4 ตุลาคม 2556 22:47 น.

ความคิดอันรันทด

คีตากะ

1523550agfpc80ygq.gif













      ความทุกข์ของฝูงชนนั้นเป็นประหนึ่งความรวดร้าวแห่งความเจ็บปวดที่เกาะกินอยู่ ในปากของสังคมมีฟันที่เน่าผุและเป็นโรคอยู่หลายซี่ แต่สังคมก็ปฏิเสธมิยอมรักษามันอย่างระแวดระวังและอดทน พอใจอยู่แต่เพียงขัดถูมันแต่ภายนอกและเอาทองอันสุกปลั่งเปล่งประกายมาอุดมันไว้ ซึ่งทำให้สายตามืดบอดไปมิอาจเห็นความเน่าผุพ้นจากนั้นได้ แต่ตัวคนไข้เองนั้นมิอาจทำให้ตัวเองตาบอดจนไม่แลเห็นความเจ็บปวดที่สืบเนื่องมา
มีทันตแพทย์สังคมอยู่มากมายผู้พยายามจัดการต่อความเลวร้ายในโลกนี้ด้วยการเอาความงามบดบังไว้ แต่มีผู้ทนทุกข์ทรมานอยู่มากหลายที่ยอมจำนนต่อเจตนาของนักปฏิรูปจึงต้องทนทุกข์ท่วมท้นทวีขึ้น เพียรสูบพลังแรงที่กำลังเหือดหายไปของตนให้ลึกเข้าและหลอกตัวเองอย่างมั่นใจยิ่งขึ้นจนย่างเข้าสู่ห้วงเหวแห่งความตาย
ฟันผุของซีเรียมีอยู่มากหลายในโรงเรียนของฉัน ณ ที่ซึ่งเยาวชนในวันนี้ถูกสอนให้กลายเป็นความเสียใจแห่งวันพรุ่ง มีอยู่ในศาลสถิตยุติธรรมของมันซึ่งในนั้นบรรดาผู้พิพากษาบิดเบือนและเล่นกับกฎหมายเหมือนดังเสือเล่นกับเหยื่อ มีอยู่ในราชสำนักของมันซึ่งความเท็จและหน้าไหว้หลังหลอกสิงสถิต อีกทั้งมีอยู่ในทับกระท่อมของคนยากไร้ ณ ที่ซึ่งความหวาดกลัว อวิชาและความขลาดพำนักอยู่
ทันตแพทย์การเมืองผู้มีนิ้วอันนุ่มนวลต่างก็กรอกน้ำผึ้งใส่ในหูประชาชนและร้องแรกแหกกระเฌอว่าตนกำลังอุดช่องแห่งความอ่อนแอของชาติอยู่ บทเพลงของพวกเขาถูกทำให้มีเสียงแหลมกว่าเสียงของหินโม่แป้ง แต่อันที่จริงแล้วมันมิได้วิเศษไปกว่าเสียงกบร้องอยู่ในบึงน้ำนิ่งเลย
หลายคนเป็นนักคิดและนักอุดมคติอยู่ในโลกอันว่างเปล่าไร้สาระนี้... ความฝันของพวกเขาช่างแบบบางนี่กระไร!

ความงามเป็นสมบัติของคนหนุ่มสาว แต่ทว่าคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นเจ้าของโลกนี้มิใช่สิ่งใด นอกไปจากความฝันซึ่งความหวานชื่นของมันกลายเป็นทางแห่งความตาบอดจนทำให้สำนึกได้สายเกินไป จะมีสักวันหนึ่งไหมที่ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะรวมเอาความฝันอันหวานชื่นของหนุ่มสาวเข้ากับความปีติแห่งความรู้? ทั้งสองสิ่งนี้เมื่ออยู่แยกกันย่อมไร้ผล จะมีสักวันหนึ่งไหมที่ธรรมชาติจะเป็นครูของมนุษย์ และมนุษย์ชาติเป็นตำราแห่งความเสียสละและชีวิตกลายเป็นโรงเรียนประจำวันของพวกเขา?
ความมั่นหมายจะได้พบความปีติของหนุ่มสาว ซึ่งแข็งแกร่งในความดื่มด่ำและอ่อนแอในความรับผิดชอบย่อมมิอาจแสวงหาความสัมฤทธิ์ผลได้จนกว่าความรู้จะนำมาซึ่งอรุณแห่งวันนั้น
มีชายผู้สาปแช่งวันคืนแห่งวัยหนุ่มของเขาที่ตายไปแล้วด้วยพิษร้ายอยู่มหลาย มีหญิงผู้ด่าว่าขวบปีที่เปลืองเปล่าไปของเธอด้วยความเกรี้ยวกราดดุจนางสิงห์ที่สูญเสียลูกของมันไปอยู่มากมาย มีหนุ่มสาวอยู่ดกดื่นซึ่งใช้หัวใจตนไปเพื่อเป็นปลอกหุ้มกริชแห่งความจำอันขมขื่นในอนาคตกาล ทำตนเองให้เป็นบาดแผลไปด้วยลูกศรอาบยาพิษอันแหลมคมแห่งการแยกจากความสุขโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
วัยชราคือหิมะแห่งโลกนี้ จักต้องให้ความอบอุ่นแก่เมล็ดพืชแห่งผู้เยาว์ ณ เบื้องล่างด้วยแสงสว่างและความจริง ต้องปกป้องผู้เยาว์วัยและทำให้ความมุ่งหมายของพวกเขาสัมฤทธิ์ผลจวบจนเดือนนิซานมาถึงและทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ซึ่งกำลังเจริญวัยนั้นสมบูรณ์ไปด้วยการตื่นใหม่
เราก้าวเดินไปสู่การตื่นขึ้นของการเชิดชูจิตวิญญาณของเราให้ขึ้นสูงสายเกินไป มีแต่เพียงระนาบอันหาที่สุดมิได้ดังฟากฟ้าเท่านั้นเองที่จะทำให้เข้าใจถึงความงดงามของชีวิตได้โดยอาศัยความรักในความงามนั้นของเรา

ชะตากรรมมนำฉันไปในกระแสอันรวดร้าวของอารยธรรมสมัยใหม่อันคับแคบ มันฉุดฉันขึ้นมาจากหว่างแขนธรรมชาติในอ่าวเขียวขจีอันเย็นชื่นใจของมัน แล้วกระแทกฉันลงอย่างหยาบคายภายใต้เท้าของฝูงชน ณ ที่นั้นฉันจึงตกเป็นเหยื่อผู้ทนทุกข์ภายใต้การทรมานของนาคร
ไม่มีโทษทัณฑ์อันใดที่ตกอยู่แก่บุตรของพระผู้เป็นเจ้าจะสาหัสไปกว่านี้ ไม่มีการเนรเทศใดอันแสนขมขื่นเคยตกแก่ชีวิตของผู้หนึ่งซึ่งรักใบหญ้าแม้เพียงใบหนึ่งของผืนแผ่นดินนี้อย่างรุนแรงจนทุกเยื่อในร่างเขาสั่นสะท้านไปไม่มีการจำขังอาชญากรผู้ใดเทียบเคียงกับการจำขังฉันได้เลย เพราะผนังอันคับแคบของห้องขังของฉันทำให้หัวใจฉันเป็นบาดแผล
ในเรื่องเงินทองนั้นเราอาจร่ำรวยกว่าชาวชนบท แต่พวกเขามั่งคั่งกว่าเรานักในการมีชีวิตที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์ เราหว่านพืชไปมากมายแต่มิได้เก็บเกี่ยวอะไรมา พวกเขาสิเก็บเกี่ยวเอาความอุดมอันรุ่งโรจน์ซึ่งธรรมชาติได้มอบให้แก่ลูกหลานผู้หมั่นเพียรของพระผู้เป็นเจ้า เราคำนวณการแลกเปลี่ยนทุกอันด้วยเล่ห์เหลี่ยม พวกเขาสิรับเอาผลิตผลของธรรมชาติด้วยความสัตย์และสงบ เรานอนหลับเป็นพักๆ เพราะมัวมองเห็นปีศาจแห่งวันพรุ่ง พวกเขาสิหลับไปดังทารกในอ้อมอกของมารดาโดยรู้ว่าธรรมชาติย่อมไม่มีวันปฏิเสธสิ่งที่เคยอำนวยให้
เราเป็นทาสของผลกำไร พวกเขาสิเป็นนายแห่งความมักน้อย เราดื่มความขมขื่นสิ้นหวัง หวาดกลัวและอ่อนเปลี้ยจากถ้วยแห่งชีวิต แต่พวกเขาดื่มน้ำหวานอันบริสุทธิ์ที่สุดแห่งพรของพระผู้เป็นเจ้า
โอ้พระผู้ประทานความเมตตาซึ่งซ่อนจากข้าพระองค์อยู่เบื้องหลังตึกรามแห่งฝูงชนซึ่งมิใช่อื่นใดนอกเสียจากรูปเจว็ดและรูปปั้น.... ขอทรงสดับฟังเสียงร่ำไห้อันปวดร้าวของดวงวิญญาณซึ่งถูกคุมขังไว้ของข้าพระองค์เถิด! ขอทรงได้ยินความเจ็บปวดของหัวใจอันกำลังระเบิดออกของข้าพระองค์เถิด! ขอทรงได้ยินความเจ็บปวดของหัวใจอันกำลังระเบิดออกของข้าพระองค์เถิด! ขอทรงเมตตานำบุตรผู้เร่ร่อนไปของพระองค์กลับไปสู่ไหล่เขาอันเป็นคฤหาสน์ของพระองค์เทอญ!....



เขียนโดย คาลิล ยิบราน



570732vzb0x4c189.gif




2636005w2r8gkba96.gif



ฺBe Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
4 ตุลาคม 2556 22:48 น.

นักบุญ

คีตากะ

1230741601.jpg











       เมื่อวัยเด็ก ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมเยือนนักบุญผู้หนึ่งในดงไม้อันเงียบสงบของท่านซึ่งอยู่ไกลโพ้นจากเทือกเขาออกไป และขณะที่เรากำลังสนทนากันถึงเรื่องลักษณะของคุณธรรมกันอยู่ ก็มีโจรคนหนึ่งเดินกะปลกกะเปลี้ยอย่างอ่อนแรงขึ้นมาบนสันเขา เมื่อมาถึงดงไม้เขาก็คุกเข่าลงเบื้องหน้านักบุญและเอ่ยขึ้นว่า “โอ้นักบุญ ขอได้ปลอบประโลมใจกระผมด้วยเถิด! บาปของกระผมนี้หนักนัก”
นักบุญตอบว่า “บาปของฉันก็หนักเช่นเดียวกัน”
โจรกล่าวว่า “กระผมเป็นโจรและผู้ปล้นสะดม”
นักบุญก็ตอบว่า “ฉันเองก็เป็นโจรและผู้ปล้นสะดม”
โจรจึงพูดว่า “แต่กระผมเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย โลหิตของผู้คนมากมายร่ำร้องอยู่ในหูของกระผม”
และนักบุญตอบว่า “ฉันเองก็เป็นฆาตกร ในหูของฉันก็มีเสียงร้องของโลหิตของผู้คนมากมายอยู่เช่นกัน”
และโจรกล่าวว่า “กระผมได้ประกอบกรรมทำชั่วมานับไม่ถ้วนแล้ว”
นักบุญก็ตอบว่า “ฉันเองก็ได้ก่ออาชญากรรมมานับไม่ถ้วนเช่นกัน”
ครั้นแล้วโจรก็ลุกขึ้นจ้องดูนักบุญ ในดวงตาของเขามีแววประหลาด และขณะที่ เขาจากเราไป เขาก็กระโดดหยอยๆ ลงไปตามเนินเขา
ข้าพเจ้าหันไปหานักบุญผู้นั้นแล้วถามว่า “เหตุใดท่านจึงกล่าวหาตัวเองว่าประกอบอาชญากรรมเช่นนั้นเล่า? ท่านไม่เห็นดอกหรือว่าชายผู้นี้กลับไปโดยไม่นับถือท่านต่อไปแล้ว?”
นักบุญก็ตอบว่า “ก็จริงดอกที่เขาไม่นับถือฉันต่อไป แต่เขาก็กลับไปอย่างปลอดโปร่งขึ้นมากนี่นะ”
ในขณะนั้นเราได้ยินเสียงโจรร้องเพลงอยู่ไกลๆ และเสียงสะท้อนแห่งเสียงเพลงของเขาทำให้หุบผาเต็มไปด้วยความปรีดาปราโมทย์...



ฺBe Veg, Go Green 2 Save the planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
16 พฤศจิกายน 2563 14:44 น.

การเฝ้าดูครั้งสุดท้าย...

คีตากะ

14731_full.jpg






ณ ยามปลายแห่งรัตติกาล เมื่อลมหายใจแรกแห่งอรุณลอยมาในสายลม ผู้เบิกทางซึ่งเรียกตัวเองว่าเสียงสะท้อนอันมิมีใครได้ยินได้ออกจากห้องนอนและขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเขา เขายืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน มองลงมายังนครอันหลับใหลอยู่ ครั้นแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นและราวกับเจตภูติอันมิเคยหลับของบรรดาผู้ที่หลับใหลอยู่ได้มาชุมนุมกันอยู่รอบตัวเขา เขาได้อ้าปากออกและกล่าวว่า
“มิตรสหายและเพื่อนบ้านของฉันและท่านผู้ผ่านประตูบ้านของฉันไปทุกวัน ฉันจักพูดกับท่านทั้งที่ท่านยังหลับอยู่ และในหุบผาแห่งความฝันของท่าน ฉันจักเดินเปล่าเปลือยไปอย่างไม่รั้งรอเพราะในโมงยามที่ท่านตื่นอยู่นั้นท่านไม่สนใจ และโสตอันเต็มไปด้วยสรรพสำเนียงของท่านก็อื้อหนวก
“ฉันนี้รักท่านมากเหลือและนานช้ามาแล้ว
“ฉันรักคนหนึ่งในหมู่ท่านราวกับว่าเขาเป็นทุกคน และรักทุกคนเสมือนว่าเขาเป็นคนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิแห่งหัวใจฉัน ฉันเฝ้าดูอยู่ที่ลานนวดข้าวของท่าน
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทุกคน ทั้งผู้เป็นยักษ์ใหญ่และคนแคระทั้งผู้เป็นโรคเรื้อนและผู้มีผิวผ่องใส และรักเขาผู้คลำหาทางไปในความมืดเท่าๆ กับเขาผู้เต้นร่าผ่านวันวานไปบนขุนเขา
“ท่านผู้แข็งแรงฉันก็รัก ถึงแม้ว่ารอยเท้าเหล็กของท่านจะยังประทับอยู่บนเนื้อฉัน และท่านผู้อ่อนแอฉันก็รัก ถึงแม้ว่าท่านจะทำให้ความศรัทธาของฉันเหือดแห้งไปและทำให้ขันติของฉันต้องเปลืองเปล่า
“ฉันรักท่านผู้มั่งคั่งทั้งๆ ที่น้ำผึ้งของท่านยังทิ้งรสขมอยู่ในปากฉัน และท่านผู้ยากไร้ฉันก็รักถึงแม้ว่าท่านจะรู้ถึงความอับอายในมือเปล่าของฉันก็ตามที
“ท่านนักกวีผู้มีพิณและนิ้วอันมืดบอด ท่านทำให้ฉันรักด้วยการปล่อยตัวของท่าน รวมทั้งท่านนักปราชญ์ซึ่งเอาแต่เก็บผ้าตราสังอันเน่าเปื่อยอยู่ในทุ่งนาของช่างปั้นหม้อ
“ท่านผู้อยู่ในสมณเพศซึ่งนั่งอยู่ในความเงียบแห่งวันวานถามไถ่ถึงชะตากรรมแห่งวันพรุ่งของฉัน ฉันก็รัก รวมทั้งท่านผู้บูชาเทพเจ้าซึ่งเป็นภาพแห่งความปรารถนาของท่านเอง
“เธอ-อิสตรีผู้กระหายซึ่งมีถ้วยที่เต็มอยู่เสมอนั้นฉันรักด้วยความเข้าใจ และเธอ-เหล่านารีผู้มีราตรีอันไร้การหลับ ฉันก็รักด้วยความเมตตาและปรานี
“ท่านผู้ช่างเจรจา ฉันก็รักและกล่าวว่า ‘ชีวิตมีสิ่งที่จะพูดถึงอยู่มากมาย’ และท่านผู้เบื้อใบ้ฉันก็รักและกระซิบแก่ตัวฉันเองว่า ‘ก็เขามิได้เอ่ยเอื้อนวาจาอยู่ในความเงียบถึงสิ่งซึ่งฉันจักฟังได้เป็นถ้อยคำดอกหรือ?’
“และท่านผู้พิพากษาและผู้ตำหนิติเตียนฉันก็รักเช่นกัน แต่กระนั้นเมื่อท่านเห็นฉันถูกตรึงกางเขน ท่านยังกล่าวว่า ‘เลือดของเขาหยดเป็นจังหวะและลวดลายของโลหิตที่อยู่บนผิวขาวๆ ของเขาก็สวยงามน่าดูนัก’
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทั้งหมด ทั้งหนุ่มสาวและแก่เฒ่า ทั้งต้นอ้อที่สั่วไหวและต้นโอ๊ค
“แต่อนิจจาเอ๋ย! หัวใจที่อุดมมากเกินไปนั้นแหละที่ทำให้ท่านหันหนีไปจากฉัน ท่านชอบดื่มความรักจากถ้วย มิใช่จากแม่น้ำที่ล้นเอ่อ ท่านชอบฟังเสียงพึมพำแผ่วเบาของความรัก แต่เมื่อความรักตะโกนก้อง ท่านกลับอุดหูของท่านเสีย
“และเพราะว่าฉันรักท่าน ท่านก็กล่าวแต่เพียงว่า ‘เขาใจอ่อนและยอมแพ้มากเกินไป และวิถีทางของเขาก็ไม่สุขุมคัมภีรภาพ มันเป็นความรักของผู้ขาดแคลน ผู้หยิบเศษขนมปังขึ้นมาแม้ในยามที่นั่งอยู่ ณ งานเลี้ยงมโหฬาร และมันเป็นความรักของคนอ่อนแอ เพราะคนแข็งแรงนั้นย่อมรักแต่เฉพาะผู้แข็งแรง’
“และเพราะว่าฉันรักท่านมากเกินไป ท่านจึงกล่าวว่า ‘มันเป็นความรักของคนตาบอดซึ่งไม่รู้จักความงามของคนหนึ่งหรือความน่าเกลียดของอีกคน และมันเป็นความรักของคนอวดดีและผู้คิดมากเกินควร เพราะคนแปลกหน้าคนไหนเล่าจะมาเป็นพ่อแม่พี่น้องของเราได้?’
“ท่านพูดเช่นนี้และยิ่งกว่านี้อีก เพราะมีอยู่บ่อยๆ ในท้องตลาดที่ท่านชี้มือมายังฉันและกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า ‘นั่นไงคนไร้อายุขัย คนไร้เหตุผล ซึ่งในยามเที่ยงเล่นเกมกับลูกๆ ของเรา แต่ในยามเย็นกลับไปนั่งอยู่กับผู้อาวุโสโดยคาดว่าจะได้รับปัญญาและความเข้าใจ’
“และฉันกล่าวว่า ‘ฉันจะรักพวกเขามากขึ้น ถูกแล้ว- มากขึ้นอีก ฉันจะซ่อนเร้นความรักของฉันด้วยการทำท่าเกลียดชังและแปลงความอ่อนโยนของฉันเป็นร่างแห่งความเผ็ดร้อน ฉันจะสวมหน้ากากเหล็ก และจะแสวงหาคนเหล่านั้นก็เมื่อฉันสวมเกราะและถืออาวุธแล้ว’
“ครั้นแล้วฉันจะวางมือหนักๆ ลงบนบาดแผลของท่าน และจะคำรามลั่นอยู่ในหูท่านเสมือนดังพายุใหญ่ในยามราตรี
“ฉันจะประกาศความหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง เล่ห์เหลี่ยม ความเท็จ ความเป็นดังฟองดินอันว่างเปล่าของท่านจากหลังคาบ้าน
“คนสายตาสั้นในหมู่ท่าน ฉันจะด่าว่าเป็นค้างคาวตาบอด ส่วนผู้ที่อยู่ชิดโลกมากเกินไป ฉันใคร่จะเรียกว่าตัวตุ่นที่ไร้วิญญาณ
“คนช่างพูด ฉันจะประกาศว่าเป็นคนลิ้นสองแฉก ส่วนคนที่เงียบขรึม ริมฝีปากราวกับหิน และคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมฉันจะเรียกว่าคนตายที่มิเคยเหนื่อยหน่ายต่อความตาย
“ผู้แสวงหาความรู้ทางโลกฉันจะประณามว่าเป็นผู้ก่อความขุ่นเคืองแก่ดวงจิตบริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่มิสนใจสิ่งใดนอกจากดวงจิต ฉันก็ตีตราว่าเป็นผู้ล่าเงา ผู้เหวี่ยงแหไปในน้ำตื้นและจับได้แต่เงาของตัวเอง
“ดังนั้นฉันจะประณามพวกท่านด้วยริมฝีปากของฉันในขณะที่หัวใจของฉันซึ่งหลั่งเลือดอยู่ภายในตัวฉันจักเรียกท่านด้วยชื่ออันอ่อนหวานนานาชื่อ
“ผู้ที่เอ่ยเอื้อนออกมาคือความรักซึ่งถูกกระหน่ำด้วยตัวมันเอง มันคือความภาคภูมิซึ่งถูกพิฆาตไปครึ่งๆ ซึ่งกระพือปีกอยู่ในฝุ่นธุลี ความกระหายหิวความรักของท่านนั่นเองที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่บนหลังคาในขณะที่ความรักของฉันซึ่งคุกเข่าอยู่ในความเงียบนั้นสวดวิงวอนขออภัยโทษให้แก่ท่าน
“แต่จงดูสิ่งปาฏิหาริย์เถิด!
“ก็การกลบเกลื่อนของฉันเองที่เปิดดวงตาของท่านขึ้น และการแสร้งทำเกลียดชังนั่นแหละที่ปลุกหัวใจของท่านให้ตื่นขึ้น
“และบัดนี้ท่านก็รักฉัน
“ท่านรักดาบที่ฟาดฟันตัวท่านและลูกธนูที่ทำให้ทรวงอกของท่านปริออก เพราะเมื่อท่านมีบาดแผลท่านจึงจะเป็นสุข และเพียงเมื่อท่านได้ดื่มโลหิตของท่านเองท่านจึงจะมึนเมาได้
“พวกท่านมารวมกันอยู่ในสวนของฉันทุกวันดุจดังแมลงเม่าซึ่งแสวงหาความพินาศในเปลวไฟ และด้วยใบหน้าที่เงยขึ้นและดวงตาทรงเสน่ห์ ท่านเฝ้าดูฉันฉีกภูษาแห่งวันวานของท่านออก และท่านพูดแก่กันและกันด้วยเสียงกระซิบว่า “เขาแลเห็นด้วยแสงสว่างแห่งพระเจ้า เขากล่าวถ้อยดุจดังศาสดาแห่งโบราณกาล เขาเปิดเผยดวงวิญญาณของเราและไขกุญแจหัวใจของเราออก และเขารู้วิถีทางของเราเช่นเดียวกับนกอินทรีซึ่งรู้ทางเดินของหมาจิ้งจอก”
“ถูกแล้ว อันที่จริงนั้นฉันรู้จักวิถีทางของพวกท่าน แต่ก็เพียงเช่นเดียวกับที่นกอินทรีรู้จักทางของลูกอ่อนของมันเท่านั้นเอง และฉันใคร่จักเปิดเผยความลี้ลับของฉัน แต่กระนั้นเนื่องจากต้องการความใกล้ชิดของท่าน ฉันจึงแสร้งทำเป็นห่างเหิน และฉันคอยเฝ้าดูประตูน้ำแห่งความรักของฉันด้วยเกรงว่ากระแสน้ำแห่งความรักของท่านจักลดลง”
หลังจากกล่าวสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้เบิกทางก็เอามือปิดหน้าและร่ำไห้อย่างขมขื่น เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าความรักที่ถูกลดเกียรติอยู่ในความเปล่าเปลือยของมันนั้นยิ่งใหญ่กว่าความรักที่แสวงหาชัยชนะด้วยการปลอมแปลง และเขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก
แต่ในบัดดลนั้นเขาก็ผงกศีรษะขึ้นและยืดแขนออกเสมือนคนเพิ่งตื่นนอนและกล่าวว่า “รัตติกาลอวสานลงแล้ว และพวกเราผู้เป็นบุตรแห่งราตรีย่อมต้องสิ้นชีพเมื่อรุ่งอรุณกระโดดข้ามเทือกเขามา และความรักอันทรงพลังจักผลุดขึ้นจากเถ้าถ่านของเรา มันจักสำรวลร่าอยู่ในดวงตะวันและจักมิมีวันม้วยมรณ์


เขียนโดยคาลิล ยิบราน
ผู้เบิกทาง
กิติมา อมรทัต แปล

Be Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
4 ตุลาคม 2556 22:50 น.

พลังอภินิหารอันสำแดงโดยไร้อัตตา

คีตากะ

120101116004201.jpg












ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
ไถหนัน ฟอร์โมซา วันที่ 31 สิงหาคม 2542
(ต้นฉบับเป็นภาษาจีน)


     อาจารย์ภายในของเราเองมีปัญญาสูงส่ง ท่านทราบว่า เราควรใช้อะไรและควรทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายตนเอง การยุ่งในเรื่องราวของผู้อื่นและวุ่นวายกับกฎเกณฑ์ของโลก ซึ่งแตกต่างจากพลังอภินิหารอันจำกัดยิ่งนัก ซึ่งบันทึกอยู่ในสมองของเรา หากเรารู้จักพลังอภินิหารบางอย่าง เราก็จะมีอยู่เพียงเท่าที่เรารู้จักนั้น แต่หากเราได้รับพลังอภินิหารโดยการบำเพ็ญวิถีกวนอิม เมื่อนั้นพลังจะสุดจะหยั่งได้ และเราสามารถจะใช้พลังที่แตกต่างกันออกไปในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
หากไร้ปัญญาสูงส่งนี้ บำเพ็ญไป เราจะสับสนได้ง่าย หากไร้อาจารย์ดี เราจะชักจูงไปผิดทางได้ง่าย ผลคือ เราจะเรียนรู้เพียงส่วนหนึ่งๆ และติดตามเพียงส่วนหนึ่งเดียวนั้น แทนที่จะติดตามวิถีทั้งส่วนอันสมบูรณ์แบบศาสนาจำนวนมากเน้นให้เรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ และเรียนเทคนิคและมายากลมากมาย เขามิได้เน้นการค้นพบธรรมชาติเดิมแท้ของเรา


ปราศรัยโดยท่านอนตราจารย์ชิงไห่
ซีหู ฟอร์โมซา วันที่ 3 กันยายน 2542
(ต้นฉบับเป็นภาษาจีน)


     ทำไมเราจึงบำเพ็ญวิถีกวนอิม? เป็นเพราะเราประสงค์จะเข้าใจทุกสิ่งอย่างในจักรวาล เหนือแสงวัตถุของดวงอาทิตย์นี้นั้น ยังมีแสงซึ่งยิ่งใหญ่กว่า เจิดจ้ากว่า และงดงามยิ่งกว่า เหนือภาษาทางโลกของเรานั้น ยังมีภาษาที่ยิ่งใหญ่กว่าและงดงามยิ่งกว่า เมื่อเราได้เรียนรู้ภาษานี้ เสียงนี้แล้วนั้น เราจะเข้าใจทุกภาษา รวมถึงภาษาของมวลมนุษย์และบรรดาภาษาที่เอ่ยโดยสรรพสัตว์ทั้งมวลด้วย


ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
ซีหู ฟอร์โมซา วันที่ 11 ตุลาคม 2542
(ต้นฉบับเป็นภาษาจีน)


     พลังของเราแกร่งกล้าที่สุดในระหว่างการทำสมาธิกลุ่ม คนไม่กี่คนทำสมาธิด้วยกัน ก็สามารถก่อพลังได้เป็นปริมาณมาก แต่แน่นอน พลังจะยิ่งแรงกล้าเมื่อมีคนจำนวนมากกว่า เป็นเพราะผู้บำเพ็ญที่ตั้งใจจริงเหล่านี้นั่นเองที่ทำให้โลกเริ่มมีสันติสุข บางครั้ง ภัยพิบัติจางหายไปทันใดเมื่อมันถูกคาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศหนึ่ง และบางครั้งประเทศหนึ่งได้รับการป้องกันในทันใดเมื่อมันเป็นที่คาดว่าจะจมหรือถูกทำลาย หากเรามีทิพยเนตร เราสามารถเห็นนี่ได้ แต่หากเราไม่มี เราก็ไม่อาจเห็นได้
เราควรจะติดตามกาบำเพ็ญทางจิตวิญญาณเพื่อตนเองและเพื่อนร่วมชาติของเรารวมถึงเพื่อสันติสุขของโลกและจักรวาล เมื่อคนบำเพ็ญทางจิตวิญญาณมากขึ้น โลกจะมีสันติสุขมากขึ้น ไม่มีความจำเป็นที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับสันติภาพและโลกจะมีสันติภาพ


ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
บราซิล 13 พฤศจิกายน 2542
(ต้นฉบับเป็นภาษาจีน)



     เป็นสิ่งไม่ดีนัก ที่เราจะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นมากเกินไปเมื่อเราทำสมาธิเพียงเล็กน้อย เพราะเราจะไม่สมดุล เราจะสูญเสียความอดทนและความเปี่ยมด้วยรักของเราไป หากเราไม่เปี่ยมด้วยรัก ทุกสิ่งที่เราทำ ก็จะไร้ประโยชน์ ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องทำด้วยความรัก มีเพียงความรักเท่านั้นที่จะประทับใจพระเจ้า พุทธะ และหัวใจของผู้คน เพียงเมื่อนั้นเราจึงจะสามารถกระตุ้นผู้คนผ่านการทำงานของเราได้ และถ่ายทอดความรักของพระเจ้าสู่พวกเขา เมื่อนั้นด้วยการให้อันเปี่ยมด้วยรักของเรา ผู้คนในโลกจะยกระดับของตนทีละขั้นๆ ไป






MonkeyMagicScreen-12.jpg


ฺBe Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
4 ตุลาคม 2556 22:52 น.

ปล่อยวางการยึดติดอยู่กับการออกบวช

คีตากะ

buddhistlent02.jpg












ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในงานฌาน 6 นานาชาติ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2542 (ต้นฉบับเป็นภาษาจีน) รหัสวีดิทัศน์ # 682



       การออกบวชที่แท้จริงคือ การออกบวชที่ใจ ก็สามารถเผยแพร่ข่าวดีเรื่อง “หลุดพ้นชาติเดียว” ให้กับชาวโลกทราบ ให้กับผู้ที่ทุกข์ทรมานมากทราบ แล้วพวกเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ พวกเราเป็นนักบวชก็ดี เป็นฆราวาสก็ดี ทำงานอะไรก็ดีทั้งสิ้น ถึงแม้จะทำงานอยู่ในโรงงาน ก็สามารถถ่ายทอดข่าวของสัจธรรมให้กับเพื่อนร่วมงานได้ พวกเธอมองเสื้อผ้าที่อาจารย์สวมใส่ ก็ไม่เหมือนผู้ออกบวช ขอเพียงพวกเธอใจไม่ยึดติด พวกเธอก็ไม่เหมือนฆราวาส
ดังนั้น ออกบวชหรือไม่ มันไม่สำคัญ! ข้อสำคัญอยู่ที่ ตัวเองสามารถบำเพ็ญก้าวหน้า กาย ใจเป็นสุขและอิสระ แล้วไปช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุขอยู่กับสภาพดังกล่าว นั่นต่างหากที่เป็นจุดมุ่งหมายของพวกเรา จุดมุ่งหมายของพวกเราไม่ใช่เป็นนักบวช แต่เป็นการนำความสุขไปให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหน ในสถานที่ใด ก็เหมือนกัน
อาจารย์ไม่ได้หมายความว่า พวกเราเป็นนักบวชแล้วไม่ดี อุดมการณ์นี้ดีมาก สูงส่งมาก อาจารย์เห็นด้วย แต่มีบางคนสภาพไม่อำนวย แม้พวกเธอจะไม่ได้ปลงผม สวมใส่เสื้อผ้าของฆราวาส แต่จิตใจว่างเปล่า เป็นอิสระ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นการหลุดพ้นอย่างแท้จริง ไม่ควรยึดติดอยู่กับสิ่งที่เป็นภายนอก...




ฺBe Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
Lovers  4 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟคีตากะ
Lovings  คีตากะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงคีตากะ