16 กุมภาพันธ์ 2555 10:32 น.
(น้ำตาลหวาน)
ความจริงน้ำตาลหวานตั้งใจเขียนเรื่องสั้น เนื่องจากช่วงวันหยุดที่ผ่านมาได้เดินทางไปเขาคิชกูฏมา แต่บังเอิญได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ จึงเปลี่ยนใจอยากให้ผู้อ่านได้อ่านเรื่องนี้มากกว่า ลองอ่านดูนะค่ะเผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย
อ่านเรื่องซึ้งๆ เรื่อง มีพ่อจนๆนี่มันน่าอายมากเลยหรือ ?
วันนี้เลิกงานเร็วเลยพาพี่นุ่มไปซื้อของใช้ที่ห้างแห่งหนึ่ง รอต่อแถวจ่ายตังค์นานเลย เจ้านุ่มก็เริ่ม งอแงๆ ง่วงนอน สังเกตุว่าคิวด้านหน้าเรามากันเป็นครอบครัว มีพ่อแม่ลูกสาววัยประมาณเจ้านุ่ม แล้ว ก็ผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ที่หนูน้อยเรียกว่า "ปู่" คุยกันยิ้มแย้มแจ่มใสดี ซื้อของใช้ล้นตระกร้าเชียวค่ะ
พอแคชเชียร์คิดเงินของครอบครัวนี้จนเสร็จได้ยินคร่าวๆว่า "ทั้งหมดพัน(กว่าๆ)บาทค่ะ...." ผู้ เป็น"ปู่ " เป็นคนเปิดกระเป๋าสตางค์ใบเก่าๆ จะจ่ายเงิน พร้อมทำท่าอ้ำอึ้ง มีลูกชายลูกสะใภ้จ้อง ตาเขม็ง หุบยิ้มทันที
" ว่าไงพ่อ จ่ายเค้าไปสิ" ลูกชายบอก คุณปู่ยังทำท่าอ้ำอึ้ง "ไหน ดูหน่อย มีตังค์เท่าไหร่" คุณปู่ยื่นกระเป๋าตังค์ให้ดูข้างใน
" อ้าว ไหนว่ามีตังค์เยอะไง แล้วแบบนี้จะชวนมาซื้อของทำไม ไม่มีตังค์จ่ายก็ไม่บอก อายเค้าจริงๆ
" ลูกชายลูกสะใภ้พากันมองคุณปู่ด้วยสายตาที่เหมือนดูถูก...รำคาญ
ในที่สุดเค้าก็พากันทำสิ่งที่เราไม่อยากจะเชื่อสายตา คืออุ้มลูกเดินหนีไปเลย พร้อมกับโกรธหัวฟัดหัว
เหวี่ยง ไม่สนใจลูกสาวที่ร้องว่า "ปู่ๆๆๆ ปู่มาด้วย"
คุณปู่ยืนคอตก หน้าเศร้าอยู่หน้าแคชเชียร์ พอเด็กถามว่าจะเอายังไง คุณปู่เปิดกระเป๋าตังค์ให้เด็กดู
แล้วบอกว่าให้คิดเงินตามนี้ ได้ของเท่าไหร่เท่านั้น (เด็กนับแล้วมีแปดร้อยบาทค่ะ)
ระหว่างรอแคชเชียร์คิดเงินใหม่ ได้ยินคุณปู่เล่าว่า แกบ้านอยู่ต่างอำเภอห่างไปเป็นร้อยกิโล ลูกหลาน
ไม่ไปหานานแล้ว แกจึงตัดสินใจรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีนั่งรถเข้ามาเยี่ยมลูกหลานในเมือง แล้วชวน
ออกมาซื้อของ ลูกแกก็ไม่ถามสักคำว่าเงินมีเท่าไหร่ หยิบของเอาๆ แกก็ไม่เคยรู้ราคาของ เพราะอยู่
บ้านนอกก็ซื้อร้านของชำทีห้าบาทสิบบาท ใครจะจะรู้ว่าของในห้างใหญ่เค้าซื้อกันทีละเป็นพัน
เราจ่ายเสร็จเห็นคุณปู่ยังเดินเคว้งอยู่แถวๆนั้น ก็เลยถามแกว่าจะกลับยังไง แกบอกว่าพอขึ้นรถกลับ เป็น ( อ้าว แล้วตังค์ล่ะ เมื่อกี้เห็นจ่ายไปหมดแล้วนี่นา ) แต่ก็ยังลังเลอยู่ กลัวลูกกลับมาตามหาแล้ว ไม่เจอ มือถือก็ไม่รู้เบอร์
เลยตัดสินใจพาคุณปู่ไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ประกาศหาลูกค่ะ จากนั้นเราบอกให้รอสักพัก ถ้าลูกไม่มา
จริงๆ ให้ไปขึ้นรถที่คิวรถ( ฝากเด็กที่ปชส.ค่ะ ว่าให้ย้ำคุณปู่อีกที) พร้อมกับให้เงินแกเป็นค่ารถไว้ค่ะ
จริงๆอยากรอดูสักพัก แต่เจ้านุ่มไม่ไหวแล้วค่ะ งอแงเหลือเกิน
คุณปู่น้ำตาคลอบอกเราว่า "มันคงไม่ทิ้งปู่จริงๆหรอกนะ นี่ก็ได้ของไปเยอะเหมือนกันถึงจะซื้อได้ไม่หมด ก็เถอะ นี่มันไม่เคยกลับไปหาปูเลย ก็เพราะปู่มันจน ไม่มีสมบัติอะไรให้ " เราปลอบใจแกไปบอกว่า เดี๋ยวเค้าคงกลับมาน่ะ คงเดินไปดูอย่างอื่นก่อน
เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยค่ะ หันหลังกลับไปมองเห็นคุณปู่ยังยืนคอตกที่เดิม ในใจคิดวน เวียนตลอดเวลา
.... นี่เค้าทำแบบนี้กับพ่อตัวเองได้ยังไงนะ ...
... พ่อไม่มีตังค์พอเนี่ย มันผิดด้วยหรือ? เค้าไม่รู้หรือไงว่า เงินเท่านี้อาจจะเป็นเงินที่คุณปู่เก็บมาทั้ง ชีวิตก็ได้ (คนชนบทจะไปหาเงินจากไหนล่ะ?) ...
...แล้วเค้าจะสอนลูกให้กตัญญูต่อพ่อแม่ได้อย่างไร ก็ทำพฤติกรรมแบบนี้กับพ่อตัวเองให้ลูกเห็น....
จริงอยู่ พื้นฐานครอบครัวนี้อาจจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่เป็นเรา เราคงไม่มีวันทอดทิ้งพ่อให้ได้รับ
ความเจ็บปวดอับอายจากการที่ไม่มีเงินซื้อของให้ลูกหลานได้พอแบบนี้หรอก เป็นเรา เราคงบอกพ่อว่า
" ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ กลับบ้านเราเถอะ "
รักพ่อให้มากๆกันนะคะ เพราะคนตั้งกระทู้ คุณพ่อเสียไปตั้งแต่ยังเด็กเลย....คิดถึงพ่อนะคะ
ขอขอบคุณผู้เขียนที่แบ่งปันเรื่องราวมาให้อ่านค่ะ
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
โดย: Airiiz Toney (Facebook)
6 กุมภาพันธ์ 2555 11:32 น.
(น้ำตาลหวาน)
จริงแล้วไม่เคยมีโปรแกรมนี้ แต่จู่ๆวันพฤหัสเพื่อนรักโทรหา เสาร์ทิตย์นี้เราว่างฟร่ะ หาที่ลงกันเฮ๊อะ เข้าทางฉัน เราก็ว่างงงง อิอิ
เพื่อนรักบอกเวลาน้อยขอสถานที่ใกล้ๆแล้วกัน ตกลงกันว่า ภูเรือ จ.เลย ห่างจากพิษณุโลกเพียง 180 กม.โดยประมาณ จากนั้นเพื่อนรักก็หาเพื่อนร่วมทาง ก็มีคนหลวมตัวมาด้วยเพิ่มอีกหนึ่งคน หนึ่งคนที่เราพอใจมากที่สุด ด้วยเราไปด้วยกันมาหลายทริปแล้ว เช่น พืชสวนโลก(ครั้งแรก) ปาย ปางอุ๋ง เขาค้อ เป็นต้น
ล้อหมุนวันเสาร์สิบโมงกว่าๆ ฉันเป็นฝ่ายตระเวณรับเพื่อน คนแรกอยู่ในเมืองใกล้ๆกัน แต่อีกคน อยู่อ.วังทอง 20 กม.โดยประมาณ แต่ภูเรือ ต้องผ่านอยู่แล้วไม่ใช่ปัญหา สิบเอ็ดโมงกว่าๆ ล้อหมุนจริงเสียที
เพื่อนรักขับรถ ส่วนฉันขออาสานอนอยู่เบาะท้าย(เหมือนเดิม) ค่อยๆขับไปทางอ.นครไทย แวะทานอาหารเที่ยงกัน ผัดกระเพรามื้อแรกอร่อยมาก เป็นร้านเล็กๆข้างทางแถวๆ บ้านเนินเพิ่ม จากนั้นก็ขับมุ่งสูอ..ด่านซ้าย ช่วงอ. ระหว่างทางเราแวะที่พักริมทางอยู่ด้านขวามือ ออกจากอ.นครไทยไม่ไกลมาก ห้องน้ำสะอาด ที่นั่งเย็นสบาย กาแฟบริการตัวเอง พร้อมราคาที่เราจ่ายเองเท่าไหร่ก็ได้ ใครผ่านแถวนี้แวะได้นะค่ะ เราถ่ายรูปกันเล็กน้อย ก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางเพื่อนอยากเห็นดอกซากุระ(ดอกนางพญาเสือโคร่ง) เกษตรที่สูงของอ.ด่านซ้าย อยู่ทางแยกขวามือป้ายบอก 19 กม. เราแวะเข้าไปค่ะ ทางสูงชันโค้งพอประมาณ ไปถึงไม่มีดอกซากุระให้เห็น ด้วยคงโรยหมดแล้ว ต้นซากุระอยู่ไหนหว่า หากันไม่เจอ ไม่มีเจ้าหน้าที่ให้สอบถามแม้แต่คนเดียว กะว่าจะถามไว้เผื่อปีหน้าจะมาดูใหม่ ก็เลยกินแห้วกัน เก็บรูปเล็กน้อย
ขับรถลงมาเข้าสู่ตัวเมืองอ.ด่านซ้าย แวะดูพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน นิดหน่อย จริงแล้วตั้งใจแวะนมัสการพระธาตุศรีสองรักด้วย บังเอิญเพื่อนอีกคนสวมเสื้อออกสีแดง ไม่อนุญาตให้เข้า ก็เลยขอไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ
จากนั้นมุ่งสู่อ.ภูเรือ จริงแล้วเราเตรียมเต้นท์ ที่นอน หมอน (ขาดมุ้ง) ไปด้วย คิดว่าอาจนอนบนอุทยานภูเรือ หากหาบ้านพักไม่ได้ เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า ระหว่างทางก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 5 กม. เพื่อนบอกมีรีสอร์ทใหม่เพิ่งสร้างเสร็จช่วงก่อนปีใหม่น่ารักมาก น่าพัก เราแวะเข้าไปสอบถามราคาห้องพัก หลังละ 700 บาทเนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่สามารถต่อรองราคาได้ 600 บาท เราเลือกพักที่นี่กัน ด้วยเด็กที่รับจองที่พักบอกว่าเมื่อคืนฝนตก กลัวกางเต้นท์นอนแล้วจะต้องเปียกฝนกันค่ะ
จากนั้นเราก็ถ่ายรูป มีรีสอร์ทตรงข้ามกัน เป็นร้านอาหารด้วย แวะทานมื้อเย็น พร้อมกับขับรถออกไปเที่ยวตัวอำเภอ ขับขึ้นทางเข้าไปอุทยานภูเรือ ซึ่งมีรีสอร์ทสองข้างทางมากมายให้เลือก แต่ เราไปไม่ถึงตัวอุทยานด้วยกำลังจะมืดแล้ว ขับรถลงมาถ่ายรูปบริเวณไฮไลท์ของอำเภอ มีนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันเยอะมาก ต้องรอคิวกันเลยละค่ะ
ถ่ายรูปเสร็จขับรถกลับมานอนตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ เพื่อนลงรูปบ้าง คุยกันบ้าง หลับตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม สบายๆกัน
ตื่นเช้ามาอากาศหนาวพอประมาณ สดชื่นมาก อ.ภูเรือ เป็นอำเภอที่อากาศตอนเช้าสดชื่นมากๆ มีหมอกลงทั่วไปหมด แต่พอแดดออก ร้อนมากเลยค่ะ เรายังคงถ่ายภาพกันที่เดิม ไม่มีความเบื่อหน่ายก่อนกลับก็ตระเวณซื้อพันธุ์ดอกกุหลาบมาปลูก เนื่องจากที่นี่ราถูกมากค่ะ ต้นละ 10 บาทเท่านั้นเอง ฉันซื้อมา 20 ต้น พร้อมด้วยดอกทานตะวันแคระน่ารักมาอีก 25 ต้นๆละ 5 บาท เสียดายไม่มีรูปมาให้ดูค่ะ
จากนั้นเรากลับทางอ.หล่มเก่า เข้าอ.หล่มสักไปทานขนมจีนกัน เสร็จแล้วกลับทางอ.เขาค้อ เพื่อนอยากแวะถ่ายรูปที่นั่น ก็ถ่ายรูปกันอีก(มากมาย) มุ่งสู่อ.วังทองส่งเพื่อน เข้าตัวเมืองตอน16.30 น. โดยสวัสดิภาพ
จบทริปปลายหนาวต้นร้อน จาก น้ำตาลหวาน
30 มกราคม 2555 14:38 น.
(น้ำตาลหวาน)
ใกล้จะก้าวเข้าสู่เดือนแห่งความรักแล้ว น้องๆวัยเรียนหลายคนเตรียมตัวซื้อสติกเกอร์รูปหัวใจไปติดปกเสื้อให้เพื่อนๆ กันแล้ว บางคนมีแฟนก็เตรียมซื้อดอกกุหลาบหรือช็อกโกแลต ให้กันและกัน เดือนนี้จึงหวาน(เลี่ยน) เป็นพิเศษ สำหรับเพื่อนๆ Sanook! Campus ที่ยังไม่มีแฟนก็ส่งผ่านความรักให้กับคนในครอบครัว และเพื่อนฝูง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว..
สำหรับคำคมความรักของเราในวันนี้มีทั้งสุข เศร้า เหงา ผสมปนเป กันไป ชอบอันไหนอย่าลืมคอมเม้นต์บอกด้วยนะ ^^
1. ตัดกระดาษต้องใช้กรรไกร...แต่ตัดใจต้องใช้เวลา
2. จบแบบเจ็บ ๆ "ดีกว่า" เจ็บแบบไม่มีวันจบ...
3. ถ้าชอบก็กด "Like" ถ้าใช่ก็กด"Love"
4. ผู้ชายไม่ได้ต้องการนางฟ้า แต่ ต้องการ คนที่มีเวลาให้กัน ... ผู้หญิงไม่ได้ต้องการเทพบุตร แต่ ต้องการ คนที่หยุดสักที
5. รัก เป็นกริยา แต่อกหัก มันเป็น กรรม
6. เนื้อคู่ก็เหมือน IPhone 5 ถึงจะมาช้า แต่ก็จะรอ
7. ความเงียบ มันมักจะ จับมือกับ ความเหงา มาเล่นงานเรา ในเวลา ไม่มีใคร
8. ยอมเป็นแค่คนดีที่ไม่มีใคร ดีกว่าเป็นคนหลายใจที่ไม่มีอะไรดี
9. คุณสมบัติหนึ่งของน้ำตา เปลี่ยนสีชมพูให้เป็นสีเทา
10. บ่อยครั้ง... การหลอกตัวเองก็ทําให้เรามีความสุขมากกว่าได้รู้ความจริง
11. เหตุผลที่ต้องฆ่าเวลา เพราะเวลาทำให้เธอ เปลี่ยนไป
12. เบื่อจิงกับคำว่ารัก ... เบื่อนักกับคำว่าผิดหวัง ... เบื่อใจตัวเองที่โง่อยู่ลำพัง ... เบื่อใจเธอนั้นที่มาหลอกลวง
13. ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พบเจอหมดแล้ว แต่ทำไมยังไม่เจอ ฤดูรักซักทีนะ
14. อยากให้เธอเป็นตีนข้างซ้าย และฉันจะเป็นตีนข้างขวา แล้วเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
15. ความรักคือการเดินทางไกล กว่าจะถึงหัวใจ มันต้องใช้เวลา
16. ฝืนใช้คำว่าเรา ทั้งๆที่ในกระจกเงาสะท้อนคำว่าลา
17. ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะหยุดที่ใคร ... ก็อย่าหวังไปไกลว่าใครจะมาหยุดที่คุณ
18. ถึงจะเป็นคนคุ้นเคย ถ้าเอาแต่ละเลย ก็อาจกลายเป็นแค่คนเคยคุ้นกัน
19. สิ่งที่คนมีแฟนควรเรียนรู้ คือ คนไม่มีคู่เขาอยู่ได้อย่างไรในวันเดียวดาย
20. ถึงบางครั้งอาจจะพูดแรงไป... แต่ก็แรงไม่ยอมเปลี่ยนปลั๊ก รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง..
21. ก่อนจะพิมพ์คำว่า "เรา" อย่าลืมเปลี่ยนภาษาล่ะ ไม่อยากกลายเป็น "gik"
22. อยากบอกเธอว่า.. ปากกา พัดลม ปืน (PEN FAN GUN)..นะ
23. ผู้ชายก็มักกังวลกับสิ่งที่ผู้หญิงจำได้... ผู้หญิงมักใส่ใจกับสิ่งที่ผู้ชายลืม
24. ถ้าในวันๆนึงเราได้จับมือคนที่เรารัก นานเท่าจับเม้าท์ก้อคงจะดีนะ
25. คนที่พูดว่าไม่รู้..มักจะรู้...และคนที่พูดว่า ไม่เป็นไร...มักจะเป็น...แต่ถ้าใครพูดว่า ไม่รัก..มักจะจริง
26. อย่าทำตัวเป็นแฟนแค่ในนามและความคิด ... โปรดลงมือกระทำด้วย
27. ฉันดูแลตัวเองได้ เป็นคำบอกเลิก...ที่อยู่ในประโยคบอกเล่า ..
28. จำไว้.. "ห่างกันซักพัก"..เป็นคำสุภาพที่สุดของคำว่า "เลิกกันเถอะ"
29. บังคับตัวเองให้เลิกเหงา ยังดีกว่าบังคับเขาให้กลับมา
30. ลบฉันออกจากเพื่อนไม่เป็นไร แต่อย่าบล็อกได้ไหม เพราะฉันยังอยากรู้ความเคลื่อนไหวของเธอ
31. เราเป็น คนหลายใจ.. เพราะ ให้เธอได้ทั้ง จริงใจ, เข้าใจ, ใส่ใจ ... แต่ว่าเรา ดันลืมไปอย่างนึง ... เราลืมเผื่อใจ!
32. ความเปล่าเปลี่ยวเป็นความยากไร้ที่ทรมานที่สุด
33. ความรักไม่ได้วัดโดยความรู้สึกของคุณ แต่วัดจากการที่คุณทำให้เขารู้สึกอย่างไร
34. คุณอาจเป็นเพียงคนหนึ่งบนโลกใบนี้ แต่คุณอาจเป็นโลกทั้งใบของใครคนหนึ่งก็ได้
35. มิตรภาพมักจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ
36. ความรัก"ที่ยิ่งใหญ่" คือ "ไม่เสียใจ" แม้..ไม่ได้อะไร "กลับมา"
37. ความรักคือความ เข้าใจของคน2คน ไม่ใช่ความอดทนของคนๆเดียว
38. หากไม่รักตัวเอง คุณจะไม่มีทางรู้จักคำว่ารัก
39. รักกันมาเป็นปี จะจบทั้งทีแค่วินาทีเดียว
40. ความหึงหวงเป็นผลพวงจากความรัก
41. คนที่ฉลาดที่สุดมักจะบอกว่าไม่รู้เรื่องความรัก ส่วนคนที่โง่ที่สุดมักจะพร่ำเพ้อว่าตัวเองรู้เรื่องความรักดี
42. รักใครหลายคน ไม่ใช่เหตุผลของคนหลายใจ
43. รักแท้ มีแม่คนเดียว
44. กุหลาบไม่มีหนาม มะขามไม่มีข้อ ผู้ชายไม่ใช่พ่อ จะไปง้อมันทำไม
45. ผู้หญิงถึงจะพูดความจริงสักแค่ไหน แต่ก็โกหกหน้าตายเป็นเหมือนกัน
46. อย่าใช้อดีตสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตลบอดีต
47. เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย
48. ผู้ชายก็เหมือนรองเท้า เมื่อใส่แล้วกัด ก็สลัดมันทิ้ง
49. อย่าเสียใจที่เขา ทิ้งเราไป แต่จงดีใจที่เราได้ หัวใจ เรากลับคืนมา
50. ความเชื่อใจเหมือน ยางลบ ผิดบ่อยๆ ยางลบก็ก้อนเล็กลง
ปล. คำคมทั้งหมดทีมงานไม่ได้แต่งขึ้นเองแต่อย่างใด
ที่มา : sanook.com
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
9 มกราคม 2555 16:46 น.
(น้ำตาลหวาน)
ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยน แต่ แสนจะอ่อนโยน
มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ ..
และเล่าเรื่องๆราวต่างๆให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งฟัง
เธอเล่าเรื่องน่าเศร้าไปพร้อมกับน้ำตาของเธอ
เด็กผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆเด็กผู้หญิง ..
รับฟังเรื่องราวต่างๆ แล้วเขาก็เงียบ ..
เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งร้องไห้มากขึ้นเรื่อยๆ .. เรื่อยๆ
จนเด็กผู้ชายพูดขึ้นมาว่า เธอจะร้องอะไรกันนักหนา ยัยบ้า
เรื่องแค่เล็กน้อยแค่นี้ เธอถึงกับต้องเสียน้ำตามากขนาดนี้เชียวเหรอ
เด็กผู้หญิงเลยพูดขึ้นว่า ..
ก็เธอน่ะมันคนใจร้าย เธอจะไปเข้าใจอะไรล่ะ
เวลาที่ฉันมีปัญหา .. เวลาที่ฉันเสียใจ ..
พอฉันบอกให้เธอฟัง เล่าให้เธอฟัง เธอกลับหาว่าฉันบ้า
เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย
เธอมันเป็นผู้ชายที่ไม่มีความอ่อนโยน..
ทำไมน๊ะ เวลาที่ ฉันร้องไห้ .. ทำไม ..
ทำไมเธอไม่เคยคิดจะพูดปลอบใจฉันบ้าง ..
ทำไมเธอชอบว่า ฉันนัก ..
หรือว่า แค่นี้ฉันยังเสียใจไม่พอ ..
ต้องให้เธอมาทำให้ฉัน ยิ่งทรุดหนักลงใช่มั้ย
เด็กผู้ชายคนนั้นได้แต่ .. นิ่งเงียบ ..
ในใจของเด็กผู้ชายคนนั้นได้แต่คิดว่า .. เธอมันยัยโง่
ในใจของเด็กผู้ชายคนนั้นมีคำถามมากมาย ..
คำถามเป็นร้อยๆพันๆคำถาม ที่อยากจะเอ่ยถามเด็กผู้หญิงคนนั้น
แต่เด็กผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยจะเอ่ยถามแม้สักคำ ..
เธอไม่เคยรู้หรอกเหรอว่า เวลาเธอน่ะร้องไห้ ฉันแทบจะเป็นบ้า
เธอไม่เคยรู้หรอกเหรอว่า .. เวลาเธอเศร้า ฉันเศร้ายิ่งกว่า
แล้วเธอไม่รู้หรอกเหรอว่า .. คนที่มันทำเธอร้องไห้ ฉันอยากจะกระทืบมันให้ตาย
นี่เธอไม่เคยรู้จริงๆเหรอว่า .. ฉันรักเธอมากแค่ไหน
เธอไม่รู้หรือไงน๊ะยัยโง่ ว่า .. ฉันน่ะปลอบเธอไม่เป็น
ฉันรู้นะ .. ถ้า ฉันปลอบเธอ เธอจะดีขึ้น ...
แต่ ... ฉันก็ไม่ทำ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า ..
ฉันไม่อยากเห็นเธออ่อนแอ
ฉันอยากเห็นเธอเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาด้วยตัวของเธอเอง ..
ถึงแม้ว่า .. เธอ จะมองว่าฉันเป็นคนใจร้าย .. ฉันก็ยอม
ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่อ่อนโยน แสนดี ..
ฉันอาจไม่ใช่คนที่เธอต้องการยามเศร้า ..
ฉันอาจไม่ใช่ .. ใครคนนั้น .. สำหรับเธอ ..
ถึงเธอจะโกรธ จะเกลียดฉัน ..
แต่อยากให้ไว้นะว่า ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยนคนนี้ก็รักเธอ
น่าเศร้าใจนัก ที่เด็กผู้หญิงคนนั้น ..
ไม่มีทางรู้เลยว่า ความไม่อ่อนโยนที่เด็กผู้ชายคนนึงมอบให้
.. กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ..
ถ้าเด็กผู้หญิงคนนั้นรู้สักนิดว่า ..
เด็กผู้ชายคนนั้นรักเค้าแค่ไหน
เรื่องนี้มันคงไม่เป็นแบบนี้
อย่ามองแค่การกระทำภายนอกของเขา
แต่ลองมองลึกถึงหัวใจ ..
แล้วคุณจะรู้ว่า ใครบางคนที่คุณ ..คิดว่า
ไม่อ่อนโยนเอาซะเลย .. เค้าคนนั้นอาจจะ ..
แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่เต็มเปี่ยม
จงอย่ามองด้วยตา แต่มองด้วยใจ ..
เพราะสิ่งที่ดีๆบนโลกใบนี้ซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหามันเจอรึเปล่า ..
13 ธันวาคม 2554 11:05 น.
(น้ำตาลหวาน)
ตกลงกะเพื่อนเลิฟ ไปหาความหนาวกันดีฝ่า ภูทับเบิกห่างจากเมืองพิษณุโลกไม่ถึง 200 ก.ม. ว่าแล้วล้อหมุนวันที่ 11 ธ.ค. 54 หยุดสามวัน หากไม่ได้ไปไหน รู้สึกเหงา เศร้าทรวงในเหลือเกิน 10 โมงครึ่ง ขับรถไปรับเพื่อน ตอนแรกกะว่าจะไปกันสามสาว แต่อีกสาวหนึ่งโทรแคนเซิ่ลเนื่องจากอากาศหนาวมากขึ้นในเช้าที่จะเดินทาง เพื่อนบอกว่าเราอยู่พื้นราบยังรู้สึกหนาวขนาดนี้ หากไปภูทับเบิก มีหวังแข็งตายแน่ๆ
ช่วงก่อนถึงอ.เขาค้อ เราแวะถ่ายรูปกันสองแห่ง ด้วยรูด12 เราแวะกันบ่อยแล้วก็ตกลงกันว่าแวะที่ De monte อยู่ในช่วงกำลังเร่งรีบสร้างให้เสร็จก่อนสิ้นปี สีส้มสว่างไสว เด๋วมีรูปให้ชมกันค่ะ และอีกแห่ง Coffee Hill ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่เลยทางเข้าอ.เขาค้อ เพิ่งย้ายมาปลูกใหม่สวยค่ะ แต่ก็กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง คงจะเสร็จก่อนสิ้นปีเช่นกัน
ถ่ายรูปกันพอจุใจ อิ่มหนำสำราญแล้วก็ขับรถมุ่งสู่ภูทับเบิก ทางขึ้นภูมีร้านขายอาหาร ขายของฝากเพียบค่ะ เราแวะทานขนมจีน พออิ่มท้องเป็นมื้อกลางวัน แล้วก็ค่อยๆไต่เขาขึ้นไปบนภู น่าจะประมาณ 20 กม. เวียนหัวค่ะ ด้วยน้ำตาลหวานเป็นคนเมารถ (แหะๆ ชอบเที่ยวแต่ไม่เก่งเรื่องแบบนี้)
พอถึงภูทับเบิก ผู้คนมากมาย รถเพียบ ทางก็แคบ แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคด้วยเราขึ้นไปถึงประมาณบ่ายสามโมง ยังพอมีที่ว่างให้เราเลือกกางเต้นท์ ขับรถเข้าไปให้ใกล้สถานที่กางเต้นท์ให้มากที่สุด เมื่อสองปีที่ผ่านมา สามารถเอารถเข้าไปจอดหน้าเต้นท์ได้เลย แต่ไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ค่ะ
จองที่พักกางเต้นท์มีที่ให้นอนแน่นอนแล้ว ก็นี่เลย มุ่งสู่แปลงกล่ำปลี ก็อยู่ไม่ห่างจากที่พักค่ะเดินขึ้นนิดหน่อย สวยงามค่ะ เคยแต่ทานกล่ำปลี แขนงกล่ำปลี แต่ไม่เคยเห็นแปลงผักจริงสักที คราวนี้ถูกใจมาก รวมทั้งสวนดอกไม้ของชาวม้ง ไม่ทราบเรียกดอกอะไร แต่เพื่อนเรียกดอกกระดาษ เราสองคนลุยถ่ายรูปกันจุใจเหมือนเดิม แต่ ได้รูปคู่เพียงสามรูป ด้วยความอนุเคราะห์ของนักท่องเที่ยวด้วยกัน
จากนั้นเราก็เดินดูของที่แผงร้านค้าที่เรียงรายมากมาย ใครไปเที่ยวภูทับเบิกไม่ต้องเตรียมอะไรไปค่ะ มีทุกอย่างที่ต้องการ เช่นถ่านไฟหุงข้าวพร้อมเตา หรือ ไก่ หมู ที่หมักไว้ สำหรับปิ้งย่าง เผือก มัน ซึ่งก็เหมาะสำหรับหมู่คณะหลายๆคนค่ะ หากไปกันสองคนอย่างน้ำตาลหวานก็ นี่เลย ข้าวเหนียวไก่ย่าง แต่ที่ชอบก็คือ มันปิ้งหอมหวลชวนรับประทานอย่างมาก ขอบอกรสชาดหวานหอมมากๆ ตามด้วยน้ำขิงร้อนๆ หรือกาแฟ ราคาไม่แพง 15-20 บาท อาหารตามสั่งมีทุกอย่าง ราคา ไม่เกิน 40 บาท มีแม้กระทั่ง คอหมูย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำเต้าหู้ นมร้อนๆ ฯลฯ
เราเข้าเต้นท์ตั้งแต่หกโมงเย็นกว่าๆ ด้วยอากาศหนาว นั่งเล่นไม่ไหว นอนคุยกันไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงคนดีดกีต้าร์ร้องรำทำเพลง คืนนั้นพระจันทร์สว่างส่องแสงเข้ามาภายในเต้นท์มองเห็นหน้ากันเลยค่ะ ประมาณสองทุ่มสะกิดเพื่อน เราหิวฟร่ะ เพื่อนก็บอกเราก็หิว ลุกไปหาอะไรทานกัน เพื่อนดื่มนมสดร้อนๆ น้ำตาลหวานข้าวต้มค่ะ อร่อยมาก ทานหมดถ้วยเลย แม่ค้าที่ขายมีประมาณ5-6 คน ก็ชวนคุย เขามาจากกทม.มาเที่ยวกันค่ะ ช่วยเพื่อนขายของ สัปดาห์ที่แล้วก็มาไม่หนาวขนาดนี้ ตอนสองทุ่ม ประมาณ 7 องศา ค่ะ
เสียงลมพัดจนเต้นท์ไหวยวบๆ น้ำค้างเปาะแปะ มองไปที่ผ้าใบมีน้ำค้างเกาะเลยค่ะ ตีห้ากว่าๆเต้นท์ข้างๆตื่น พูดคุยเสียงดังตลอด บ่นเต้นท์อื่นๆที่ยังไม่ลุก ยังไม่ตื่นว่า มานอนกันทำไม ทำไมไม่ลุกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอกก็สวย ก็จริงของเขาอ่ะนะ อยู่บ้านก็ได้นอน มากันทำไมเนี่ย ....อิอิ
ลุกจากเต้นท์ตอนเกือบเจ็ดโมงด้วยแสงแดดจ้า เสียงคนเดินมาดูทะเลหมอกแถวๆเต้นท์ มากมาย ด้วยเป็นจุดชมทะเลหมอก พอโผล่หน้าออกจากเต้นท์ โอ้โฮ....ทะเลหมอกสวยม๊ากกกกกก รีบตะลีตะเหลือกล้างหน้าแปรงฟันทันที กลัวถ่ายรูปไม่ทัน ไม่กล้าปลุกเพื่อนเพราะเห็นเพิ่งจะหลับ เพื่อนต้องขับรถขากลับด้วย แต่ เพื่อนคงได้ยินเสียงพูดคุย ตะโกนถามว่ามีทะเลหมอกไหม รีบตอบเพื่อนทันทีทันใด มีๆๆ สวยมากๆๆ รีบลุกเลย เพื่อนกระโดดออกจากเต้นท์ล้างหน้าแปรงฟัน ไม่มีเวลาแม้แต่หวีผม คว้ากล้องออกมาถ่ายรูปทันที
ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ เข้ามาเก็บของที่พอเก็บได้ไปไว้ในรถ แล้วเดินออกไปหาอาหารทาน เพื่อนขอทานข้าวต้ม น้ำตาลหวานทานข้าวผัดกระเพาแขนงกล่ำปลี อร่อยค่ะ จานละ 40 บาท เสียงนักท่องเที่ยวพูดว่าเมื่อคืน 3 องศา บรื๋อๆๆๆ สวดยอด
จากนั้นเดินหาซื้อของกลับบ้าน ได้กล่ำปลีสองถุงใหญ่ 2 ถุงๆละ 45 บาท แขนงกล่ำ 2 ถุง 70 บาท
แค่แปดโมงเช้าก็แดดร้อนแล้วค่ะ ไม่สามารถอยู่ในเต้นท์ได้ แต่อากาศก็ยังหนาวอยู่ คงเพราะเราอยู่สูงใกล้ดวงอาทิตย์ค่ะ เราขับรถกลับลงมาทางเดิม ช่วงขาลงหมอกข้างทางยังหนาอยู่ค่ะ สวยมากๆ
เราแวะซื้อผักกันที่เขาค้อกันอีก เพียบค่ะ หากใครไปเขาค้อจะไม่ผิดหวัง มีผักสด ผลไม้สด ลูกพลับช่วงนี้น่าทานมากๆ แอ๊ปเปิ๊ลลูกเล็กน่ารับประทาน ยอดฟักแม้ว สดน่าทาน ฯลฯ
รถของเราอุดมไปด้วยผักนานาชนิดที่ระดมซื้อมาเป็นของฝาก ถึงพิษณุโลก 12.00 น. ด้วยความปลอดภัย
จบทริปภูทับเบิก ผู้หญิงอยากเล่า เรื่องสั้นที่ไม่สั้น "น้ำตาลหวาน"