24 ธันวาคม 2553 10:06 น.
(น้ำตาลหวาน)
ทิฐิไปได้อะไรกับความรัก
หรือจะหักรักสะบั้นแล้วหั่นทิ้ง
เริ่มความรักสักกี่ครั้งเพื่อใครจริง
เริ่มแล้วทิ้งเหลือไว้สิ่งใดกัน
ลดละเลิกทิฐิได้แล้วใครสุข
ทิฐิแล้วใครที่ทุกข์มัวหมองนั้น
ยอมหักได้ไม่ยอมงอก็หมดกัน
เริ่มครั้งใดใจก็หวั่นหวาดระแวง
ลดละเลิกเถิดหนาหาความสุข
ทิฐิไปใจก็ทุกข์สุขหน่ายแหนง
หยุดเริ่มต้นใหม่คว้าอ่อนล้าแรง
คิดตะแบงไปไยให้ตรอมตรม
เก็บทิฐิยื่นให้บางใครเถิด
ที่บังเกิดแข่งขันกันขื่นขม
ที่เขาไม่จริงใจให้ต้องจม
ที่ทับถมฮึดสู้เพื่อกู้ภัย
กับความรักหักไปไยเสียสิ้น
อาจแดดิ้นกินน้ำตาหาดีไม่
ยอมงอเถิดเพื่อเราหาใช่ใคร
เพื่อความสุขตลอดไปได้...รักจริง
21 ธันวาคม 2553 16:32 น.
(น้ำตาลหวาน)
ใจเล็กเล็กบอบบางวางตรงหน้า
ใครจักคว้ามาปองเคียงครองเล่า
ใจบอบบางเห็นใสในห้องเปล่า
มีเพียงเงาลางเลือนเสมือนลม
ใจเคยหนักแน่นหนาหาใดเปรียบ
บางใครเทียบดั่งหินดั่งดินถม
จักเปิดได้ฉันใดใครดอมดม
วันเวลาถาโถมลมผันแปร
สู้อุตส่าห์ฝ่าฝืนกล้ำกลืนกฏ
เคยลั่นกลอนอ่อนระทดระทวยแท้
บางใครเพียงผลักบานประตูแล
เปิดใจแด่ดวงมาลย์สะท้านทรวง
มิเคยเห็นเช่นใดความใคร่รัก
แยกมิได้ใครจักแลทักท้วง
แยกมิได้สิ่งใดคือคำลวง
ใจเคยหนักแน่นกลวงน้ำลวงคำ
ใจดวงเล็กบอบบางสว่างใส
กลับหมองไหม้มืดมิดหมดสิทธิ์ย้ำ
ใจเคยใสหมดไปเพราะน้ำคำ
ที่สุดนำสอนใจใช่...เพราะเรา
17 ธันวาคม 2553 15:47 น.
(น้ำตาลหวาน)
โอ้..อกหนอตัวเราเศร้ารันทด
หายหัวหมดความสุขยุคชูเชิด
เหลือเพียงความทรงจำย้ำเตลิด
หัวใจกระเจิดกระเจิงเปิดเปิงพัง
กว่าจะรู้สึกตัวฟ้าหลัวเศร้า
ให้นั่งเหงาเคล้าน้ำตาเป็นบ้าหลัง
กว่าจะรู้สึกตัวน่ากลัวยัง-
ละล้าละลังรั้งไม่ตื่นฝืนตัวไป
เป็นบ้าใบ้มองอะไรให้นึกขำ
ตัวถลำย้ำสำนึกรู้สึกไหม
ยังไม่นึกนั่งตรึกตรองหมองหัวใจ
คนอะไรรู้สึกช้าช่างบ้าจริง
ก็ตัวฉันเป็นฉันมันบ้าบอ
มัวแต่รอความหลังพังจมยิ่ง
รู้สึกตัวแสนช้าว่าความจริง
ไม่มีวันหวนคืนดิ่งยิ่งช้ำตรม
สายน้ำใสไม่ไหลคืนย้อนกลับ
ไหลเลยไปแล้วลับไม่กลับสม
สายลมพัดเลยไปใช่กลับลม
ไยตัวฉันนั่งตรมหวังย้อนคืน
หลังฟ้าครึ้มฝนหนักขอพักหน่อย
รอเวลาสักคราค่อยฟ้าเปิดชื่น
ฟ้าเปิดกว้างสว่างไสวในวันคืน
สุขรื่นรมย์ยั่งยืน..เมื่อตื่นมา
18 พฤศจิกายน 2553 11:30 น.
(น้ำตาลหวาน)
วันเวลาผ่านไปไยเชื่องช้า
ทุกทิวาราตรีริบหรี่หมอง
เก็บความช้ำกล้ำกลืนฝืนเมียงมอง
อยากกู่ร้องเวลาจ๋าผ่านช้าจริง
ยามเจ็บปวดรวดร้าวเจ้ากลับเฉย
เจ้าละเลยเหมือนซ้ำกระหน่ำยิ่ง
ผ่านค่ำคืนเหน็บหนาวยาวเสียจริง
ดูอ้อยอิ่งคล้อยเคลื่อนช่างเลือนลาง
มองดาวเดือนเคลื่อนคราแล้วลาลับ
แสงเดือนดาวสาดกลับหม่นหมองหมาง
ฟ้าที่เห็นสว่างไสวกลับมองจาง
แลเวิ้งว้างเศร้าสร้อยลอยลับตา
ฉันยังตื่นค่ำคืนแสนเงียบเหงา
ไม่มีใครคอยเฝ้าคนึงหา
ไม่มีแล้วค่ำคืนสดชื่นอุรา
ไม่มีแล้วสาดแสงมาโอ้..ว่าจันทร์
รอเวลาผ่านไปให้ใจชื้น
ผ่านค่ำคืนหลับไหลได้เพียงฝัน
ผ่านค่ำคืนฉันตื่นเป็นเพียงวัน
เริ่มเดินต่อลืมฝันที่ผ่านไป
29 ตุลาคม 2553 15:46 น.
(น้ำตาลหวาน)
หากฉันรู้สักนิดว่าคิดผิด
คงไม่ติดเศร้าตรมขื่นขมหมอง
หากฉันรู้ว่าเขาคอยหลอกลอง
จะจำจองหัวใจไว้คนเดียว
หากฉันรู้สักนิดว่าผิดพลั้ง
คงยับยั้งหัวใจใฝ่เฉลียว
ฉันพลาดพลั้งนับกาลนานทีเดียว
ชีวิตนี้ไม่อยากเหลียวแลมองใคร
หากฉันรู้สักนิดผิดใจเผลอ
ไม่อยากขอเจอะเจอเธอที่ไหน
จะขอห่างจากเธอไปแสนไกล
อยากกลับขอคืนใจคงไม่ทัน
หากฉันรู้สักนิดมีพิษรัก
อาบน้ำผึ้งมากนักหลีกหนีหัน
ฉันหลงรสดื่มด่ำฉ่ำฉับพลัน
ต้องมีอันเป็นไปใจหมองมัว
หากฉันรู้สักนิดคิดหน้าหลัง
คงยับยั้งหัวใจให้ไกลกลั้ว
แต่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว
หลงเมามัวน้ำคำถลำไป
หากฉันรู้สักนิดก่อนหน้านี้
ทั้งชีวีคงไม่มีให้หมองไหม้
คงไม่ทันเสียแล้วหนอแก้วใจ
ฉันอกตรมขมขื่นไซร้ไปทั้งดวง
อยากให้รู้สักนิดผิดหวังนัก
ทำให้ฉันหลงรักจักใหญ่หลวง
ฉันเจ็บช้ำเกินเยียวยาไปทั้งทรวง
ใจร้าวรวงแตกสลายไม่หมายคืน