15 มีนาคม 2554 11:40 น.

ขอเวลาเพียง 5 นาที

(น้ำตาลหวาน)

  อย่าหวังว่าจะเกิดขึ้นกับเราเล้ย   เพียงอยากจะบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ ควรให้  "โอกาส" เขาสักครั้งเถอะครับ เหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับเราสักวัน...ใครจะรู้ การให้โอกาสคือการให้ที่ยิ่งใหญ่... 

'อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย' 
     เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น
พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน
ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น
แค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า 
   'อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ' 
   'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ' 
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำ
สารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะ
จัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ
แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของ
มากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวาย
ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน
ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ
แม่จึงเดินเข้าไปถาม
'พี่หนอม มีไรหรอคะ'
'ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ
พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย'
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที
และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ'
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย
พ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว 
ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ
ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยา
แต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ' 
ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายา
แก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด
แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่
'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ'
แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ'
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง...' 
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็ก
คนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ
น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้า
แทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้อง
กินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย' 
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้ม
พร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ' 
แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า
'ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขาย
อยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม
แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'
'แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่'
ฉันถามต่อ  แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก
จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาท
ทุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มี
ความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ
เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น'
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า'
'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร
'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือน
บ้านป้าหนอมเขานะแม่'
'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคน
ที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ
แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคน
อื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะ
รักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้' 
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้ง
คนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ' 
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้
ี้อีกเลยจนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีก
ครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ
แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก 
ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง
หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน
แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน
แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้อง
ยอมตามใจแม่ 

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจาก
ปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่ม
เป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่
ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนัก
มากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ
จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป
ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน
แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว
ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย

ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจ
ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า
โรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที
ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า
มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับ
เส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรง
ถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า
โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก
ในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า

ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว
แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ
อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอ
ที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้

หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก
โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัด
จะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง
ค่อนข้างสูง  เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน
ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัด
ประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาล
บอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้

ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า
เป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า
คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ

ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว
ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ
ผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่

โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น

เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

    ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร  ภู่จันทร์ 
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
       ค่าผ่าตัด                          0 บาท
       ค่ายาทั้งหมด                      0 บาท
       ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ                0 บาท
       รวมเป็นเงินทั้งหมด                0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

                             นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร



ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความ

และเพื่อนๆที่ FW Mail ดีๆมาให้

ที่ลืมไม่ได้ขอบคุณท่านที่อ่านจนจบ

และขอบคุณมากๆที่เผยแพร่ต่อไป

ขอบคุณจริงๆ 


 

 
 
 
 

				
7 มีนาคม 2554 16:34 น.

"เลือดข้นกว่าน้ำ"

(น้ำตาลหวาน)

"เขาตายไปตั้งนานแล้ว ที่เห็นยังหายใจอยู่นี่ คือสังขารของเขา แต่...วิญญาณข้างในไม่ใช่ เขาไม่มีความเป็นจรัสศรีคนเดิมเหลืออยู่เลย"
 
          ป้านวลศรี อนันตกูล วัยใกล้ 70 ปี กล่าวถึง ป้าจรัสศรี พี่สาวที่มีอายุมากกว่าเธอ 2 ปี แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นหญิงชราที่ไม่เหลือความทรงจำใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความทุกข์ ความยินดี หรือความโศกเศร้า...
เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่ ป้าจรัสศรี จำตัวเองไม่ได้ จำน้องสาวไม่ได้ จำใครในโลกนี้ไม่ได้เลย แถมควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ใช้อวัยวะไม่เป็น กินข้าวเองไม่ได้ ต้องป้อนและบอกให้เคี้ยว แยกแยะการเคี้ยวกับกลืนไม่ได้ เดินเองก็ไม่ได้ ต้องบอกให้ก้าวและเดิน ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากโรคอัลไซเมอร์ โรคร้ายที่ไม่ใช่แค่การลืมสิ่งของหรือความจำบางอย่าง หากแต่ลืมทุกสิ่งอย่างในการใช้ชีวิต เปรียบเสมือนมียางลบอยู่ในสมอง ที่คอยลบความทรงจำออกทีละเล็กทีละน้อย 


          ป้านวลศรี เล่าว่า เธอกับพี่สาวเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ จากบ้านเกิดในจังหวัดราชบุรี ก่อนจะเข้ามาเรียนหนังสือและอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นมัธยม โดย ป้านวลศรี เรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วน ป้าจรัสศรี จบคณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาปฐพีวิทยา ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

แม้ว่าจะเติบโตมาด้วยกัน แต่นิสัยของทั้งคู่ก็แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ป้านวลศรี บอกว่า พี่สาวของเธอเป็นคนสวยและเก่งในทุก ๆ เรื่องมาตั้งแต่เด็ก ๆ อีกทั้งยังเป็นคนใส่ใจในความเป็นไปของคนรอบตัว ไม่ละเลยความทุกข์ของคนรอบข้าง มีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้คน รวมถึงเพื่อนร่วมโลกที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างสุนัขจรจัด ในขณะที่ตัวเองเป็นคนสำรวยชนิดไม่เคยเดินตลาดซื้อกับข้าว ไม่หยิบจับเนื้อสัตว์ดิบ ไม่เข้าใกล้อะไรที่สกปรก ชอบสันโดษ มีโลกส่วนตัวสูง และไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้คน 
 
          "จรัสเขาเป็นคนสวยและเก่ง เก่งทุกเรื่อง เก่งผิดปกติ เรียนเก่ง ทำงานเก่ง ขับรถเก่ง แถมยังซ่อมเป็นด้วย กับข้าวทั้งคาวทั้งหวานไม่มีใครเทียบเขา เขาเก่งมาก ทำอะไรต้องทำให้ได้ดี เขาทำเค้กเก่งมาก ไม่ใช่สักแต่ว่า just a cake อย่างนี้นะ ทำแบบอร่อยมาก" ป้านวลศรี กล่าว

แต่แล้ววันหนึ่งความผิดปกติก็ส่งสัญญาณบางอย่างกับพี่สาว ก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 2 ปี ป้าจรัสศรี เริ่มลืมของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ขับรถชนโน่นนี่ โดยตอบไม่ได้ว่า ชนอะไรมา ไปจนกระทั่งถึงการลืมของมีค่า ลืมทางกลับบ้าน ลืมการขับรถซึ่งเป็นเรื่องอัตโนมัติ ลืมบ้านของตัวเอง และเมื่อย่างเข้าปีที่ 5 เธอก็เริ่มลืมภาษา เขียนไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก และไม่เหลือความทรงจำอื่นใดอีกเลย

          "ตอนเป็นใหม่ ๆ ป้าก็รับไม่ได้นะ ตบหน้าหันเลย เพราะเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทนไม่ไหว แรก ๆ ตีบ่อย แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ทำให้เราจิตตก เสียใจ รู้สึกเหมือนสติจะแตก บางทีนอนคิดว่าหลับไปแล้วพรุ่งนี้ไม่ตื่นก็ดีนะ จนกระทั่งพี่สาวอีกคนมาให้สติว่า เขาเสียน้องไปคนหนึ่งแล้ว อย่าให้เสียอีกคน จากนั้นเราจึงฮึดสู้ ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแพ้ เพราะชีวิตเขา เราเป็นผู้กำหนด"

จากนั้นเป็นต้นมา เวลาทั้งหมดที่มีไว้ใช้สำหรับตัวเองของป้านวลศรี ก็ถูกโอนถ่ายไปเป็นของร่างที่มีแต่ลมหายใจไร้ความทรงจำของพี่สาวจนหมดสิ้น จากที่เคยสนใจแต่เรื่องของตัวเอง มาวันนี้ ป้านวลศรี จะคิดถึงสังขารของพี่ก่อนสังขารตัวเอง เธอได้ละทิ้งความเป็นตัวเองแทบทุกอย่างเพื่อดูแลพี่สาว ละทิ้งความฝันความตั้งใจที่จะเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ในเขตบ้าน รวมทั้งหันมาใส่ใจที่จะแบ่งปันทั้งตัวตน แบ่งปันเงินทองเพื่อช่วยเหลือคนอื่น รวมถึงสัตว์ร่วมโลกแทนพี่สาวของเธอ

          "ตอนที่ความจำเขายังไม่ดับสนิท เขาร้องไห้ว่า ทำไมฉันถึงเป็นอย่างนี้ ป้าบอกเขาว่า เธอไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนดีอะไรหรอก ไม่ได้ปล่อยวางอะไรได้ขนาดนั้น ไม่ได้ปรารถนาคำชื่นชม แต่เรามองเห็นความทุกข์ของเขา ทุกอย่างเขารอเราอย่างเดียว เราก็ต้องใส่ความเป็นมนุษย์ให้เขา เพราะเขามีชีวิตไม่มีชีวา เขามีแต่สังขาร เราก็อยากจะแบ่งเบา แม้ว่าเราจะสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต แต่สิ่งที่ได้มันเหมือนเรารู้จักโลกมากขึ้น เห็นความมีคุณค่าของมนุษย์ อะไรที่เราช่วยเหลือใครได้ เราต้องทำ อย่างน้อยมันไม่เสียชาติเกิด"  ป้านวลศรี กล่าว 

นอกจากน้องสาวแท้ ๆ ที่คอยดูแล ป้าจรัสศรี ยังมี คุณเปรม ทองใบ แพงมี ผู้ที่เคยเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้มาตั้งแต่ ป้าจรัสศรี ยังไม่ป่วยไข้ และทุกวันนี้เธอยังคงคอยดูแลอยู่ไม่ห่างไปไหน ด้วยเพราะความรักความผูกพันที่ ป้าจรัสศรี เคยมอบให้ประหนึ่งญาติคนหนึ่งในบ้าน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนคอยดูแลแม่ที่ป่วย และให้คำมั่นสัญญาว่ายังคงดูแล ป้าจรัสศรี ต่อไปจนถึงที่สุด

           ขณะที่ ป้านวลศรี ก็ยังคงยืนยันว่า จะไม่พาพี่สาวไปทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์ผู้ป่วยแน่นอน แม้จะรู้ดีว่า พัฒนาการของโรคอัลไซเมอร์ จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ป้านวลศรี ก็เชื่อว่า คงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น หรืออาจจะเป็นวันที่ป้าละสังขารก่อนพี่สาวของตัวเองก็เป็นได้
    
และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวความรักของ 2 พี่น้อง ที่คนหนึ่งมียางลบ คอยลบความทรงจำ อีกคนมีความทรงจำอันงดงามอยู่ในจิตใจ มีความรักที่เกิดจากการเผชิญทุกข์และเรียนรู้ที่จะมองเห็นสุขให้ง่ายขึ้น 

แม้ความทรงจำของผู้เป็นพี่จะไม่เหลือแล้ว แต่ตราบใดที่น้องสาวคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็สัญญาว่าจะดูแลพี่คนนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งเรื่องราวของ หญิงชราสองพี่น้องนี้ นอกจากจะเป็นเครื่องเตือนสติเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารแล้ว 

ยังย้ำเตือนในเรื่องของความดี เพราะในวันที่ ป้าจรัสศรี ไม่เหลืออะไรเลย แต่จะเห็นได้ว่า คุณงามความดีที่เคยทำไว้นั้น กำลังปกป้องเธออยู่จนทุกวันนี้

แหล่งที่มา sanook.com
				
22 กุมภาพันธ์ 2554 10:45 น.

พระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ

(น้ำตาลหวาน)

เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กพ. 54 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปแสวงบุญมาค่ะ พระพุทธบาทพลวง ที่เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เป็นการไปเอาบุญที่วัดนี้ครั้งที่สองเว้นไปสองปี มาปีนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  เราเริ่มจากหาที่พักก่อนเพราะไม่ได้จองที่พักหรือเตรียมเต้นท์ไป  ก่อนเข้าวัดก็เมียงๆมองๆหาที่พักไปด้วย  สะดุดตาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากวัดพลวงนัก  มองเห็นมีห้องพักไม่กี่ห้อง แต่มีเต้นท์กางอยู่ประมาณสิบเต้นท์เห็นจะได้    ก็ตกลงเลี้ยวกลับจากวัดมาหาที่พักให้มั่นใจก่อนว่าได้นอนแน่  ไม่ผิดหวังค่ะ  ถึงแม้ห้องจะเต็มแต่เต้นท์ยังไม่มีคนเช่า  เราเดินเลือกเต้นท์ที่คิดว่าสะดวก ใกล้ห้องน้ำ แล้วออกมาทานข้าวบริเวณที่พักนั่นแหละค่ะ  เจ้าของที่พักบอกว่า ประมาณสี่ห้าทุ่มเต้นท์จะเต็มเพราะคนลงจากเขาคิชฌกูฏกัน  เราก็อ้าว...เขาเดินขึ้นกลางคืนได้ใช่ไหมเนี่ย  เพิ่งจะรู้(ก็ไม่รู้จริงๆ)  จริงแล้วตั้งใจหาที่พักนอนหนึ่งคืน รุ่งเช้าตีห้าจะขึ้นไปค่ะ  เราจึงตกลงกันว่า ทานข้าวเสร็จก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทกันเลย  พรุ่งนี้เช้าก็เดินทางกลับพิษณุโลก  

หลังทานข้าวเสร็จก็ขับรถไปวัดพลวงอีกครั้ง  หาที่จอดรถ ( 50 บาท) บริเวณที่ใกล้ที่สุด สะดวกที่สุด  จากนั้นก็ไปหาซื้อรองเท้าแตะสำหรับฉัน   เนื่องจากเกิดเอ๊กซิเด้นท์ทำเล็บแล้วบวมปวดมากไม่สามารถสวมรองเท้าผ้าใบที่เตรียมมาได้  (อยากสวยก่อนมาเที่ยวเจอซ้า..อิอิ) ได้รองเท้าแตะถูกใจแล้ว ไปจองตั๋วรถสองแถวขึ้นเขากัน ในราคาคนละ 50 บาท คนเยอะมากค่ะ  ความจริงวัดพลวงแห่งนี้จะมีสถานที่ให้ผู้ไปแสวงบุญได้นมัสการพระพุทธรูปหลายจุดด้วยกัน แต่ ด้วยเวลาที่เรามากันใกล้ค่ำจึงคิดตรงกันว่า ขึ้นเขาเลยค่ะ  ช่วงรถสองแถวลงจากเขามาแต่ละคันต้องแย่งกันกระโดดขึ้น  โห....อะไรจะขนาดนั้นน๊อ  เรายืนเมียงๆมองๆ สงวนท่าทีกันอยู่พักนึง  ไม่ได้การแระ ถ้าไม่แย่งก็ไม่ได้ขึ้นค่ะ  เพื่อนกระโดดขึ้นไปก่อนแล้วกันที่ให้พวกเรา  ในที่สุดก็สำเร็จ ได้ขึ้นรถสองแถวสมใจ  มีคนขึ้นมาเกินสองคนเป็นผู้หญิงอายุประมาณเกือบสี่สิบยืนอยู่บนรถ  คนขับรถบอกว่ายืนไม่ได้นะครับ  อันตรายมาก  แต่เขาก็ยืนยันว่ายืนไปได้  (สงสัยมาครั้งแรกยังไม่รู้ว่าการนั่งรถสองแถวขึ้นเขาคิชฌกูฏมันเสี่ยงชีวิตขนาดไหน)  คนในรถต่างพร้อมใจกันพูดบอกด้วยความหวังดีว่า (รวมทั้งฉันด้วย)  ยืนไปไม่ได้แน่ๆมันเสี่ยงมาก  เขาจึงยอมลงจากรถด้วยความโล่งอกของทุกคน มันเสี่ยงจริงๆกับการยืนไปค่ะ

รถสองแถวขับพาเราผ่านเขื่อนแล้วขึ้นเขาก่อนขึ้นอุทธยานจะมีป้อมตรวจรักษาการของเจ้าหน้าที่ มีป้ายบอกว่า เก็บขยะกลับบ้านให้มารับกล้าไม้ไปปลูกได้ฟรี  เป็นไอเดียที่ใช้ได้เลยนะค่ะ 

และแล้วรถสองแถวก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา ขับเลนซ้าย ปาดไปเลนขวาอย่างเมามัน พวกเราเกาะราวรถกันแน่น  ช่วงรถสวนก็กลั้นหายใจขอให้สวนกันด้วยความปลอดภัย  สาธุ.... อิอิ เป็นแบบนั้นจริงๆ หายใจไม่ทั่วท้องเลยค่ะ  เป็นระยะทางประมาณ 4 กม. ช่วงที่เรานั่งรถมาก็มีคนเดินขึ้นเขาเป็นระยะ  ส่วนมากจะเป็นคนอายุไม่มากนัก ยังมีเรี่ยวแรงเดินขึ้นได้กันอยู่  สำหรับฉันกับเพื่อนๆ  ขอบายอ่ะ  สังขารไม่อำนวยจริงๆ  

รถไปจอดในระยะครึ่งทางประมาณ 4 กม.เพื่อต่อรถสองแถวขึ้นไปบนสูงสุดอีกคัน (ไม่รู้ว่าทำไมต้องต่ออ่ะ) อาจเพราะรถวิ่งขึ้นเขาสูงคดโค้งมากเกินไปไม่ดีต่อสภาพรถมั้งค่ะ (คิดบวกไว้ก่อน)  ปีก่อนที่ผ่านมา ถึงจุดนี้ฉันจะแวะเข้าไปไว้พระที่บริเวณต่อรถ แต่ปีนี้เห็นว่าใกล้ค่ำค่ะ ก็เลยจองตั๋วขึ้นเขาต่อทันที อีกคนละ 50 บาทค่ะ

ช่วงต่อรถนี้ไม่ต้องแย่งกันขึ้นรถค่ะ เป็นไปด้วยความสะดวกสบายขึ้น  จากนั้นก็นั่งรถเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ขับเลนซ้ายปาดไปเลนขวาเหมือนเดิม และสูงชันกว่าเดิม  หายใจไม่เคยทั่วท้องค่ะ ลุ้นตลอดทาง ถึงช่วงนี้นึกขึ้นได้ว่า ฉันเคยแนะนำเพื่อนคนนึงให้พาครอบครัวมาเพราะเห็นว่า ดีมากๆสำหรับคนต้องการทำบุญ แสวงบุญ ดีกับครอบครัวกับตัวเอง และเพื่อนก็ไปตามที่แนะนำค่ะ  พอกลับไปเจอกันในเอ็ม เพื่อนบอกว่า ทำไมไม่เตือนกันมั่งว่าต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกันทั้งครอบครัว แล้วเขาก็หัวเราะค่ะ คงจะขำปนเคือง โถ.. ก็เราหวังดีอ่ะนะ  ด้วยเพื่อนเคยอยู่แต่เมืองหลวงค่ะ ไม่เคยเจอสถานการณ์อันหฤโหดแบบนี้  เจอซ้า...อิอิ

และแล้วก็ถึงวัดกระทิง สถานที่จอดรถเราลงจากรถแล้วไปซื้อดอกไม้ธูปเทียน อ้าว...ดอกดาวเรืองหมด มีแต่ดอกกุหลาบ  ถ้าใครมาเขาคิชฌกูฏจะเห็นว่า ทุกสถานที่บริเวณวัดพลวงจะมีดอกดาวเรืองขายเป็นถุงใหญ่ ธูปกำใหญ่ เทียนหลายเล่มเลยค่ะ  เพราะตลอดระยะทางเดินขึ้นเขาระยะทาง 1.20 กม.เพื่อไปนมัสการพระพุทธบาทพลวง จะมีพระพุทธรูป เทพ เทวดา ฤษี ให้เรานมัสการและโรยดอกดาวเรืองตลอดระยะทางเดินขึ้นไปค่ะ  ตามที่ฉันคิด น่าจะเป็นไอเดียการเดินขึ้นเขาโดยไม่ให้เหนื่อยมากกว่าเพราะได้พักไหว้พระตลอดระยะทางขึ้นไปค่ะ ฉันคิดอย่างนั้นนะ   เป็นทางเดินขึ้นค่อนข้างสูงและชันพอประมาณ มีบางช่วงที่เป็นบันได บางช่วงเป็นพื้นดินให้เดินลัดเลาะรวมทั้งมีเชือกขึงเป็นราวตามทางเดินให้เราได้จับให้มั่นคั้นให้ตาย เอ๊ย.. ไม่ใช่ ได้เดินขึ้นลงสะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้นค่ะ มาคราวนี้แยกทางขึ้นและลงอย่างชัดเจนไม่ต้องรอสวนทางกันเหมือนครั้งก่อน

ตลอดทางเดินมีแต่ผู้คนมากมาย ต้องค่อยๆเดินขึ้นไปหยุดไป ไหว้พระไป เป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอิ่มบุญจริงๆ  มีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ เด็กเล็กกำลังหัดเดิน และยังเดินไม่ได้ก็อุ้มกัน  เด็กบางคนคุณพ่ออุ้มอยู่ก็ดิ้นกระแด่วๆ จะลงเดินเอง  เป็นภาพที่เห็นแล้วต้องอมยิ้มไปด้วย  มีสองตายายใช้ไม้เท้า(จะมีไว้ให้ใช้ทั้งก่อนขึ้นเขาก่อนลงเขาให้ยืมค่ะ) ค่อยๆเดินขึ้นเขากัน  เป็นภาพที่ฉันแล้วยังคิดว่า  ท่านอายุมากขนาดนี้ยังมีจิตกุศลแรงกล้ามาเพื่อแสวงบุญโดยไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย  แล้วเรายังแข็งแรงทำไมจะไม่คิดมาบ้างละค่ะ  คิดแล้วก็ดีใจที่ได้มาค่ะ

ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวน้ำ ไม่มีอะไรทานนะค่ะ มีอาหารอย่างง่ายๆ ให้ได้ซื้อ มีน้ำขาย ตลอดทางค่ะ  มีของที่ระลึก มีล๊อตเตอรี่ ฯลฯ  รวมทั้งมีโรงทานสำหรับแจกน้ำขิงร้อนๆให้ดื่มฟรีด้วยค่ะ น่าจะครึ่งทางพอดี  ฉันแวะเข้าไปรับดื่มอย่างกระหาย   แล้วแวะไหว้พระ ไหว้ เทพ เทวดา พร้อมเดินขึ้นต่อ  มีสองจุดที่เป็นระฆังห้อยยาวเหยียดให้เราใช้เหรียญได้เคาะเพื่อเป็นศิริมงคล มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยค่ะ

มีบางช่วงให้เราได้ยืนชมวิวด้านล่างด้วยนะค่ะ สวยค่ะ ภูเขาและชันมากๆ พอขึ้นไปถึงพระพุทธบาท ก็เข้าไปไหว้ค่ะ  ผู้คนเนืองแน่นไปหมด ได้แต่ไหว้ด้วยธูป เทียน โยนดอกไม้ และแบงค์  เข้าไปในรอยพระพุทธบาท  เราโชคดีมากๆที่ไปวันมาฆบูชามีเสียงประกาศว่า จะมีพิธีเวียนเทียน  ให้นั่งกันให้เรียบร้อย   พวกเราหาที่นั่งเหมาะที่สุด (แบบเลือกไม่ได้คนแน่น) ถึงขนาดที่ว่านั่งงอขางอเท้ายังไงก็อยู่สภาพอย่างนั้น  ขยับตัวแต่ละครั้งยังต้องค่อยๆพลิกซ้ายขวา เพราะไปเบียดคนอยู่ข้างๆค่ะ  บางคนบอกว่ามานั่งจองสถานที่กันตั้งแต่สี่โมงเย็น  โอ...จิตกุศลแรงจริงๆ 

เสียงประกาศให้นั่งกันให้เรียบร้อย ประมาณครึ่งชั่วโมง กว่าจะเรียบร้อยกันได้ จากนั้นก็มีพระประมาณ 9 รูป เข้านั่งบริเวณพระพุทธบาท จากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์  ขอบอกว่า สวดมนต์ทำพิธีนานมากๆค่ะ น่าจะประมาณ  2 ชั่วโมง  เท่าที่จำได้ก็มีสวด อิติปิโส 9 จบ สวดขอพรอัญเชิญเทวดา ฯลฯ  อากาศหนาวมากๆ  จากที่เดินขึ้นเขามาร้อนระอุ เหงื่อย้อยเป็นทาง  พอนั่งนิ่งๆฟังพระสวด  มองเห็นหมอกขาวๆปลิวไสวเหมือนควันไฟอยู่เหนือศรีษะวูบๆเลยค่ะ ลมแรงมาก  พอดีฉันเตรียมเสื้อคลุมแบบมีฮู๊ดมาด้วย  ค่อยยังชั่วหน่อย คลุมศรีษะได้  ไม่งั้นกลับลงมาจากเขามีหวังเดี้ยงค่ะ  

ด้วยบริเวณพระพุทธบาทแคบมาก และ รอบๆเป็นเหวลึก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนที่เดินทางไปไม่รู้จะประมาณการสักเท่าไหร่ดี  ประมาณไม่ถูกค่ะ เยอะมาก  ไม่สามารถเดินเวียนเทียนได้  จึงมีแต่บทสวด ขอบอกว่า ขนลุกเลยค่ะ  ไม่เคยเจองานบุญอันศักดิ์สิทธิยิ่งใหญ่ขนาดนี้  อายุพระพุทธบาทนับตั้งแต่พบเจอด้วยนายพรานก็ประมาณ 157 ปีค่ะ  หลวงพ่อได้เล่าถึงประวัติให้ฟัง  ถ้าให้ฉันเล่าคงยาวอีกแน่ ติดไว้ก่อนนะค่ะ

พอเสร็จพิธีการ  ฉันเริ่มมองลู่ทางเดินออกจากสถานที่  หันไปทางไหนก็แน่นไปหมด บริเวณก็แคบ ฉันจึงมีความคิดสะกิดเพื่อนว่า  พระเดินออก เราก็เดินออกตามพระท่านไปเลยนะ  ไม่งั้นออกยากแน่ๆ  เร็วเท่าความคิดพอพระเดินออกฉันก็เดินนำเพื่อนออกมา  ขอบอกว่าก่อนเข้าไปบริเวณพระพุทธบาทต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกค่ะ  แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงรองเท้าได้ คนเบียดจะเข้า อีกทางเบียดจะออก  เพื่อนอาสาเข้าไปเอารองเท้าให้ และให้ฉันออกไปที่บันไดทางลง  โอ้...พระเจ้าจอร์ท  ไม่อยากจะเชื่อมองจากบันไดลงไปด้านล่าง ผู้คนแน่นจนไม่มีทางเดินลง และเดินขึ้นก็ไม่ได้เพราะด้านบนก็แน่นอยู่แล้ว  กว่าจะหลุดลงมาได้เล่นเอาเหงื่อหยดติ๋งๆเลยค่ะ รองเท้าก็ไม่ได้สวมเพราะเพื่อนยังมาไม่ถึง  พอลงมาได้รอเพื่อน  ปรากฏว่า เพื่อนหยิบรองเท้ามาให้ฉันผิดค่ะ เราซื้อรองเท้าคู่ 59 บาทขึ้นไป  แต่ได้รองเท้าลักษณะเดียวกัน แต่น่าจะราคาสูงกว่ากันมาแทนค่ะ  เพื่อนบอกว่า มีคู่เดียวไม่มีให้เลือกเลย จึงคิดว่าใช่   เราไม่สามารถกลับขึ้นไปหาและคืนเจ้าของได้จริงๆ  ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย และคิดว่า  รองเท้าฉันน่าจะมีคนหยิบไปก่อนแล้ว  เพราะเหลือคู่เดียวที่คล้ายกัน

ขาไปเหมือนไก่จะบินจริงๆค่ะ ขาลง ขาสั่นพั่บๆ สั่นจริงๆนะค่ะ  เหมือนจะล้มพับซะให้ได้ ต้องค่อยๆเดินทีละก้าวๆลงมา  นึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินขึ้นไปขาลงจะเป็นอย่างไรกันนะ   ช่วงเดินลงยังมีคนเดินขึ้นมากมายเหมือนเดิม  ถามพ่อค้าแม่ขายเขาบอกว่า มีคนเดินขึ้นกันทั้งคืน  จิตศรัทธาแรงมากๆ ขอบอกสี่ทุ่มแล้วยังมีคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆอายุไม่เกินห้าขวบเดินขึ้นเขากันอยู่เลย ไม่รู้คิดอย่างไรกัน และมีหลายคนด้วยค่ะ สำหรับฉันสงสารเด็กค่ะ ควรจะได้นอนพักกันแล้ว

กลับลงมาถึงจุดขึ้นรถจองตั๋วอีก คนละ 50 บาท คราวนี้พวกเราเริ่มรู้แล้วว่าควรจะขึ้นรถอย่างไร  พอรถจอดก็รีบไปยืนตรงด้านข้างรถฝั่งตรงข้ามคนขับค่ะ  ได้นั่งรถด้านหน้าที่เป็นแค๊ป สบายหน่อยค่ะ พอถึงจุดเปลี่ยนต่อรถอีกคนละ 50 บาท ก็ทำเหมือนเดิม  ตลอดระยะทางที่นั่งรถ  ยังมีคนเดินขึ้นเขาเป็นระยะๆเหมือนเดิมค่ะ  (แล้วจะถึงพระพุทธบาทกี่โมงกี่ยามกันล่ะนี่) เด็กวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆค่ะ

ถึงวัดพลวงประมาณสี่ทุ่มครึ่ง รวมเวลาที่ขึ้นไปประมาณ 5 ชม.ครึ่ง  แวะทานอาหารเป็นข้าวต้ม แล้วเดินทางกลับที่พัก เต้นท์ที่เราเช่ามีเพียง เสื่อผืน หมอนใบ ผ้าห่มบางๆ เท่านั้นค่ะ พื้นดินก็แข็งมาก ม่ายหวาย จะนอนยังไงกันละนี่  ฉันเลยคิดอุบายเล็กน้อย บอกว่าเป็นคนขี้หนาวของผ้าห่มหนาๆหนึ่งผืน พอได้มาก็ใช้ปูนอน  ค่อยยั่งชั่วหน่อย ไม่งั้นปวดกระดูกแน่ๆ อิอิ

กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน  มีคนเข้ามาพักเต้นท์จนเต็มค่ะ  รุ่งเช้าตื่นนอนด้วยเสียงเด็กวิ่งเล่นกัน  จากนั้นก็อาบน้ำทานข้าว  เดินทางกลับพิษณุโลกกันเลย  ถึงพิษณุโลกตอนหนึ่งทุ่ม ด้วยความปลอดภัยและอิ่มบุญกันทั่วหน้า แต่ปวดน่องตอนนี้ก็ยังไม่หายค่ะ  

อ้อ..ลืมบอกไปค่ะ การไปนมัสการปิดทองพระพุทธบาทพลวงแห่งนี้สามารถขอพรได้หนึ่งข้อ และจะได้ผลจริงด้วยนะค่ะ ลองดูถ้าใครมีโอกาสได้ไปค่ะ  สำหรับฉันขอพรมาแล้ว (เก็บไว้ในใจไม่บอกใคร อิอิ) 
ขออภัยทริปนี้ไม่มีรูปเลยค่ะ เป็นช่วงกลางคืน กล้องไม่อำนวยค่ะ

ผู้หญิงอยากเล่า ทริปหน้าเจอกันใหม่นะค่ะ

				
20 มกราคม 2554 10:23 น.

วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย

(น้ำตาลหวาน)

ช่วงก่อนปีใหม่ ฉันท่องเน็ตเพื่อหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆสำหรับตัวเอง  ก็ไปเจองานนึงที่โปรโมทในอินเตอร์เน็ตได้อลังการงานสร้าง เป็นที่ถูกใจมากๆ  ก็คือ วังน้ำเขียว ฟลอร่าแฟนตาเซีย  แต่งแต้มสีสันด้วยพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด หลายแสนต้น  โอ้...ใช่เลย  ฉันชอบดอกไม้ค่ะ

ครั้งแรกตั้งใจไปช่วง 8-9 ม.ค. 54  โดยแพลนไว้ว่าจะไปพักที่ไร่จิมทอมสันกัน เพื่อนเคยไปมาแล้ว บอกว่าโอเคนะค๊ะ...แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป 

วันดีเดย์ก็มาถึง 16 ม.ค.54 เราเลือกไปทางปากช่องเขาใหญ่ ตั้งใจแวะที่ ปาลิโอ สถานที่ไฮไลน์ของเขาใหญ่  แต่ ก็ได้แค่ผ่าน เพราะรถติดมาก คนเยอะมากเข้าไปไม่ถึงค่ะ มองภายนอกก็สวยจริงๆ  ติดไว้ก่อนนะ ปาลิโอ...

แยกซ้ายมือไปวังน้ำเขียว เป็นทางหลวงไม่กว้างนัก ขับรถชมวิวไปกันเรื่อยๆ แต่ ทำไมไกลจังหว่า...มีรถสวนทางกลับตลอดเส้นทาง  ตั้งใจแวะทานอาหารระหว่างทางก็มีแต่ผู้คน  เฮ้อ...รอไม่ไหว  เพราะเราไม่มีเวลา ทนหิวไปจนถึงงานฟลอร่า แฟนตาเซีย เกือบบ่ายสองโมง ซึ่งงานก็อยู่ติดริมถนนเลย

สถานที่จอดรถเป็นเหมือนสวนผลไม้ เนินสูงเล็กน้อย พอจอดรถเสร็จก็เดินเพื่อจะเข้าไปในงาน  เสียบัตรผ่านประตู 200 บาท  เพื่อนบ่นเมื่อเห็นป้ายราคาบัตรผ่านประตู  วันธรรมดาเพียง 100 บาทเท่านั้น ทำไมเลือกปฏิบัติด้วยในเมื่อทุกอย่างในงานเหมือนกันนี่หว่า...

พอเดินเข้าไปในงาน โอ้...แม่เจ้า  ผิดหวังอย่างแรงคับท่าน  นี่งานระดับชาติที่เขาโปรโมทหรือ  หน้างานจัดด้วยซุ้มฟางข้าว พอเดินลอดซุ้มก็พบกับดินสอสีที่ตกแต่งไว้ 3-4 จุดๆละประมาณ 8-10 อัน และมีซุ้มของธนาคารแห่งหนึ่ง บริษัทน้ำมัน และ บริษัทรถ  น่าจะเพียงแค่นี้ที่จำได้  มีร้านขายต้นไม้เล็กๆ ร้านอาหารนิดหน่อย ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ และซุ้มปลูกพันธุ์ไม้น่าจะเป็นฟักทอง แต่เป็นหย่อมๆไม่สะดุดตาเลย

ไฮไลน์ของงานคือเขาวงกตดอกไม้ สวยงามค่ะ  มองจากที่สูงที่จัดไว้ให้ชม ยอมรับว่า สวยงามอย่างที่คิด  แต่ ทั้งงานมีเพียงแค่นี้เท่านั้นจริงๆ  สำหรับผีเสื้อแสนสวยที่เห็นโปรโมทในอินเตอร์เน็ต  ไม่สวยงามอย่างที่คิดเลย และอยู่ห่างออกไป ไม่มีใครเข้าไปชม หรือถ่ายรูปเลย (ไม่มีสักคนจริงๆ)  

เราถ่ายรูปพอเป็นพิธีแบบเซ็งๆกันไป  แอบมองผู้คนที่ไปท่องเที่ยว รู้สึกจะไม่แตกต่างจากพวกเรานัก(ผิดหวัง)  มีสมุดสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้บอกความในใจ ความประทับใจที่ได้มาเที่ยวด้วยค่ะ  เพื่อนฉันตั้งใจคอมเม้นท์งานนี้เต็มที่เพราะผิดหวัง ขับรถมาหลายร้อยกิโล เสียบัตรผ่านประตู 200 บาท เสียดายจริงๆ
ฉันได้แต่บอกเพื่อนว่า งานนี้เขาจัดเพื่อการกุศล ถือว่ามาทำบุญก็แล้วกัน เพื่อนถึงทำใจได้(บ้าง)
แต่ใจฉันก็แอบคิดๆ บัตรผ่านประตู 50 บาท ก้อพอค่ะงานนี้  เหมือนถูกหลอกยังไงไม่รู้อ่ะ อิอิ

เรากลับบ้านกันตอนเกือบสี่โมงเย็น รวมเวลาที่เดินชมงานไม่ถึงสองชั่วโมง ข้าวก็ไม่ได้ทาน หิวก็หิว งานก็ไม่สวยอย่างที่ตั้งใจ  เฮ้อ...ขาไปเหมือนไก่จะบิน ขากลับเหมือน.....จะกิน จริงๆเล๊ย  อิอิ

กลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่มโดยสวัสดิภาพ  (กินข้าวต้มกันเสร็จ บ้านใครบ้านมัง) 

อ้อ...รุ่งเช้าฉันรีบรายงานบอส (เพราะตั้งใจจะไปเที่ยวเหมือนกัน) บอสเห็นสีหน้าผิดหวังของฉัน ขำอย่างแรงค่ะ บอกว่า ไม่ไปก็ไม่รู้ น๊อ...

รวมทั้งเพื่อนอีกกลุ่มโทรมาถามเพราะตั้งใจจะไปเที่ยวเหมือนกัน ฉันได้แต่บอกว่า ถ้ามีโปรแกรมอื่นร่วมก็น่าไป แต่ ถ้าไปเที่ยวงานนี้อย่างเดียวบอกได้เลยว่า ไม่คุ้มจ้า...

จบการท่องเที่ยวค่ะ ทริปหน้าเจอกันใหม่....



				
1 ตุลาคม 2553 11:12 น.

กอดเมืองกรุง จูงมือเที่ยว (3)

(น้ำตาลหวาน)


                       ล้อหมุนที่ชะอำตอนแปดโมงเช้าค่ะ ค่อยๆขับไปกันเรื่อยๆแวะให้ใช้ตังค์กันที่แม่กิมไล้ แต่ ไม่กล้าซื้อค่ะด้วยเหลือเวลาอีกสองวัน เกรงว่าจะขนมจะทานไม่ได้แต่แอบถ่ายรูปมาด้วย 

                       มีบางขบวนย่อยแวะที่outlet เพราะเกรงว่าตังค์จะเหลือกลับบ้านส่วนดิฉัน เน้นเที่ยวไม่เน้นใช้ตังค์เลยไม่ได้แวะ ระยะทางจากชะอำไปอ.สวนผิ้งก็ไกลพอสมควร เราแวะทานอาหารก่อนกันที่ ภูผาผึ้งรีสอร์ท ชื่อไพเราะ สถานที่สวยงามค่ะ แต่อาหาร รสชาดต้องปรับปรุง (เราแอบถามคนอื่นๆหลายคนแล้วนะค่ะ) จากนั้นก็ไปเป็นเด็กเลี้ยงแกะกันที่ The scenery ก่อนถึงมีรีสอร์ทสวยงามแห่งนึงจำชื่อไม่ได้ มองไปสวยมากๆ เราไปเป็นเด็กเลี้ยงแกะกันประมาณสี่สิบห้านาที ก็ออกขบวนไปกันที่บ้านเทียนหอม แบตหมดพอดีค่ะ ไม่มีรูปมาฝาก

                       จากนั้นก็เดินทางสู่จังหวัดกาญจนบุรี คำแสดรีสอร์ท ระยะทางประมาณเกือบสองร้อยกิโลเมตร ระหว่างทางเราเจอฝนตกหนัก หนักมากๆขนาดที่ว่า ท่วมถนนรถติด ช่วงก่อนถึงค่ายสุรสีห์ประมาณ 2 กม. มีน้ำพัดข้ามถนนแรงมากๆ จนคิดว่าจะไปกันไม่ได้ แต่ก็ผ่านมาได้ค่ะ มาถึงรีสอร์ทตอนกือบหนึ่งทุ่มไม่มีไฟฟ้าใช้เนื่องจากหม้อแปลงระเบิด พวกเราต้องใช้ไฟฉายเดินแบบงมๆ หาทางเข้าห้องพัก แต่ก็มีไฟฉุกเฉินบางแห่งที่พอใช้ได้   น้ำไม่มีให้อาบ เลยต้องมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร  สักครู่ไฟฟ้าก็มาค่ะ เรารับประทานอาหารที่แสนอร่อย พร้อมกับเสียงเพลงไวโอลีน  เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดค่ะ  จากนั้นก็มีการประกาศรางวัลการแรลลี่ ขวัญใจชาวแรลลี่  สามทุ่มกว่าๆ ก็เข้านอน

                        ตื่นขึ้นมาเจ็ดโมงเช้า  พวกเรารับประทานอาหารพร้อมถ่ายรูปบริเวณรอบๆรีสอร์ท ต้องขอชมว่ารีสอร์ทสวย ห้องพักสะอาด อาหารเยี่ยมค่ะ

                        จากนั้นกลุ่มของดิฉันแยกขบวนออกมาก่อนเพื่อไปที่สะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเคยไปสองครั้งแล้วและไปชมโรงถ่ายภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวร  ขอบอกว่าตื่นตาตื่นใจ สวยงามจริงๆ ถ้าใครเคยชมภาพยนต์จะนึกภาพออกเลยว่า  ตรงนี้ฉากไหน ตรงนี้มีใครเล่น  ฯลฯ  สวยงามค่ะ และที่สำคัญได้เจอคณะถ่ายทำภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวรภาค 3 อยู่ ได้เจอตัวเป็นๆเลยค่ะ พท.วันชนะและ ผู้พันต๊อด ก็ถ่ายภาพมาให้ชมกัน  (ไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูปคู่ค่ะ)

                         บรรยากาศภายในโรงถ่ายภาพยนต์ค่อนข้างกว้างมากๆ ร้อนมากๆ ถ้าใครไป อย่าลืม หมวกและร่ม รองเท้าผ้าใบนะค่ะ เดินไกลค่ะ

                         จากนั้นเราก็นัดเจอกลุ่มอื่นที่ตลาดสามชุกจ.สุพรรณบุรีค่ะ พอมาถึงไม่ค่อยเจอใครแล้วเพราะแยกย้ายจากกัน ณ ที่ตรงนี้

                          งานนี้ต้องขอขอบคุณ ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ทำให้พวกเรา 40 คัน เกือบ 100 คนได้ไปท่องเที่ยวโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 990 บาทต่อคน 3 คืน 4 วัน คุ้มค่าตั้งแต่วันแรกแล้วละค่ะ 

                          ขอขอบคุณพี่รุ่ง ผอ.ททท.พิษณุโลก พี่บัง ผอ.ททท.จ.สุโขทัย พี่ต๊อบ รองผอ.ททท.จ.แพร่ พี่เชอรี่และ พี่รองผู้อำนวยการททท.จ.อุทัยธานี ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้และน้องๆ ยัวส์เฟรนด์ ทัวร์ ทุกๆคนที่บริการได้อย่างดีเยี่ยม  ประทับใจมากๆค่ะ เราคงได้ร่วมเดินทางกันอีกนะค่ะ 

                         				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)