25 มกราคม 2553 12:16 น.
(น้ำตาลหวาน)
เดือนมกราคมเป็นเดือนแห่งการท่องเที่ยวของฉันค่ะ ทุกสัปดาห์คิวไม่เคยว่างเว้น สัปดาห์นี้ (23-24 ม.ค.) ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ค่ะ อยากไปนานแล้ว
เราเลือกไปสายอ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพราะอยากดูดอกทองกวาว ช่วง อ.ดอกคำใต้ติดต่ออ.จุน ค่ะ ระยะทางเกือบยี่สิบกิโลเมตรจะมีต้นทองกวาวเป็นทิวสองข้างทาง น่าเสียดายที่ดอกทองกวาวยังไม่บานเต็มที่เพราะพวกเรามาก่อนเวลา ปกติจะออกดอกสวยงามเต็มที่ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ค่ะ
เราออกจากพิษณุโลกเจ็ดโมงกว่าๆ ขับรถมาเรื่อยๆ ถึงภูชี้ฟ้าประมาณสามโมงเย็น ทางขึ้นภูสูงและชัน สองข้างทางมีแต่เหวลึก น่ากลัวอ่ะ
ด้วยฉันเป็นคนกลัวความสูง ก็ได้แต่นั่งมองทางด้านหน้า ไม่มองข้างทางค่ะ วิวสวยใช้ได้เลย ภูเขาที่นี่สวยมากค่ะ
พอเราจอดรถเพื่อขึ้นไปชมวิวที่สูงที่สุด ก็ได้พบกับไกด์น้อยค่ะ
เป็นเด็กชาวไทยม้ง จะเข้ามาถามว่า ต้องการไกด์ไหม ค่าใช้จ่ายแล้วแต่จะให้ค่ะ แต่เราเลือกที่จะเดินไปกันเอง 700 เมตรค่ะ เป็นทางเดินขึ้นอย่างเดียว ขอบอกว่า เล่นเอาหอบแฮ่กๆเลย ใครไปเที่ยวภูชี้ฟ้า อย่าลืมนำรองเท้าไปเปลี่ยนด้วยนะค่ะ เป็นรองเท้าผ้าใบ หรือ รองเท้าแตะก็ได้ ถ้าเป็นส้นสูงๆ เดี้ยงแน่นอนค่ะ อ้อ...ถือน้ำติดไปด้วยก็ดีนะค่ะ คอแห้งแน่ๆ
ตามทางเดินจะมีถุงขยะตั้งไว้ สำหรับให้ทิ้งขยะค่ะ แล้วก็มีเด็กชาวไทยม้งแต่งตัวชุดชาวเขา เพื่อรอให้ถ่ายรูปโดยค่าบริการแล้วแต่จะให้ค่ะ รวมทั้งมีกลุ่มชาวไทยม้งที่พร้อมจะแสดงละครพื้นเมืองให้ชมด้วย แต่ไม่ทราบว่าค่า
บริการการแสดงคิดราคาอย่างไรค่ะ
ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูชี้ฟ้า มองทิวทัศน์แล้ว ไม่ผิดหวังที่อุตส่าห์เดินขึ้นมา คุ้มค่ากับเหงื่อทุกหยด อิอิ สวยงามมาก มองเห็นประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศลาวด้วยค่ะ ด้วยภูชี้ฟ้าคือเส้นแบ่งเขตแดน พอเวลา 18.00 น.
(ถ้าจำไม่ผิด) ก็จะปิดไม่ให้ขึ้นภูค่ะ เปิดให้บริการตอนเช้าอีกครั้งตอนไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยเกรงว่าจะมีอันตรายแก่นักท่องเที่ยวเพราะเป็นเขตชายแดน
ถ่ายรูปบนภูชี้ฟ้ากันพอประมาณ ถ้าสังเกตุให้ดี จะเห็นว่าโขดหินชี้
ไปบนฟ้าจริงๆ สมกับชื่อ และ มีโขดหินคล้ายรูปสิงห์โตหมอบด้วยค่ะ
เราเดินลงจากภูไปที่ลานกางเต้นท์ซึ่งมีไว้ให้บริการ ไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากค่าถุงขยะ 20 บาท เท่านั้น มีห้องน้ำไว้บริการ 6 ห้อง จุดละ
2 ห้องค่ะ สะอาดใช้ได้ น้ำประปาใสแจ๋ว
เราเลือกกางเต้นท์แล้วก็ไปอาบน้ำ เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเข้ามาพักกันเรื่อยๆ เกรงว่าจะต้องรอนาน มีเด็กๆสองคนผู้หญิง วิ่งหกล้มคลุกฝุ่นหัวแดงไปทั้งตัวเลยค่ะ ด้วยสูงและชัน เด็กๆคงไม่ระมัดระวังกัน
อากาศไม่หนาวอย่างที่คิด อาบน้ำสบายๆ สวมเสื้อยืดนั่งคุยกันได้แต่พอจะหนาวก็หนาวทันทีเลยค่ะ ช่วงหกโมงเย็นหนาวเลย ต้องรีบหาเสื้อกันหนาวมาสวมกัน
กลางคืนเต้นท์ข้างๆ ทำเอางานกร่อย กิน ร้อง เสียงดังกันยังไม่พอ ตีกันอีกต่างหาก เด็กวัยรุ่นมากัน 5-6 คน มีคู่ชายหญิงที่ตีกัน แล้วก็ ผู้หญิงกับหญิงทะเลาะกันเสียงดังอีก แทบไม่ได้หลับได้นอนค่ะ
อากาศกลางคืนไม่หนาวเท่าไหร่ สวมเสื้อแขนยาวตัวเดียวนอนในเต้นท์สบายๆค่ะ แต่ ตอนเช้าออกจากเต้นท์ก็หนาวพอได้เลยล่ะ เสียดายไม่เห็นทะเลหมอก เพราะมีฝนตั้งเค้ากำลังจะตก ต้องรีบเก็บเต้นท์ อดไปดูพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ
ออกจากภูตอนแปดโมง หลงค่ะ ขับรถหลงไปถึงชายแดนลาว จ.พะเยา ต้องหาทางออกกันจ้าละหวั่น เราเลือกไปทางอ.เชียงของ ด้วยอยากขับรถเลาะแม่น้ำโขง เข้า อ.แม่สาย แวะทานข้าวเช้าที่ริมโขงค่ะ ปลาแม่น้ำโขงอร่อยมาก แต่ เราเจอฝนเกือบตลอดเส้นทางค่ะ หนักมาก
ไม่ผิดหวังเลย สองข้างทางจากเชียงของ มาอ.เชียงแสน ผ่าน สามเหลี่ยมทองคำ สวยงามมาก
เราเข้าอ.แม่สาย เพื่อซื้อของฝาก แล้วขับรถกลับ ผ่านเชียงรายเข้าพะเยา แวะทานอาหารที่กว๊านพะเยา ปลาแม่น้ำ อร่อยอีกแล้วค่ะ ขอแนะนำอาหารรสเด็ดของกว๊านพะเยา กุ้งเต้นค่ะ แซ่บม๊าก ขอบอก
ออกจากพะเยา ตอน17.20 น. ถึงพิษณุโลก 21.00 น.พอดีค่ะ
ทริปหน้า สัปดาห์หน้า จะเดินทางไปจ.อำนาจเจริญ และประเทศลาว คงได้รูปสวยๆมาฝากเพื่อนอีกค่ะ
22 มกราคม 2553 09:26 น.
(น้ำตาลหวาน)
คุณจำได้ไหม คุณร้องไห้เสียน้ำตาเพราะอกหักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่....แล้วทำไมผู้หญิงถึงรู้สึกเสียใจมากกว่าผู้ชายหลายร้อยเท่า...ฉันเคยนั่งคิดทบทวนอยู่เสมอ หรือบางทีผู้ชายจะเศร้าบ้างแต่ก็คงไม่นานเท่าผู้หญิงหรอกน่ะ
ฉันนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมกับจิบกาแฟแก้วโปรดตอนเช้าในร้านกาแฟเล็กๆ ใกล้ที่ทำงาน แปลกมากที่อากาศดีมาตั้งหลายวันแล้ว แต่ทำไมในหนังสือพิมพ์หน้าพยากรณ์อากาศถึงแจ้งว่าวันนี้จะมีหิมะตกหนัก แต่ก็อีกนั่นแหละ เมืองนี้วันนี้แดดออก พรุ่งนี้หิมะตก หรือฝนตกก็เกิดขึ้นได้
อีกสิบนาทีได้เวลาเข้างานแล้วแต่ฉันยังนั่งละเมียดลิ้มรสกาแฟอันหอมหวานสลับกับการอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์...ทันใดนั้น ฉันรู้สึกได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมานาน คุ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นบทสนทนาของชายหญิงคู่หนึ่ง ระหว่างที่เขารอกาแฟ ฉันยังคงอ่านหนังสือต่อไป ไม่ได้ใส่ใจมาก ... แต่บทสนทนาเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไป ราวกับเขาสองคนนั้นเป็นคู่รักที่รักกันมาก ฉันต้องรีบไปทำงานแล้ว ฉันเตือนตัวเอง แต่ฉันก็ต้องสะดุดกับชื่อของฉันที่ถูกเอ่ยขึ้นระหว่างหญิงสาวกับชายหนุ่มนั้น มือของฉันค่อยๆลดระดัง ราวกับว่าตัวเองเป็นนักสืบ โอ...พระเจ้า ฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง ฉันรู้สึกได้ว่ามือเย็นเฉียบ สมองมึนงงไปหมด แทบจะนึกอะไรไม่ออก ทำไมเค้าบอกว่ามีประชุมนอกเมืองแต่เช้า วันนี้คงไปรับมาทำงานไม่ได้ ฉันจึงต้องนั่งรถไฟมาเองแล้วก็มาถึงเวลาเข้างานก่อนกำหนด
ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วที่เพื่อนสาวคนสนิทของฉันเฝ้าเวียนถามฉันอยู่เป็นประจำว่า เราจะรู้สึกเศร้ากว่าเค้าไหม หรือเค้าจะเศร้ากว่าเรา.... ฉันไม่รู้หรอกคำตอบจะเป็นแบบไหน แต่ฉันรู้แล้วว่าอาการมันเป็นอย่างไร เลยเวลาเข้างานไปสิบห้านาทีแล้ว เขาสองคนได้กาแฟแล้วก็เดินออกจากร้านไป โดยไม่สนใจอะไรรอบข้าง ขอให้ฉันได้ตั้งสติสักพักฉันบอกตัวเอง
ฉันคิดทบทวนตลอดทั้งวันว่าฉันควรทำอย่างไรต่อไป ผู้ชายที่รักและไว้ใจมากที่สุดกลับกลายเป็นคนที่ทำลายหัวใจของฉัน... ฉันทำงานอย่างไม่มีสติ อากาศภายนอกกลับเย็นลงเหมือนหิมะจะตกจริงๆด้วย แต่ภายในใจของฉัน มันมีพายุหิมะลูกใหญ่ซัดเข้ามา ท่าทีของพวกเขาดูรักกันมากจริงๆ รักมากกว่า ดูแลกันดีกว่า ไม่เหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันกับฉัน....
เย็นมากแล้วหิมะตกลงมา บ้างก็ตกลงพื้นละลายเป็นน้ำ ฉันเดินท่ามกลางผู้คนมากมาย ทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือ อยากกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุด กลับไปหาคนที่รัก หาความอบอุ่นครอบครัว สำหรับฉันวันนี้ฉันก็คงจะกลับบ้านเช่นเคย แต่เป็นการกลับที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว...
ฉันได้คิดดีแล้วว่าจะเลือกเดินออกมาเอง อาจจะเจ็บมาก แต่ เชื่อเถอะว่าเวลาจะเชื่อมความรู้สึกและผสานความเข้มแข็งในใจของฉัน...
ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่จะเจ็บ จะเศร้ากว่ากัน....
แด่...ผู้ชายที่ฉันรัก และ น้องสาวคนเดียวที่ฉันมี...
ที่มาเขียนโดย....maechi
ขอบคุณค่ะ...
18 มกราคม 2553 15:45 น.
(น้ำตาลหวาน)
วันเสาร์ที่ผ่านมา ฉันมีนัดกับเพื่อนค่ะ เห็นว่าอากาศเริ่มเย็น มีหมอกจางๆในช่วงเช้า แม้จะอยู่เกือบจะในตัวเมืองก็ตาม
เรานัดกันว่าจะไปเที่ยวภูทับเบิกกัน แม้จะอยู่แค่จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตต่อติดกับพิษณุโลกแต่ฉันก็ยังไม่มีโอกาสไปเที่ยวเลยสักครั้ง ภูทับเบิกเพิ่งจะเป็นที่รู้จักสำหรับนักท่องเที่ยวไม่กี่ปี
ล้อหมุนตอนสิบเอ็ดโมงเช้าค่ะ ด้วยว่าระยะทางประมาณ 170 กม. คงสบายๆ ไม่ต้องรีบต้องร้อน ภูทับเบิกสามารถเดินทางไปได้สองทางค่ะ โดยออกตัวจังหวัดพิษณุโลกไปทางเส้นถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ผ่านอ.วังทองสายเดียวกับเขาค้อ แต่ ไกลกว่า ขับรถผ่านทางเข้าเขาค้อ ออกไปทางอ.หล่มสัก ประมาณ 22กิโลเมตรจะเห็นทางบายพาสก่อนเข้าอำเภอหล่มสัก เลี้ยวซ้าย ประมาณ 50 กม.ก็ถึงภูทับเบิกค่ะ คร่าวๆนะค่ะ ไม่ค่อยได้ดูหลักกิโลเมตรเท่าไหร่ อิอิ
ถ้าไปถนนสายเดียวกับเขาค้อนี้ ช่วงถนนขึ้นไปทับเบิก จะสูง คดเคี้ยวมาก แต่ไม่ลำบากค่ะ ถนนสองเลน กว้างพอให้ขับสบายๆ
และอีกทางที่เราเลือกไปสายนี้คือ ก่อนถึงทางเข้าอ.เขาค้อประมาณ 40 กม.จะมีทางแยกเข้าอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก โดยก่อนถึงตัวอำเภอนครไทยประมาณ 4 กม.จะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าไปวนอุทยานภูหินร่องกล้าภูทับเบิกต้องผ่านภูหินร่องกล้าแบบเต็มๆค่ะ ถ้าใครมาถนนสายนี้แวะเที่ยวชมกันได้เลย โดยไม่ต้องเลี้ยวไปไหน ภูทับเบิกห่างจากภูหินร่องกล้า ประมาณ 40 กม. ถนนไม่คดเคี้ยว ไม่สูงมากนัก ขับสบายกว่าทางไปเขาค้อค่ะ
เราขับรถแบบตามใจฉัน แวะทานข้าวช่วงก่อนช่วงขึ้นภูเขาห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 30 กม.ชื่อร้านตำไทย อาหารก็อร่อยใช้ได้ค่ะ หม่ำกบทอดกระเทียมพริกไทย กับ แกงคั่วหอยขม สองอย่างก็อิ่มแล้วล่ะ ร้านนี้ส้มตำไทย กับแกงส้มชะอมชุบไข่ทอดอร่อยค่ะ
ช่วงขับรถผ่านวนอุทยานภูหินร่องกล้าก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมผ่านคนละ 10 บาท
เจ้าหน้าที่ถามจะไปไหน เราก็บอกว่าจะไปภูทับเบิก เขาพูดแบบไม่ยิ้มว่า ไปทำไมกัน ไม่เห็นจะมีอะไรให้ดู มีแต่ภูเขากับอากาศหนาว แค่นั้น เราก็ยิ้มๆ เขาคงชินกับสถานที่ ไม่ตื่นตาตื่นใจ ไม่มีอะไรน่าท่องเที่ยว
ขับรถผ่านภูหินร่องกล้า ช่วงบ้านพัก ที่กางเต้นท์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ขายผักพื้นบ้าน นั่นแหละค่ะ ผ่านตรงกลางเลย สามารถแวะเที่ยวได้ ได้กำไรอีกต่อนึง อิอิ แต่เราไม่ได้แวะ ด้วยเคยมากันแล้ว
พอถึงปากทางเข้าภูทับเบิก เห็นรถจอดกันเพียบ เอ..เขาทำอะไรกัน มีหรือจะพลาด อ๋อ..เป็นสถานที่ไฮไล เป็นร้านกาแฟ วิวสวยมากค่ะ เพราะเป็นที่สูง มองลงไปด้านล่างสวยสุดๆ และเป็นที่ขายของที่ระลึก ขายผักสด ขอบอกราคาไม่แพงเลย แครอทหัวเล็กๆสามารถล้างแล้วกัดกินได้เลย ถุงละ 10 บาท กล่ำปลีปลอดสารพิษ ใบพรุนเลยนะค่ะ แต่หัวไม่ใหญ่มาก กิโลละ 10 บาท แขนงกล่ำปลี 10 บาท บล๊อกโคลี่ 25 บาท ฯลฯ เห็นนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางกลับ ขนกันขึ้นรถเพียบ ถุงใหญ่ๆกันเลย อ้อ..เราออกจากตัวเมือง อากาศร้อนๆนะค่ะแต่พอลงรถที่นี่ รู้เลยว่า หนาววววว บ่ายสามโมงนะเนี่ย
เราถ่ายรูปกันเล็กน้อย ยังไม่ซื้อของ เพราะเพิ่งมาถึง ขับรถเข้าไปที่ทับเบิก1.5 กม. เราพลาดที่จะกางเต้นท์บนที่สูงที่สุด ไฮไลของสถานที่เพราะเต็มหมดแล้ว ก็เลยขับรถลงไปด้านล่างกัน ลมแรงค่ะ มีนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่คิดแฮะ..
กางเต้นท์เสร็จ เดินไปดูห้องน้ำ มีเป็นสิบห้อง แต่ไม่ค่อยสะอาด น้ำก็เหลืองๆเหมือนน้ำบาดาล กลอนประตูเสียหลายห้อง
เย็นนั้นไม่ได้เดินไปเที่ยวไหนเลยค่ะ นั่งอยู่ที่เต้นท์ ดูบรรยากาศเพื่อนร่วมสถานที่ ช่วงใกล้ค่ำมีกลุ่มรถออฟโร๊ดเข้ามาแบบใจหายใจคว่ำเพราะเขาขับหวาดเสียวด้วยสถานที่ให้กางเต้นท์เป็นเหมือนขั้นบันได สำหรับปลูกกล่ำปลี สูงระหว่างขั้นประมาณ เมตรเศษๆ เขาขับลงเลยค่ะ เกือบคว่ำใส่รถกลุ่มเดียวกัน นักท่องเที่ยวผู้ชายกลุ่มนึงรีบวิ่งเข้าไปขย่มรถที่เอียงจะคว่ำให้กลับคืนมา ผ่านไปด้วยดีค่ะ แต่มิวายรถคันเดิมจอดรถเอียงๆแบบนี้แหละค่ะ ไม่รู้เพราะอะไร ..ขนของลงจากรถตัวเอง ตัวเองยังล้มหงายท้องไม่เป็นท่า ทำไมต้องจอดเอียงด้วยว่ะ (คิด) มีพี่ผู้หญิงกลุ่มเดียวกับเขา เข้ามาเม้ากับฉันว่า มันชอบทำอะไรให้หวาดเสียวตลอด บางทีขับๆอยู่เกือบทิ่มลงเหวก็มี อ๋อ...ชอบลูกเสียวนี่เอง อิอิ ขอบอกว่า รถกลุ่มนี้สวยๆทั้งนั้น แต่งกันแบบลุยเต็มที่ มีรถใหม่ฟอร์จูนเน่อร์สีขาวด้วยนะค่ะ โห..คนมีกะตังค์ทั้งนั้นเลย
คืนนั้น ขอบอกว่า ทุกเต้นท์ที่ใกล้เคียงกัน ไม่มีใครพูดถึงเรื่องอาบน้ำเลยค่ะ ด้วยห้องน้ำไม่สะดวก และ อากาศหนาวเหน็บ ลมแรง ก็ซักแห้งไปหนึ่งคืนกลางคืนมองลงไปด้านล่าง แสงไฟสวยงามมากๆ คิดว่าสวยกว่าหอคอยกรุงโซลด้วยค่ะ
ฉันนอนหลับตั้งแต่ยังไม่สองทุ่มค่ะ กลุ่มออฟโร๊ดยังนั่งดริ๊งกันอยู่ มีร้องเพลงเล็กน้อย ไม่รู้เงียบไปตอนไหน เพราะฉันหลับไปแล้ว
อากาศหนาวที่สุดเท่าที่เคยเจออากาศหนาวมาค่ะ สวมเสื้อกันหนาวพร้อมเสื้อกั๊กเสื้อยืดแขนยาว ทั้งหมดสี่ตัว ถุงเท้า ถุงมือ หมวกคลุม เพียบ... เคยไปเที่ยวปายและปางอุ๋ง ยังไม่หนาวขนาดนี้ ยังอาบน้ำได้สบายๆ แต่ที่นี่ ใครอาบก็บ้าแระ ...
ตื่นเช้านึกว่ายังไม่สว่าง ดูนาฬิกา หกโมงครึ่งแล้ว ฟ้าเริ่มสาง เห็นแสงสีทอง แต่แป๊บเดียวค่ะ จากนั้นมองไปทางไหนก็มีแต่หมอกขาวโพลน ใครที่ไม่เคยเห็นหมอก สัมผัสกับหมอก และกลุ่มหมอกลอยผ่านตัวเราเห็นๆเลย ไม่ผิดหวังแน่ๆค่ะ สวยงามมาก ฉันเดินขึ้นไปจุดไฮไลที่ทุกคนไปดูพระอาทิตย์ขึ้น มองลงไปด้านล่างขาวโพลนไปหมด นานๆจะเห็นกลุ่มหมอกจางลง แป๊บเดียวมีกลุ่มหมอกพัดเข้ามาบังอีก เห็นแบบจะๆ ว่าหมอกเป็นยังไง ลมพัดหมอกบังทัศนียภาพ ภูเขาทีละน้อยๆ สวยงามมาก เจ็ดโมงแล้วยังไม่เห็นพระอาทิตย์เลยค่ะ เพราะหมอกหนามาก พระอาทิตย์ผลุบๆโผล่ๆ สวยงามจริงๆ เคยเที่ยวมาหลายแห่งไม่เคยประทับใจที่ไหน เท่าที่นี่เลย ยังติดใจอยู่นะค่ะเนี่ย..อ้อ..อุณหภูมิตอนเช้าที่เขาติดตั้งไว้ให้นักท่องเที่ยวดู คือ ลบ 3 เองค่ะ บรื้อ...ขนลุกเลย หนาวมากกกก
หลังจากถ่ายรูปพระอาทิตย์แบบเห็นปุ๊บกดปั๊บ (ไม่งั้นหมอกบังอีก) ได้แล้วก็เดินลงมาหาอะไรหม่ำกัน กาแฟถ้วยล่ะ 15 บาท ทรีอินวันค่ะ เราสั่งข้าวผัดกระเพาไข่ดาว สองจาน ผักแขนงกล่ำปลีผัดน้ำมันหอยหนึ่งจาน ทั้งหมดราคา 80 บาท โห...ไม่แพงเลย ทำไมราคามิตรภาพจัง เจ้าของร้านดูเป็นมิตรมาก เดินเข้าร้านทักทายทันที สวัสดีตอนเช้าครับ...น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยค่ะ
มีที่ขายของที่ระลึก ขายผัก ขายอาหาร ไม่ต้องกลัวอดค่ะ ใครที่กางเต้นท์ไม่เป็น ไม่มีอุปกรณ์ เขามีไว้บริการค่ะ ทุกอย่างไม่ต้องกลัวว่าจะลำบาก
แต่พอหมอกจาง แค่เก้าโมงก็เริ่มร้อนแล้วแล้วนะค่ะ ด้วยคงอยู่สูงมาก ใกล้พระอาทิตย์ แต่ยังมีลมเย็นๆอยู่ค่ะ เราเริ่มเก็บของเก็บเต้นท์ คนอื่นๆก็เก็บกันแล้วกลุ่มออฟโร๊ด กำลังนั่งทานข้าวกันอยู่ เห็นเราเก็บของเสร็จรีบเดินมาถามว่าจะออกไปแล้วใช่ไหม ด้วยเขาจอดรถและกางเต้นท์ขวางทางออกของเราค่ะ เราก็บอกว่า ตามสบายค่ะ ไม่รีบ แต่แป๊บเดียว ไม่ถึง20 นาทีเขาเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยเลย โห...เรารู้สึกเกรงใจมากๆเขาเป็นมืออาชีพในการท่องเที่ยวธรรมชาติจริงๆ น้ำใจเขามีเหลือเฟือ สายตาเป็นมิตรกับเรามากๆ ประทับใจค่ะ...
ขับรถออกมาโบกมือบ๊ายบายให้เขาเรียบร้อย แวะซื้อของกลับบ้านกัน ผักเกือบทุกผักค่ะ ของฝากที่บ้านบ้าง เพื่อนที่ทำงานบ้าง และขากลับ เราเลือกลงทางอ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ค่ะ ด้วยอยากหม่ำขนมจีน ชื่อเสียงเขาดังมาก ขอบอก
ใครมาเที่ยวทับเบิกอย่าลืมแวะทานขนมจีนเส้นสดด้วยนะค่ะ อ.หล่มเก่า และอ.หล่มสัก หร่อยสุดๆนะจะบอกให้ ขอนำเสนอค่ะ
กลับถึงบ้านประมาณ บ่ายสองโมงค่ะ ด้วยแวะที่บ้านคุณพ่ออ.วังทอง เอาของฝากไปให้
จบการเดินทางของสองสาวรวมกันเกือบร้อยปีค่ะ
ทริปหน้าคาดว่าจะไป ภูชี้ฟ้า และ ประเทศลาวค่ะ
8 มกราคม 2553 12:38 น.
(น้ำตาลหวาน)
สายวันที่ 31 ธ.ค.52 หลานสาวคนสวยโทรตามบอกว่า ญาติครบ
แล้วเหลือแต่คุณน้า ให้มารายงานตัวด่วน ก็รีบค่ะ ขนของขึ้นรถขับกลับบ้าน
แต่ช่วงวันสุดท้ายของปี พิษณุโลกรถเยอะมาก ผ่านสี่แยกอินโดจีนเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุมากทุกปี ก็ระมัดระวัง คลานค่ะไม่ได้วิ่ง
พอถึงบ้าน หลานสาวถามหาของขวัญจับฉลาก เราเตรียมงานกัน
มาหลายวันแล้ว ประชุมลับกันสามสาว ประกอบด้วยหลานสอง คุณน้าหนึ่ง ประชุมทางเอ็มกันเป็นระยะ ว่าจะจัดงานแบบไหน ตกลงว่าจะให้เด็กจับฉลากของขวัญกัน
ทั้งหมด 15 คน เอาเฉพาะคนที่เด็กเล็กจนถึงเรียนหนังสือ ไม่ได้ทำงานก็โอเค
เตรียมของขวัญ สำหรับฉันเตรียมหยอดเหรียญใส่กระปุกหมูไว้หนึ่งปี
รวมแล้วได้ประมาณ 1,100 บาท
ฉันเตรียมหมอนสีชมพู ผ้าเช็ดตัว กระปุกออมสิน ตุ๊กตา ทั้งหมดรวม 15 ชิ้น ของทุกชิ้นมีแบงค์และเหรียญติดไว้ ประมาณ 200 บาท
ถ้าเป็นออมสินก็220 บาท ทุ่มทุนสร้างน่าดูสำหรับหลานๆ อิอิ
ของขวัญครบ ขาดอาหาร ขับรถเข้าเมืองกันอีก 4 สาว
ตลาดร่วมใจคนเยอะมาก แย่งกันซื้อ แย่งกันเดิน เบียดเสียด อาหารสำหรับเด็กๆก็ ฮ๊อทดอก ลูกชิ้น ปูอัด เต้าหู้ปลา ปลาหมึก อาหารสำหรับผู้ใหญ่ก็ ไก่ 4 ตัว หมูสามชั้น 3 กก.เพื่ออบถัง หมูยอ วุ้นเส้น เพื่อยำ ปลานึ่งมะนาว ฯลฯ
กว่าจะกลับถึงบ้านก็สี่โมงเย็น เตรียมการต่อ ผู้หญิงทำอาหาร
ผู้ชายเตรียมสถานที่ ติดป้ายสวัสดีปีใหม่ ติดลูกโป่ง เป่าลูกโป่งซะแก้มแทบแตก
ไม่ได้ซื้อที่เป่ามาด้วย เฮ้อ...พวกผู้ชายเมากันทั้งวันแล้ว อาหารเสร็จ หกโมงกว่าๆ เริ่มมองหน้ากัน อาหารเพียบบานตะไท แล้วใครจะรับผิดชอบ เพราะกินกันทั้งวัน ตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยว ตั้งแต่เช้า ใครใคร่กินก็ทำได้เลย ใครหม่ำข้าวก็มีพร้อม ขนมจีนน้ำยาขอบอกว่า พี่สาวทำน้ำยาขนมจีนอร่อยสุดๆ ฉันไม่เคยทานขนมจีนที่ไหนแล้ว
อร่อยเท่านี้มาก่อน หม่ำทีไรก็ติดใจ พี่ชายหม่ำทีเป็นกาละมัง อิอิ
โทรตามพี่ชายให้พาหลานๆทั้ง 6 คนอีกหมู่บ้านมาได้แล้ว มารับผิดชอบอาหารที่เตรียมไว้ค่ะ มากันแล้วหลานๆ ตัวเล็กตัวน้อย เดินได้แล้วมั่ง คลานมั่ง กะลังเรียนอนุบาลมั่ง ป.1 ป.2 ไปถึง ปวช.เทคนิค
หม่ำกันสนุกสนาน เริ่มส่งเสียงจะจับฉลากของขวัญไฮไลของงาน
หลานสาวเพิ่งจบป.โท ทยอยเอาของขวัญออกมาให้ตื่นตาตื่นใจ เฮโลกันไป
ดูของขวัญ บ้างก็จะเอาอันนั้น บ้างก็อยากได้อันนี้ พอจับฉลากไม่ได้อย่างที่ตัวเองอยากได้ เริ่มงอแง ฟ้องพ่อฟ้องแม่กันหย่าย เฮ้อ..เด็กหนอเด็ก อิอิ
หมดภาระกับเด็กๆ ส่งกลับบ้าน ไปนอนกันหมด เหลือแต่คุณพ่อ
คุณแม่ เค้าดาวกันต่อ คุณพ่อของฉันแอบไปนอนตั้งแต่มะไหร่ไม่รู้ เห็นนั่งยิ้ม
อยู่ตะกี้ ไปนอนซะแล้ว ถึงคราวของพวกสาวๆทั้งแปดแระ จัดการสั่งงานให้ตั้งโอเกะ พร้อมเครื่องเสียงแต่เย็นแล้ว เริ่มงานได้เลย พี่สาวคนโตขอเหล้าหลัง
รถที่เตรียมไว้ทันที เพลงแรกเริ่มเลย ช่างมันเต๊อะ...ไมค์สองตัวไม่พอ แย่งกันไม่ลงตัว ใครใคร่แด๊นซ์ แด๊นซ์ ใครใคร่ดื่ม ดื่ม อยากกรึ่มรินเอา อยากเมารินเอง พี่สาวสุขภาพเพิ่งจะดีจากโรคไตวายเฉียบพลัน ซ่าไม่หยุด คงอัดอั้นมานาน เต้นไม่หยุดเลย อิอิ ลูกสาวคอยดูแลเต็มที่ งานนี้ใครร้องดีมีติป (แหะๆได้มา 50 บาท ) กว่าจะเค้าดาว แปดสาวเมาพร้อมหน้าพร้อมตา มีลูกสาวคุณอาทนเสียงเฮฮาไม่ไหว มาแจมด้วยอีกสามคน 11 คน มาวกันทั่วหน้า
ตื่นขึ้นมาวันที่ 1 ม.ค. 53 สวัสดีปีใหม่ คนอื่นๆลุกมาทำอาหารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงฉันคนเดียว ลุกไม่ไหว เวียนหัว ใจจะขาดรอนรอน ไม่หิว ไม่ดื่ม นอนอย่างเดียวทั้งวัน ฉลองเต็มที่ไปหน่อย จนบัดนี้อาการยังทรงๆอยู่ เฮ้อ...
ตลอดสี่วันพี่ๆน้องๆ อยู่ร่วมกัน ใครใคร่ดื่ม ดื่ม ใครใคร่กิน กิน ใครใคร่ซื้อ ซื้อ เหล้าเป็นลัง โซดาเป็นแพ๊ค ไม่มีคำว่าขาด มีแต่เหลือ ทำอาหารกันตลอดเวลา ไม่มีคำว่าอด เทศกาลแต่ละปี ครอบครัวเราเป็นแบบนี้ ไม่มีใครไม่อยากกลับบ้านคุณพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่มีใครอยากไปเที่ยวที่อื่น มีแต่มุ่งหน้ากลับบ้านกัน
พวกเราเกิดมาพร้อมกับความสุขแบบนี้ เกิดมาก็เห็นภาพแบบนี้ค่ะ เราเป็นครอบครัวใหญ่ ประกอบด้วย คุณพ่อ กับลูกๆอีก 8 คน ทุกคนแต่งงานกันหมดแล้ว รวมเป็น 17 คน (ยกเว้นฉัน) ทุกคู่มีลูกเฉลี่ยคู่ละ 2 คน รวมเป็น 31 คน และหลานๆก็แต่งงานมีลูกอีก 10 คน รวมเป็น 41 คน รวมหลานเขย หลานสะใภ้อีก นี่คือครอบครัวของฉัน
เช้าวันที่ 3 ม.ค. ทุกคนเริ่มทยอยกลับไปทำงานกันแล้ว เหลือไว้แต่ความทรงจำที่ดี ต่างคนต่างไปรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง พร้อมกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สงกรานต์เจอกันใหม่
วันที่ 4 ม.ค.53 ฉันมาทำงานปกติ (แต่สายอ่ะ หมดสภาพ) หลาน
สาวสองคนเข้ามาในเอ็ม กะประชุมเรื่องสงกรานต์ต่อ ฉันขอบายบอกว่า
ไม่ไหวสมองเอ่อเร่อ ยังแฮ้งค์อยู่ หลานบอก แก่แล้วก็เป็นแบบนี้ต้องหัดให้ชิน
จะได้อยู่ตัว อิอิ ต้องยอมค่ะ
ทุกคนเห็นสภาพฉันมาทำงาน มีแต่ขำกลิ้ง โทรมสุดๆ โห...เมาวัน
เดียวไมมันแย่ขนาดนี้ บอสแซวว่า กินวันเดียวคุ้มไปหนึ่งปี มีหวังบริษัทเหล้า
เจ๊ง อิอิ
ริกรึ่มเหล้าคราวแก่แย่จริงจริง
เหตุเป็นหญิง กริ่งเกรงไม่เหมาะสม
แค่ชิมชิม ไม่เคยคิด จะดื่มดอมดม
เหล้ามันขม ชีวิตก็ขม เฮ้อ..ล้มทั้งยืน
ปล. ติดรูปไว้ก่อน หลานสาวยังไม่ได้ส่งมาให้ค่ะ