16 กรกฎาคม 2553 16:27 น.
(น้ำตาลหวาน)
อาชีพของคนเราสำคัญไหม สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเราเองได้ไหม
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ฉัน...คือสาวน้อย ที่ค่อนข้างจะเรียบร้อย พูดน้อย ยิ้มง่าย เดินช้า ความอดทน อดกลั้นเป็นเลิศ คำพูด ค่ะๆๆๆ ได้ค่ะ นั่นคือฉัน
ปัจจุบัน ฉันคือสาวเหลือน้อย ที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อย พูดมากกว่าเดิม เดินช้าเหมือนเดิม ยิ้มน้อยกว่าเดิม และคำพูดค่ะๆๆๆ เหมือนเดิม แต่ ความอดทนอดกลั้นของฉันกลับน้อยลง
การทำงานที่ต้องพบปะผู้คนที่เข้ามาแสวงหาซึ่งผลงอกเงยของเม็ดเงินที่ลงทุน ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เคยถูกรุมด่าหยาบๆจนทนไม่ไหว ต้องเดินร้องไห้ออกมาจากห้องวีไอพี เคยเห็นเพื่อนร่วมงานถูกขว้างด้วยหนังสือพิมพ์ใส่หน้า เคยเห็นลูกค้าก้มหยิบรองเท้าขึ้นมาทำท่าจะตบหน้าพนักงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เคยได้พบเห็นและยังจำฝังใจมาจนทุกวันนี้ ก่อนนี้การระบายอารมณ์จากความผิดหวัง สูญเสียกับพนักงานจะพบเจอเป็นประจำ ปัจจุบันจะพบเห็นน้อยลงมาก
แต่กับลูกค้าบางรายก็ดีแสนดี ดีเสียจนเราเกรงใจ ฉันจะไม่พูดถึงสาเหตุที่ลูกค้าต้องมาระบายอารมณ์กับพนักงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจดจำไว้เสมอคือ ความอยากได้ ความไม่รู้จักพอ มันทำลายตัวเองได้จริงๆ
ก่อนนั้นเคยคิดว่า ทำไมเราต้องมาทำอาชีพนี้ ให้เขาดูหมิ่น ดูแคลน เหยียบย่ำเห็นเราเหมือนไม่ใช่คน และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือต้องมารับรู้ มองเห็นถึงความหายนะของคนอื่น ซึ่งหลายครั้งทำใจได้ลำบาก เศร้าใจ
เกือบยี่สิบปี กับอาชีพตรงนี้ เคยตั้งใจอยู่ให้ห่างๆกับอาชีพนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะด้วยอยู่กับงานตรงนี้มานาน ต่างจังหวัดก็หางานที่ถูกใจได้ยาก สิ่งที่พอจะเลือกได้ก็คือ เลือกอยู่ในส่วนของงานที่ไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องของเม็ดเงิน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับลูกค้าให้น้อยที่สุด แต่ก็ยังมีเจอผลกระทบจากการลงทุนอยู่บ้างประปราย
เคยมองย้อนกลับไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน แล้วรู้สึกได้ว่า เราเปลี่ยนแปลงไปมาก เคยถามตัวเองว่า เราเปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไรนะ เพราะตัวเลขของวัย หรือ เพราะด้วยอาชีพการงาน ...
6 กรกฎาคม 2553 14:24 น.
(น้ำตาลหวาน)
ครั้งหนึ่ง มีบ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆคนหนึ่งอาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง มีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว
อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอดเวลา ลูกสะใภ้อาม่าก็รู้สึกหงุดหงิดและรำคาญกับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามีว่า นางทนไม่ได้ที่เห็นอาม่าทานข้าวหกเลอะเทอะเกลื่อนโต๊ะ มันทำให้นางกินข้าวไม่ลง สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหาวิธีทำให้มืออาม่าหายสั่นได้
จากนั้น ไม่กี่วัน
ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า
จะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ นางทนไม่ได้แล้ว
หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก
สามีก็ยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา นั่นคือ
เมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาก็จัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหาก
ตามลำพังคนเดียว โดยใช้ถ้วยข้าวราคาถูก ๆ บิ่น ๆ
เพราะอาม่าชอบทำถ้วยแตกบ่อย ๆ
เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัญญาจะแก้ไขอะไรได้ นางนึกถึงอดีตที่นางเคยเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยปริปากบ่น หรือย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก เวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี
เวลาที่เขามีปัญหา นางก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง สภาพร่างกายของนางที่ทรุดโทรมเป็นที่รำคาญของลูกสะใภ้ในวันนี้ ก็คือผลจากการอดทน ตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลายาวนานในวันก่อน ๆ
เพื่อให้ลูกชาย..หรือสามีของลูกสะใภ้ในวันนี้ได้เล่าเรียน.....มีความรู้..มีอาชีพการงานที่ทำให้ลูกเมียอยู่สุขสบาย แต่ตอนนี้อาม่าเสียใจมาก..รู้สึกว่า..ตัวเองไร้ค่า..ถูกทอดทิ้ง
หลายวันผ่านไป.. อาม่ายังคงเศร้าสร้อย รอยยิ้มเริ่มจางหายจากใบหน้า หลานชายตัวน้อยของอาม่าซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอด ก็เข้าไปปลอบใจและบอกคุณย่าว่า เขารู้ว่า..
คุณย่าเสียใจมากแค่ไหน ที่ถูกพ่อแม่ของเขาปฏิบัติต่อ ท่านเช่นนี้ และเขาก็บอกท่านว่า เขามีวิธีที่จะให้อาม่าได้กลับไปทานข้าวร่วมกับทุกคนได้เหมือนเดิม
ความหวังเริ่มเบ่งบานขึ้นในหัวใจของหญิงชรา
นางถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร
เด็กน้อยได้แต่ตอบเพียงว่า " เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำ ชามข้าว
ของคุณย่าตกให้มันแตก..เหมือนกับไม่ได้ตั้งใจนะครับ"
อาม่าได้ฟังก็แสนจะแปลกใจ
แต่หลานชายตัวน้อยก็คงยืนกรานให้คุณย่าทำตามที่เขาบอก
และบอกว่าที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าทีของเขาเอง
และแล้ว..เมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด เพื่อจะดูว่าหลานชายมีแผนการอะไร นางจึงยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้น แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้น เหมือนกับทำหลุดมือ ถ้วยข้าวเก่าใบนั้นหล่นแตกกระจายไม่มีชิ้นดี!!!!!
ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้น เตรียมจะด่าว่าอาม่าทันท แต่แล้ว..ลูกชายตัวน้อยของเธอ กลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า
" ว้า..คุณย่าทำไมทำชามแตกซะเละหมดล่ะครับ
นี่ผมอุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่า..จะเก็บชามใบนี้ไว้ให้คุณแม่ผมใช้ต่อ
แล้วเนี่ยผมจะเอาชามเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้
ตอนแกแก่เท่าคุณย่าล่ะครับ ??"
ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ก็ถึงกับอึ้งงงงง....หน้าซีด ด่าไม่ออกอีกต่อไป นางรู้สึกได้ทันทีว่า...ทุกสิ่งที่นางทำลงไปในวันนี้ย่อมจะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฏิบัติต่อนางในวันหน้าเมื่อนางแก่ตัวลงเช่นกัน
นางรู้สึกอับอายและสำนึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนในบ้านก็นั่งทานข้าวร่วมกันตลอดมา.
เรื่องราวจาก ฟอร์เวิร์ดอีเมล์......