก็บเสื้อผ้าที่จำเป็น ขับรถกลับบ้านคุณพ่อทันที ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กม.ค่ะ พอไปถึงบ้านพี่สาวถามจะกินอะไรไหม ก็บอกว่า กินข้าวเหนียวลาบ ไก่ย่างมาแล้วนิดหน่อยแต่อยากกินเป๊ปซี่เย็นๆ มากๆ พอดีมีในตู้เย็นก็ดื่มไปครึ่งขวดเล็ก เข้านอน
ตกดึกเกือบเที่ยงคืน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการหนาวสุดๆ ปวดหัวอย่างแรง นอนสั่นจนฟันกระทบกัน ผ้าห่มนวมสองผืน สวมเสื้อสองตัว กางเกงขาวยาวสองตัว ก็ไม่หายหนาว รีบทานยาพาราอีกหนึ่งเม็ด นอนทรมานเกือบชั่วโมงรู้สึกดีขึ้น และทนนอนไม่หลับจนกระทั่งเช้า เจอหน้าพี่สาวรีบบอกว่า รู้สึกไม่ไหวแล้ว ต้องไปหาหมอ ฉันมีเพื่อนที่เป็นหัวหน้าอนามัยตำบล อยู่ในหมู่บ้านพี่เขยรีบโทรตามเพื่อนมารับไปฉีดยาที่คลีนิค และรับยามาทานโดยไม่คิดเงิน เพื่อนบอกว่า ที่บ้านฉันทุกคนให้ความช่วยเหลือร่วมมือทุกอย่างกับอนามัย เรื่องเจ็บป่วยเงินเล็กน้อยถือว่าช่วยเหลือกัน ฉันคิดขอบคุณญาติพี่น้องทุกคนที่ทำให้ฉันได้รับอนิสงค์แห่งความดีไปด้วย
กลับบ้านพี่สาวต้มข้าวต้ม ปลาเกลือไว้รอแล้ว(ปลาเค็ม) เสียงพี่สาวบ่น ไม่สบายแล้วยังกินข้าวเหนียวกับเป็ปซี่แช่เย็นอีก ดูสิป่วยหนักเลย พี่สาวบอกว่า เคยมีเพื่อนที่กินข้าวเหนียวเวลาเจ็บป่วยเขาก็กินข้าวเจ้าไม่ได้เหมือนกันนะ จริงไหมเนี่ย...
ถึงตอนนี้ต้องขอชี้แจงว่า ธรรมเนียมคนทานข้าวเจ้า เวลาเจ็บป่วยจะห้ามทานข้าวเหนียวค่ะ เคยได้ยินได้ฟังรับรู้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว มันจะทำให้แสลงเป็นหนักขึ้น ก็ว่ากันไป ไม่รู้จริงเท็จนะค่ะ ต้องขออภัยด้วย
ฉันนอนซมทั้งวันทั้งคืน วันรุ่งขึ้นเพื่อนบอกให้ไปฉีดยาอีกหนึ่งเข็ม (สะโพกซ้ายและขวาเลย) เป็นการฉีดยาในรอบกี่ปีไม่รู้ รู้แต่ว่า ฉันไม่เคยป่วยหนักแบบนี้นานจนจำความไม่ได้
หลังจากฉีดยาเข็มที่สองแล้ว รู้สึกอาการดีขึ้น (เช้าวันอังคารที่ 29 มี.ค.) ฉันลาป่วยสองวันแล้ว ต้องไปทำงานเสียที ปกติฉันไม่ค่อยลาป่วย เนื่องจากถ้าปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ก็สามารถไปทำงานได้ เพราะที่ออฟฟิตมีที่ให้นอนพัก อยากนอนพักตอนไหนก็นอนได้ ดีกว่านอนป่วยเหงาอยู่บ้านค่ะ
เย็นวันอังคารก็ขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกโล่งๆ ดีขึ้นมาก กะว่ารุ่งเช้าไปทำงานเสียที แต่ ตกดึกเอาอีกแล้ว ฉันตื่นขึ้นมาด้วยอาการมีไข้ขึ้นสูง หนาวสั่น รีบไปค้นเสื้อกันหนาวตัวที่หนาที่สุดที่ไม่เคยนำออกมาใส่ พร้อมสวมเสื้อผ้าสองชั้น ผ้าห่มนวมสองผืนก็ไม่หายหนาว ฟันกระทบกันดังกึกๆ หายใจไม่ทั่วท้อง ไม่อิ่ม หายใจหอบตลอดเวลา ก็ทานยาที่เพื่อนให้มาและพาราอีกหนึ่งเม็ด กว่าจะรู้สึกดีขึ้น เกือบชั่วโมง ไม่ได้นอนหลับอีกทั้งคืน และยังรู้สึกท้องอืดเช่นเคย ทานอาหารไม่ได้เช่นเคย
รุ่งเช้าฉันรู้สึกแล้วว่าฉันต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ๆ ไม่ใช่เป็นไข้หวัดแล้ว รีบไปโรงพยาบาลข้างออฟฟิต แพทย์ถามอาการ รีบให้ตรวจเลือด ตรวจปัสสวะ บอกว่าเป็นไข้นานเกินไป ตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันพุธไม่หาย แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง
ใช้เวลา 50 นาที กับการรอฟังผล ใจของฉันคิดต่างๆนาๆ ช่วงรอก็ซื้อข้าวมาทานที่ออฟฟิต เพื่อจะทานยา รู้สึกเหมือนจะไข้ขึ้นสูงอีก
ได้เวลาฟังผลตรวจเลือด และปัสสวะ ได้เรื่องค่ะ ฉันเป็นไตอักเสบ เพราะติดเชื้อที่ลามมาจากท่อปัสสวะอักเสบเรื้อรัง ก็ไม่เข้าใจว่าเรื้อรังตอนไหน ไม่เคยรู้สึกเป็นอะไรนี่นา หมอให้ฉีดยาเข้าเส้นที่ข้อมือ โดยค่อยๆปล่อยยาทีละนิดๆ จนหมดหลอด อยากบอกว่า ช่วงที่ยาวิ่งเข้ากระแสเลือด ปวดเหลือเกิน ต้องกัดฟันเลยค่ะ โชคดีที่ฉันไม่แพ้ยา คุณหมอจะให้นอนโรงพยาบาล ฉันก็ถามว่าไม่นอนได้ไหม จะไปทำงานหยุดมาหลายวัน หมอบอกว่าถ้าไม่หายให้กลับมาฉีดยาอีกนะ ฉันก็รับคำ อยากหายอยู่แล้วยังไงก็ต้องมา แต่ ให้นอนโรงพยาบาล ไม่อยากนอนค่ะ รู้ว่าตัวเองไม่ต้องนอนก็ได้ เพราะคิดว่ายังไหวอยู่ (ทั้งๆที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยสวัสดิการบริษัทจ่ายให้แม้เป็นโรงพยาบาลเอกชน)
กลับมาทำงานได้แค่สองชั่วโมง รู้สึกไม่ไหว ปวดหัวรุนแรง คิดอะไรไม่ออก ทำงานไม่ได้ ขอตัวกลับบ้านพร้อมกับ ลางานเพิ่มอีก 1 วัน นอนซมทั้งวัน
ถึงตอนนี้อยากบอกว่า สาเหตุที่ฉันเป็นไตอักเสบน่าจะเกิดจาก
1. ทานน้ำน้อย เพราะไม่อยากปัสสวะบ่อย
2. กลั้นปัสสวะ ขี้เกียจลุกไปห้องน้ำ (ทั้งที่ห้องน้ำอยู่ไม่ห่างโต๊ะทำงาน และกลางคืน นอนไม่อยากลุกทั้งที่ห้องน้ำอยู่ในห้องนอน)
3. เข้าห้องน้ำไม่กดชักโครกก่อนนั่ง เลยทำให้ติดเชื้อ (ปกติก็จะเช็ดชักโครกและวางกระดาษทิชชูก่อนนั่งแต่เชื้อโรคน่าจะอยู่ในโถส้วมมากกว่า)
คุณหมอบอกว่า ไตอักเสบเป็นแล้วไม่หายขาด ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็กลับมาเป็นได้อีกค่ะ
อาการของโรค แรกๆเลยให้สังเกตุดูปัสสวะของตัวเอง จะขุ่นไม่ใส ถ้าเริ่มเป็นมากขึ้น จะมีอาการปวดฉี่บ่อยครั้งเกินความจำเป็น ปวดหน่วงๆ ในช่องคลอดและ จะปวดบั้นเอวบริเวณสบั๊คสุดๆ ปวดจนทนไม่ไหวต้องทานยาระงับแก้ปวด
หลังจากเป็นไตอักเสบแล้ว จะทานอาหารไม่ได้ ขมปาก อยากอาเจียน มีไข้ขึ้นสูง หนาวสั่น ปวดหัวอย่างรุนแรง ท้องอืดตลอดเวลา ไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง ไม่มีน้ำมูก ไม่เจ็บคอ ทรมานสุดๆ ด้วยอาการหมดแรงจากการทานอาหารไม่ได้ แค่เห็นก็รู้สึกอยากอาเจียน แต่ไม่อาเจียน และนอนไม่หลับด้วยค่ะ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยมีแรง น่าจะเกิดจากผลข้างเคียง หมดสภาพคล่องไปเลยค่ะตอนนี้ คงต้องใช้เวลาสักระยะฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น
ฉันอยากให้เพื่อนๆได้อ่านเป็นอุทาหรณ์ ระมัดระวังการใช้ชีวิตค่ะ รักษาสุขภาพกันไว้ ทำอะไรเพื่อตัวเองได้ ก็ทำเถอะค่ะ อย่าปล่อยให้เป็นอย่างฉัน ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะตัวขี้เกียจตัวเดียวเลยค่ะ
จริงแล้วฉันกลัวโรคไตนะค่ะ เพราะพี่สาวอีกคนเป็นไตวายเฉียบพลัน เห็นการล้างไต อาการเจ็บป่วยแล้ว ยอมรับว่ากลัว ก็พยายามดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย ไม่ทานอาหารรสเค็ม รสจัด แต่ ไปละเลยในส่วนอื่นค่ะ
รักษาสุขภาพกันด้วยนะค่ะ
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตค่ะ