27 พฤษภาคม 2549 17:36 น.

"อาจารย์หงา คาราวาน"

ตราชู

อาจารย์หงา คาราวาน
	นี่คือ คาราวาน ของกาลก่อน
ที่บรรเลงเพลงพรไม่ผ่อนผัน
กลายเป็น คาราวาน ของวารวัน
ที่ผูกพันพร้อมเพรียงจำเรียงราย
	คนกับคนทำนาประสาคน
ค่าเหงื่อข้นไถคราดมิอาจขาย
คนกับควายทำนาประสาควาย
ใครวางข่ายวางขุมครอบคลุมคน
	จากผืนนาสู่พนมในร่มพฤกษ์
เพลงยังกึกก้องมาเมื่อฟ้าหม่น
ว่าเพื่อนเอ๋ยเคยรวมเคยร่วมรณ
ยามรีบร้นเร็วรี่ไพรีรอน
	โอ้ยอดรัก ฉันกลับมา......
จากนภาพรายพริ้งภูสิงขร
สู่แผ่นดินถิ่นพักพำนักนอน
ฉันขอวอนอย่าประวิงอย่าชิงชัง
	ขอ คืนรังคืนรวงไม่ร่วงลี้
มาขับเพลงเปล่งรวีเปลวเรืองหวัง
มาขับความฝันใฝ่ฝากให้ฟัง
มาเพื่อเป็นขุมคลังของสังคม
	คลังแห่งเพลงเพื่อชีวิตลิขิตขาน
คาราวาน คารวะผู้ขื่นขม
ผู้สิ้นปราณเสียเปรียบถูกเหยียบจม
ผู้ถูกถ่มถางทับถึงอัปรา
	แหละนี่คือหนึ่งตำนานเนานานเนิ่น
จักร้องเกริ่นร้อยกรองทำนองกล้า
นี่แหละคือคีตศิลป์มิสิ้นซา
คือคำขาน อาจารย์หงา คาราวาน
แด่อาจารย์หงา คาราวาน ผู้ได้รับรางวัล ศรีบูรพา ในปีนี้
(๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙)				
27 พฤษภาคม 2549 10:48 น.

ดารา

ตราชู

เพื่อนๆทุกท่านครับ นับตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ผมเริ่มตระหนักถึงทางเดินของตนแล้วว่า มุ่งหมายเขียนร้อยกรองเพื่ออะไร จากหนังสือกวีนิพนธ์ชั้นครูหลายเล่มที่คุณน้าท่านอ่านให้ฟัง ทำให้ผมมีเจตนารมณ์ที่จะสะท้อนทุกข์ยากของผู้คนในสังคม เท่าที่ตนสามารถกระทำได้ให้เต็มกำลัง ทั้งกำลังกาย และกำลังใจ ผมภูมิใจเสมอครับ เมื่อร้อยกรองซึ่งเขียนจบลงด้วยมือตน (แม้จะฝีมืออ่อนด้อยนักหนาก็ตามที) ได้บรรลุเจตนาของตนแล้ว 
	นี่เป็นอีกบทซึ่งผมเขียนไว้เมื่อประมาณสองปีก่อน ด้วยความสะเทือนใจในชะตากรรมของเพื่อนในโลกมืดเช่นเดียวกับผม เพื่อนๆคงเคยเห็นวนิพกตาพิการนะครับ มีทั้งในรูปวงดนตรีคนตาบอด ทั้งในรูปคนสัญจรตะลอนตระเวนไปทั่วย่าน มีขันหนึ่งใบคู่เคียงกายตลอดเวลา ผมไม่เข้าใจเลย ว่าเหตุใด ผู้คนในสังคมมนุษย์จึงถูกกระทำให้แตกต่างห่างชั้นกันนักหนา ผมเชื่อครับ เชื่อว่าเพื่อนๆของผมเหล่านั้น ไม่มีใครอยากเป็นในสิ่งที่ตนกำลังเป็น (หรือจำต้องเป็น) แน่หละ ทุกคนปรารถนาอนาคตอันดีสำหรับชีววิตทั้งสิ้น แต่แล้วทำไม?  ทำไม?  ทำไม? พวกเขาจึงหลีกหนีจากบ่วงทัณฑ์พันธนานี้ไม่พ้น เหตุใด ปัญหาความเป็นอยู่ของคนพิการ จึงไม่เคยถูกสะสาง หรือแก้ไขอย่างจริงจังเสียที ผมพยายามลองจินตนาการว่า หากผมเป็นพวกเขา จะนึกคิดเช่นใด นี่คือที่มาของร้อยกรองบทนี้ครับ

ดารา
	นามของเขาเล่าลืออึงอื้อร่ำ
เสียงซ้ำซ้ำแซ่ซั้นซ้องสรรเสริญ
กุหลาบโปรยโรยระหว่างหนทางเดิน
ดังได้เหินหนหาวห้วงดาวดึงส์
	ละครฉายพรายภาพพึงทราบตระหนัก
มีคนรักเรียงรันรุมกันทึ่ง
เดินถนนคนเพรียกร้องเรียกอึง
รุมกันทึ้งขอรูปถ่าย ขอลายเซ็น
	มีสัมภาษณ์ดาษดื่นชวนชื่นแช่ม
เขาเยื้อนแย้มยิ้มย่องย่อมมองเห็น
หลายคนคิดริษยาว่าอยากเป็น
ประเทียบเช่นดาวช่วงเด่นดวงประชัน
	เหน็บลมหนาวร้าวหน่วงในทรวงซึ้ง
ลมตีตึงต้องร่างจนคางสั่น
เยือกกระทุ้งสะดุ้งตื่นพลิกฟื้นพลัน
รู้ว่าฝันใต้สถานสะพานลอย
	ไม่มีแล้วดาราอ่าอะคร้าว
น้ำตาพราวพร่างอยู่พรูพรูผลอย
เหมือนถูกดึงทึ้งดิ่งทิ้งจากดอย
มาตกด้อยนอนดิ้นในดินแดน
	ละครฉายพรายพร่าชะตาตก
มือนรก ร่างบทให้โลดแล่น
รู้สำนึกตรึกตนคือคนแคลน
ไม่มีแก่น, มีแต่กายชายพิการ
	ประทีปทองสองข้างไร้ร้างแล้ว
ไม้เท้าแก้ว ก้าวนำย่ำทั่วย่าน
ขันหนึ่งใบไว้รอขอเศษทาน
ที่เจือจานแจกอวยด้วยน้ำใจ
	สิ้นรังเรือนเพื่อนรักให้พักอยู่
ใครบ้างรู้จักหน้าก็หาไม่
ความเหงารายทายทักมือกวักไกว
เขาต้องให้ลายเซ็นอยู่เป็นประจำ
	น้ำตาต่างหมึกจดจรดลาก
เซ็นซ้ำซากซึมเซาทั้งเช้าค่ำ
ความทุกข์รอขอสัมภาษณ์ฉกาจกรำ
มันถามย้ำแต่ฉากลำบากระบม
	เขาร้องไห้ ใครเล่าเห็นเขาบ้าง
บางคนถางถากทับให้ยับถม
ใครเล่าหมายชายตามาชูชม
เพียงนิยมหย่อนทานแล้วผ่านเลย
	ใครเล่าคิดสร้างละครตอนคนยาก
บอดลำบากบาปบ่ม สังคมเฉย
แสนกรอมกรมก้มหน้ามิกล้าเงย
โอ้อกเอ๋ยเป็นได้แต่แค่ขอทาน
(เขียนไว้ ณ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ แก้ไขบางส่วน ปี พ.ศ. ๒๕๔๙)
____________________________________________________				
26 พฤษภาคม 2549 08:36 น.

เพื่อนรัก

ตราชู

เพื่อนๆทุกท่านครับ ร้อยกรองบทนี้ ผมเขียนไว้วันที่ ๑๑ เมษายน โดยได้แรงบันดาลใจ จากบทกวีของ ท่านคมทวน คันธนู ซึ่งท่านอ่าน ณ สะพานมัฆวาน (คราวชุมนุมประท้วงนายกทักษิณ) แล้วทางผู้จัดการนำขึ้นเวปไซท์ 

http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002%2F1002%2D1736%2Ewma&program_id=3651

ผมจึงนำมาเขียนร้อยกรองชื่อ ที่รัก เมื่อวานนี้เอง ผมตั้งใจจะเอาบท ที่รัก มาลงที่นี่ ความคิดหนึ่งก็ผุดแวบขึ้น นั่นก็คือ ผมน่าจะแก้จากที่รักให้เป็นเพื่อนรัก เพื่อถือโอกาสขอบพระคุณเพื่อนๆทุกท่าน ผู้มีอุปการคุณแก่ตราชูเสมอมา เลยออกมาเป็นร้อยกรองบทนี้ครับ

เพื่อนรัก
มาณวกฉันท์ ๘
	ปางขณะเปลี่ยว				เดี่ยวจรเดิน
คล้ายคิริเขิน					ขวาง ณ นิคม
เงาชรงำ						หงำวิถิงม
ท้อเพราะระทม					หมองพะกมล
	ยามดนุยั่น				หวั่นมนะไหว
หวังมละไว้					ไหวอลวน
เศร้าจิตโทรม					โถมปะทะทน
หาระยะหน					แห่งบมิเห็น
	คราอุระครั่น				พลันภยเพียบ
ถมแหละประเทียบ					เยียบพยุเย็น
โหดพิษเหี้ยม					เปี่ยมกลิเป็น
ขวากระกะเข็ญ					ขวางบถไคล
	ผ่านยลพบ				สบสขิซึ่ง
ตราฐิตตรึง					หนึ่งปิยะใน-
ทรวงปิติสันต์					ปันรติไป
ส่องกระจะใส					โศกสิก็ซา
	รวมพละเรา				เร้าพิริย์เร่ง
ปลั่งรวิเปล่ง					เปรมสุขปรา-
โมทย์วิถิใหม่					ใยหทยา
ขึงมรคา						เคียงจิระคง
กลอน
	เพื่อนรัก...
จงมั่นหลักไม่เลือนหรือเลื่อนหลง
ท้อแท้ไยภัยยิ่งถ้าหยิ่งยง
เราดำรงรักร่ำเด่นดำรู
	เพื่อนรัก...
ศรีกับศักดิ์แสดงส่อยามต่อสู้
เมื่อกองกรานกร้านเกรี้ยวกร้าวเกรียวกรู
ขอเรารู้เร่งเร้ารักเราเรียง
	เพื่อนรัก...
อย่าลาญทักทบท่าวถอยเท้าเที่ยง
ผองเพื่อนพรูอยู่พร้อมยังล้อมเพรียง
ก้าวไปเคียงคอยประคองเผ่าผองคน
	เพื่อนรัก...
ถึงแสนม่าน, ล้านมรรค อะดักหม่น
มีแพรวดาวพราวดาอาภาดล
เพื่อเราด้นดั้นได้ครรไลเดิน 
	เพื่อนรัก...
อาจหนาวนัก, เหนื่อยนาน เป็นกาลเนิ่น
แต่ธงฉานชาญโชคยังโบกเชิญ
มาเถิดมา...อย่าเมิน...จงเดินมา
	เพื่อนรัก...
เมื่อเราฝักใฝ่ฝันมุ่งมั่นฝ่า
พ้นล่อลวงบ่วงเล่ห์, ผ่านเวลา
ย่อมถึงฟ่องท้องฟ้าที่เฟื่องฟู
	เพื่อนรัก...
เราพร้อมพรักพลพลันเมื่อผ่านผลู
มาลาปรุงจรุงปราณดวงมาลย์ปรู
จักร้อยหรูเรียงรัน...กำนัลเรา
____________________________________________				
25 พฤษภาคม 2549 17:02 น.

ชีวานาวี

ตราชู

ชีวานาวี
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

	ครรไลไหลล่อง
เทาท่องธารเที่ยว
หว่างชลวนเชี่ยว
คลื่นเกลียวกลอกกลาง
ฝ่าฟันฝันใฝ่
มั่นใจไม่จาง
ก่องแววแก้ววาง
เห็นแจ้งแห่งใจ
	วาโยโตยิ่ง
ฤาทิ้งทีท่า
เตร็ดเตร่เภตรา
แกล้วกล้าไปไกล
เคยครวญหวนคร่ำ
หนาวนำทรวงนัย
อ่อนล้าอาลัย
เจียนล่มจมลง
	ด้วยแรงแห่งรัก
จึงจักมั่นจิต
สืบทางสร้างทิศ
มุ่งคิดมั่นคง
เรี่ยวแกร่งแรงกร้าน
วิญญาณยืนยง
เภตราพาตรง
ตราบชูตรูชม
	พ้นกาลผ่านเก่า
หลายเหล่าแลโลก
บ้างเศร้าเซาโศก
บ้างโชคชื่นชม
พูนเติมเพิ่มตวง
โรยร่วงรื่นรมย์
สรรพ์ทุกข์สุขถม
ล้นถั่งหลั่งเท
	เรือนั้นวันนี้
คลื่นตีคอยต้าน
ฝ่าแก่งแห่งกาล
ซวดซานซวนเซ
ลมดันรรรดม
เกรงล่มกลางเล
ภินท์พังทั้งเพ
พ่ายพับลับพลัน
	รอเมื่อเรือใหม่
เกรียงไกรแกล้วกล้า
โต้ธารต้านท้า
ชีวาคืนวัน
อย่าท้อย่อถอย
จงร้อยเรียงรัน
ใจเกื้อเจือกัน
แม้ไกลไม่เกิน
	แรงเราเร้าเร่ง
ใจเปล่งแจ้งปลั่ง
คู่วามความหวัง
จีรังจำเริญ
ฝั่งฟ้าฝ่าใฝ่
ธงชัยเชื้อเชิญ
เด่นนำดำเนิน
ชีวานาวี
วันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
________________________________________				
25 พฤษภาคม 2549 11:17 น.

น่าไม่อาย

ตราชู

น่าไม่อาย

สยามมณีฉันท์ ๘ กลบทระลอกคลื่นระรื่นเคลื่อน

 อสูรอุบัติอสัตย์อุบาทว์
ฉกรรจ์ขยาดฉกาจขยาย
ฉลาดภิเปรยเฉลยภิปราย
มิมีจะอายมุหมายจะเอา

                ก็กูมิผิดกะกิจมิผัน
สนุก ณ พรรค์สนั่น ณ เผ่า
ประดังมุสาประดามิเซา
แน่ะยังระเร่า ณ เหย้าระเริง

                แคะดูก็ชี้คดีก็ชั่ว
ประเทศสลัวเปรอะทั่วซิ่เหลิง
เพราะเกียรติถกลเพราะก่นเถกิง
ระรี่กระเจิงระเริงกระจุย

                ผงกซะเนิ่นพะเงินสนอง
คระไลฉลองคระลองฉลุย
ประแจงตลบประจบตะลุย
จะขุดจะคุ้ย จะคุยจะคง

                ก็กูมิผิดกะกิจมิพ่าย
ระเรียงเลอะหลายระรายและหลง
กะยืนถนัดกะหยัดทะนง
เพราะลืมพะวง เพราะหลงภวังค์

                ระโยงจะย้ำระยำจะย้อม
ละเลงซะพร้อมละล้อมสะพรั่ง
อุรามิใฝ่ อะไรมิฟัง
ก็ยืนกระทั่ง ก็ยังกระทำ

                ประทุกกิเลสประเทศก็ล่ม
ละลายถล่มแหละล้มถลำ
ทุภัยประจานทุพาลประจำ
ฉะนี้จะนำฉนำจะนาน

(๑๓ พ.ค. พ.ศ. ๒๕๔๙)

หมายเหตุ

สยามมณีฉันท์ ๘ นี้ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงคิดขึ้นใช้ ส่วนกลบทชื่อ ระลอกคลื่นระรื่นเคลื่อน นั้น ผมพบตัวอย่างและรูปแบบในหนังสือ กฎบนกลบทรจนาโดย ท่านคมทวน คันธนู

_______________________				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงตราชู