21 สิงหาคม 2551 14:12 น.

' นาฏกรรมแห่งความใคร่ '

ลานเทวา

..... ฉากที่ ๑ ......

(.....ลอยล่องครรลองฝัน .....)



เคว้งคว้างปลิดปลิวละลิ่วล่อง

สู่วาบทองอันเจิดแจ้งสุดแสงฝัน

ร่ายบำเทิงเวิ้งว้างแต่ปางบรรพ์

คีตกามคนธรรพ์ภิรมย์พา

 
ปานสายลมชื่นแผ่วเบา

ผ่านรูปเงาความฝันแลตัณหา

ระรนกามวิถีเริงลีลา

เอมอิ่มห้วงกามาอภิรมย์


จักรวาลวิถี

ปรารถนาราคีลวงเสพสม

ปรกติสมัญญาค่านิยม

เสพโสมมเอิบอิ่มพิมพ์ประไพ


มโหรีประโคมครื้น

ลีลาศชื่นดื่มด่ำกำซาบไหว

บรรเทิงแห่งกามกล ณ หนใจ

เริงละไมลีลาละมุนเมา


ไกลสุดฟากมรรคาอารมณ์ฝัน

ยะเยียบงันอ้างว้างบนทางเก่า

ปรารถนาไหววูบในรูปเงา

เคลื่อนรอยจางบางเบาห้วงภวังค์


ใดเล่าผู้จากพราก

โลกฝังฝากชีวินถวิลหวัง

เราก้าวผ่านความจริงความชิงชัง

โดยกระแสประดังกาลเวลา


สุดมรรคาอารมณ์ประหนึ่งนั้น

ฤางามฝันพิลาศปรารถนา

บริบทห้วงกมลสนทนา

กำซาบคืนมายาใจดิ่งจม


หรือเจ้าใคร่ปลดระวาง

จากหนทางแห่งฝันอันทับถม

ตะกอนกามกลืนกาลมานานนม

ล่วงผ่านชื่นใดชมสิ่งลวงตา


ค้นความฝันใดจะไปสู่

การเรียนรู้ในหนที่ค้นหา

แลสิ่งหวังใดย้ำการนำพา

ลวงชีวิตชีวาความเป็นไป


..... ฉากที่ ๒  .....

.......( กล กาม ) ......


เอกัคตา

ดิ่งล่วงกาลเวลาภวังค์ใคร่

สรรพสิ่งเลือนร้างอย่างปราชัย

อารมณ์หนึ่งเป็นไปสภาวะ

 
ลวงกำหนัดอนัตตาปาฏิหาริย์

อัประมาณเกินคำย้ำปาฐะ

อัศจรรย์ผันผ่านการชำระ

วิสาสะเริงรื่นใคร่ชื่นชม


กัณหธรรมจึงด่ำดื่ม

ปานสิ้นลืมร้อนหนาวอันร้าวข่ม

ภวังค์ไหวสรรพสิ่งลงดิ่งจม

ณ มณฑลโสมมจินตนาการ

 
อนาจารแห่งห้วง

ประหนึ่งบ่วงรัดเร้าอารมณ์ร่าน

อุบัติเบื้องบัญชาอันสามานย์

ล่วงรอนลาญในปลักสรดักคาว


กำซาบซ่านปานมนต์

ในลึกเร้นเริงรนมโนหนาว

โหมกำหนัดประดังอย่างพรั่งพราว

รอนรอนร้าวอารมณ์สมประดี

 
คีตกามจึ่งบรรเลง

พาเทพไท้ครื้นเครงทรามบัดสี

มนุษาบำเทิงเริงราคี

อยู่ในกาลอจิตตีเนิ่นกัปกัลป์


มธุรสใดเล่าจะเท่าเทียบ

ห้วงอารมณ์ยะเยียบญัตติฝัน

อรรฆผลกลกามอนุพันธ์

เปลือกสามัญดื่มด่ำการบำเรอ


กว่าจะล่วงหนกาลพ้นผ่าน

ต่างเราท่านจึ่งสราญสนองเสนอ

ครึ่งทางแห่งการสบและพบเจอ

รติกาลละเมอซ่านภวังค์


ต่างเกลือกกลิ้งแลเกลือกกลั้ว

อยู่ถ้วนทั่วอารมณ์เร้นเป็นที่ตั้ง

รูปและเงาปรุงแต่งแฝงประดัง

ปานจริงจังปรารถนาสุดอารมณ์


ไยเล่าผู้ใฝ่ละ

ฤารอโลกปล่อยปะการทับถม

ตะกอนกามเสพสรรค์อันโสมม

ลวงใจจมสู่ภวังค์กาลเวลา


..... ฉากที่ ๓ .....

( ...หรือเสพสิ้นถวิลวาด...? )


เสพสมดาวดวงใดเล่าในสรวง

ฤาเสพลวงใจวาดปรารถนา

เสพใดถ้วนกระบวนสรรค์ห้วงมรรคา

ฤาเสพสิ้นจินตนาร้อยอารมณ์

 
เสพสมสร้างสรรพสุขมาปลุกย้ำ

นาฏกรรมความใคร่ไหวเสพสม

เสพวิถีสุขโศกโลกกลมกลม

เสพซ่านแล้วโสมมห้วงหทัย

 
ปรารถนาวาดอารมณ์ขึ้นห่มหาว

กำแหงกร้าวอัตตาบ่มสาไถย

บดดวงตาจักรวาลกาลใดใด

เล็มละเมียดละไมทรามมายา

 
ปานนั้นแล้ว ... โลกกู

ถ้วนพธูเสพสรรกร้านตัณหา

ร้อยพันหมื่นสืบสาวคาวชีวา

เสพสิ้นฝันมรรคาทรามบัดซบ

 
กร้าวกำลังวังชาปาณสาร

สเน่หาอนาจารจริตจบ

สิ้นมณฑลกระบวนการทวนทบ

ล้วนสยบศิโรราบกำซาบทรวง


นาฏกรรมแห่งความใคร่

ละเมียดละไมอารมณ์ปานห่มห้วง

สุขสมสร้างประทังโลกทั้งปวง

ดิ่งแดดวงว่ายเวิ้งบันเทิงจินต์


ระเริงลึกปรารถนาอารมณ์ร่าน

สะท้อนสะท้านห้วงใจไหวถวิล

เสพสมฝันตัณหาอย่างชาชิน

ปานนั้นแล้ว ชีวิน แห่งมนุษย์

 
สรรพสิ่งจึงเลยล่วงในห่วงหา

ความใคร่วาดปรารถนามิสิ้นสุด

นั่นก็ดีนี่ก็งามตามยื้อยุด

เข้าประทุษโดยแรงแต่งประชัน


โลกจึงไหวในกาลทะยานอยาก

กามวิบากแสวงการแข่งขัน

ปรารถนาในผู้มิรู้ทัน

ว่ายเวิ้งกามนิรันดร์อวิชชา

.......................

โดยคำ  ลานเทวา				
19 สิงหาคม 2551 16:11 น.

..... ถุย ... !!!!!!!!!!!!

ลานเทวา

บัดซบ... !

ทรามแผ่นดินเกลื่อนศพซากขยะ

ยังระเริงกับความตายหายนะ

ไม่ย่อมแพ้เป็นพระจึงระราน

 

ทุเรศ... !

ดังปอบเปรตมิรู้รับสดับขาน

ระยำหน้ามึนหนาอย่างสามานย์

ทรามสันดานส่ำสัตว์เกาะกัดกิน

 

อัปรีย์ ... !

บ้านเมืองนี้มันขอดขายทำลายสิ้น

ไม่สำนึกการุณคุณแผ่นดิน

ก่อแต่ทรามมลทินเผาบ้านเมือง

 

อุบาทว์ ... !

อาละวาดก่อกรรมระยำเขื่อง

ปลุกปั่นความสถุลให้ขุ่นเคือง

แลเปล่าเปลืองเวลาชะตากรรม

 

ห่าเหว ... !

สารพันทรามเลวปานสัตว์ส่ำ

รวมเป็นพรรคเป็นพลคนระยำ

เข้ากระทำอัปรีย์ที่เมืองไทย

..................

โดยคำ  ลานเทวา				
14 สิงหาคม 2551 17:44 น.

... ในริ้วรอยอันไร้สาระของ เมฆหมอก และแสงจันทร์ ......

ลานเทวา

บันทึกรอยฝันจันทรา 

ดำเนินแห่งกาลเวลาที่วาดไหว 

ผละอุ่นแสงตะวันล่วงครรไล 

เราจากไกลจากฝันจากวันคืน 



ในอุ่นอ้อมแผ่นดิน 

สรรพสิ่งอันคุ้นชินจารึกชื่น 

หัวใจผู้ทระนงคงหยัดยืน 

ฝ่ากระแสกาลกลืนวันเวลา 



กวี ....! 

ถ้อยวิถีอันพิลาศปรารถนา 

ร่ายรู้สึกอ่อนไหวในแววตา 

เขียนมรรคาทายทักจักรวาล



ถ่ายทอดความรู้สึก 

จากผลึกอาทรอันอ่อนหวาน 

ในบางกร้าวรอยแฝงกำแหงกาล 

ร่ายสราญโลกย้ำคำชีวิต 



ใช่ริ้วรอยไร้สาระของเมฆหมอก 

ความรู้สึกพร่ำบอกย้ำลิขิต 

มาตรฐานหัวใจเล่าใครคิด 

มาแบ่งแยกจริตแยกกวี 



ใช่ริ้วรอยไร้สาระของแสงจันทร์ 

ทุกผู้ย่อมมีฝันโอบวิถี 

ความรักจึงชักพาทุกนาที 

ทุกคนเป็นกวี....เพราะความรัก 

......................... 

โดยคำ ลานเทวา				
12 สิงหาคม 2551 22:28 น.

ยามไกลตา เฝ้าคิดถึงรำพึงรัก .... !

ลานเทวา

เจ้าเอย ...!

ลมดึกแผ่วรำเพยระโชยล่วง

หยาดน้ำค้างเหน็บหนาวจะพราวรวง

มาลัยดาวชื่นดวงจะคล้องใจ


เสียงซอจะวอนเว้า

พะนอเคล้าเสียงซึงรำพึงไหว

ดังจะย้ำกังวลถึงคนไกล

ฝากสายลมละไมช่วยพัดพา


ความอาทรห่วงใยใครคนหนึ่ง

คนที่ซึ่งถนอมรักเจ้าหนักหนา

ทุกห้วงใจคงมั่นวันเวลา

ยามไกลตาเฝ้าคิดถึงรำพึงรัก


เจ้าเอย ... !

โลกจะเปรยหัวใจให้รู้จัก

ถนอมขวัญแอบอิงใจพิงพัก

ลงแนบตักละมุนอุ่นอาทร

 
มาลัยดาวจะเรียงร้อย

สวมเป็นสร้อยรับขวัญอันโอนอ่อน

กี่หนพรากจากไกลใจอาวรณ์

กลับคืนคอนยามใดอุ่นใจนัก

......................

โดยคำ  ลานเทวา



				
3 สิงหาคม 2551 21:15 น.

..... อักษรานุภาพ ..... !

ลานเทวา

อักษรานุภาพ แห่ง ภาษา

ลานเทวา

 

 

งามเอย งามฉัตรช่อชัยพฤกษ์

ยามลมดึกแผ่วล้อโชยช่อไหว

อ้อยอิ่งเมฆเลือนจางพรางดาวใจ

แว่วเรไรหริ่งร่ำลำนำเดือน

 

แผ่วสายลมอันดามันประหวั่นว่า

ปรารถนาจะมอดดับการขับเคลื่อน

ระทดท้อโดยแดอันแชเชือน

ชีวิตเลือนเร่ร้างบนทางจร

 

วิเวกห้วงรวงดาวหนาวเหน็บฟ้า

เปลี่ยวจันทราโรยแรงจางแสงอ่อน

หวานบทเพลงห่วงหาพร่ำอาทร

ฤดีพรหวังโอบอ้อมถนอมรัก

 

ดวงตาดาวพราวกระพริบระยิบห้วง

จันทร์โอบทรวงเอื้ออุ่นลงหนุนตัก

รติฝันรัญจวนหมายเพียงทายทัก

โลกพริ้มพักตร์หลับไหลอยู่ในกาล

 

กวีร้อยลำนำฝันอันวิเวก

ทิพย์ถ้อยเสกมนต์ร่ายสายลมผ่าน

ดังจะกล่อมความรักจักรวาล

สถิตลานเทวาร้อยราตรี

 

เพียงเสี้ยวหนึ่งความหมายอันร่ายร่ำ

จากหมื่นแสนลำนำห้วงวิถี

บรรยายสุขโศกาประดามี

เขียนตนตัวชั่วดีมรคา

 

อาจไม่ถึงครึ่งงามนิยามชีวิต

อันสถิตโลกเร้นให้เห็นค่า

หมื่นแสนคำพร่ำซึ่งหวังตรึงตรา

ผ่านพินิจพิจารณาอยู่โดยคำ

 

เพียงหวังมุ่งสืบสานการขับเคลื่อน

ก่อนจะเลือนร้างรอยอันต้อยต่ำ

ฝากโวหารสานบทให้จดจำ

โดยลำนำแห่งรักอักขรา



จักเขียนเดือนเขียนดาวมาพราวห้วง

เขียนสรรพสิ่งทั้งปวงโดยภาษา

ร่ายสรรพบทวิถีแห่งชีวา

ประดับแดนโลกาแก้วกวี

 

คีตกานท์จะหวานไหว

ประโลมใจสักวาดั่งทาสี

ร่ายคำสื่อสิรพจน์บทวลี

เขียนชีวีแผ่วโผยอยู่โดยคำ ... 


.....................

โดยคำ  ลานเทวา

 

 

 

ข้าพเจ้า 
มิได้ปรารถนาที่จะยิ่งใหญ่
ในนามนักเขียน รึ กวี

หากแต่ข้าพเจ้าปรารถนาจักให้ทุกคน
เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของภาษาไทย
และความเป็นไทยของเรา ที่มีภาษาเป็นของตัวเอง !				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลานเทวา
Lovings  ลานเทวา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลานเทวา
Lovings  ลานเทวา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลานเทวา
Lovings  ลานเทวา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงลานเทวา