10 พฤศจิกายน 2554 09:45 น.

เรื่องง่ายๆที่ผู้ชายไม่(เคย)รู้

(น้ำตาลหวาน)

1.ผู้หญิงทำทุกอย่างด้วยอารมณ์ - - นี่เป็นสิ่งที่เกิดจากตัวของผู้หญิงเลยในวันที่แย่ เราสามารถมองเห็นตัวเองเป็นยัยอ้วนขี้เหร่ไม่ได้เรื่ องได้อย่างน่าตกใจและในวันที่ดี เราก็มองเห็นตัวเองเป็นสาวสวยสุดยอดได้เหมือนกัน 

2.อาหารส่วนใหญ่ในโลกผลิตโดยผู้หญิง แต่มีผู้หญิงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ที่รู้อะไรเกี่ยวกับสวนและทำฟาร์มเป็น

3.ผู้หญิงจำได้ทุกอย่าง ไม่เชื่อเหรอถ้าคุณเป็นผู้ชายลองถามแฟนดูสิว่าเจอกันครั้งแรกที่ไหน ยังไง มีคนรอบตัวเป็นใครบ้าง เมื่อสักครู่ในร้านอาหาร คนรอบโต๊ะทำอะไรกันอยู่ ดื่มอะไรกันบ้าง 

4.ไม่ว่าผู้หญิงจะรักแฟนมากเท่าไหร่ แต่ต้องมีอยู่ประมาณ 5-7 วันใน 1 เดือน ที่เธอจะเกลียดแฟนสุดๆ และอยากจะด่าเขาให้สะใจ นั่นคือช่วงเวลาที่เธอมีประจำเดือนไงละ

5.ไม่ค่อยจะมีผู้หญิงที่ชอบกีฬ่าหรอก เราชอบช้อปปิ้งมากกว่า

6.ผู้หญิงฟังได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะประสิทธิภาพการฟังมันติดตัวเรามาแต่เกิด และเรื่องนินทาเราก็เก่งกว่าผู้ชายด้วยแน่ๆ 

7.รู้ไหมว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ผู้หญิงคิดค้นมีอะไรบ้าง เลื่อย ระเบิดควัน ชุดอวกาศ เสื้อกันกระสุน และที่ปัดน้ำฝน อายไหม หนุ่มๆ 

8.ของขวัญที่เราชอบมากคือเครื่องประดับสวยๆ

9.เราเป็นพวกชอบเก็บและมักจะเก็บรูปหรือจดหมายรักเก่าๆ ของแฟนไว้เสมอๆ

10.ผู้หญิง จะขี้หนาวกว่าผู้ชาย 

11.เราเกลียดผู้ชายที่เต็มไปด้วยเหงื่อ
 
12.เฉลี่ยของผู้หญิงอเมริกัน จะจูบผู้ชายจำนวน 79 คนก่อนที่เธอจะแต่งงาน 

13.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้หญิงจะควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าผู้ชาย 

14.จากการนับสถิติทั่วโลก พบว่าผู้หญิงในอุดมคติของหนุ่มๆ คือสาวผมน้ำตาล และนัยน์ตาสีฟ้า

15.เชื่อหรือไม่ว่าถ้านับกันแล้ว ใน 1 ปี ผู้หญิงหนึ่งคนจะกินลิปสติกเป็นปริมาณ 1- 3 แท่งทีเดียว แล้วแต่ว่าใครจะทาลิปสติกมากหรือน้อยตามลำดับ
 
16. สถิติบอกว่า ผู้หญิง 1 คน จะมีชุดชั้นในประมาณ 8 ตัว 

17.ในแต่ละปี มีผู้หญิงที่ต้องการทำศัลยกรรมเพิ่มขนาดหน้าอกมากขึ้ นเรื่อยๆ และไซส์ที่ฮิตมากที่สุดก็คือ คัพซี

18.ผู้หญิงในสหรัฐฯ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำสีผม
 
19.เมื่อวิเคราะห์แล้ว ถ้าหากว่าจะฆาตกรรม ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะวางยาพิษ มากกว่าการยิง หรือใช้มีดฟัน

........................................................................................................................

1. การที่เธอโทรหาคุณบ่อยๆ และชอบถามคุณว่า อยู่ไหน อยู่กะใคร นั้นแหละ รู้มั้ยว่าเค้าเป็นห่วงคุณ ผู้ชายหลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อ รำคาญ แต่คุณรู้มั้ย จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากโทรไปกวนคุณหรอกนะ เธอแค่เป็นห่วงคุณ อยากรู้ความเป็นไปของคุณเท่านั้นเอง หัดเข้าใจผู้หญิงซะบ้างซิ

2. การที่เธอขี้หึงจนออกนอกหน้า คุณอย่าคิดรำคาญเชียวนะ รู้ไว้นะว่านี้แหละ คือการกระทำที่จะบอกว่า เธอรักคุณมากที่สุด ฉันรู้ว่านิสัยเจ้าชู้มันคือนิสัยของผู้ชายหลายๆคนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้วก้อน่าจะลดๆลงหน่อย ห้ามเอานิสัยหรือคำพูดที่ทำกับแฟนคุณไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด รู้มั้ยว่า ถ้าเธอรู้เธอจะเสียใจมากแค่ไหน

3. หากวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่ว่าเธอจะผิดหรือคุณจะผิด แต่ถ้าเธอร้องไห้ ให้รู้ไว้นะว่านั้นมันคือน้ำตาที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแต่ประการใด รู้มั้ย ถ้าเธอไม่รักคุณ เธอจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นหรอกนะ 

4. เวลาเธอมีปัญหาหัดรับฟังเธอบ้างรู้มั้ย อย่าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วไม่อยากรับฟังซะละ การที่เธอเอาปัญหาของเธอมาบอกกับคุณ นั้นแสดงถึงความไว้ใจที่เธอมีต่อคุณนะรู้มั้ย ถึงแม้ปัญหาของเธอนั้น คุณจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยแค่คุณพูดปลอบใจเธอ มันก้อทำให้เธอรู้สึกดีแล้วละ อย่างน้อยคุณก็ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอยังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ

5. หากวันไหนเธอป่วย หรือไม่สบาย ก้อหัดไปดูแลเธอบ้าง แต่หากไปไม่ได้ก็ควรโทรไปหา ถามอาการบ้าง และก็หัดพูดคำว่า เป็นห่วงนะ ให้เธอฟังซะบ้าง รู้รึป่าวว่ามันจะทำให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าทานยาที่หมอให้มาซะอีก

6. อย่าปล่อยให้เธอต้องรู้สึกว่าคุณเริ่มเปลี่ยนไป เพียงเพราะคุณไม่มีเวลาว่างให้กับเธอเท่านั้น อย่างน้อยถ้าหากคุณไม่ว่างก็น่าจะบอกเธอก่อน เธอจะได้ไม่ต้องห่วงคุณมากเกินไป ว่า ตอนนี้คุณจะเป็นอะไรรึป่าว หรือว่าคุณอยู่กะผู้หญิงคนไหน รู้ไว้นะ โรคประจำตัวของผู้หญิงคือ โรคคิดมาก เนี่ยแหละ ถ้าคุณไม่รีบเคลียร์นะ เธอจะคิดไปได้ไกลแสนไกลเลยแหละ

7. อย่าเห็นว่าการเอาแต่ใจตัวเองของเธอเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ เพราะนี่มันคือนิสัยของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว สาเหตุของการชอบเอาแต่ใจตัวเองของเธอ มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก เธอแค่อยากเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคนที่เธอรักมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งคนๆนั้นก็คือ คุณ

8. อย่ามองว่าผู้หญิงเป็นคนไร้เหตุผล เพราะอันที่จริงแล้วเหตุผลของเธอมีมากมายกว่าเหตุผลที่คุณคิดได้ซะอีก เพียงแต่เธอไม่อยากพูดเท่านั้นเอง

ทีนี่คุณพอที่จะเข้าใจรึยังละว่า ความรู้สึกของผู้หญิงที่เวลาเธอรักคุณมากมันเป็นยังไง มันคงไม่ยากหรอกนะ ถ้าคุณจะพยายามหัดเข้าใจเธอซะใหม่ 
อย่าปล่อยให้คนที่เค้ารักคุณมากที่สุด ต้องเจ็บปวดมากที่สุดเพราะคุณเลย 




 				
8 พฤศจิกายน 2554 15:01 น.

น้ำท่วม…เรื่องดีๆมีไว้แบ่งบัน

(น้ำตาลหวาน)





                                  น้ำท่วมเรื่องดีๆมีไว้แบ่งบัน

       

  ผมพักอยู่ประตูน้ำพระอินทร์ อยุธยา แต่ที่ทำงานอยู่ลาดพร้าว80 ผมต้องเดินทางไปกลับทุกวัน(บริษัทฯมีรถรับ-ส่งแค่สะพานใหม่) 

ตอนเช้าผมจะตื่นตีสี่ครึ่ง ทำธุระส่วนตัวแล้วออกมารอรถประมาณตีห้ากว่าๆ โดยผมจะนั่งรถเมล์มาลงที่รังสิต แล้วต่อรถตู้มาลาดพร้าว80 โดยภาพที่ผมเห็นจนชินตาก็คือทุกคนที่รอรถตรงหน้าเมเจอร์รังสิตต่างรีบวิ่งลงไปบนพื้นถนนโดยไม่นึกกลัวว่ารถจะชนหรือ

กีดขวางทางจราจร เมื่อเห็นรถตู้แล่นเข้ามาเทียบท่า ต่างแย่งชิง  ทั้งเบียดเสียด บางครั้งก็มีถ้อยคำด่าทอเสียๆ หายๆ ตามมาไม่ว่าหญิงหรือชาย


คนขับบางคนก็พูดจาไม่สุภาพ ขับรถเหมือนแม่ป่วยต้องนำส่งโรงพยาบาลก็ไม่ปาน ปกติรถตู้สามารถนั่งได้14-15คน 

แต่นี่มีการเสริมเบาะนั่งให้ได้20คน แออัดยัดเยียด เบียดเสียดจนแทบจะเป็นผัวเมียกันทั้งคันรถ พอรถออกตัว หน่วยคอลเซ็นเตอร์ก็เริ่มทำงานทันที คือต่างควักมือถือออกมาแล้วก็คุยๆๆ คุยๆๆอย่างออกรสออกชาด ประหนึ่งว่ากรูนั่งมาใน

รถคนเดียวไม่ต้องเกรงใจคนรอบข้าง คนขับก็ไม่ยอมน้อยหน้า โทรด่ากับเมียด้วยถ้อยคำที่ไม่รู้ไปขุดมาจากไหน บางครั้งยังแถมแจกกล้วยให้รถคันที่วิ่งแซงไปด้วย นี่เป็นชีวิตประจำวันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

             แต่....เมื่อวานนี้เอง  ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แน่นอนครับ

" น้ำท่วม " หลายคนบอกน้ำท่วมมันดีตรงไหน ใช่ครับน้ำท่วมไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่น้ำท่วมทำให้ผมได้เห็นชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งของผู้คนในเมืองฟ้าผ่องอำไพแห่งนี้    

วันนั้นผมเลิกงาน 5 โมงเย็น จึงนั่งรถบริษัทฯมาลงสะพานใหม่

แล้วนั่งรถเมล์สาย 39 ต่อ เพราะน้ำท่วมรถตู้วิ่งไม่ได้ รถเมล์วิ่งลุยน้ำมาถึง กม.25 ก็ต้องหยุดเนื่องจากน้ำลึกไปต่อไม่ไหว กระเป๋าจึงแจ้งให้ผู้โดยสารลงจากรถเพื่อไปต่อรถทหาร(ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาตอนไหน) ผมเดินลุยน้ำมารอบริเวณเกาะกลางถนน ซึ่งมีผู้คนยืนรออยู่ประมาณ 30 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างมีสีหน้ากังวล  บ้างก็หันมาพูดคุยสอบถามกันว่าจะไปไหน จะมีรถหรือเปล่า ไอ้หนุ่มนักศึกษาถามป้าจะไปไหน มาผมช่วยถือของให้ พี่ผู้ชายไว้หนวดช่วยอุ้มเด็ก3ขวบที่มากับแม่ที่หิ้วของพะรุงพะรัง แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาช่วยแม่เด็กหิ้วกระเป๋า อีกมือใช้กระดาษพัดไล่ยุงให้เด็กน้อย ลุงแก่ๆ สองคนที่นั่งบนราวเกาะกลางถนนเขยิบที่พร้อมเอ่ยปากเชิญชวนชายแก่อีกคน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มานั่งด้วยกัน

 

มีรถผ่านมาเรื่อยๆ และสิ่งที่ผมเห็นคือรถเกือบทุกคันจะลดกระจกลงแล้วโผล่หน้าออกมาถามว่าจะไปไหน ถ้ารถเขาผ่านรายนั้นๆ ก็จะได้ติดรถไปด้วย คนที่อยู่ไม่ไกลไปกันเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็พวกที่อยู่แถวประทานพร บางขัน นวนคร และก็ตัวผม ประตูน้ำพระอินทร์ รวมแล้วน่าจะประมาณ 17 คน เรารออยู่ประมาณสองชั่วโมงจึงมีรถโฟร์วีลคันหนึ่งผ่านมา คนขับหน้าตายังวัยรุ่นเปิดกระจกออกมาถามพวกเราว่ามีไครไปนวนครไหม๊? เท่านั้นแหละทุกคนต่างยิ้มแก้มแทบปริ พวกเรารีบทยอยขึ้นรถ บ้างก็ช่วยดึงกันขึ้น บ้างก็ช่วยถือของโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ แต่สิ่งที่พวกเราลืมคิดกันตอนนั้นคือ จำนวนคนกับรถมันไม่เหมาะสมกัน เนื่องจากโฟร์วีลกระบะมันเล็ก จุได้แค่ 12 คน ที่เหลืออีก 5 คนคือ ไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟน ลุงแก่ทั้งสอง และผม  

พวกเรามองหน้ากัน พี่ผู้ชายมีหนวดเอ่ยปากขึ้นว่าพวกคุณไปกันก่อน เดี๋ยวผมรอคันหลัง ว่าแล้วก็โดดผลุงลงมาเพื่อให้แฟนสาวของไอ้หนุ่มนักศึกษาขึ้นไปแทน แฟนไอ้หนุ่มนักศึกษาบอกไม่เป็นไรให้ลุงไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวหนูกับแฟนรอไปคันหลัง และอีกหลายคนก็แสดงเจตจำนงที่จะเสียสละ

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็คือ ป้าที่นั่งอยู่ลุกขึ้นแล้วพูดว่า"ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกันหมด" ให้พวกเราทุกคนยืนขึ้นก็จะมีที่พอสำหรับทุกคน จริงอย่างที่แกพูด พวกเราที่เหลือขึ้นมาบนรถได้ จากนั้นพวกเราก็ยืนกอดเอวกันไว้เป็นรูปวงกลมแน่นกระชับ จะได้ไม่ล้มเวลารถวิ่ง จากนั้น รถก็เริ่มวิ่งลุยน้ำไปเรื่อยๆ ช้าๆ ในขณะนั้น สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ รอยยิ้มจากมุมปากของทุกคน บางคนก็มีมุขให้พวกเราได้หัวเราะกันสนุกสนาน ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลย และเมื่อถึงจุดที่มีคนลงรถ พวกเราก็จะล่ำลาและอวยพรให้กันและกันเหมือนประหนึ่งกับญาติตัวเองไม่มีผิด จนในที่สุดรถก็วิ่งมาถึงนวนครซึ่งเป็นจุดสุดท้าย พวกเราที่เหลือลงจากรถแล้วก็เดินไปไหว้ขอบคุณเจ้าของรถ แล้วผมก็โบกมือลาไอ้หนุ่มนักศึกษากับแฟนเพื่อเดินต่อจากนวนครไปประตูน้ำพระอินทร์ ผมเดินไปยิ้มไป ฮำเพลงบ้างผิวปากบ้างอย่างอารมณ์ดี แบบที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ผมรู้ว่า"แสงสว่างนั้น ซ่อนอยู่หลังความมืดมิดเสมอ"

 
สิ่งดีๆ ที่ผมได้จากน้ำท่วม

« เมื่อ: ตุลาคม 25, 2011, 03:46:47 PM
 
ขอขอบคุณผู้เขียนเรื่องราวดีๆที่มาแบ่งปัน 
 
				
7 พฤศจิกายน 2554 16:07 น.

เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ เกี่ยวกับผู้ชาย

(น้ำตาลหวาน)

ขุด ๆ ๆ ๆ ๆ มาให้อ่าน เก่าไปหน่อย แต่ก็อ่านเล่นเพลิน ๆ นะจ๊า 

(คำเตือนควรอ่านเกินวันละ 2 ครั้ง เด็กและสตรีมีครรภ์ก็ควรอ่าน สตรีโสดหนุ่มวิ๊งยิ่งต้องอ่าน)

นี่คือแบบทดสอบที่เราคัดเลือกหนุ่มโสดแมน ๆ 100 คนมาทำ ไม่ใช่เห็นเดินบิดก็คว้ามาทำ อันนี้หลุดโผล่ะล่ะค่ะ ซึ่งแต่ละคนหน้าที่การงานดีที่สำคัญหน้าตาหล่อทุกคน

1. ถ้าให้ลองเปลี่ยนเป็นผู้หญิง 1 วันผู้ชายจะลองมั้ย 
73% ลองดูเพราะสนุกดีจะได้รู้ว่าผู้หญิงเค้าคิดยังไง
27% ไม่ลองเพราะรู้สึกสนุกกับการเป็นผุ้ชายคิดว่าเป็นผู้หญิงมันลำบากไม่อยากลอง

2. ผู้ชายอยากได้แฟนหน้าตาแบบไหน 
29% ไทยแท้
50% หมวย ๆ
21% ลูกครึ่งฝรั่ง

3. ผู้ชายชอบผู้หญิง 
78% ผมยาว
22% ผมสั้น

4. ผู้ชายคิดยังไงกับผู้หญิงที่มีรอยสัก 
5% ชอบ
59% ไม่ชอบ
36% ยังไงก็ได้

5. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองแต่งตัวแบบไหน 
8% ตามแฟชั่น
72% เป็นตัวของตัวเอง
20% ยังไงก็ได้

6. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองมีรูปลักษณ์ภายนอกแบบไหน 
32% sexy
68% น่ารักคิกขุ

7. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเป็นคนแบบไหน 
74% สนุกสนานคุยเก่ง
26% ร่าเริง ยิ้มง่าย คุยน้อย

8. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองอายุเท่าไหร่ 
49% อายุน้อยกว่า
14% อายุเท่ากัน
3% อายุมากกว่า
34% ยังไงก็ได้

9. ผู้ชายคิดว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน 
70% นิสัยดี+รวย
30% นิสัยดี+หล่อ

10. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเรียกตัวเค้าว่าอะไร 
10% เธอ
9% ตัวเอง
7% พี่
50% ชื่อของคุณ
11% ที่รัก
5% คุณ
0% มืง
8% ฉายาที่ตั้งให้

11. ผู้ชายอยากให้แฟนเรียกแทนตัวเองเมื่อคุยกันว่าอะไร 
0% เรา
10% ฉัน
16% เค้า
53% ชื่อตัวเอง
3% หนู
3% ดิฉัน
1% กู
4% ฉายาที่ตั้งให้

12. ผู้ชายอยากได้ของชนิดไหนจากแฟน 
53% ของที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง
47% ของถูกใจที่ตัวเองอยากจะได้

13. ผู้ชายคิดว่าวันไหนสำคัญที่สุดสำหรับแฟนตัวเอง 
73% วันเกิดแฟน
5% วันวาเลนไทน์
22% วันครบรอบที่รู้จักกันหรือวันครบรอบวันแต่งงาน

14. ผู้ชายคิดยังไงถ้าแฟนตัวเองแต่งตัวโป๊ 
20% ชอบ
80% ไม่ชอบ

15. ผู้ชายแคร์มั้ยถ้าไม่ใช่คนแรกของแฟนตัวเอง 
29% แคร์
71% ไม่แคร์

16. ผู้ชายคิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติคมั้ย 
66% โรแมนติค
34% ไม่โรแมนติค

17. ผู้ชายคิดว่าตัวเองเจ้าชู้หรือไม่ 
60% เจ้าชู้
40% ไม่เจ้าชู้ (พวกนี้ไว้ใจไม่ได้)

18. ถ้าหากผู้ชายคบกับแฟนได้ 2 ปี เค้าอยากไปเที่ยวปีใหม่กับใคร 
17% เพื่อน
83% แฟน

19. ผู้ชายเคยโกหกแฟนตัวเองมั้ย 
91% เคย
9% ไม่เคย

20. เรื่องที่ผู้ชายโกหกแฟนบ่อยที่สุด คือเรื่องอะไร 
12% เรื่องส่วนตัว
3% เรื่องงาน
52% เรื่องผู้หญิง
24% เรื่องสังคมและเพื่อนฝูง
9% ไม่เคยโกหก

21. ผู้ชายคิดว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าเค้าจะไม่โกหกแฟนตัวเองอีกตลอดชีวิต 
86% เป็นไปไม่ได้ เพราะการโกหกเล็ก ๆ น้อยบางครั้งมันก็ลดปัญหาระหว่างเค้ากับแฟนตัวเองได้
14% เป็นไปได้ เพราะการโกหกเป็นสิ่งเลวร้ายที่ผู้ชายไม่ควรทำ

22. ผู้ชายคิดยังไงกับผู้หญิงที่สูบบุหรี่ 
0% ชอบ
73% ไม่ชอบ
27% ยังไงก็ได้

23. ถ้าผู้ชายนัดคุณไปเดทกันครั้งแรกแล้วคุณตอบว่า "ขอดูก่อน ไม่แน่ใจว่าจะไปได้รึเปล่า" ผู้ชายจะคิดยังไง 
21% คุณไม่แน่ใจว่าจะติดธุระจริง ๆ รึเปล่า
31% คุณอยากไปด้วยแต่สงวนท่าทีไว้ก่อน
48% คุณคงไม่อยากไปแต่พูดเลี่ยง ๆ กลัวผู้ชายจะเสียใจ

24. เดทครั้งแรกถ้าหากคุณมาสายกว่า 1/2 ชั่วโมง ผู้ขายจะรู้สึกอย่างไร 
17% ไม่พอใจที่คุณไม่เห็นความสำคัญของเค้า
49% พยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการมาสาย
34% เฉย ๆ ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย

25. ถ้าผู้ชายมีแฟนซักคนเค้าจะรักมากขนาดไหน 
20% รักมาก ชีวิตนี้ขาดเธอคนนี้ไม่ได้
53% รักเหมือนกัน แต่คิดว่าชีวิตนี้ยังไม่อะไรมากว่าความรักอีกมากมาย
27% คิดว่าต้องรักตัวเองให้เป็นก่อนไปรักคนอื่น 


ขอขอบคุณที่มา :  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=promotion&month=20-10-2011&group=6&gblog=240

				
3 พฤศจิกายน 2554 16:20 น.

มศว เจาะลึก...อุทกภัยใหญ่

(น้ำตาลหวาน)

หลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยผ่านไปได้ไม่กี่เดือน เราได้เห็นการภาพคนของในสังคมถูกเผยแพร่ในมุมมองต่าง ๆ มากมาย...บางคนเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมมือร่วมใจกรอกกระสอบทราย เดินทางไปช่วยแพคถุงยังชีพ บริจาคเงินกันอย่างล้นหลาม แต่ขณะเดียวกัน เราก็ยังได้เห็นการนำเสนอข่าวแก๊งแมวน้ำบุกยกเค้าบ้านที่เจ้าของอพยพหนีน้ำ ภาพของชาวบ้านที่รุมทำลายคันกั้นน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในบ้าน ภาพการทะเลาะเบาะแว้ง แผดเสียงต่อว่าเข้าใส่กัน ทำนองว่า "บ้านฉันท่วม บ้านเธอก็ต้องท่วมด้วย"

          ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สังคมที่เกิดขึ้น ซึ่ง ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) บอกว่า เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้สามารถแบ่งคนในสังคมที่มีอยู่หลากหลายออกได้เป็น 7 ประเภท ดังนี้

1. กลุ่มคนที่เข้าช่วยเหลือ เผื่อแผ่ แบ่งปันแก่ผู้อื่น

          คนกลุ่มนี้มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าคนนั้นจะไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไม่ใช่คนรู้จัก หรือแม้แต่เป็นคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้า แต่เมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ ก็จะสละแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์เข้าไปช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ทันที เพราะมีจิตสำนึกและมนุษยธรรม

          อย่างไรก็ตาม คนประเภทนี้อาจทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำมากเกินไป ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย อารมณ์ ทำให้เกิดความเครียดขึ้น และสุดท้ายกลายมาเป็นกลุ่มเหยื่อ ซึ่งต้องหาคนมาช่วยดูแลตัวเองแทน วิธีแก้ไขคือ ต้องพักผ่อนบ้าง ผลัดเวรกับผู้อื่น เปลี่ยนบทบาทการทำงานลงบ้าง

2. กลุ่มคนที่ต้องทำตามหน้าที่ หรือภาระความรับผิดชอบ

          บางคนมีบทบาทที่ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และมีจิตอาสาที่จะทำอยู่แล้วจึงยินดีที่จะเข้าไปช่วย โดยเก็บความทุกข์ของตัวเองไว้ก่อน แต่หากทำงานนาน ๆ หรือเห็นเหตุการณ์ใด ๆ ซ้ำ ๆ นาน ๆ จะทำให้ร่างกายล้า เหนื่อย อีกทั้งบางคนจะเกิดความเครียด เพราะคิดว่าครอบครัวตัวเองก็ยังเอาไม่รอด แต่ต้องมาทำงานอีก

          วิธีแก้ไขก็คือ ต้องปรับตัวหาเวลาพัก และหาสิ่งเติมเต็มให้ชีวิตตัวเอง เพื่อจะได้มีแรงเติมเต็มในการทำงานต่อไป

3. กลุ่มคนที่ร่วมด้วยช่วยกัน แม้ตัวเองจะประสบภัยเช่นกัน

          เป็นคนกลุ่มคนที่ประสบกับความทุกข์เช่นเดียวกับผู้อื่น จึงเข้าใจชะตากรรมของผู้อื่นดี และพร้อมที่จะช่วยหากช่วยเหลืออะไรได้ก็จะช่วย โดยคนกลุ่มนี้จะมีกำลังใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น แต่ต้องปรับตัวเองให้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ คือ ต้องเติมใจตัวเองให้เข้มแข็ง ดูแลตัวเองให้รอด และร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นด้วย แต่หากวันใดรู้สึกแย่ก็พร้อมที่จะรับกำลังใจจากคนอื่นด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นแรงใจในวันข้างหน้า

4. กลุ่มคนที่เอาตัวเองให้รอด คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่สน

          คนอื่นเป็นอย่างไรไม่สนใจ แต่ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ค่อยคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรต่อ คนกลุ่มนี้จะขอบคุณคนที่เข้ามาช่วยเหลือ แต่ถ้าใครมารุกล้ำก็จะโมโหขึ้นมาทันที เพราะจะไม่ยอมให้ตัวเองประสบชะตากรรมคนเดียว ต้องให้ผู้อื่นเป็นอย่างเขาด้วย อย่างเช่นคำพูดที่ว่า "ทำไมฉันต้องโดนทำไมบ้านฉันต้องโดนน้ำท่วม ทำไมคนอื่นไม่โดนอย่างฉัน"

          ทั้งนี้ คนกลุ่มนี้ต้องรู้จักปรับตัวให้มาก โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ ต้องตั้งสติให้มากขึ้น รู้จักคำว่า "เรา" มากกว่า "ฉัน" ดังนั้นต้องหัดดับอารมณ์การสูญเสียลงบ้าง และต้องฝึกความเสียสละ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น เพื่อจะสร้างความสุขให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน

5. กลุ่มคนที่จิตตกไปแล้ว ทั้งที่น้ำยังไม่ท่วมบ้าน

          มีมากทีเดียวสำหรับคนกลุ่มนี้ถึงได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว และรับฟังข่าวสารอยู่เสมอ ทำให้เกิดอาการผวา วิตกจริต คิดแต่ด้านลบไปต่าง ๆ นานา พร้อมกับตื่นตูมกับเรื่องร้าย ๆ ที่ได้ยินมา ใครที่มีอาการเช่นนี้ ต้องเลิกรับรู้ข่าวสารร้าย ๆ หันมามองเรื่องดี ๆ ฟังเรื่องบวก ๆ บ้าง เพื่อปลดอาการเครียด อาการรนให้ออกไป และทำอะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

6. กลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่มีสติ

          คนกลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มคนประเภทที่ 5 คือ แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ไม่ตื่นตระหนก ตั้งสติ เตรียมพร้อมป้องกันคิดหาทางออก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไว้อย่างดี ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงต้องเก็บใจ เก็บแรง เก็บกาย ไว้เป็นหลักให้กับคนกลุ่มอื่น ๆ ด้วยก็จะดีไม่น้อย

7. กลุ่มคนที่ไม่พายแต่เอาน้ำราน้ำตลอดเวลา

          คนกลุ่มนี้เอาแต่พูด วิจารณ์คนอื่น หาเรื่องตำหนิได้เสมอ แต่ไม่เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย มักจะสนุกกับการทำให้ผู้อื่นตื่นตระหนก สร้างความแตกแยกในสังคม มักจะพูดแต่ด้านลบด้านเดียว ซึ่งหากใครเป็นเช่นนี้ ต้องคิดใหม่ พูดให้น้อยลง ทำให้มากขึ้น เปลี่ยนการเสียดสีมาเป็นการอาสา และลงมือทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น เช่น ปลอบใจ ให้กำลังใจกับคนในประเทศดีกว่ามากล่าวโทษกัน

          จะเห็นได้คนทั้ง 7 ประเภท ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน และทุกกลุ่มก็ต้องรู้จักปรับตัวเองให้ได้ ที่สำคัญก็คือต้องยึดหลัก กายต้องรอด ต้องไม่เจ็บป่วย ใจต้องแกร่ง คือ จิตไม่ตก เพราะหากไม่มีแรง กาย แรงใจ เราจะไม่สามารถมองไกลไปถึงวันหน้าได้ นอกจากนี้ยังต้องตั้งสติ เพราะสติจะช่วยคลายปัญหาทุกอย่างได้อย่างราบรื่น

          อ่านจบทั้ง 7 ประเภทนี้แล้ว บอกได้ไหมว่า สังคมไทยในวันนี้มีคนแบบไหนมากกว่ากัน แล้วตัวคุณเองล่ะ...เป็นคนประเภทไหน?



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ขอขอบคุณ  :  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ กระปุกดอทคอม				
1 พฤศจิกายน 2554 10:57 น.

บันทึก...น่ารัก...น่าหยิก

(น้ำตาลหวาน)

     "น้ำ" กลายเป็นคำที่น่ากลัวสำหรับคนไทยในยุค 2554 ไปเสียแล้ว ก็ฤทธิ์เดชของมันช่างร้ายกาจเหลือเกิน ทำเอาผู้คนปวดเศียรเวียนเกล้ากันเป็นแถว ๆ โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ที่เตรียมรับมือน้ำกันมาตั้งนานแสนนาน แต่ดูเหมือนว่า ในหลาย ๆ บ้านก็ยังคงต้องรอคอย "น้ำ" ต่อไป ทำเอาเครียดไปเลยทีเดียว ก็อยากให้น้ำมาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปสักทีอ่ะ


          แน่นอนว่า อาการเครียดเช่นนี้ คุณไม่ได้เป็นคนเดียวแน่ค่ะ ยังมีคนอีกนับแสนที่กำลังจิตตกเช่นเดียวกันคุณ รวมทั้งเจ้าของเฟซบุ๊ก "บันทึกของ ตุ๊ด" ที่กำลังประสาทเสียกับการรอคอย "น้ำ" จึงเป็นที่มาของการเขียน "บันทึกของกะเทยกลัวน้ำ" ที่แฟน ๆ ติดกันจม เพราะสำนวนภาษาของคุณพี่สุดสวยช่างฮา และโดนใจเสียนี่กระไร วันนี้ เราจึงนำ "บันทึกของกะเทยกลัวน้ำ ภาคที่ 1" มาฝากกันเป็นน้ำจิ้ม 


บันทึกของกะเทยกลัวน้ำ ภาคที่ 1 

25/10/2554

ไดอารี่ที่รัก

          วันนี้ชั้นมองไปยังถนนที่แห้งสนิท กระสอบทรายหน้าบ้านเริ่มมีฝุ่นจับ บ้างก็มีสุนัขแวะเวียนมาเยี่ยวเป็นประจำ แต่ในข่าวกลับบอกว่ารัศมีแถวบ้านชั้นไม่เกิน 5 กิโลเมตรน้ำท่วมมาแล้วสองวัน เธอรู้มั้ยไดอารี่ว่าชั้นรู้สึกยังไง
 
          ครอบครัวของชั้น ยกของขึ้นชั้น 2 มาเกือบสัปดาห์แล้ว แต่ชั้นรู้สึกเหมือนเป็นกะเทยที่โดนมวลความเครียดจำนวน 10 ล้านลูกบาศก์เมตรกดทับตลอดเวลา แถวบ้านชั้นมีอีป้าชีฟองแก่ ๆ ลักษณะคล้ายระเบียบรัตน์คอยป่าวประกาศคำนวณทิศทางของน้ำให้ชั้นทั้งเช้าและเย็น แล้วเธอดูบ้านข้าง ๆ ชั้นสิ ....นางก่อปูน อีกบ้านนึงสนทนากันถึงเรื่องเอารถไปจอดบนทางด่วน.....
 
          แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ท่ามกลางความกดดันทั้งหลายทั้งปวง ชั้นกลับมองเห็นถนนที่แห้งผากจนเห็นหนังซีเมนต์ น้ำซักหยดก็หามีแววไม่ เปิดโทรทัศน์ ศปภ ก็บอกชั้นทุกวันให้เฝ้าระวังตัว บอกชั้นว่ามวลน้ำนั้นจะผันไปยังประตู น้ำไหน น้ำเอ่อล้นมาทางทิศใต้ และกดดันคันกั้นน้ำยังไง แต่ชั้นไม่เข้าใจ แถมยังมานับญาติกับชั้น เรียกชั้นว่าพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นพี่ชั้น เธอต้องพูดกับชั้นรู้เรื่องสิ....   
 
          ไดอารี่ที่รัก อยู่ดี ๆ ชั้นก็เกิดประสาทกิน ชั้นคิดขึ้นมาดัง ๆ ว่า "อีเชี่ย ทำไมมึงไม่มา!!!!!" ทำไมน้ำถึงไม่มาถึงบ้านชั้นเหมือนบ้านคนอื่น ชั้นอยากให้น้ำท่วมบ้านชั้น ชั้นอยากให้ทุกความป้องกันของชั้นได้ใช้งานซะที ไม่ใช่ว่าชั้นไม่กลัวน้ำ ไม่ใช่ว่าชั้นอยากเดือดร้อน
 
          แต่ว่า การรอคอยมันแสนจะเครียดนัก อาหารที่ชั้นตุนไว้ชั้นจะได้กิน มันจะได้ทำหน้าที่ของมัน นี่ก็รอบที่ 4 แล้วที่ชั้นไป Big C อาหาร 3 รอบแรกที่ตุน หมดไปอย่างไร้สาเหตุ ชั้นกินมาม่าทุกวัน เพราะชั้นไม่มีเงินกินอย่างอื่นแล้ว น้ำชั้นก็ตุนเอาไว้ ทั้งน้ำกินน้ำใช้ น้ำกินยังพอกินได้ แต่น้ำใช้ที่รองเอาไว้ใส่ถัง วันดีคืนดีก็จะมี embryo ของยุงแวะมาทักทาย ต้องตักออกกันชุลมุน ชั้นเอาสารส้มแกว่งอย่างไร้ประโยชน์ พอตัดสินใจเอาน้ำนั้นมาใช้เพราะเกรงว่าจะมียุงลาย คิดเอาว่าเติมใหม่ได้ พอวันนี้รองน้ำใส่ถังใหม่ แม่งเสือกเหลือง ขุ่น และเหม็น น้ำเป็นอะไร??
 
          เธอตอบชั้นได้มั้ยไดอารี่ ทำไมทุกวันนี้ชั้นต้องอุปโลกน์ตัวเองเป็นผู้ประสบภัย ทั้งที่บ้านชั้นยังแห้งเหมือนมาม่าผัดขี้เมา...
 
          โอ้วน้ำจ๋า ชั้นพร้อมแล้ว ถ้าเทอมาตอนนี้ ชั้นจะแถมโปรโมชั่นไม่เครียด และพร้อมรับภัยให้กับเธอ ชั้นสัญญาว่าจะเป็นผู้ประสบภัยที่น่ารัก ไม่ทิ้งขยะลงน้ำและจะไม่โกรธไม่โทษเธอเลย   
 
          อุทกภัยครั้งนี้ สอนให้ชั้นรู้ว่าการอยู่ภายใต้การสื่อสารที่ฉับไว รอบตัว มันทำให้ชั้นเครียดเหลือเกิน ถ้าชั้นอยู่อย่างนี้ไปซักอาทิตย์นึง โดยที่น้ำไม่มา ชั้นคงจะเป็นบ้า แล้วตัดสินใจเอามาม่าทั้งหมดมายำกับตัวชั้นเอง

          รัก    - จบ -

          ...แค่ตอนแรกก็ถูกใจแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอยากอ่านตอนอื่น ๆ ก็เข้าไปติดตามกันได้ใน เฟซบุ๊ก "บันทึกของ ตุ๊ด" ต่อเลยจ้า



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม  :   ขอบคุณค่ะ
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก "บันทึกของ ตุ๊ด"
ขอขอบคุณ :  เจ้าของบันทึกน่ารักๆนี้มากๆค่ะ

				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)