15 มีนาคม 2554 11:40 น.
(น้ำตาลหวาน)
อย่าหวังว่าจะเกิดขึ้นกับเราเล้ย เพียงอยากจะบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ "โอกาส" เขาสักครั้งเถอะครับ เหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับเราสักวัน...ใครจะรู้ การให้โอกาสคือการให้ที่ยิ่งใหญ่...
'อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย'
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น
พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน
ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น
แค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
'อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ'
'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ'
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำ
สารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะ
จัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ
แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของ
มากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวาย
ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน
ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ
แม่จึงเดินเข้าไปถาม
'พี่หนอม มีไรหรอคะ'
'ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ
พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย'
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที
และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ'
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย
พ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว
ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ
ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยา
แต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ'
ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายา
แก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด
แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่
'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ'
แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ'
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง...'
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็ก
คนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ
น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้า
แทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้อง
กินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย'
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้ม
พร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ'
แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า
'ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขาย
อยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม
แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'
'แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่'
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก
จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาท
ทุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มี
ความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ
เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น'
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า'
'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร
'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือน
บ้านป้าหนอมเขานะแม่'
'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคน
ที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ
แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคน
อื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะ
รักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้'
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้ง
คนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ'
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้
ี้อีกเลยจนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีก
ครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ
แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก
ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง
หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน
แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน
แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้อง
ยอมตามใจแม่
ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจาก
ปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่ม
เป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่
ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนัก
มากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ
จะได้หายเร็วๆ
หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป
ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน
แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว
ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจ
ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า
โรงพยาบาลต่างจังหวัด
หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที
ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า
มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับ
เส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรง
ถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า
โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก
ในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า
ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว
แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ
อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอ
ที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้
หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก
โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัด
จะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง
ค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน
ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัด
ประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาล
บอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า
เป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น
ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า
คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ
ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว
ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ
ผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่
โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น
เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร
ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความ
และเพื่อนๆที่ FW Mail ดีๆมาให้
ที่ลืมไม่ได้ขอบคุณท่านที่อ่านจนจบ
และขอบคุณมากๆที่เผยแพร่ต่อไป
ขอบคุณจริงๆ
7 มีนาคม 2554 16:34 น.
(น้ำตาลหวาน)
"เขาตายไปตั้งนานแล้ว ที่เห็นยังหายใจอยู่นี่ คือสังขารของเขา แต่...วิญญาณข้างในไม่ใช่ เขาไม่มีความเป็นจรัสศรีคนเดิมเหลืออยู่เลย"
ป้านวลศรี อนันตกูล วัยใกล้ 70 ปี กล่าวถึง ป้าจรัสศรี พี่สาวที่มีอายุมากกว่าเธอ 2 ปี แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นหญิงชราที่ไม่เหลือความทรงจำใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความทุกข์ ความยินดี หรือความโศกเศร้า...
เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่ ป้าจรัสศรี จำตัวเองไม่ได้ จำน้องสาวไม่ได้ จำใครในโลกนี้ไม่ได้เลย แถมควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ใช้อวัยวะไม่เป็น กินข้าวเองไม่ได้ ต้องป้อนและบอกให้เคี้ยว แยกแยะการเคี้ยวกับกลืนไม่ได้ เดินเองก็ไม่ได้ ต้องบอกให้ก้าวและเดิน ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากโรคอัลไซเมอร์ โรคร้ายที่ไม่ใช่แค่การลืมสิ่งของหรือความจำบางอย่าง หากแต่ลืมทุกสิ่งอย่างในการใช้ชีวิต เปรียบเสมือนมียางลบอยู่ในสมอง ที่คอยลบความทรงจำออกทีละเล็กทีละน้อย
ป้านวลศรี เล่าว่า เธอกับพี่สาวเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ จากบ้านเกิดในจังหวัดราชบุรี ก่อนจะเข้ามาเรียนหนังสือและอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นมัธยม โดย ป้านวลศรี เรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วน ป้าจรัสศรี จบคณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาปฐพีวิทยา ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
แม้ว่าจะเติบโตมาด้วยกัน แต่นิสัยของทั้งคู่ก็แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ป้านวลศรี บอกว่า พี่สาวของเธอเป็นคนสวยและเก่งในทุก ๆ เรื่องมาตั้งแต่เด็ก ๆ อีกทั้งยังเป็นคนใส่ใจในความเป็นไปของคนรอบตัว ไม่ละเลยความทุกข์ของคนรอบข้าง มีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้คน รวมถึงเพื่อนร่วมโลกที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างสุนัขจรจัด ในขณะที่ตัวเองเป็นคนสำรวยชนิดไม่เคยเดินตลาดซื้อกับข้าว ไม่หยิบจับเนื้อสัตว์ดิบ ไม่เข้าใกล้อะไรที่สกปรก ชอบสันโดษ มีโลกส่วนตัวสูง และไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้คน
"จรัสเขาเป็นคนสวยและเก่ง เก่งทุกเรื่อง เก่งผิดปกติ เรียนเก่ง ทำงานเก่ง ขับรถเก่ง แถมยังซ่อมเป็นด้วย กับข้าวทั้งคาวทั้งหวานไม่มีใครเทียบเขา เขาเก่งมาก ทำอะไรต้องทำให้ได้ดี เขาทำเค้กเก่งมาก ไม่ใช่สักแต่ว่า just a cake อย่างนี้นะ ทำแบบอร่อยมาก" ป้านวลศรี กล่าว
แต่แล้ววันหนึ่งความผิดปกติก็ส่งสัญญาณบางอย่างกับพี่สาว ก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 2 ปี ป้าจรัสศรี เริ่มลืมของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ขับรถชนโน่นนี่ โดยตอบไม่ได้ว่า ชนอะไรมา ไปจนกระทั่งถึงการลืมของมีค่า ลืมทางกลับบ้าน ลืมการขับรถซึ่งเป็นเรื่องอัตโนมัติ ลืมบ้านของตัวเอง และเมื่อย่างเข้าปีที่ 5 เธอก็เริ่มลืมภาษา เขียนไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก และไม่เหลือความทรงจำอื่นใดอีกเลย
"ตอนเป็นใหม่ ๆ ป้าก็รับไม่ได้นะ ตบหน้าหันเลย เพราะเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทนไม่ไหว แรก ๆ ตีบ่อย แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ทำให้เราจิตตก เสียใจ รู้สึกเหมือนสติจะแตก บางทีนอนคิดว่าหลับไปแล้วพรุ่งนี้ไม่ตื่นก็ดีนะ จนกระทั่งพี่สาวอีกคนมาให้สติว่า เขาเสียน้องไปคนหนึ่งแล้ว อย่าให้เสียอีกคน จากนั้นเราจึงฮึดสู้ ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแพ้ เพราะชีวิตเขา เราเป็นผู้กำหนด"
จากนั้นเป็นต้นมา เวลาทั้งหมดที่มีไว้ใช้สำหรับตัวเองของป้านวลศรี ก็ถูกโอนถ่ายไปเป็นของร่างที่มีแต่ลมหายใจไร้ความทรงจำของพี่สาวจนหมดสิ้น จากที่เคยสนใจแต่เรื่องของตัวเอง มาวันนี้ ป้านวลศรี จะคิดถึงสังขารของพี่ก่อนสังขารตัวเอง เธอได้ละทิ้งความเป็นตัวเองแทบทุกอย่างเพื่อดูแลพี่สาว ละทิ้งความฝันความตั้งใจที่จะเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ในเขตบ้าน รวมทั้งหันมาใส่ใจที่จะแบ่งปันทั้งตัวตน แบ่งปันเงินทองเพื่อช่วยเหลือคนอื่น รวมถึงสัตว์ร่วมโลกแทนพี่สาวของเธอ
"ตอนที่ความจำเขายังไม่ดับสนิท เขาร้องไห้ว่า ทำไมฉันถึงเป็นอย่างนี้ ป้าบอกเขาว่า เธอไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก ไม่ได้ปล่อยวางอะไรได้ขนาดนั้น ไม่ได้ปรารถนาคำชื่นชม แต่เรามองเห็นความทุกข์ของเขา ทุกอย่างเขารอเราอย่างเดียว เราก็ต้องใส่ความเป็นมนุษย์ให้เขา เพราะเขามีชีวิตไม่มีชีวา เขามีแต่สังขาร เราก็อยากจะแบ่งเบา แม้ว่าเราจะสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต แต่สิ่งที่ได้มันเหมือนเรารู้จักโลกมากขึ้น เห็นความมีคุณค่าของมนุษย์ อะไรที่เราช่วยเหลือใครได้ เราต้องทำ อย่างน้อยมันไม่เสียชาติเกิด" ป้านวลศรี กล่าว
นอกจากน้องสาวแท้ ๆ ที่คอยดูแล ป้าจรัสศรี ยังมี คุณเปรม ทองใบ แพงมี ผู้ที่เคยเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้มาตั้งแต่ ป้าจรัสศรี ยังไม่ป่วยไข้ และทุกวันนี้เธอยังคงคอยดูแลอยู่ไม่ห่างไปไหน ด้วยเพราะความรักความผูกพันที่ ป้าจรัสศรี เคยมอบให้ประหนึ่งญาติคนหนึ่งในบ้าน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนคอยดูแลแม่ที่ป่วย และให้คำมั่นสัญญาว่ายังคงดูแล ป้าจรัสศรี ต่อไปจนถึงที่สุด
ขณะที่ ป้านวลศรี ก็ยังคงยืนยันว่า จะไม่พาพี่สาวไปทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์ผู้ป่วยแน่นอน แม้จะรู้ดีว่า พัฒนาการของโรคอัลไซเมอร์ จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ป้านวลศรี ก็เชื่อว่า คงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น หรืออาจจะเป็นวันที่ป้าละสังขารก่อนพี่สาวของตัวเองก็เป็นได้
และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวความรักของ 2 พี่น้อง ที่คนหนึ่งมียางลบ คอยลบความทรงจำ อีกคนมีความทรงจำอันงดงามอยู่ในจิตใจ มีความรักที่เกิดจากการเผชิญทุกข์และเรียนรู้ที่จะมองเห็นสุขให้ง่ายขึ้น
แม้ความทรงจำของผู้เป็นพี่จะไม่เหลือแล้ว แต่ตราบใดที่น้องสาวคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็สัญญาว่าจะดูแลพี่คนนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งเรื่องราวของ หญิงชราสองพี่น้องนี้ นอกจากจะเป็นเครื่องเตือนสติเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารแล้ว
ยังย้ำเตือนในเรื่องของความดี เพราะในวันที่ ป้าจรัสศรี ไม่เหลืออะไรเลย แต่จะเห็นได้ว่า คุณงามความดีที่เคยทำไว้นั้น กำลังปกป้องเธออยู่จนทุกวันนี้
แหล่งที่มา sanook.com