1 ตุลาคม 2555 14:07 น.

สานฝัน ปันน้ำใจ ให้น้อง

(น้ำตาลหวาน)

เป็นสมศรีอยู่มาสิบกว่าปี นานๆจะมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมกับทางบริษัทสักครั้ง ด้วยกิจกรรม "สานฝันปันน้ำใจให้น้อง"  มอบอุปกรณ์การเรียน ทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา ณ โรงเรียนวัดเขาสมุก อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555

ล้อหมุนเมื่อเวลา 07.00 น.ที่จ.พิษณุโลก มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์  โดยนัดกับสาขานครสวรรค์ไว้เวลาประมาณ 9.00 น.เพื่อเดินทางพร้อมกัน ไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลานิดหน่อย  สาขานครสวรรค์เตรียมข้าวเหนียวห่อเป็นอาหารมื้อเช้าไว้ให้พร้อมขนม และกาแฟ (จริงแล้วเราก็เตรียมข้าวเหนียวเผื่อสาขานครสวรรค์อยู่ในรถเช่นกัน) ประมาณ 9.30 น.ก็ออกเดินทางไปโรงเรียนเขาสมุก ซึ่งห่างตัวจังหวัดประมาณ 30 กม. 

ก่อนเดินทางไปโรงเรียน ฟังจากชื่อก็คิดไว้ว่าน่าจะทุรกันดานไม่มากก็น้อย  น่าจะมีภูเขาล้อมรอบ แต่พอไปถึง แหะ...โรงเรียนอยู่ติดกับถนนใหญ่ และตัวอาคารก็เหมือนโรงเรียนทั่วไปที่อยู่ในระดับโอเคทีเดียว  ที่ประทับใจก็คือ ห้องน้ำ สะอาดมากค่ะ

คณะของพวกเราเดินทางไปถึงโรงเรียนก่อนคณะที่มาจากสำนักงานใหญ่ พอไปถึง ก็แปลกใจ เห็นน้องนักเรียนสวมเสื้อเหมือนเราทั้งหมด คือแบ่งเป็นสองสี สีแสดกับสีฟ้า  

น้องๆกำลังเล่นกิจกรรมกัน มีเชียร์ลีดเดอร์แบ่งเป็นสองสี พอไปถึงพวกเราก็ลุยกันเต็มที่ น้องกำลังเล่นชักเย่อกันอยู่ พี่ๆป้าๆ รีบโดดลงไปช่วยสีของตัวเอง สนุกสนาน ลืมวัยกันไปชั่วขณะ ดึงกันสามรอบ ย้ายฝั่ง สนามลื่นมาก  ด้วยฝนตกเฉอะแฉะ ล้มระเนระนาด ได้แผลมาคนละเล็กละน้อย แต่ขอบอกว่า สนุกม๊าก ไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้มานานแล้ว 

ต่อด้วยวิ่งเปรี้ยวโดยให้น้องเล่นก่อน ตามด้วยพวกเราแยกสี แยกชายหญิง เป็นเกมส์การเล่นที่สนุกมาก ด้วยฝนตกหนักเพิ่งหยุดไป สนามแข่งก็ลื่น ไม่ได้ใช้ไม้ถือเหมือนเคยเล่นตอนเด็ก แต่ให้อุ้มลูกโป่งใส่น้ำลูกใหญ่โดยมีกติกาว่า ห้ามลูกโป่งแตก จะจับแพ้ทันที และหากสีไหนตามทัน สีนั้นก็จะชนะไป ฉันซึ่งอยู่ทีมสีแสด ก็วิ่งได้นิดเดียวลื่นล้มลูกโป่งแตกน้ำกระจายเปียกปอนไปทั้งตัว และโดนจับแพ้ เพื่อนบอกโห...ไม่น่าเลย แหะ ขอโทษจริงๆสนามมังลื่น รีบๆเลยร่วง  จากนั้นพวกเราก็แจกรางวัลเล็กๆน้อยๆที่เตรียมมากันเองให้กับน้องๆ 

คณะจากสำนักงานใหญ่มาถึงใกล้เที่ยง ประมาณ 50 คน ก็รับประทานอาหารกัน  ซึ่งทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้มากมาย  โดยมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลากราย หมูสับ (ลูกชิ้นปลากราย ที่จ.นครสวรรค์ขึ้นชื่ออร่อยมาก) ส้มตำ ไก่ทอด ขนมจีน มีทั้งน้ำยา น้ำพริก แกงเขียวหวาน ขนมไข่หวาน ไอศครีม อาหารที่จัดไว้ อร่อยและมีเยอะมากให้รับประทานกันไม่รู้อิ่มเลยค่ะ ขอชมว่าต้อนรับได้ดีเยี่ยมมากมาย

จากนั้นก็ทำพิธีมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษา งบประมาณที่ท่านประธานบริหารฯจัดเตรียมมาให้  จำนวนเงินทั้งสิ้นรวม  275,999.00 บาท  

หลังจากนั้นก็เป็นการเล่นเกมส์ของคณะจากสำนักงานใหญ่ โดยมีแชร์บอล ชักเย่อ และฟุตบอล งานนี้ขอบอกว่าสนุกและมันส์มากค่ะ แต่ พวกเรานั่งเป็นผู้ชมเพราะช่วงเช้าออกแรงกันมากไปหน่อย ช่วงบ่ายแดดแรงสู้แดดกันไม่ไหว  นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตน 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา  ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆก็ทำพิธีอำลา กลับบ้านกัน  ต้องขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียน คุณวิเชียร พงษ์ไพบูลย์  ที่ต้อนรับเป็นอย่างดี  โดยท่านทำหน้าที่เพียงคนเดียวตั้งแต่ พิธีกร กรรมการ ผู้ประสานงาน ฯลฯ  เหนื่อยมาก ด้วยคณะครูของโรงเรียนไปทำหน้าที่กรรมการเลือกตั้งกันหมด  เหลือท่านผู้อำนวยการเพียงคนเดียวที่ทำทุกอย่าง  ขอบคุณมากนะค่ะ 

จากการได้พูดคุยกับท่านผู้อำนวยการ ท่านบอกว่า เด็กนักเรียนที่เห็นคือเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา  เพราะโรงเรียนห่างจากตัวเมืองไม่มาก  ครอบครัวที่พอมีฐานะก็จะส่งลูกเข้าไปเรียนในตัวจังหวัดกันหมด  เด็กที่เข้ามาเรียนจึงเป็นเด็กที่ด้อยโอกาสจริงๆ 

ขากลับได้มีโอกาสแวะไหว้พระที่วัดคีรีวงศ์  ซึ่งอยู่ในตัวเมืองนครสวรรค์ แต่อยู่บนภูเขา เจดีย์สวยงามมากค่ะ เรียกว่าพระจุฬามณีเจดีย์ หากขึ้นไปแล้วมองลงมาจะเห็นตัวเมืองนครสวรรค์เกือบทุกมุมค่ะ สวยงามมาก  ใครไปจ.นครสวรรค์อย่าลืมแวะนะค่ะ 

กลับถึงบ้านประมาณทุ่มตรง วันนี้มาทำงานทุกคนบ่นปวดเมื่อยระบมไปทั้งตัว สำหรับฉัน พอไหว ด้วยออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรนะค่ะ แอบเมื่อยไปทั้งตัวเช่นกันแต่ไม่บอกใคร อิอิ   

ขอขอบคุณท่านประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ได้จัดทำกิจกรรมดีๆให้พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปร่วมสานฝันนี้ค่ะ


				
31 สิงหาคม 2555 16:05 น.

ว่าด้วยเรื่อง "รถ"

(น้ำตาลหวาน)


                   พูดถึงรถ ฉันเป็นผู้หญิงที่ชอบรถยนต์ค่ะ  ชอบจริงจัง  และรถในดวงใจก็คือซีวิค ไม่ว่าจะออกมารุ่นไหน ชอบไปหมด แหะ แค่เกริ่นให้ทราบเท่านั้น  จริงแล้วไม่สามารถหรอกค่ะ ด้วยเป็นมนุษย์เงินเดือน  ตอนนี้กำลังตั้งอกตั้งใจเลี้ยงซิตี้ให้โตเป็นซีวิคอยู่  กะว่าหากรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยให้มันโตวันโตคืน(ซะที)  

                   รถคันแรกในชีวิตคือมิตซูบิชิแลนด์เซอร์  เป็นรถมือสองที่ไปประมูลด้วยตัวเอง  ดูสภาพรถก็ไม่เป็น เครื่องยนต์เป็นไงไม่รู้  รู้แต่ว่า พอเจอหน้ากัน ถูกใจใช่เลย  อายุเขาตอนนั้นสามปีค่ะ  บังเอิญซื้อในช่วงฟองสบู่แตก เลยได้รถราคาไม่แพง  ราคาขาดสองแสนอยู่หกพันค่ะ  แต่มีร่องรอยถูกชนที่ประตู ต้องให้อู่ที่ติดต่อไว้มาขับไปซ่อมให้  ด้วยตอนประมูลรถฉันยังขับรถไม่เป็น  ภายในรถรู้จักแค่พวงมาลัย เบรค คันเร่ง เท่านั้น แหะ...

                     และก็ไม่ผิดหวังเจ้ามิตซูคันนี้ขับได้สามปี  เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์แอร์ไปประมาณสามหรือสี่ครั้ง  ด้วยงบน้อยเลยเปลี่ยนเป็นคอมฯบิ้ว หงุดหงิดอยู่เรื่องเดียวคือแอร์  นอกนั้นเจ๋งมาก ไม่เคยเกเรเลยล่ะ  อยู่ๆก็มีคนแถวบ้านมาขอซื้อบอกว่าเห็นขับไปขับมานานแล้ว  อยากได้มาก แหม....มาขอซื้อหน้าตาเฉย กล้าขอก็กล้าให้  ก็ตัดสินใจขายให้ค่ะ  โดยบอกว่าขอหารถใหม่ได้ก่อนนะ  แล้วเขาก็เอาตังค์มาให้มัดจำโดยไม่เอาเอกสารการรับเงินใดๆทั้งสิ้น  อยากได้จริงอะไรจริง (ขาย 1.75 แสน ไม่ต่อสักคำ คนขายอายเลยแต่ไม่กล้าลด แหะ) 

                      ไม่พูดถึงรถคันที่สองนะค่ะ  ซื้อมาแล้วขับแบบเหนื่อยใจมาก  สภาพดีทุกอย่าง  แต่ ขับแล้วไม่ดีซะนี่  ขายขาดทุนไปหกหมื่น ใช้แค่หกเดือน สงสัยกรรมจะตามสนองขับรถคันเก่าอยู่ดีๆ  ขายทำไมเนี่ย...โสนะหน้าตัวเอง หรือขายแพงไป  เลยขาดทุนคันนี้ ไม่น่าเลย...

                       ตัดใจซื้อมือหนึ่งดีกว่า  ก็เลยได้วีออสป้ายแดงมาขับ  ถูกใจมากประหยัดน้ำมันและไม่เกเรให้เหนื่อยใจอีก   และแล้ว...ห้าปีให้หลัง  ขับไปบวกกับรถหกล้อ(ช่างกล้า)   ด้วยเป็นคนชอบขับรถเที่ยว แต่ไม่ชอบขับเองให้เพื่อนขับฉันนั่งเป็นคุณนาย  งานเข้าหนักมากซ่อมเกือบสองแสน ไม่รวมซ่อมหกล้อให้เขาด้วยเราผิดเต็มๆ ขับตัดหน้าเขาอ่ะ   รถหกล้อพลิกคว่ำลงข้างทางลึกพอประมาณ  แต่คนขับไม่เป็นอะไร เดินออกมาหน้าตาเฉย  และรถเราก็นิ่งอยู่กับที่  หน้ารถพังยับด้านที่ฉันนั่ง  ฉันมีแผลที่ปากด้วยฟันกระทบตอนรถชน เข่ากระแทกคอนโซลหน้าเจ็บนิดหน่อยเท่านั้น  ไม่ร้องสักคำ ได้แต่ตะลึงนิ่งอยู่กับที่  และเพื่อนคนขับก็ไม่เป็นอะไรเลย  แต่ตกใจหน้าซีดเผือด  สั่นเป็นเจ้าเข้าเลย 

                      รถห้าปีไม่มีประกันชั้นหนึ่ง ซ่อมเกือบสองแสน งานเข้าเต็มๆ  เสียทั้งเงิน เสียทั้งรถอันเป็นที่รัก  เรื่องมันเศร้าต้อนรับวันวาเลนไทน์ เฮ้อ...ปีนั้นเป็นปีที่แย่สุดๆไปเลย  

                      หลังจากเกิดอุบัติเหตุ  ฉันกลายเป็นคนวิตกจริต  กลัวรถที่สุด(จริงแล้วก็กลัวมาตลอดแต่หนักกว่าเดิม)  หวาดกลัวไปหมด  แรกๆไม่กล้าขับรถอยู่หลายเดือน  ช่วงหลังค่อยดีขึ้น  แต่หากนั่งรถใครแล้วคนขับรถทำให้กลัว  ก็จะไม่นั่งกับคนนั้นอีกเลย เห็นรถมาใกล้ใจหายแว่บๆ อยู่อย่างนั้น เหยียบเบรคแทนคนขับเลยล่ะ  แหะ  กลัวจนขึ้นสมอง

                       และพอหลังจากนั้น  ก็ลองเข้าเน็ตอ่านเรื่องราวของรถ ไม่ว่าจะเป็นสีรถโฉลก  หรือ ทะเบียนรถโฉลกกับตัวเอง  พออ่านแล้วก็ขนลุกค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นสีหรือทะเบียนรถ  ล้วนแล้วแต่เป็นลบทุกอย่างไม่มีบวกกับตัวเองเลย  ก็ไม่ได้อยากเชื่อเรื่องแบบนี้  แต่มันได้เกิดขึ้นไปแล้วตามคำทำนายที่อ่านไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุเท่านั้น เรื่องราวอื่นๆด้วยค่ะ  

                        ไม่ได้บอกให้เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดนะค่ะ  แล้วแต่วิจารณญาณในการรับฟัง  เพราะอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น  แต่สำหรับฉันแล้ว  ทำอะไรสบายใจเราก็พอ

                         ตัดสินใจเปลี่ยนรถค่ะ  ไม่กล้าขับคันเก่าตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งๆที่ตอนแรกที่ซื้อตั้งใจขับสักสิบปี  ด้วยเป็นคนรักรถ  ทนุถนอมมาก ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมประมาณนั้นเลย แหะ เว่อร์นิดนุง

                         และแล้วคันปัจจุบันจึงได้ครบตามตำราทุกอย่าง สามปีครึ่งแล้วล่ะ  กะว่าจะเลี้ยงเขาจนเติบโตเป็นซีวิคให้ได้ ว่าไปนั่น


และมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆมาฝากเกี่ยวกับการแก้เคล็ดสีที่เป็นกาลกิณีกับวันเกิดด้วยค่ะ  รู้ไว้ใช่ว่านะค่ะ



วิธีแก้เคล็ดสำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้สีรถที่เป็นกาลกิณีวันเกิด โดยให้หาสติกเกอร์ "สีที่เป็นศรี" ของวันเกิดของเจ้าของรถ เมื่อได้สีนั้นมาแล้ว ให้ตัดสติกเกอร์ให้ได้ขนาด 2x2 นิ้ว จำนวน 4 แผ่น แล้วเอาไปติดตำแหน่งของรถต่อไปนี้ 

แผ่นที่ 1. กระโปรงหน้ารถ (ตรงกลาง) 1 แผ่น 
แผ่นที่ 2. ติดที่กระโปรงหลัง (หรือฝาท้าย) 
แผ่นที่ 3. ติดที่ประตูหน้าซ้าย 
แผ่นที่ 4. ติดที่ประตูหน้าขวา

เพื่อน ๆ สามารถไปดูสีรถที่เป็นกาลกิณีวันเกิดได้ที่ บทความเรื่อง เลขทะเบียนถูกโฉลก หรือ เลขทะเบียนที่ถูกโฉลกกับวันเกิดของคนอยากมีรถ 

สีที่เป็นศรีสำหรับคนเกิดวันต่างๆ
1. เกิดวันอาทิตย์ สีเขียว เป็น ศรี
2. เกิดวันจันทร์ สีดำ เป็น ศรี
3. เกิดวันอังคาร สีเหลือง เป็น ศรี
4. เกิดวันพุธ กลางวัน สีเขียวอ่อน เป็น ศรี
5. เกิดวันพฤหัสบดี สีส้ม เป็น ศรี
6. เกิดวันศุกร์ สีชมพู เป็น ศรี
7. เกิดวันเสาร์ สีน้ำเงิน เป็น ศรี
8. เกิดวันพุธ กลางคืน สีขาว เป็น ศรี






				
13 มิถุนายน 2555 12:45 น.

รัก... ของคนทั้ง 12 ปีนักษัตร

(น้ำตาลหวาน)

ปีจอ (หมา) เรื่องราวของคนเกิดปีสุนัข รู้สึกจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนพิศดารพอสมควร แม้จะลึกๆ แล้ว หนุ่มสาวปีจอ จะมีความซื่อสัตย์ไม่กระล่อนหลอกลวงใครก็ตาม แต่ความลับที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจไม่มีใครล่วงรู้ได้หรอกนะ เขาและเธอถ้ารักก็บอกว่ารัก ชอบก็บอกว่าชอบ ประเภทให้มานั่งจีบพร่ำรำพันบอกรักเช้าเย็น

คนเกิดปีนี้เป็นคนประเภทหงิม สนิมหลบใน เห็นท่าทางเงียบๆ อย่างนี้แล้ว อย่าคิดว่าเรื่องความรักความใคร่จะไม่ได้เรื่อง บทรักของเขาไม่เบาหรอกนะจะบอกให้ คนเกิดปีจอก็มีปัญหาวุ่นวายกับเขาเหมือนกัน ประเภทเรื่องความรักความใคร่นี่แหละ เพราะความไม่แคร์โดยไม่กลัวเปลืองตัวของเขา บางครั้งแค่อยากลองสนุก แต่จะถอนตัวก็ลำบากเหมือนกันนะ เมื่อมีแฟนเป็นตัวเป็นตนนั่นแหละ ชาวปีจอจึงจะหยุดพฤติกรรมอย่างว่าได้หมด แล้วหันมารักเดียวใจเดียวได้ทันทีเหมือนกัน

ปีชวด (หนู) เพราะความว่องไวปราดเปรียวของเจ้าหนูจอมซน จึงทำให้ความรักของคนเกิดปีนี้อลเวงร้อนแรงชนิดไฟแรงสูงทั้งหญิงและชาย ชาวปีชวดขนานแท้รับรองเรื่องเซ็กซ์ขององเขาไม่เป็นสองรองใคร อาจถึงขั้นใฝ่หาเลยทีเดียว

คนเกิดปีชวดถ้าได้รักใครแล้วจะทุ่มเทแบบสุดๆ แต่อย่าให้เขาเกลียดเชียวนะ พลังความเกลียดของหญิงชายชาวปีหนู รุนแรงยิ่งกว่าพายุทอร์นาโดเสียอีก และก็เพราะความรุนแรงยิ่งกว่าพายุหมุนนี่เอง เวลาที่เขาพลาดหวังจากความรัก เขาจะฟูมฟายซะใหญ่โต แต่ก็เป็นเพียงไม่นาน เมื่อคลื่นลมสงบ เขาและเธอก็จะมีความรักใหม่หมุนเวียนเข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยพื้นดวงของปีเกิด พวกเขาเกิดมาพร้อมกับเสน่ห์เลยทีเดียว ใครพบเห็นก็หลงปลาบปลื้ม หมุนเวียนเข้ามาแต่ก็มิไดจีรังยั่งยืน

ปีฉลู (วัว) วัวเป็นสัตว์ใหญ่เชื่องช้าแต่ทำอะไรได้หลายอย่าง ความรักของคนที่เกิดปีนี้จึงมักอบอุ่นละมุนละไม เขาและเธอที่เกิดปีวัว มักเป็นคนหนักแน่น ลองได้รักใครแล้วก็มักจะรักจริง ถึงจะเป็นคนออกนอกลู่นอกทางบ้างก็เป็นแค่น้ำจิ้ม ไม่เคยจริงจังหรือคิดนอกใจใดๆ หรอกน่า

คนเกิดปีฉลูถึงเจ้าชู้ก็เจ้าชู้แบบเงียบไม่กระโตกกระตาก ถ้าเขาคิดจะมีบ้านเล็กบ้านน้อย คงยากหรือนานทีใครจะรู้ได้ หนุ่มสาวปีวัว ไม่ชอบความโลดโผนในเรื่องความรัก ประเภทเจ้าชู้ไก่แจ้หาได้ยากมาก เพราะคนเกิดปีวัว ส่วนใหญ่จะรักบ้านรักครอบครัว ไม่น่าแปลกสำหรับสามีที่เกิดปีฉลู จะกลับบ้านตรงเวลาทุกวัน หรือไม่ก็ต้องโทรศัพท์บอกภรรยาทุกครั้งที่กลับผิดเวลา

แม้จะดูเรียบง่าย แต่ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องความรักหรอกนะ เป็นคนไฟแรงพอสมควรเชียวล่ะ อารมณ์ของเขาอาจจะหวั่นไหว ถ้ามีคนที่ต้องตาถูกใจมานั่งข้าง ทำให้หัวใจที่สุขุม นุ่มลึก สั่นสะท้านได้ง่ายเหมือนกัน

ปีขาล (เสือ) แม้เป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บแพรวพราว แต่ชาวปีขาลกลับมีความอ่อนไหวในเรื่องความรัก จึงไม่น่าแปลกที่แวดวงคนเกิดปีนี้จะอบอวลไปด้วยความรักอย่างมากมาย แต่กว่าจะหารักแท้หรือที่จะเป็นคู่ชีวิตก็ยากเต็มที

หนุ่มสาวปีขาลไม่ชอบหลอกตัวเอง เป็นคนใจแข็งปานเหล็ก เรียกว่าต่อให้รักขนาดไหน ถ้ามีสิ่งที่ไม่พอใจมากระทบความรู้สึก ประเภทที่รับไม่ได้ก็ตัดใจได้ทันทีเหมือนกัน ลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นๆ ของเขาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นคนช่างสังเกต แม้ต่อหน้าเหมือนไม่ใส่ใจอะไรเลย แต่ถ้าเป็นคนที่ถูกใจใครจับจะตาคนๆ นั้น ประเภทไม่ให้พลาดเลยทีเดียว คนปีเสือมักจะมีเรื่องประหลาดเกี่ยวกับความรักเกิดขึ้นกับเขาอยู่เสมอ ถ้าเขาหลงรักใครก็จะหัวปักหัวปำประเภทเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่

ปีเถาะ (กระต่าย) คนเกิดปีเถาะ เปรียบเสมือนกระต่ายน้อยไต้แสงจันทร์อ่อนไหว อ่อนโยน มีจินตนาการเพ้อฝัน และไม่ค่อยหนักแน่นมั่นคงในเรื่องความรัก หินผายังโดนกัดกร่อนแล้วหัวใจอ่อนๆ จะไม่แปรปรวนได้อย่างไร

ฉะนั้นถ้าคิดจะรักคนเกิดปีเถาะ ก็ต้องเผื่อใจไว้เจ็บบ้าง อย่าหวังกับความยั่งยืนกับกระต่ายน้อย เขาหรือเธอต่างก็มีหัวใจเปราะบาง ถ้าใครมาทำดีด้วยก็หลงใหลปลื้มแบบสุด คิดเลยเถิดจนถึงขั้นอยากจะควงแขนให้หายเปลี่ยวใจ ชายปีกระต่ายเวลารักชอบใคร มักจะคิดไปไกลถึงขั้นสัมพันธิ์สวาท

หากมีจังหวะและโอกาสมักจะพลาดเขายาก หนุ่มสาวปีกระต่ายขี้หึงแบบสุดประเภทของๆ ข้าใครอย่าแตะ ปัญหาเรื่องความรักของคนเกิดปีนี้ จึงมาจากเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ ความน่ารักอีกอย่างหนึ่งของคนเกิดปีกระต่ายคือ มักมีเทคนิคสร้างสีสันในเรื่องความรักให้แปลกใหม่อยู่เสมอ คู่รักของคนเกิดปีนี้ ไม่มีคำว่าเบื่อหรือไร้อารมณ์อย่างเด็ดขาด

ปีมะโรง (งูใหญ่) หนุ่มสาวชาวงูใหญ่มักมีนิยายอมตะเกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอ เพราะคนเกิดปีนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องความรัก ยกย่องบูชาเหนือสิ่งอื่นใด ในการที่จะหาหรือเลือกคนรักสักคน เขาและเธอที่เกิดปีมะโรง จะไม่สนใจในฐานะหรือชาติตะะกูล มาประกอบในการตัดสินใจ ถ้าพอใจเสียอย่างยังไงก็ได้นะ พวกเขามีความโรแมนติกไม่เบาเชียวแหละ หนุ่มสาวชาวงูใหญ่มีอารมณ์รักอยู่ในขั้นที่ใช้ได้ แต่เป็นประเภทที่อ่อนหวาน นุ่มนวลซะมากกว่า

คนเกิดปีนี้ถ้าเจ้าชู้ก็เป็นแบบเจ้าชู้เงียบแต่ไม่สำส่อน สามารถยับยั้งชั่งใจได้ดี สาวชาวงูใหญ่อาจจะเลือกผู้ชายที่ขี้เหร่ที่สุดมาเป็นแฟน ทั้งๆ ที่มีคนมาจีบจนหัวบันใดไม่แห้ง เรียกว่ามีอะไรแปลกๆ ให้เซอร์ไพรสอยู่เสมอ

ปีมะเส็ง (งูเล็ก) เพราะความปราดเปรียวและมีเสน่ห์ของชาวงูเล็ก คนเกิดปีนี้จึงมักมีแฟนมากมาย บางช่วงชีวิตต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับความรักเสียจนน่าปวดหัว แต่บทจะปักหลักกับใคร ก็หยุดเลื้อยเอาเสียดื้อๆ ยังงั้นแหละ ชาวงูเล็กมักมีความรักแบบร้อนแรงประเภทเจ้าชู้ประตูดิน บางคนอาจมีคู่ควงแทบไม่ซ้ำหน้าเลยทีเดียว

เพราะความเป็นคนมีเสน่ห์ทั้งชายและหญิง ถึงไม่หล่อหรือสวยแต่สาวแก่แม่ม่ายตอมกันหึ่ง เพราะทั้งลีลาและคารมของเจ้าประคุณ มันช่างจับใจอย่าบอกใครเชียว แม้ชาวงูเล็กจะเข้าข่ายประเภทเจ้าชู้ ถ้าได้ใครมาเป็นแฟนแล้ว บอกได้เลยว่าขี้หึงที่สุด 

ปีมะเมีย (ม้า) ถึงจะเป็นม้าศึกแต่กลับไม่คึกสักเท่าไหร่ ความรักของคนเกิดปีมะเมีย จึงไม่หวือหวาโลดโผนเหมือนคนอื่นเขา ความรักเป็นแบบเรื่อยๆ ซะมากว่า หญิงที่เกิดปีม้าเรียกได้ว่าเป็นสาวเสน่ห์แรง เรียกได้ว่ามีมาไม่ขาด ดังสายน้ำไหลเลยทีเดียว และแน่นอนเรื่องปวดหัวใจก็จะเป็นเรื่องอะไรล่ะ เพราะความรักที่มีแต่คนมาเสนอให้นี่เอง

หนุ่มสาวชาวปีมะเมียมีความชอบที่เหมือนกันอยู่อย่างก็คือ ชอบให้คนอื่นมาคอยเอาอกเอาใจ ดูแล ห่วงใย ถ้ารู้ใจเธอข้อนี้แล้วไม่ผิดหวังหรอกนะ ถ้าหากเกิดมีคนรักเป็นชาวปีมะเมียแล้ว เกิดเป็นคนที่เอาใจใครไม่เป็น ห่างหาย ขาดความสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย เพราะสิ่งนี้คนเกิดปีมะเมียต้องการมากเลยทีเดียว

ปีมะแม (แพะ) ใครที่เคยเห็นแพะเป็นสัตว์ที่เซื่อง แต่เอามาเปรียบกับคนที่เกิดปีแพะไม่ได้หรอกนะ เขาและเธอช่างเฮงเสียเหลือเกินในเรื่องความรัก มีความโดดเด่นมากกว่าเรื่องงาน และการเงินอย่างเหลือเชื่อ หนุ่มสาวที่เกิดปีนี้ พวกเขาต่างมีอารมณ์โรเเมนติก สุนทรีย์ในเรื่องความรักเป็นอย่างยิ่ง มีอารมณ์อย่างล้นเหลือ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่พวกเขามีความคิดไปไกลเป็นพิเศษ เพราะเพียงเริ่มมีความรัก เขาก็ฝันไปถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดเลยทีเดียว

ชาวแพะรักใครชอบใครก็มักหลงใหลใฝ่ฝันเลยทีเดียว ชอบพร่ำเพ้อละเมอหา ชนิดที่เรียกว่าคลั่งรัก คนเกิดปีนี้พิสูจน์ได้ในสัจธรรมที่ว่าความรักทำให้คนตาบอดได้ชัดเจน การที่ทุ่มเทความรักให้คนอื่นมากมายเช่นนี้ เวลาที่เขาผิดหวัง คนปีแพะจึงต้องทรมานเป็นนานแสนนานกว่าจะหาย ดูเหมือนหัวใจของคนเกิดปีแพะ จะเป็นหัวใจสะออน เพราะแม้จะเจ็บปางตายจากความรัก แต่เขาก็ไม่เคยเข็ดอะไรหรอก

ปีวอก (ลิง) คนเกิดปีวอกกับความอลเวงในเรื่องความรัก มักเป็นของคู่กัน เพราะเขาและเธอชาวปีวอกเป็นคนน่ารัก ช่างพูดช่างเจรจา งามงอน มารยาร้อยเล่มเกวียน หนุ่มชาวปีวอกเจ้าชู้เงียบ กรุ้มกริ่ม ขี้อ้อน เอาใจ เวลาปิ๊งใครขึ้นมา อย่าคิดว่าเขาจะบุ่มบ่าม ลุกลี้ลุกลน แต่ตรงข้ามเขาจะสงวนท่าที เก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้เสียฟอร์ม

หนุ่มสาวชาวปีวอกเป็นผู้ร้ายปากแข็ง ถ้าจับไม่มั่นคั้นให้ตาย อย่าหวังจะได้ความลับหรือจับโกหกเขาได้หรอก ในเรื่องความรัก เขาและเธอมีชั้นเชิงแพรวพราว ทั้งรุกและรับ เรียกว่าเดินตามแผนการเผด็จศึกพิชิตใจ ครบทุกกระบวนท่าเลยทีเดียว บางทีถึงแม้เขาจะแอบชอบใครเป็นทุนเดิม แต่สาวปีวอกกลับทำท่าหยิ่งไม่สนใจ ถ้ารู้ตัวว่าจะแห้วนั่นแหละ เธอถึงจะเดินเกมใหม่เป็นฝ่ายรุกแทน

ปีระกา (ไก่) คำเปรียบเทียบของคนโบราณ สำหรับคนเจ้าชู้ประเภทหนึ่งไปเหมือนไก่แจ้ แสดงว่าธรรมชาติของไก่ ต้องมีกุ๊กกิ๊กเป็นเรื่องธรรมดา หนุ่มสาวชาวราศีนี้จะมีบ้างก็จะเป็นไรไปนะ หนุ่มสาวปีไก่ไม่เคยห่างหายจากความรัก เวลารักใครแล้ว เขาจะให้เกียรติและความสำคัญกับคนรักมาก คอยดูแลเอาใจใส่แม้กระทั่งความรู้สึกเล็กน้อยก็คอยเก็บตกอยู่เสมอ เขาและเธอมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือ ตื๊อเก่งมาก

ถ้าลองได้ปิ๊งใครแล้วรับรองเช้าเย็นและทุกเทศกาล เขาไม่เคยลืมที่จะแวะเวียนหรือซื้อของขวัญติดไม้ติดมือให้กับคนที่เขารักไม่ว่างเว้น หนุ่มสาวปีระกาเป็นคู่รักที่น่ารักมาก เขามักจะเติมสีสันให้กับชีวิตรักอยู่เสมอ ทั้งนอกบ้านและในบ้าน หรือแม้เรื่องบนเตียงนอน เรื่องนอกใจหรือแบ่งปันความรักให้คนอื่นแทบจะไม่มี

ปีกุน (หมู) คนปีหมูดูน่ารักแต่ทำคนอกหักมานับไม่ถ้วน อารมณ์ของหนุ่มสาวชาวปีกุนก็ร้อนแรงเหมือนกันนะ ถ้าเป็นสาวก็ประเภทไฟแรงสูง ถ้าเป็นหนุ่มก็อยู่ในกลุ่มฮิตาชินั่นแหละ เขาและเธอเป็นคนมีเสน่ห์ใครเห็นก็อยากใกล้ชิด และก็อย่างที่บอกนั่นแหละคนเกิดปีนี้เขามีไฟ ถ้าเข้าใกล้ก็จะวูบวาบได้ง่าย พวกเขาจริงจังในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นในเรื่องความรัก ถ้าใครจะรักชาวปีกุนก็ต้องทำใจซักหน่อย เพราะเขาและเธอออกจะรวนเรและหวั่นไหวง่าย มีหัวใจที่เปลี่ยนแปลงเหมือนกังหันต้องลมเลยล่ะ

ยิ่งไปกว่านั้น เขาและเธอยังเป็นคนที่ไม่ยอมหักห้ามใจ มีไฟรักอยู่เต็มเปี่ยม โรคประจำตัวของคนเกิดปีนี้คือการแพ้คนหล่อคนสวย แบบที่ว่าหน้าตาดี อย่าได้ย่างกรายเข้ามาใกล้เชียว ทำให้คนเกิดปีกุนจะหลงรักเอาง่ายๆ เลยล่ะ ถ้ารู้จุดอ่อนของตัวเองแล้ว ต้องควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้ความวุ่นวายในชีวิตก็จะลดลงมากทีเดียว

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก FW Mail


				
16 พฤษภาคม 2555 10:48 น.

เราควรจำกัดคำว่า"ให้อภัย" ไว้แค่ไหน

(น้ำตาลหวาน)




คนชอบพูดกันว่ารักแล้วต้องพร้อมจะอภัยได้เสมอ คนเราควรจำกัดการให้อภัยไว้แค่ไหนกันแน่?

คำพูดเท่ห์ๆ ในโลกนี้มีอยู่มากครับ บางทีก็เอาไว้ขึ้นหิ้งฟังกันเพราะๆ
บางทีก็ยกระดับจิตใจเราขึ้นมานิดหนึ่ง และบางทีก็เอาไปใช้ได้จริงๆ กลายเป็นต้นทางกรรมดีของคนดีกันยาวๆ

คำเท่ห์ๆ ในโลกอุดมคติของความรัก ประเภทที่ว่า "รักแท้ต้องไม่แพ้ความเลวของคนรัก" หรืออีกนัยหนึ่งต้องรู้จักอภัยเขาเสมอนั้น จะว่าไปก็ยกระดับจิตใจได้เหมือนกัน จากที่ไม่ค่อยจะรู้จักอภัยใครเลย อย่างน้อยมาเว้นไว้สักคนที่เรารักก็ยังดี คิดเสียว่าเขาเผลอไป

ทว่าคนเราเผลอเลวบ่อยๆ นี่คิดเป็นอื่นไม่ได้นะครับ มันต้องมีความเลวอยู่จริงๆ ถึงเผลอได้ไม่หยุด และถ้าจะตะบี้ตะบันรักคนเลวให้ได้ ฉันจะเทิดทูนความรัก เอารักเป็นความสำคัญหมายเลขหนึ่งให้ได้ ทั้งชีวิตก็อาจอยู่บนเส้นทาง "ผิดทั้งหมด" เพียงเพราะรักตัวเดียว

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการอภัยที่แท้จริงนั้น เราวัดกันที่ใจ ถ้าใจไม่ผูกเจ็บ ถ้าใจไม่มีโทสะยามเห็นหน้าหรือคิดถึงกัน อันนั้นแหละเรียกว่าอภัย จัดเป็นทาน เป็นการฝึกตนขั้นสูง เพื่อไปถึงความเป็นผู้ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวใคร ซึ่งมีค่าเท่ากับไม่อยากเอานรกมาไว้ในใจ ตลอดจนไม่อยากก่อกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องเข้าถึงนรกของจริงในวันหนึ่ง

และความสามารถในการอภัยคนใกล้ตัวที่บ้านหรือที่ทำงานนั้น ทำได้แค่ไหนก็มักขึ้นอยู่กับการเตรียมใจไว้ล่วงหน้าด้วยครับ เตรียมไว้มากก็อภัยได้มาก เตรียมได้น้อยก็อภัยได้น้อย ไม่เตรียมเลยก็ยากจะอภัย ณจุดเกิดเหตุ
ธรรมดาคนเราถ้าไม่เคยผ่านพบบุคคลน่าผิดหวังมาก่อนเลย ก็จะไม่มีการเตรียมใจเลย คาดหวังเต็มที่ พอไม่ใช่อย่างที่หวังก็เจ็บหนักหน่อย แต่พอเจอหลายๆครั้ง ก็ควรเห็นเป็นบทเรียนชีวิตให้คิดเตรียมใจไว้มากๆ ในคราวหน้า
อย่างไรก็ตาม หากเตรียมใจไว้ขนาดที่อภัยได้ไม่มีขีดจำกัด เช่นนี้ก็เกิดผลเสีย คือคนผิดก็จะทำผิดไปเรื่อยๆ หรือถ้าไม่มีบทลงโทษเลย ไม่มีไก่ถูกเชือดให้ลิงดู ลิงก็อาจได้ใจ เกเรกันใหญ่จนไม่มีใครคุมอยู่

สรุปคือการอภัยด้วยใจหาใช่การยอมหยวนไปหมดทุกเรื่อง ยอมผูกมัดกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอให้ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ท่านเป็นผู้มีเมตตามหาศาล เป็นจอมอรหันต์ผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเกลี้ยงเกลา แต่ถ้าภิกษุในปกครองทำผิดร้ายแรงท่านก็ไม่เลี้ยง ไม่เอาไว้ในวัดต่อ แต่จะ "ตัดสินประหาร" ให้ขาดจากความเป็นภิกษุชนิดกลับมาบวชร่วมสังฆกรรมกันอีกไม่ได้เลยครับ

คำถามคือเราจะเอาอะไรเป็นเครื่องชี้โทษ ว่าหนักหนาเกินกว่าจะสักแต่อภัยกัน?
อันดับแรกคงต้องใช้ "ใจ" เป็นหลักครับ ความรู้สึกยังไหวไหม พอจะคิดในทางเป็นกุศลได้อยู่หรือเปล่า นี่ขึ้นอยู่กับขันติบารมีของคุณเป็นหลัก ถ้าต้องทุกข์หนักระดับอกไหม้ไส้ขมเป็นเวลานาน นั่งอยู่ดีๆเหมือนอยากแหกปากร้องตีอกชกหัว อันนี้ก็ต้องพิจารณาว่าทนกันไปก็เกิดอกุศลธรรมขึ้นในชีวิตเราเปล่าๆ

อีกมาตรวัดหนึ่งที่ต้องใช้ "ตา" เป็นเครื่องตัดสิน คือพฤติกรรมของเขาเป็นอย่างไร ถ้าเห็นแววว่ายังสำนึกผิด ยังอยากแก้ตัวอยู่ ก็อภัยไปก่อน เพราะบางคนผิดครั้งเดียวแล้วได้รับการอภัย ก็เปลี่ยนเป็นถูกตลอดกาลไปเลย แต่บางคนผิดแล้วผิดอีกยังหน้ารื่น ไม่มีแววว่าจะสำนึกขึ้นมาได้ แบบนี้พอสวดมนต์แผ่เมตตาให้อภัยเสร็จก็สลัดทิ้งจากใจไปได้เลยครับ อย่าเก็บไว้

รักในอุดมคติแบบเด็ก ป. ๑ นั้น ไม่ต้องคาดหวังอะไรนอกจากฝึกอยู่ร่วมกันแบบไม่หวังผล แต่รักของผู้ใหญ่ในวัยทำงาน แบบที่จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีลูกด้วยกัน อันนี้ต้องคาดหวังครับ ต้องดูใจให้ดีๆว่าเป็นใจที่ซื่อต่อกันได้เพียงใด
ถ้าเจอคนที่พร่ำเพ้อว่า "รักฉัน รักความเลวของฉันด้วย และอย่าคาดหวังอะไรจากฉันมาก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง" ขอให้เร่งรู้เถอะว่าเขาพร้อมจะอยู่กับตัวเอง และไม่เคยพร้อมจะอยู่กับคุณ



บทความโดย : ดังตฤณ

Facebook.com/AskDungtrin



				
25 เมษายน 2555 15:12 น.

เล่าสู่กันฟัง

(น้ำตาลหวาน)



                            เมื่อประมาณปลายเดือนที่ผ่านมา แหะๆ ก็เดือนนึงแล้วล่ะค่ะ แชมพูล้างรถหมด ปกติแล้วจะฝากเพื่อนที่ทำงานซื้อให้ หรือไม่ก็เจอใครที่เขาเป็นสมาชิกก็ฝากซื้อ  ฉันใช้แชมพูล้างรถยี่ห้อนี้มานานมากแล้วล่ะค่ะ น่าจะสิบปี  เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันแอบนึกเคืองตัวเอง  สิบปีที่ผ่านมาฉันยึดติดกับอะไรมากเกินไปรึป่าวนะ

                            เรื่องมีอยู่ว่า จะฝากเพื่อนซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียวก็เกรงใจ  เพราะต้องขับรถไปไกลจากที่ทำงาน ก็เลยขอยืมบัตรสมาชิกของเพื่อนเพื่อไปซื้อเอง  ช่วงหยุดพักกลางวันก็ขับรถไปที่ศูนย์สินค้ายี่ห้อนี้ (เป็นสินค้าขายตรงที่มีชื่อเสียงมาก) ศูนย์ค่อนข้างใหญ่ เหมือนซุปเปอร์มาเก็ต เข็นรถเลือกซื้อตามใจชอบ   แล้วจ่ายตังค์ที่แคชเชียร์  ฉันก็หยิบแชมพูที่ต้องการมาที่แคชเชียร์ซึ่งไม่ต้องรอคิว 

                             พอยื่นบัตรสมาชิกให้ พนักงานมองหน้าแล้วถามว่า บัตรของใคร ฉันก็ตอบไปว่าของน้องที่ทำงานค่ะ  พนักงานพูดต่อว่า  พี่มีบัตรสมาชิกไหม ฉันก็บอกว่าเคยเป็นสมาชิกแต่ไม่ได้รับบัตรและอีกอย่างนานแล้วคงจะหมดอายุ พนักงานขอบัตรประชาชน และดูข้อมูลในคอมฯ พร้อมกับบอกว่าหมดอายุนานแล้ว และบอกว่าให้น้องเจ้าของบัตรเขามาซื้อให้วันหลังนะครับ  อ้อ..บัตรสมาชิกที่ฉันมีเป็นของผู้ชายค่ะ

                              ฉันก็ไม่พูดอะไร มองคิวที่รออยู่พร้อมกับถามพนักงานว่า งั้นพี่ขอซื้อรวมกับคนที่ยืนรอคิวนี้ได้ไหม  พนักงานตอบว่า "เราไม่มีนโยบายให้ซื้อรวมครับ"

                              ฉันยืนอึ้งสักแป๊บนึง แล้วพูดกับพนักงานว่า พี่ขับรถมาตั้งไกล เพื่อซื้อแชมพูล้างรถเพียงขวดเดียว บัตรสมาชิก็เอามาด้วย แม้จะไม่ใช่ของพี่ แต่พี่ก็มีเจตนาที่จะซื้อของคุณจริงๆ ทำไมถึงซื้อไม่ได้   เงียบ....

                              ฉันวางขวดแชมพูไว้ตรงนั้นแล้วเดินออกมา ในขณะที่เดินออกมา มีพนักงานรีบเข้ามาหาพร้อมถามว่า "พี่จะสมัครสมาชิกใหม่เลยไหมครับ" 

                               ฉันมองหน้านิดนึงแล้วตอบว่า "ไม่ละค่ะ ไม่อยากได้สินค้าของคุณแล้ว "  ฉันเดินตัวปลิวออกมาด้วยความรู้สึกที่บอกอาการไม่ถูก   ใจหนึ่งก็คิดเออหนอ...มีตังค์ มีบัตรสมาชิกแต่ไม่สามารถซื้อสินค้าได้

                               ช่วงที่เดินออกมาด้านนอกเกือบถึงลานจอดรถ ได้มีน้องผู้ชายคนหนึ่งคงจะเป็นสมาชิกวิ่งออกมา(วิ่งจริงๆค่ะ) ตะโกนเรียก ให้หยุด และบอกว่าพี่รอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมซื้อให้  เขาคงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ความจริง ณ ตอนนั้นฉันไม่อยากได้แล้วละค่ะ แต่ด้วยความเกรงใจที่เขาอุตส่าห์วิ่งออกมา ก็เลยยืนรอ 

                               สักครู่เขาเดินถือถุงแชมพูล้างรถมาให้  พร้อมกับพูดอย่างเกรงอกเกรงใจว่า นโยบายเขาเป็นแบบนี้ครับพี่ อยากให้สมัครสมาชิกเพื่อจะได้ซื้อสินค้า แล้วเขาก็พูดอีกหลายประโยค ฉันได้แต่ยืนฟัง ไม่พูดโต้ตอบ ช่วงนั้นน้องเขาไม่มีเงินทอน บอกให้ยืนรอแป๊บนึงจะไปเอาตังค์ทอนที่รถให้  ฉันมองตามเขาไปที่รถ  เขาขับบีเอ็มดับบลิว ใหม่เอี่ยม  อืม...การเป็นตัวแทนสมาชิกของสินค้ายี่ห้อนี้ รายได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ (แอบคิดในใจ) 

สรุปแล้ว....น้องเขาต้องไปแลกเงินที่แคชเชียร์ (วิ่งไปวิ่งมา)  ฉันเห็นว่าเงินไม่มากนัก ก็เลยขับรถออกมา ไม่อยากให้เขาต้องวิ่งไปวิ่งมาแหละค่ะ เกรงใจจริงๆ

ถึงตอนนี้ ฉันคิดว่าคงต้องเปลี่ยนแชมพูล้างรถใหม่แล้วล่ะ  ด้วยขอน้อมรับนโยบายของบริษัทที่กำหนดไว้ค่ะ 


ขอขอบคุณเจ้าของรถบีเอ็มดับบลิวมา ณ ที่นี้ด้วย (จริงแล้วขอบคุณตรงนั้นด้วยเช่นกัน) ถ้าบังเอิญได้อ่านเรื่องสั้นนี้ คงจำเหตุการณ์ได้นะค่ะ


ขอขอบคุณภาพ จากอินเตอร์เน็ต



				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟ(น้ำตาลหวาน)
Lovings  (น้ำตาลหวาน) เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึง(น้ำตาลหวาน)