6 กรกฎาคม 2553 14:24 น.

ชามเก่ากับอาม่า

(น้ำตาลหวาน)

 ครั้งหนึ่ง มีบ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆคนหนึ่งอาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง   มีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก   โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว 

อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอดเวลา ลูกสะใภ้อาม่าก็รู้สึกหงุดหงิดและรำคาญกับเรื่องนี้มาก   จึงปรึกษากับสามีว่า นางทนไม่ได้ที่เห็นอาม่าทานข้าวหกเลอะเทอะเกลื่อนโต๊ะ   มันทำให้นางกินข้าวไม่ลง   สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหาวิธีทำให้มืออาม่าหายสั่นได้  

      จากนั้น ไม่กี่วัน  

      ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า  

      จะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ   นางทนไม่ได้แล้ว  

      หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก  

      สามีก็ยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา   นั่นคือ  

      เมื่อถึงเวลาทานข้าว   เขาก็จัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหาก  

       ตามลำพังคนเดียว   โดยใช้ถ้วยข้าวราคาถูก ๆ บิ่น ๆ  

      เพราะอาม่าชอบทำถ้วยแตกบ่อย ๆ  

 เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัญญาจะแก้ไขอะไรได้ นางนึกถึงอดีตที่นางเคยเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยปริปากบ่น หรือย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก เวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี  

   เวลาที่เขามีปัญหา   นางก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง สภาพร่างกายของนางที่ทรุดโทรมเป็นที่รำคาญของลูกสะใภ้ในวันนี้ ก็คือผลจากการอดทน ตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลายาวนานในวันก่อน ๆ  

    เพื่อให้ลูกชาย..หรือสามีของลูกสะใภ้ในวันนี้ได้เล่าเรียน.....มีความรู้..มีอาชีพการงานที่ทำให้ลูกเมียอยู่สุขสบาย แต่ตอนนี้อาม่าเสียใจมาก..รู้สึกว่า..ตัวเองไร้ค่า..ถูกทอดทิ้ง    

      หลายวันผ่านไป.. อาม่ายังคงเศร้าสร้อย รอยยิ้มเริ่มจางหายจากใบหน้า  หลานชายตัวน้อยของอาม่าซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอด ก็เข้าไปปลอบใจและบอกคุณย่าว่า เขารู้ว่า..  

      คุณย่าเสียใจมากแค่ไหน   ที่ถูกพ่อแม่ของเขาปฏิบัติต่อ            ท่านเช่นนี้ และเขาก็บอกท่านว่า   เขามีวิธีที่จะให้อาม่าได้กลับไปทานข้าวร่วมกับทุกคนได้เหมือนเดิม  

      ความหวังเริ่มเบ่งบานขึ้นในหัวใจของหญิงชรา  

      นางถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร  

      เด็กน้อยได้แต่ตอบเพียงว่า  " เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำ ชามข้าว  

      ของคุณย่าตกให้มันแตก..เหมือนกับไม่ได้ตั้งใจนะครับ"      

      อาม่าได้ฟังก็แสนจะแปลกใจ  

      แต่หลานชายตัวน้อยก็คงยืนกรานให้คุณย่าทำตามที่เขาบอก  

       และบอกว่าที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าทีของเขาเอง  

    และแล้ว..เมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด   เพื่อจะดูว่าหลานชายมีแผนการอะไร   นางจึงยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้น แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้น   เหมือนกับทำหลุดมือ   ถ้วยข้าวเก่าใบนั้นหล่นแตกกระจายไม่มีชิ้นดี!!!!!  

     ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น    ก็ลุกขึ้น   เตรียมจะด่าว่าอาม่าทันท แต่แล้ว..ลูกชายตัวน้อยของเธอ   กลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า 

     " ว้า..คุณย่าทำไมทำชามแตกซะเละหมดล่ะครับ    

      นี่ผมอุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่า..จะเก็บชามใบนี้ไว้ให้คุณแม่ผมใช้ต่อ  

      แล้วเนี่ยผมจะเอาชามเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้  

      ตอนแกแก่เท่าคุณย่าล่ะครับ ??"  

      ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ก็ถึงกับอึ้งงงงง....หน้าซีด ด่าไม่ออกอีกต่อไป นางรู้สึกได้ทันทีว่า...ทุกสิ่งที่นางทำลงไปในวันนี้ย่อมจะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฏิบัติต่อนางในวันหน้าเมื่อนางแก่ตัวลงเช่นกัน  

      นางรู้สึกอับอายและสำนึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา   ทุกคนในบ้านก็นั่งทานข้าวร่วมกันตลอดมา. 


เรื่องราวจาก ฟอร์เวิร์ดอีเมล์......


				
19 เมษายน 2553 16:50 น.

สงกรานต์...เหนื่อยแต่แฮปปี้จ้า..

(น้ำตาลหวาน)


                สงกรานต์ที่ผ่านมา เหนื่อยค่ะทั้งสนุกทั้งเหนื่อย ด้วยงานหยุดหลายวัน  ก็เลยเป็นการรวมญาติกันหลายวันไปด้วย สงสารแต่พี่สาว ไม่ได้มีเวลาเป็นของตัวเอง ไม่มีเวลาพักผ่อน ทำอาหาร ทำโน่นทำนี่ทั้งวัน เพื่อให้พี่ๆน้องๆหลานๆได้อิ่มท้อง               

                วันที่ 10 เมษายน ทุกคนมาพร้อมหน้า วันแรกประเดิมด้วยการฉลองสงกรานต์เรียนคณิตศาสตร์ ใครใคร่ดื่มก็ดื่มกันไป ใครใคร่ทำอาหารก็ทำกันไป  ถึงเวลาก็เสริฟตรงหน้าคนเรียนคณิตศาสตร์ คนดื่มเหล้าพี่สาวกับน้องสาวอีกคนจัดให้ตลอดเทศกาลค่ะ 

                วันที่ 11  ก็เริ่มกันอีกแล้ว  ครานี้เริ่มตั้งวง น้ำเต้า ปู ปลา กันแต่เช้าหลังอาหาร  ไปจนถึงบ่ายแก่ๆ  มีงานเผาศพญาติห่างๆในหมู่บ้านก็รีบๆไปกัน
จากนั้นมาตั้งวงกันต่อ ดื่ม กิน เล่น จนถึงเที่ยงคืน ฉันจำเป็นต้องลากลับบ้าน
ด้วยวันจันทร์ต้องทำงานต่อ ไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่นเขาค่ะ

               วันที่ 12  วันทำงานของฉันค่ะ เลยไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่บ้านคุณพ่อเป็นอย่างไรกันบ้าง  แต่ ตกเย็นมาแระ โทรหาฉัน ให้พาไปคาราโอเกะ ก็จัดไปพี่ๆน้องๆเขย สะใภ้  ทั้งโอเกะ และแด๊นซ์กันกระจาย  จนตีสองกลับบ้านคุณพ่อกัน
ส่วนฉันปิ๊กบ้านตัวเองนอนต่อ

               วันที่ 13    ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นนอกจากเรียนคณิตศาสตร์กันต่อไป  ส่วนฉันเป็นวันทำความสะอาดบ้านค่ะ ด้วยรื้อห้องน้ำ ทำห้องครัว โรงรถ รั้วบ้านใหม่ เละเทะไปหมด ต้องรีบทำความสะอาด หอบแฮ๊กๆ พยายามโทรหาบริษัทรับทำความสะอาดให้มาช่วย  ปรากฏว่า หยุดค่ะ ไม่มีพนักงานมาทำ  ฉันก็เลยเป็นยายแจ๋ว ทำเอง ไม่เสร็จหรอกค่ะ เหนื่อย ทำได้ครึ่งๆกลางๆ หยุดพักกลับบ้านคุณพ่อดีกว่า 

                 วันที่  14   ฉลองวันคล้ายวันเกิดด้วยการทำความสะอาดบ้านต่อค่ะ พร้อมกับรับโทรศัพท์เพื่อนๆไปด้วย  อวยพรวันเกิดกัน แล้วรีบกลับบ้านคุณพ่อเพราะเป็นวันครอบครัวที่อาบน้ำให้คุณพ่อกันค่ะ สนุกสนานรดน้ำดำหัวให้คุณพ่อและคุณป้าค่ะ   ตกเย็นมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยด้วยการเป่าเค๊กจากหลานๆที่จัดให้ทุกปี ปลื้มใจไม่รู้ลืม  ลืมบอก.. คุณหลานแอบเหน็บคุณน้าด้วยว่า ไม่สามารถปักเทียนวันเกิดครบตามอายุได้ ด้วยเนื้อที่เค๊กไม่พอ น่านนน..โดนซ้า..อิอิ

                 วันที่  15  ตื่นเช้าพร้อมกับทำความสะอาดบ้านต่อ  (ทำไมไม่เสร็จสิ้นสักทีน๊า)  แล้วไปรับกล่อง กุ้ง หมึก ปลาอินทรี จากระยอง (ไม่บอกว่าใครส่งมาให้)
ด้วยวันที่ 16   ฉันทำบุญขึ้นบ้านใหม่  คงหายสงสัยแล้วนะค่ะว่าทำไมทำความสะอาดบ้านไม่เสร็จสักที อิอิ  เป็นวันที่ต้องเตรียมของเพื่อทำบุญเลี้ยงเพลพระทำบุญขึ้นบ้านใหม่กัน  พี่ชายเตรียมวิดบ่อเอาปลาทำน้ำยาขนมจีนตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ปรากฏว่า  อากาศร้อนมากๆ ปลาตายเกลี้ยง  เอาละสิทำไงดี  ต้องไปสูบน้ำอีกบ่อเพื่อจับปลากันอีก   ทำน้ำยาขนมจีนค่ะ  แล้วเตรียมอาหารอื่นๆเช่น
ต้มยำไก่บ้าน  ทำลาบหมู ต้มจืดฟัก สองอย่างนี้คืออาหารมงคลที่ต้องมีในวันขึ้นบ้านใหม่ค่ะ  กว่าจะเตรียมเสร็จเที่ยงคืน  กลับบ้านนอน

               วันที่  16    ตื่นแต่ตีห้า  เตรียมสถานที่ค่ะ  ด้วยมีแต่บ้าน อาหารทำมาจากบ้านคุณพ่อ  พระก็นิมนต์มาจากบ้านคุณพ่ออีก  อิอิ  ด้วยเป็นบ้านที่อยู่ในเมืองเพียงลำพัง ก็เลยต้องพึ่งญาติทุกอย่างค่ะ  
               ตื่นเช้ารีบไปรับของหวานที่สั่งไว้  สลิ่มชาววัง  ขนมถ้วย  ขนุนห่อข้าวเหนียวมูน  ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง  ทุเรียน  แตงโม และเส้นขนมจีนหางดง   ดอกไม้สำหรับโต๊ะหมู่บูชาพระ ดอกไม้สำหรับไหว้คุณแม่  พร้อมกับนำขนมจีนไปส่งให้เพื่อนๆที่ออฟฟิตได้ทานกันมื้อเที่ยง เพราะเป็นวันทำงานค่ะ
              พี่เขยที่เป็นอบต.มาแต่เช้าจัดเตรียมสถานที่สำหรับพระ ทุกอย่างด้วยฉันเป็นผู้หญิงไม่รู้เรื่องอะไรเลย  มีแต่วิ่งไปซื้อของที่เขาต้องการ  เครื่องไทยทานก็เตรียมจัดเองตั้งแต่วันที่ 10 แล้ว  เหล้า เบียร์ น้ำดื่ม น้ำอัดลม ฯลฯ จัดเตรียมไว้พร้อมก่อนวันงานนานแล้ว
              สิบโมง  มากันแล้วค่ะ  ญาติสนิทมิตรสหายมาพร้อมกับอาหารคาว  กุ้งอบเกลือ  ผัดกระเพราปลาหมึกร้อนๆ  ลาบ ต้มจืด ต้มยำ ผัดถั่วงอก หอยแมลงภู่จากสวิตเซอร์แลนค์ตัวใหญ่ซื้อมาจากแม๊คโคร เวฟร้อนๆ ฯลฯ  พร้อมกับพระค่ะ  นิมนต์พระมาจากที่บ้านคุณพ่อก็ต้องรับมาด้วย  9 รูป 
              จากนั้นเริ่มพิธีกันไป  กว่าจะเสร็จรดน้ำมนต์ ฉันภัตตาหารเพล ญาติรับประทานอาหารกัน ดื่มกัน บ่ายโมงกว่า กลับกันหมดเกลี้ยง เหลือเพื่อนๆที่มาจากอีกบริษัทฯนึงที่สนิทกัน สามคน เท่านั้น  
               จากนั้น ก็เก็บถ้วยชามแก้วน้ำล้างค่ะ  เหนื่อยสุดๆอีกแล้ว  ตกเย็นเพื่อนจากออฟฟิตมาค่ะ  มารับประทานอาหารกัน พร้อมด้วยบอส  5 ทุ่ม ถึงได้นอนพัก  

               เช้าวันที่   17    รีบตื่นไปงานแต่งงานหลานสาวข้างบ้านคุณพ่อค่ะ ไม่ได้เก็บกวาดบ้านเลย  เย็นกลับบ้าน สลบเหมือดนอนไม่ตื่นจนรุ่งเช้า  
               วันที่   18     ตื่นเช้าด้วยการช่างทำบ้านมาปลุก  ด้วยงานที่ทำไว้ยังเก็บงานไม่เสร็จ ต้องเก็บงานต่อ  เฮ้อ......เหนื่อยค่ะ    

               วันที่    19     วันนี้มาทำงานด้วยอาการทรงๆทรุดๆ  เพื่อนบอก ผอมคอยาวมาเชียว อิอิ  วิธีลดน้ำหนักแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน  พร้อมกันนี้ได้อ่านบทกลอนอวยพรวันเกิดที่พี่อนงค์นางจัดให้ ทราบซึ้งใจมากๆ  รวมทั้งพี่ๆน้องๆเพื่อนๆในบ้านกลอนที่ร่วมอวยพรให้  ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวแบบนี้ยังเสียสละเวลามาอวยพรให้พิม รู้สึกตื้นตันใจค่ะ  ขอบคุณมากๆ ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

                 ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนในช่วงเทศกาลวันหยุดแต่ก็แฮ๊ปปี้แบบนี้เสมอทุกปี  ครอบครัวใหญ่ก็เป็นแบบนี้ค่ะ  

เกือบลืม...ด้วยวันที่เลี้ยงเพลพระขึ้นบ้านใหม่ เป็นวันหวยออก พี่ๆน้องๆหลานๆ ถูกหวยกันคนละเล็กละน้อยถ้วนหน้า ยกเว้นเจ้าของบ้านที่ไม่ได้ซื้อ (ซะงั้น)  เพราะเลขท้ายสองตัวตรงกับบ้านเลขที่ค่ะ  แหม..เสียดายจัง เฮ้อ..เสียดายจัง               

ปล.  ไม่มีรูปให้ดู  ด้วยเหตุที่ยุ่งจนลืมเรื่องรูปไปเลย ต้องขออภัยด้วยนะค่ะ  ผู้หญิงอยากเล่า ไม่มีอะไร ยุ้ยญาติเยอะรายงานจ้า... คริๆ

                       

				
1 เมษายน 2553 11:12 น.

วาดฝัน...วันวาน

(น้ำตาลหวาน)



                ทุกคนคงมีความฝันเป็นของตนเอง  ฝันว่าอยากได้โน่นได้นี่  ฝันว่าเป็นนางเอกในนิยาย  ฝันว่าจะมีชีวิตครอบครัวที่แสนสุข  มีสามีที่ดี ลูกๆที่น่ารักฝันว่าได้พบรักกับชายหนุ่มตรงตามสเป็ค  หล่อ  รวย  นิสัยดี หุหุ ฝันกันไป ฯลฯ

                 ฉันก็มีความฝันมาตั้งแต่เด็ก  แอบฝันไว้ว่าจะเรียนให้สูงๆ มีหน้าที่การงานที่ดี   เริ่มแรกเลย  อยากเป็นนายทหาร  ใช่ค่ะ  อยากเป็นนายทหารโดดร่ม  ชุดทหารมีเสน่ห์สำหรับฉันมากมาย  เห็นสีเขียวทหารไม่ได้เลยเชียว แพ้สีเขียวทหาร  แต่ความฝันก็พลันพังทลาย  ฉันกลัวความสูงค่ะ  กลัวสุดๆ ว่ายน้ำก็ไม่เป็นอีกต่างหาก  ซะงั้น ...เฮ้อ

                  อีกหนึ่งฝันค่ะ  นางพยาบาล   ชุดสีขาวสะอาดตา  มองภาพนางพยาบาลผู้ใจดี  ช่วยเหลือคนไข้  มีน้ำใจ  มีเมตตา  แต่....ฉันกลัวเลือดค่ะ  กลัวบาดแผล  แค่เห็นก็ลมจับแล้ว  ความฝันพังทลายลงอีก....  

                   อีกหนึ่งฝันค่ะ   นี่เลยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน   ฉันต้องการเข้าไปพัฒนาชุมชน  พัฒนาบ้านนาของตนเอง  อยากอยู่กับท้องทุ่งนาเหมือนเดิม  อยากสัมผัสบรรยากาศเดิมๆ ไม่หนีไปไหน  ทำงานกับชาวบ้าน คงมีความสุข แต่...ฉันไม่สามารถสอบได้หรอกค่ะ วุฒิการศึกษาไม่ตรง  ซะงั้น  (ตอนนี้ก็แอบคิดๆว่า ดีแล้วที่ไม่ได้ทำงานตรงนี้  คุณนายอย่างฉัน กลัวแดด กลัวดำ  อิอิ)

                  ตอนเรียนจบ ม.3 ก็คิดๆ จะเรียนต่อสายไหนดี  คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่สามารถให้ความคิดเห็นได้  เพราะฉันแอบเรียนค่ะ  อ่านไม่ผิด แอบเรียนจริงๆเพราะท่านไม่อนุญาตให้เรียนต่อด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ  ใจก็คิด เอาไงดี อยากเรียนต่อ  บังเอิญมีเพื่อน (พี่สะใภ้ในปัจจุบัน)  เรียนอาชีวะ สายคหกรรมศาสตร์   ก็เอาเลยชอบอยู่แล้ว จัดดอกไม้ ทำอาหาร เย็บปัก ถักร้อย รีบไปสมัครสอบทันที  ด้วยคิดว่าค่าเทอมคงไม่แพงเป็นโรงเรียนรัฐบาลนี่นา

                  แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน  อยู่ๆสมองอันน้อยนิดในวัยนั้นก็คิดขึ้นมาว่า  ถ้าเรียนสายคหกรรมศาสตร์ เรียนจบแล้วฉันจะไปหางานทำได้ที่ไหนหว่า...
ต้องทำงานโรงแรมแผนกจัดเลี้ยง ไม่งั้นก็ต้องทำกิจการส่วนตัว  ทางเลือกในการหางานทำน้อยมาก...น่าน..มีความคิดตั้งแต่วัยเยาว์ อิอิ

                  ไม่เอาดีกว่า ไปเรียนพาณิชย์เพราะหางานง่าย จบปวช.ก็ทำงานได้แล้ว  ในที่สุดก็เรียนพาณิชย์ สายบัญชี และตอนนี้ก็คิดว่า...ตัดสินใจไม่ผิดค่ะ  จบปวช.ก็หางานทำได้เลย  พร้อมเรียนต่อ ป.ตรี ด้วยตนเอง 

                    สำหรับงานหรือค่ะ  ทุกอย่างที่วาดฝันไว้  ไม่สามารถแม้แต่จะอาจเอื้อมค่ะ.. ได้แต่มองตาละห้อย  เอาน่า... ชะตาชีวิตเราไม่ได้ไปทางนั้น  เราเลือกทางเดินของตัวเองนี่นา   เป็นสาวออฟฟิตก็สบายดี  งานโอเค  เงินก็โอเค  ไม่มากแต่สบายใจ วันหยุดสบายๆ  มีเวลาเล่นเน็ตอยู่นี่ไง อิอิ  (ปลอบใจตัวเองไป)

                    ไม่รู้จะทำอะไรค่ะ  อยากเล่า  เผื่อจะทำให้บรรยากาศบ้านกลอนเราเย็นสบายขึ้นมาบ้าง  

                     มาแชร์ความฝันกันบ้างนะค่ะ  อยากรู้ว่าใครเคยฝันอะไรกันบ้างค่ะแล้วใครฝันที่เป็นจริงบ้าง อยากรู้....แบบว่าเป็นผู้หญิงอยากรู้  อิอิ
     
                       ปล.สำหรับเรื่องเรียนที่แอบหนีคุณพ่อคุณแม่มาเรียน ก็ยืมเงินเพื่อนไปลงทะเบียนก่อนค่ะ  ให้เพื่อนเป็นผู้ปกครอง    พอเสร็จตรงนั้นค่อยไปบอกท่าน  ในที่สุด ท่านก็พ่ายแพ้ความรักดีของลูกค่ะ ต้องส่งเรียนจนจบปวช.(จบแบบทุลักทุเล..) คุณพ่อเคยแอบพูดกับคนอื่นว่า....เออ .. ให้ลูกหลานมันได้อย่างนี้ทุกคนก็พอใจแล้ว...(ไม่กล้าพูดต่อหน้ากลัวว่าลูกจะเหลิง อิอิ ) เหลิงไปแระ...

				
17 มีนาคม 2553 11:02 น.

มาแกว่งแขนกันเถอะ

(น้ำตาลหวาน)


                ช่วงที่เรียนหนังสือฉันเคยทำงานแบบไม่ค่อยได้พักผ่อนเต็มที่ให้เหมาะสมกับวัยค่ะ ตื่นตี 5 เข้านอน 4-5 ทุ่ม ทุกวัน และระหว่างวันก็ทำงานตลอด ไม่มีเวลาพักผ่อนทำแบบนั้นประมาณ 2 ปีกว่าๆ ช่วงนั้นเรียนภาคค่ำค่ะและพอเรียนจบก็เข้ากทม.เป็นสาวโรงงานทำงานเป็นกะ  เวลาพักผ่อนไม่เป็นไปตามกลไกของร่างกาย คือ ทำงาน บ่ายสองโมงครึ่งถึงสี่ทุ่มครึ่ง ทุกวัน วันเสาร์ก็ทำถึง 6 โมงครึ่งของอีกวัน ทำแบบนั้นอยู่อีก 2 ปี  ผลที่ได้รับก็คือเป็นโรคผู้ดีค่ะ  คือโรคภูมิแพ้
                
                อาการก็คือ เป็นไข้หวัดง่าย ร้อนก็ป่วย หนาวก็ป่วย ฝนก็ป่วย แพ้ฝุ่น แพ้อากาศ ต้องเช็ดฝุ่นของใช้ในบ้านทุกชิ้น ทุกสัปดาห์ ไม่งั้นก็จะจาม ฮั๊ดเช๊ยๆๆๆ จนเหนื่อยหอบค่ะ น้ำมูกน้ำตาไหล สมเพชตัวเองน่าดู  เป็นแบบนี้ทั้งปี หิ้วถุงยาขึ้นรถเมล์ทุกวัน  ทรมานมาก  กลายเป็นคนขี้โรคต้องกินยาแก้แพ้ทั้งปี  เคยถามคุณหมอ และเภสัชกรว่ายาที่กินจะมีผลต่อร่างกายไหม  เพราะกินทุกวัน ก็ได้รับคำชี้แจงว่า มีผลเหมือนกันแต่น้อยมาก แต่ถึงอย่างไร ไม่กินเป็นดีที่สุด  
              
                 ในส่วนลึกเราก็คิดกลัวจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป กลัวเป็นโรคไตค่ะ  เป็นอยู่อย่างนี้เกือบยี่สิบปี คุณหมอบอกว่า โรคนี้รักษาไม่หาย แต่จะทุเลาลงได้จากการพักผ่อนให้เพียงพอ  สิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ  นอนก่อนสี่ทุ่ม ตื่นเจ็ดโมงเช้าทุกวัน  ปิดการรับรู้จากโลกภายนอกหลังสี่ทุ่ม หรือไม่บางทีแค่สามทุ่มก็ปิดโทรศัพท์แล้ว ไม่ดูทีวี ไม่ดูละคร เป็นผู้หญิงที่ไม่ดูละครหลังข่าวค่ะ  ใครถามอัฟเดตข่าวดารา ละครดัง ฉันแทบไม่เคยรับรู้ค่ะ

                อยู่มาวันหนึ่ง ฉันได้รับอีเมล์ที่ฟอร์เวิร์ดต่อๆกันมา พูดถึงเรื่องการแกว่งแขนเพื่อบำบัดโรค  ได้ทุกโรค  ตอนนั้นฉันก็ได้แต่อ่านทิ้งอ่านขว้างไม่ได้สนใจมากนัก จนมาได้รับอีเมล์เดิมอีกครั้งจากการส่งต่อๆกันมาอีก  จึงมีความคิดลองกระทำดู  ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา คิดอย่างนั้น

                 ในอีเมล์เอ่ยถึงบุคคลหลายๆคนที่เคยทำแล้วได้ผลดี  ยกตัวอย่างโรคและเอ่ยชื่อ  เป็นบุคคลที่เคยได้ยินชื่อเสียงหลายคนค่ะ  เสียดายที่ฉันจำไม่ได้เสียแล้ว และอีเมล์นั้นก็ลบทิ้งไปนานแล้ว 

                  วิธีทำก็คือให้แกว่งแขนไปด้านหน้าแล้วให้แขนแกว่งย้อนกลับมาด้านหลังโดยอัติโนมัติ  ทำแบบสบายๆไม่ต้องเกร็ง ถ้าคนมีโรคประจำตัวให้แกว่งวันละ 1000 ครั้ง แต่ถ้าคนไม่มีโรคประจำตัว วันละ 500 ครั้ง เมื่อแกว่งแขนเสร็จให้เอามือมาถูกันจนร้อนแล้วเอามือไปลูบบริเวณตรงที่เราเจ็บป่วย เช่น โรคกระเพาะก็เอามือไปลูบที่หน้าท้อง  เป็นต้น ทำประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน จะหายขาดหรือทุเลาแน่นอนค่ะ 

                   แรกๆเลยฉันก็นับค่ะวันละ 1000 ครั้งขึ้นไป แต่ระยะหลังเบื่อนับเลยใช้วิธีดูนาฬิกา ทำวันละ 30 นาที  เคยจับเวลาว่าได้กี่ครั้งก็ประมาณ 1300 ครั้ง อยู่ที่แกว่งช้าหรือเร็วค่ะ ฉันแกว่งแขนควบคู่กับการเดินออกกำลังกายวันละ45 นาที แต่ไม่ได้เดินทุกวันค่ะ เสาร์อาทิตย์จะหยุดพักตามงานที่ทำ
 
                    ตอนนี้ฉันแทบไม่ต้องกินยาแก้แพ้อีกแล้ว ปีที่ผ่านมาฉันไม่เป็นไข้หวัดเลยค่ะ เพิ่งเป็นไข้หวัดก็ตอนที่ไปเที่ยวเกาหลีเพราะแทบไม่ได้พักผ่อนเท่านั้น 
                    อยากจะบอกเพื่อนๆทุกคนว่า  ผลที่ได้รับคุ้มค่าจริงๆ เพียงแค่เราเสียสละเวลาแกว่งแขนทุกวันๆละ 30 นาที ก็สามารถทำให้โรคที่เราเป็นอยู่ทุเลาหรือหายขาดได้อย่างไม่น่าเชื่อ  และคนสุขภาพดีอยู่แล้วก็จะสุขภาพดีตลอดไปค่ะ

                   พร้อมกันนี้ฉันได้ลงเวปที่นำมาจากเวปกูเกิ๊ลให้เพื่อนๆได้เข้าไปอ่านด้วยค่ะ และตอนนี้ฉันก็ยังคงแกว่งอยู่เกือบทุกวันค่ะ

                   ปล.และที่ดีที่สุดก็คือ บำบัดโรคได้ทุกโรคค่ะ 

*************************************************************************************

วิธีการแกว่งแขน>>
ยืนแยกเท้าเท่าความกว้างของไหล่ ย่อเข่าเล็กน้อย แขนทั้งสองแนบลำตัว ปลายลิ้นแตะเพดานบน จากนั้นยกแขนทั้งสองไปข้างหน้า แล้วผลักแขนทั้งสองไปข้างหลัง แล้วให้แขนกลับมาเองโดยธรรมชาติ เหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป บริเวณลำคอและไหล่ควรจะผ่อนคลาย หลับตาเพ่งสมาธิไปกับการนับจำนวนครั้งในการแกว่งแขน ทุกๆ 100 ครั้งของการแกว่ง ควรจะมีการกลั้นลมหายใจ จำนวน 30 ครั้งของการแกว่ง ควรจะแกว่งแขนต่อเนื่องกันวันละ 500 ครั้งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง และ 1,000 ครั้ง ต่อวัน สำหรับผู้มีโรคประจำตัว เวลาในการแกว่งที่ดีที่สุดคือก่อนอาบน้ำตอนเย็น หลังการแก่วงทุกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองจะมีพลังงานสะสมอยู่ ให้เอาฝ่ามือทั้งสองถูกันให้เกิดความร้อนแล้วไปลูบบริเวณที่เราต้องการรักษา เช่น หัวใจ ท้อง หรือจมูกคอเมื่อเป็นหวัด


***********************************************************************************

http://thaiio.com/Appdown/health.htm

				
8 กุมภาพันธ์ 2553 16:37 น.

ผู้ชาย คิดยังไงกับแฟนน๊า...

(น้ำตาลหวาน)

(คำเตือนควรอ่านเกินวันละ2 ครั้ง เด็กและสตรีมีครรภ์ก็ควรอ่าน 
สตรีโสดหนุ่มซิงยิ่งต้องอ่าน)นี่คือแบบทดสอบที่เราคัดเลือกหนุ่มโสดแมนๆ 
100 คน มาทำไม่ใช่เห็นเดินtood บิดก็คว้ามาทำอันนี้หลุดโผล่ะคร๊ะ! 
ซึ่งแต่ละคนมีหน้าที่การงานดีที่สำคัญหน้าตาหล่อทุกคน   

   ถ้าให้ลองเปลี่ยนเป็นผู้หญิง 1 วันผู้ชายจะลองมั้ย 
73% ลองดูเพราะสนุกดีจะได้รู้ว่าผู้หญิงเค้าคิดยังไง 
27%ไม่ลองเพราะรู้สึกสนุกกับการเป็นผุ้ชายคิดว่าเป็นผู้หญิงมันลำบากไม่อยากลอง 

  ผู้ชายอยากได้แฟนหน้าตาแบบไหน 
29%ไทยแท้    50%หมวยๆ        21%ลูกครึ่งฝรั่ง 

  ผู้ชายชอบผู้หญิง 
78% ผมยาว           22% ผมสั้น 

  ผู้ชายคิดยังไงกับผู้หญิงที่มีรอยสัก 
5% ชอบ      59% ไม่ชอบ       36%ยังไงก็ได้ 

  ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองแต่งตัวแบบไหน 
8% ตามแฟชั่น  72%เป็นตัวของตัวเอง        20%ยังไงก็ได้ 

  ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองมีรุปลักษณ์ภายนอกแบบไหน 
32%เซ๊กซี่                     68% น่ารักคิกขุ 

  ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเป็นคนแบบไหน 
74%สนุกสนานคุยเก่ง     26% ร่าเริง ยิ้มง่าย คุยน้อย 

  ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองอายุเท่าไหร่ 
49% อายุน้อยกว่า               14%อายุเท่ากัน 
3%อายุมากกว่า         34% ยังไงก็ได้ 

  ผู้ชายคิดว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน 
70% นิสัยดี+รวย                30% นิสัยดี+หล่อ 

  ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเรียกตัวเค้าว่าอะไร 
10%เธอ      9%ตัวเอง 7%พี่     50%ชื่อของคุณ 
11%ที่รัก      5%คุณ            0%คุณ    8%ฉายาที่ตั้งให้ 

  ผู้ชายอยากให้แฟนเรียกแทนตัวเองเมื่อคุยกันว่าอะไร 
0%เรา       10%ฉัน   16%เค้า          53%ชื่อตัวเอง 
3% หนู       3%ดิฉัน    1%กู            4%ฉายาที่ตั้งให้ 

  ผู้ชายอยากได้ของชนิดไหนจากแฟน 
53% ของที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง       47% ของถูกใจที่ตัวเองอยากจะได้ 

  ผู้ชายคิดว่าวันไหนสำคัญที่สุดสำหรับแฟนตัวเอง 
73%วันเกิดแฟน           5% วันวาเลนไทน์ 
22%วันครบรอบที่รู้จักกันหรือวันครบรอบวันแต่งงาน 

  ผู้ชายคิดยังไงถ้าแฟนตัวเองแต่งตัวโป๊ 
20%ชอบ          80%ไม่ชอบ 

  ผู้ชายแคร์มั้ยถ้าไม่ใช่คนแรกของแฟนตัวเอง 
29% แคร์           71% ไม่แคร์ 

  ผู้ชายคิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติคมั้ย 
66% โรแมนติค            34%ไม่โรแมนติค

  ผู้ชายคิดว่าตัวเองเจ้าชู้หรือไม่ 
60%เจ้าชู้              40%ไม่เจ้าชู้ (พวกนี้ไว้ใจไม่ได้) 

  ถ้าหากผู้ชายคบกับแฟนได้ 2 ปีเค้าอยากไปเที่ยวปีใหม่กับใคร 
17% เพื่อน          83% แฟน 

  ผู้ชายเคยโกหกแฟนตัวเองมั้ย 
91% เคย            9% ไม่เคย 

  เรื่องที่ผู้ชายโหกแฟนบ่อยที่สุด คือเรื่องอะไร 
12% เรื่องส่วนตัว        3% เรื่องงาน      52% เรื่องผู้หญิง 

24%เรื่องสังคมและเพื่อนฝูง          9% ไม่เคยโกหก 

  ผู้ชายคิดว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าเค้าจะไม่โกหกแฟนตัวเองอีกตลอดชีวิต 
86%เป็นไปไม่ได้เพราะการโกหกเล็กๆน้อยบางครั้งมันก็ลดปัญหาระหว่างเค้ากับแฟนตัวเองได้ 
14%เป็นไปได้เพราะการโกหกเป็นสิ่งเลวร้ายที่ผู้ชายไม่ควรทำ 

  ผู้ชายคิดย้งไงกับผู้หญิงที่สูบบุหรี่ 
0% ชอบ          73% ไม่ชอบ             27% ยังไงก็ได้ 

  ถ้าผู้ชายนัดคุณไปเดทกันครั้งแรกแล้วคุณตอบว่าขอดูก่อนไม่แน่ใจว่าจะไปได้รึเปล่าผู้ชายจะคิดยัง 
ไง 
21%คุณไม่แน่ใจว่าจะติดธุระจริงๆรึเปล่า 
31%ค ุณอยากไปด้วยแต่สงวนท่าทีไว้ก่อน 
48%คุณคงไม่อยากไปแต่พูดเลี่ยงๆกลัวผู้ชายจะเสียใจ 

  เดทครั้งแรกถ้าหากคุณมากสายกว่า 1/2 ชั่วโมง ผู้ขายจะรู้สึกอย่างไร 
17% ไม่พอใจที่คุณไม่เห็นความสำคัญของเค้า 
49% พยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการมาสาย 
34% เฉยๆ ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย 

  ถ้าผู้ชายมีแฟนซักคนเค้าจะรักมากขนาดไหน 
20% รักมาก ชีวิตนี้ขาดเธอคนนี้ไม่ได้ 
53% รักเหมือนกัน แต่คิดว่าชีวิตนี้ยังไม่อะไรมากว่าความรักอีกมากมาย 
27% คิดว่าต้องรักตัวเองให้เป็นก่อนไปรักคนอื่น 

                                                                                ที่มา:fwdmail				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)