22 กุมภาพันธ์ 2554 10:45 น.
(น้ำตาลหวาน)
เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กพ. 54 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปแสวงบุญมาค่ะ พระพุทธบาทพลวง ที่เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เป็นการไปเอาบุญที่วัดนี้ครั้งที่สองเว้นไปสองปี มาปีนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เราเริ่มจากหาที่พักก่อนเพราะไม่ได้จองที่พักหรือเตรียมเต้นท์ไป ก่อนเข้าวัดก็เมียงๆมองๆหาที่พักไปด้วย สะดุดตาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากวัดพลวงนัก มองเห็นมีห้องพักไม่กี่ห้อง แต่มีเต้นท์กางอยู่ประมาณสิบเต้นท์เห็นจะได้ ก็ตกลงเลี้ยวกลับจากวัดมาหาที่พักให้มั่นใจก่อนว่าได้นอนแน่ ไม่ผิดหวังค่ะ ถึงแม้ห้องจะเต็มแต่เต้นท์ยังไม่มีคนเช่า เราเดินเลือกเต้นท์ที่คิดว่าสะดวก ใกล้ห้องน้ำ แล้วออกมาทานข้าวบริเวณที่พักนั่นแหละค่ะ เจ้าของที่พักบอกว่า ประมาณสี่ห้าทุ่มเต้นท์จะเต็มเพราะคนลงจากเขาคิชฌกูฏกัน เราก็อ้าว...เขาเดินขึ้นกลางคืนได้ใช่ไหมเนี่ย เพิ่งจะรู้(ก็ไม่รู้จริงๆ) จริงแล้วตั้งใจหาที่พักนอนหนึ่งคืน รุ่งเช้าตีห้าจะขึ้นไปค่ะ เราจึงตกลงกันว่า ทานข้าวเสร็จก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทกันเลย พรุ่งนี้เช้าก็เดินทางกลับพิษณุโลก
หลังทานข้าวเสร็จก็ขับรถไปวัดพลวงอีกครั้ง หาที่จอดรถ ( 50 บาท) บริเวณที่ใกล้ที่สุด สะดวกที่สุด จากนั้นก็ไปหาซื้อรองเท้าแตะสำหรับฉัน เนื่องจากเกิดเอ๊กซิเด้นท์ทำเล็บแล้วบวมปวดมากไม่สามารถสวมรองเท้าผ้าใบที่เตรียมมาได้ (อยากสวยก่อนมาเที่ยวเจอซ้า..อิอิ) ได้รองเท้าแตะถูกใจแล้ว ไปจองตั๋วรถสองแถวขึ้นเขากัน ในราคาคนละ 50 บาท คนเยอะมากค่ะ ความจริงวัดพลวงแห่งนี้จะมีสถานที่ให้ผู้ไปแสวงบุญได้นมัสการพระพุทธรูปหลายจุดด้วยกัน แต่ ด้วยเวลาที่เรามากันใกล้ค่ำจึงคิดตรงกันว่า ขึ้นเขาเลยค่ะ ช่วงรถสองแถวลงจากเขามาแต่ละคันต้องแย่งกันกระโดดขึ้น โห....อะไรจะขนาดนั้นน๊อ เรายืนเมียงๆมองๆ สงวนท่าทีกันอยู่พักนึง ไม่ได้การแระ ถ้าไม่แย่งก็ไม่ได้ขึ้นค่ะ เพื่อนกระโดดขึ้นไปก่อนแล้วกันที่ให้พวกเรา ในที่สุดก็สำเร็จ ได้ขึ้นรถสองแถวสมใจ มีคนขึ้นมาเกินสองคนเป็นผู้หญิงอายุประมาณเกือบสี่สิบยืนอยู่บนรถ คนขับรถบอกว่ายืนไม่ได้นะครับ อันตรายมาก แต่เขาก็ยืนยันว่ายืนไปได้ (สงสัยมาครั้งแรกยังไม่รู้ว่าการนั่งรถสองแถวขึ้นเขาคิชฌกูฏมันเสี่ยงชีวิตขนาดไหน) คนในรถต่างพร้อมใจกันพูดบอกด้วยความหวังดีว่า (รวมทั้งฉันด้วย) ยืนไปไม่ได้แน่ๆมันเสี่ยงมาก เขาจึงยอมลงจากรถด้วยความโล่งอกของทุกคน มันเสี่ยงจริงๆกับการยืนไปค่ะ
รถสองแถวขับพาเราผ่านเขื่อนแล้วขึ้นเขาก่อนขึ้นอุทธยานจะมีป้อมตรวจรักษาการของเจ้าหน้าที่ มีป้ายบอกว่า เก็บขยะกลับบ้านให้มารับกล้าไม้ไปปลูกได้ฟรี เป็นไอเดียที่ใช้ได้เลยนะค่ะ
และแล้วรถสองแถวก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา ขับเลนซ้าย ปาดไปเลนขวาอย่างเมามัน พวกเราเกาะราวรถกันแน่น ช่วงรถสวนก็กลั้นหายใจขอให้สวนกันด้วยความปลอดภัย สาธุ.... อิอิ เป็นแบบนั้นจริงๆ หายใจไม่ทั่วท้องเลยค่ะ เป็นระยะทางประมาณ 4 กม. ช่วงที่เรานั่งรถมาก็มีคนเดินขึ้นเขาเป็นระยะ ส่วนมากจะเป็นคนอายุไม่มากนัก ยังมีเรี่ยวแรงเดินขึ้นได้กันอยู่ สำหรับฉันกับเพื่อนๆ ขอบายอ่ะ สังขารไม่อำนวยจริงๆ
รถไปจอดในระยะครึ่งทางประมาณ 4 กม.เพื่อต่อรถสองแถวขึ้นไปบนสูงสุดอีกคัน (ไม่รู้ว่าทำไมต้องต่ออ่ะ) อาจเพราะรถวิ่งขึ้นเขาสูงคดโค้งมากเกินไปไม่ดีต่อสภาพรถมั้งค่ะ (คิดบวกไว้ก่อน) ปีก่อนที่ผ่านมา ถึงจุดนี้ฉันจะแวะเข้าไปไว้พระที่บริเวณต่อรถ แต่ปีนี้เห็นว่าใกล้ค่ำค่ะ ก็เลยจองตั๋วขึ้นเขาต่อทันที อีกคนละ 50 บาทค่ะ
ช่วงต่อรถนี้ไม่ต้องแย่งกันขึ้นรถค่ะ เป็นไปด้วยความสะดวกสบายขึ้น จากนั้นก็นั่งรถเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ขับเลนซ้ายปาดไปเลนขวาเหมือนเดิม และสูงชันกว่าเดิม หายใจไม่เคยทั่วท้องค่ะ ลุ้นตลอดทาง ถึงช่วงนี้นึกขึ้นได้ว่า ฉันเคยแนะนำเพื่อนคนนึงให้พาครอบครัวมาเพราะเห็นว่า ดีมากๆสำหรับคนต้องการทำบุญ แสวงบุญ ดีกับครอบครัวกับตัวเอง และเพื่อนก็ไปตามที่แนะนำค่ะ พอกลับไปเจอกันในเอ็ม เพื่อนบอกว่า ทำไมไม่เตือนกันมั่งว่าต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกันทั้งครอบครัว แล้วเขาก็หัวเราะค่ะ คงจะขำปนเคือง โถ.. ก็เราหวังดีอ่ะนะ ด้วยเพื่อนเคยอยู่แต่เมืองหลวงค่ะ ไม่เคยเจอสถานการณ์อันหฤโหดแบบนี้ เจอซ้า...อิอิ
และแล้วก็ถึงวัดกระทิง สถานที่จอดรถเราลงจากรถแล้วไปซื้อดอกไม้ธูปเทียน อ้าว...ดอกดาวเรืองหมด มีแต่ดอกกุหลาบ ถ้าใครมาเขาคิชฌกูฏจะเห็นว่า ทุกสถานที่บริเวณวัดพลวงจะมีดอกดาวเรืองขายเป็นถุงใหญ่ ธูปกำใหญ่ เทียนหลายเล่มเลยค่ะ เพราะตลอดระยะทางเดินขึ้นเขาระยะทาง 1.20 กม.เพื่อไปนมัสการพระพุทธบาทพลวง จะมีพระพุทธรูป เทพ เทวดา ฤษี ให้เรานมัสการและโรยดอกดาวเรืองตลอดระยะทางเดินขึ้นไปค่ะ ตามที่ฉันคิด น่าจะเป็นไอเดียการเดินขึ้นเขาโดยไม่ให้เหนื่อยมากกว่าเพราะได้พักไหว้พระตลอดระยะทางขึ้นไปค่ะ ฉันคิดอย่างนั้นนะ เป็นทางเดินขึ้นค่อนข้างสูงและชันพอประมาณ มีบางช่วงที่เป็นบันได บางช่วงเป็นพื้นดินให้เดินลัดเลาะรวมทั้งมีเชือกขึงเป็นราวตามทางเดินให้เราได้จับให้มั่นคั้นให้ตาย เอ๊ย.. ไม่ใช่ ได้เดินขึ้นลงสะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้นค่ะ มาคราวนี้แยกทางขึ้นและลงอย่างชัดเจนไม่ต้องรอสวนทางกันเหมือนครั้งก่อน
ตลอดทางเดินมีแต่ผู้คนมากมาย ต้องค่อยๆเดินขึ้นไปหยุดไป ไหว้พระไป เป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอิ่มบุญจริงๆ มีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ เด็กเล็กกำลังหัดเดิน และยังเดินไม่ได้ก็อุ้มกัน เด็กบางคนคุณพ่ออุ้มอยู่ก็ดิ้นกระแด่วๆ จะลงเดินเอง เป็นภาพที่เห็นแล้วต้องอมยิ้มไปด้วย มีสองตายายใช้ไม้เท้า(จะมีไว้ให้ใช้ทั้งก่อนขึ้นเขาก่อนลงเขาให้ยืมค่ะ) ค่อยๆเดินขึ้นเขากัน เป็นภาพที่ฉันแล้วยังคิดว่า ท่านอายุมากขนาดนี้ยังมีจิตกุศลแรงกล้ามาเพื่อแสวงบุญโดยไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย แล้วเรายังแข็งแรงทำไมจะไม่คิดมาบ้างละค่ะ คิดแล้วก็ดีใจที่ได้มาค่ะ
ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวน้ำ ไม่มีอะไรทานนะค่ะ มีอาหารอย่างง่ายๆ ให้ได้ซื้อ มีน้ำขาย ตลอดทางค่ะ มีของที่ระลึก มีล๊อตเตอรี่ ฯลฯ รวมทั้งมีโรงทานสำหรับแจกน้ำขิงร้อนๆให้ดื่มฟรีด้วยค่ะ น่าจะครึ่งทางพอดี ฉันแวะเข้าไปรับดื่มอย่างกระหาย แล้วแวะไหว้พระ ไหว้ เทพ เทวดา พร้อมเดินขึ้นต่อ มีสองจุดที่เป็นระฆังห้อยยาวเหยียดให้เราใช้เหรียญได้เคาะเพื่อเป็นศิริมงคล มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยค่ะ
มีบางช่วงให้เราได้ยืนชมวิวด้านล่างด้วยนะค่ะ สวยค่ะ ภูเขาและชันมากๆ พอขึ้นไปถึงพระพุทธบาท ก็เข้าไปไหว้ค่ะ ผู้คนเนืองแน่นไปหมด ได้แต่ไหว้ด้วยธูป เทียน โยนดอกไม้ และแบงค์ เข้าไปในรอยพระพุทธบาท เราโชคดีมากๆที่ไปวันมาฆบูชามีเสียงประกาศว่า จะมีพิธีเวียนเทียน ให้นั่งกันให้เรียบร้อย พวกเราหาที่นั่งเหมาะที่สุด (แบบเลือกไม่ได้คนแน่น) ถึงขนาดที่ว่านั่งงอขางอเท้ายังไงก็อยู่สภาพอย่างนั้น ขยับตัวแต่ละครั้งยังต้องค่อยๆพลิกซ้ายขวา เพราะไปเบียดคนอยู่ข้างๆค่ะ บางคนบอกว่ามานั่งจองสถานที่กันตั้งแต่สี่โมงเย็น โอ...จิตกุศลแรงจริงๆ
เสียงประกาศให้นั่งกันให้เรียบร้อย ประมาณครึ่งชั่วโมง กว่าจะเรียบร้อยกันได้ จากนั้นก็มีพระประมาณ 9 รูป เข้านั่งบริเวณพระพุทธบาท จากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์ ขอบอกว่า สวดมนต์ทำพิธีนานมากๆค่ะ น่าจะประมาณ 2 ชั่วโมง เท่าที่จำได้ก็มีสวด อิติปิโส 9 จบ สวดขอพรอัญเชิญเทวดา ฯลฯ อากาศหนาวมากๆ จากที่เดินขึ้นเขามาร้อนระอุ เหงื่อย้อยเป็นทาง พอนั่งนิ่งๆฟังพระสวด มองเห็นหมอกขาวๆปลิวไสวเหมือนควันไฟอยู่เหนือศรีษะวูบๆเลยค่ะ ลมแรงมาก พอดีฉันเตรียมเสื้อคลุมแบบมีฮู๊ดมาด้วย ค่อยยังชั่วหน่อย คลุมศรีษะได้ ไม่งั้นกลับลงมาจากเขามีหวังเดี้ยงค่ะ
ด้วยบริเวณพระพุทธบาทแคบมาก และ รอบๆเป็นเหวลึก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนที่เดินทางไปไม่รู้จะประมาณการสักเท่าไหร่ดี ประมาณไม่ถูกค่ะ เยอะมาก ไม่สามารถเดินเวียนเทียนได้ จึงมีแต่บทสวด ขอบอกว่า ขนลุกเลยค่ะ ไม่เคยเจองานบุญอันศักดิ์สิทธิยิ่งใหญ่ขนาดนี้ อายุพระพุทธบาทนับตั้งแต่พบเจอด้วยนายพรานก็ประมาณ 157 ปีค่ะ หลวงพ่อได้เล่าถึงประวัติให้ฟัง ถ้าให้ฉันเล่าคงยาวอีกแน่ ติดไว้ก่อนนะค่ะ
พอเสร็จพิธีการ ฉันเริ่มมองลู่ทางเดินออกจากสถานที่ หันไปทางไหนก็แน่นไปหมด บริเวณก็แคบ ฉันจึงมีความคิดสะกิดเพื่อนว่า พระเดินออก เราก็เดินออกตามพระท่านไปเลยนะ ไม่งั้นออกยากแน่ๆ เร็วเท่าความคิดพอพระเดินออกฉันก็เดินนำเพื่อนออกมา ขอบอกว่าก่อนเข้าไปบริเวณพระพุทธบาทต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกค่ะ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงรองเท้าได้ คนเบียดจะเข้า อีกทางเบียดจะออก เพื่อนอาสาเข้าไปเอารองเท้าให้ และให้ฉันออกไปที่บันไดทางลง โอ้...พระเจ้าจอร์ท ไม่อยากจะเชื่อมองจากบันไดลงไปด้านล่าง ผู้คนแน่นจนไม่มีทางเดินลง และเดินขึ้นก็ไม่ได้เพราะด้านบนก็แน่นอยู่แล้ว กว่าจะหลุดลงมาได้เล่นเอาเหงื่อหยดติ๋งๆเลยค่ะ รองเท้าก็ไม่ได้สวมเพราะเพื่อนยังมาไม่ถึง พอลงมาได้รอเพื่อน ปรากฏว่า เพื่อนหยิบรองเท้ามาให้ฉันผิดค่ะ เราซื้อรองเท้าคู่ 59 บาทขึ้นไป แต่ได้รองเท้าลักษณะเดียวกัน แต่น่าจะราคาสูงกว่ากันมาแทนค่ะ เพื่อนบอกว่า มีคู่เดียวไม่มีให้เลือกเลย จึงคิดว่าใช่ เราไม่สามารถกลับขึ้นไปหาและคืนเจ้าของได้จริงๆ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย และคิดว่า รองเท้าฉันน่าจะมีคนหยิบไปก่อนแล้ว เพราะเหลือคู่เดียวที่คล้ายกัน
ขาไปเหมือนไก่จะบินจริงๆค่ะ ขาลง ขาสั่นพั่บๆ สั่นจริงๆนะค่ะ เหมือนจะล้มพับซะให้ได้ ต้องค่อยๆเดินทีละก้าวๆลงมา นึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินขึ้นไปขาลงจะเป็นอย่างไรกันนะ ช่วงเดินลงยังมีคนเดินขึ้นมากมายเหมือนเดิม ถามพ่อค้าแม่ขายเขาบอกว่า มีคนเดินขึ้นกันทั้งคืน จิตศรัทธาแรงมากๆ ขอบอกสี่ทุ่มแล้วยังมีคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆอายุไม่เกินห้าขวบเดินขึ้นเขากันอยู่เลย ไม่รู้คิดอย่างไรกัน และมีหลายคนด้วยค่ะ สำหรับฉันสงสารเด็กค่ะ ควรจะได้นอนพักกันแล้ว
กลับลงมาถึงจุดขึ้นรถจองตั๋วอีก คนละ 50 บาท คราวนี้พวกเราเริ่มรู้แล้วว่าควรจะขึ้นรถอย่างไร พอรถจอดก็รีบไปยืนตรงด้านข้างรถฝั่งตรงข้ามคนขับค่ะ ได้นั่งรถด้านหน้าที่เป็นแค๊ป สบายหน่อยค่ะ พอถึงจุดเปลี่ยนต่อรถอีกคนละ 50 บาท ก็ทำเหมือนเดิม ตลอดระยะทางที่นั่งรถ ยังมีคนเดินขึ้นเขาเป็นระยะๆเหมือนเดิมค่ะ (แล้วจะถึงพระพุทธบาทกี่โมงกี่ยามกันล่ะนี่) เด็กวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆค่ะ
ถึงวัดพลวงประมาณสี่ทุ่มครึ่ง รวมเวลาที่ขึ้นไปประมาณ 5 ชม.ครึ่ง แวะทานอาหารเป็นข้าวต้ม แล้วเดินทางกลับที่พัก เต้นท์ที่เราเช่ามีเพียง เสื่อผืน หมอนใบ ผ้าห่มบางๆ เท่านั้นค่ะ พื้นดินก็แข็งมาก ม่ายหวาย จะนอนยังไงกันละนี่ ฉันเลยคิดอุบายเล็กน้อย บอกว่าเป็นคนขี้หนาวของผ้าห่มหนาๆหนึ่งผืน พอได้มาก็ใช้ปูนอน ค่อยยั่งชั่วหน่อย ไม่งั้นปวดกระดูกแน่ๆ อิอิ
กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน มีคนเข้ามาพักเต้นท์จนเต็มค่ะ รุ่งเช้าตื่นนอนด้วยเสียงเด็กวิ่งเล่นกัน จากนั้นก็อาบน้ำทานข้าว เดินทางกลับพิษณุโลกกันเลย ถึงพิษณุโลกตอนหนึ่งทุ่ม ด้วยความปลอดภัยและอิ่มบุญกันทั่วหน้า แต่ปวดน่องตอนนี้ก็ยังไม่หายค่ะ
อ้อ..ลืมบอกไปค่ะ การไปนมัสการปิดทองพระพุทธบาทพลวงแห่งนี้สามารถขอพรได้หนึ่งข้อ และจะได้ผลจริงด้วยนะค่ะ ลองดูถ้าใครมีโอกาสได้ไปค่ะ สำหรับฉันขอพรมาแล้ว (เก็บไว้ในใจไม่บอกใคร อิอิ)
ขออภัยทริปนี้ไม่มีรูปเลยค่ะ เป็นช่วงกลางคืน กล้องไม่อำนวยค่ะ
ผู้หญิงอยากเล่า ทริปหน้าเจอกันใหม่นะค่ะ