22 ตุลาคม 2547 09:59 น.

เนื้อคู่

แมงกุ๊ดจี่

กรุณากรอกชื่อ-นามสกุล  วันเดือนปีเกิด  
และเวลาตกฟาก  ให้ตรงตามจริง
เพื่อการทำนายผลจะได้ไม่คลาดเคลื่อน

นั่งมองหน้าจอมอร์นิเตอร์  ในใจก็พลางเอ่อไม่เป็นไรหรอก  กรอกๆ  ไปเหอะ   
คงไม่มีอะไรหรอก  ก็แค่  ลองทำนายสนุกๆ  ตามประสาอยากคลายเคลียดเท่านั้นเอง

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จ  โปรแกรมออทไลท์  ก็แจ้งมาเป็น  ไดอะล็อกบล็อกขึ้นมา
"เราจะส่งไปให้คุณทาง อีเมล์  อีก  3  วัน"

โธ่!....เราก็นึกว่า  จะรู้ทันที  วัยรุ่นเลยเซ็งเร้ย
เข้าเว็ปคลายเคลียด  เรื่อยเฉื่อย   ไปเรื่อยเฉื่อยแฉะ  เอ่อ...

เอ่อ...ทำงาน  ทำงาน
งานวันนี้เริ่มจะคุ้มคลั่งอีกแล้ว   เอ่อ  งานอะไรจะเยอะปานนี้
ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตแล้ว  เอ่อ....

ได้เวลาเลิกงานแล้ว    กลับบ้านๆ  
ชีวิตก็หมกอยู่แต่กับงาน  ว่างก็นอน  วนเวียนเป็นอยู่อย่างนี้...
จนใครหลายคนแซว  ประจำ  เมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่  
ไอ้เราก็ได้แต่ตอบไป  คงยังไม่เกิดหร๊อก....

แต่ก็ต้องกลับมาถามตัวเอง   
"มันยังไม่เกิดจริงเหรอ?   ไอ้เนื้อคู่เนี๊ย!  "
ช่างมันเถอะ  เกิดไม่เกิด  ช่างมัน  กะอิแค่เนื้อคู่...........

เคลียร์งานเรื่องสุดท้าย  เอ่อ  เย็นวันศุกร์แล้ว  
ว่างสักทีนะ   แต่ก็สุดสัปดาห์พอดีนี่น๊าส์

ว่างแร่ะ เข้าเว็ป  หาอะไรอ่านคลายเคลียดดีกว่า
ไหน?  ลองเช็คเมล์ซิ  มีเพื่อนๆ  ส่งถึงบ้างหรือเปล่า
สายตาก็ไปสะดุดกับ   หัวเรื่อง  เรื่องหนึ่งพอดี  " เนื้อคู่"
อะไรหว่า?   ใครส่งมา....

ไม่รีรอก็รีบเปิดออกอ่าน   ข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  ก็บอกว่า

"เราได้ทำนายตาม  วันเดือนปี  เกิดที่คุณได้ให้ไว้  
และเวลาตกฟาก  หากเป็นจริงทำนายได้ดังนี้  "   

	#	คุณอาจมีสามีที่เป็นพ่อหม้าย 
		หรือมีอายุที่แก่กว่าคุณ เมื่อสมรสกันแล้วโชคดีขึ้น 

	#	คุณได้สามีที่มีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าตัวคุณ	
		เมื่อสมรสกันแล้วการเงินจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมากมาย

	#	หากคุณมีคู่ครอง หุ้นส่วน หรือร่วมกิจการงาน
		กับผู้ที่มีอายุมากกว่า วรรณะหรือฐานะสูงกว่าจะได้รับความสำเร็จด้วยดี
		และจะได้รับทรัพย์หรือมรดกของบิดามารดาที่สูญเสียไป 

	#	เป็นคนที่มีเสน่ห์ในกายตัว มีรูปร่างสวยงาม ชีวิตสมรสราบรื่น 

	#	คุณมีชีวิตในบั้นปลายเต็มไปด้วยความผาสุขบรรลุจุดหมาย
		ปลายทางที่คุณตั้งเข็มเอาไว้ เหตุการณ์ภายในบ้านจะเป็นไป	
		ด้วยความราบรื่น เหมาะสมกับการทำธุรกิจในด้านการจัดสร้าง
		โรงมหรสพ โรงแรม คุณจะรุ่งโรจน์เรื่องหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะหันไป
		ประกอบธุรกิจอาชีพทางใดจะพบกับความสมหวังทุกประการ

	 #	คุณจะได้มาซึ่งหลักทรัพย์ เช่น บ้านช่องที่ดินโดยที่ไม่ได้นึกฝัน 

	#	คุณเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดีเลิศ

			ขอให้คุณโชคดีและมีความสุขดี.........ตลอดไป

โอ๊ะ...คำทำนายอะไรจะดีปานนั้น  เอ่อ...อ...
ถ้ากรอกข้อมูลเป็นจริง คงจะยิ้มแก้มปริ  แล้วล่ะ
แต่เอ่อ...เลย  ไม่รู้เลยว่า....เนื้อคู่....จะเป็นยังไง?				
18 ตุลาคม 2547 13:55 น.

ขอโทษ...ไม่ได้ต้องการอย่างนี้

แมงกุ๊ดจี่

ขอโทษ!  

ขอโทษ!  

ขอโทษ!  

ขอโทษ!  


อาจจะอ่อนไหวเกินไป				
7 ตุลาคม 2547 13:56 น.

ตราบาป(ตอนจบ)

แมงกุ๊ดจี่

ตราบาป (ภาคสอง)
***********************ภาคสอง**********************

จากวันที่เกิดเหตุ......................    
วันเวลาหมุนช้าเสียจริง  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
"ปริมประภัสณ์"  ไม่มีความสุขเสียเลย

เธอได้แต่วิตกกังวล  นับเดือนนับวัน  
ให้มันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว 
เพื่อเธอจะได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระเสียที

........2  เดือนพ้นผ่านมา

"คุณพ่อคะ  "
"ว่าไงยายหนู...."
"ปริมคงหนีตราบาปนี้ไม่พ้นเสียแล้ว" 

ปริมประภัสบอกบิดา  ด้วยความปวดร้าว 
อาดูรเสียยิ่งนัก  เธอปวดร้าวเหลือเกินกับคำตอบ
คำตอบที่เธอรออย่างใจจดจ่อ  
บิดาเธอเองก็เช่นเดียวกับเธอ จากวันเป็นสัปดาห์   
ผ่านมาเป็นเดือน   จนถึงวันนี้  ก็  2  เดือนแล้ว

"ปริม!   ไม่เป็นไรหรอกนะยายหนู  พ่ออยู่ข้างยายหนูนะลูก"

เศรษฐ์มองหน้าบุตรสาวด้วยความสงสาร 
แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้ว  เขาต้องทำเพื่อเธอ

"คุณพ่อขา......ให้ลูกทำแท้งไม่ได้หรือคะ
คุณลุงหมอก็เก่งแล้วท่านก็รู้เรื่องดี
แล้วการทำแท้งเพราะลูก.......ถูกข่มขืน 
ไม่ผิดกฎหมายไม่ใช่หรือคะ"   

ปริมประภัสณ์  สะอึ้นในลำคอ 
 เธอเจ็บปวดเกินจะบรรยายให้ใครรับฟังได้

"พ่อเข้าใจยายหนูนะ  ก็จริงที่ยายหนูบอก"
"แล้วทำไม?   ลูกจะทำไม่ได้คะคุณพ่อ"

"ยายหนู   เด็กเขาไม่ผิดอะไรนะลูก
และเราก็มีศีลธรรมนะลูก  มันเป็นบาปนะลูก"

"ลูกเข้าใจแล้วคะคุณพ่อ"
"พ่อไม่ได้ผลักไสลูกหนูนะ   พ่อรักลูกหนูนะ
และ  "ภัสกร"  เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะลูก
เขามีหน้ามีตา มีชาติตระกูล  และเขาก็เป็นคนดี
ที่เขารังแกลูกวันนั้น  เพราะเขาเมาไม่ได้สติ"

"ไม่ได้สติ  เหรอค่ะ  คุณพ่อ ลูกเลยต้องเป็นแบบนี้"
ปริมประภัสณ์ร้องไห้สะอื้น  ไม่ยอมหยุด 
เธอสับสนเหลือเกิน  เธอถูกเขารังแกเจ็บช้ำปานนี้ 
บิดายังจะผลักไสเธอให้ไปอยู่กับเขาอีกหรือ

เศรษฐ์เดินเข้าไปกอดลูกสาวเค้าไม่ได้จะผลักไสเธอเลย
เขาทำเพื่อรักษาเกียรติของเธอ และเพื่อเด็กที่จะเกิดมา

เมื่อตกลงกันกับลูกสาวเข้าใจดีแล้ว
เศษรฐ์จึงรีบส่งจดหมายไป  หา "ภัสกร"  ทันที 

"ถึงคุณ  ภัสกร  นฤเดชา   

	                   สิ่งที่ผมและลูกสาวกลัว  มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว   
	                   ผมปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้    หวังว่า....
	                   คุณคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผม  และ ลูกสาว
	                   เธอเป็นภรรยาของคุณ  ทั้ง  พฤตินัย  และนิตินัย  
	                   เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว  คุณควรมารับเธอ
	                   ตามที่ได้สัญญากันไว้ 
				      
                                                                             เศรษฐ์              "

อ่านจดหมายจบแล้ว ภัสกร  หลับตา  นั่งนิ่งไปสักครู่  
เขาปฏิเสธได้เหรอ?  กับเรื่องที่เกิดขึ้น
มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ  ทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งตัว
ลูกผู้ชายเขาก็ต้องรับผิด  ในสิ่งที่ก่อขึ้น

เขาเองก็อดที่จะโทษตัวเองเสียไม่ได้
หากวันนี้มีสติ  สักนิด  เขาคงไม่ทำเรื่องเลวร้าย
ได้ถึงเพียงนี้   ชีวิตของเขาก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้

ภัสกรมาถึง  "ไร่ภูตะวัน  ไม่สายนัก  เพื่อมารับภรรยา
นึกแล้วเขาก็อดที่จะขำตัวเองเสียไม่ได้  นี่เขามีเมียแล้วหรือ?

"ยายหนู  ยายหนู   คุณภัสกรมาแล้ว"
"ทราบแล้วคะคุณพ่อ  คุณพ่อค่ะ   ลูกขอคุยกับเขาก่อนจะไดหรือไม่คะ"
เศรษฐ์มองหน้าลูกสาวแล้วพยักหน้าให้  

ปริมประภัสณ์นั่งชิงช้าแกว่งไกว  ไปมาอย่างคนใจลอย  
ไปถึงไหนต่อไหนแล้วไม่รู้  ภัสกรยืนสาวสวยเหม่อลอยยิ่งนัก 
ปริมประภัสณ์เธอไม่รู้  เขามายืนข้าง เธอเมื่อไหร่

"เอ่อ......"  ภัสกรส่งเสียงเพื่อให้เจ้าตัวรู้ว่ามีคนมา
ปริมประภัสณ์  หันหลังมามอง  ชายที่จมูกโด่ง 
ใบหน้าคมคาย  ผิวสะอ้าน  แต่งตัวดูภูมิฐาน   

เธอพิจารณา  ใบหน้าลักษณะของเขา
มองเข้าให้ชัด  ในวันเกิดเหตุเธอไม่ได้มองเขาด้วยซ้ำ
นี่หรือซาตาน  ที่รังแกเธอวันนั้น  
ทำไม?  เขาไม่เหมือนซาตาน  ที่ดุร้ายอย่างวันนั้น

เธอมองหน้าเขาแล้วเริ่มสนทนาอย่างรีรอต่อไป
"คุณภัสกร  ดิฉันขอคุยกับคุณก่อนเพื่อ
ที่ดิฉันจะได้ปลอดภัย   ระยะเวลาที่คุณและฉัน
อยู่ร่วมกัน  คุณต้องสัญญาว่าคุณจะไม่แตะต้องตัวฉันเป็นเด็ดขาด
เราจะอยู่ร่วมกันเพียงแต่ในนามเท่านั้น
แม้........เราจะ"    

เธอหยุดสักพัก  ภัสกรเมื่อรู้ทันเขาจึงพูดตัดบทไป
เพื่อไม่ให้เธอลำบากในการพอมันออกมา

"เราจะร่วมกันชดใช้ตราบาปนี้ร่วมกัน"  ภัสกรเอ่ยขึ้น
"ไม่ค่ะ  ไม่ใช่เรา........คุณคนเดียว"  น้ำตาปริมประภัสณ์ซึมออกมา
ทำให้คู่สนทนารู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร

"ครับ  ผมสัญญา  และผมจะดูแลคุณเป็นอย่างดี
และตามสิทธิ์ของภรรยาทุกประการ"

เมื่อทั้งสองคุยกันเข้าใจแล้ว  ภัสกรได้พา  ปริมประภัสณ์ 
ไปใช้ชีวิตอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ   หรือจะเรียกว่า...
ปราสาท  ก็ย่อมได้

จากวัน  เป็นคืน  ผ่านไปเป็นเดือน
ภัสกรเขาดูแล  เอาใจใส่ปริมประภัสณ์  
อย่างดีที่สุด   ปริมประภัสณ์เธอก็เริ่มรู้สึกดีกับเขา

ปริมประภัสณ์  เธอเริ่มที่จะรักเขาแล้ว
จากการดูแลเอาใจใส่ของเขา  

ฝ่ายภัสกร  เองก็เริ่มมีความรู้สึกพิเศษ 
ที่อยากดูแลเอาใจ   และคอยมองภรรยาของตน
เขาก็เริ่มแปลกใจความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน

ครบกำหนดคลอด  ก็ผ่านมาเดือนที่เก้า  แล้ว
ทั้งคู่ต่างก็รู้แก่ใจว่ารัก  และขาดกันแลกันไม่ได้
และพร้อมที่จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์

ทั้งสองได้ลูกสาว   
หน้าตาออกจะเหมือนพ่อ  

"ลูกจ๋า   ถึงแม้ลูกจะไม่ได้เกิดจากความรัก
ของพ่อกับแม่ก็ตาม   แต่ลูกจะเป็นสายใย
เชื่อมโยง  พ่อ กับ  แม่ไว้ด้วยกันนะลูก"

ปริมประภัสณ์เธอมองหน้า  ภัสกร  แล้วก็ยิ้ม
ภัสกร ยิ้มให้ภรรยา  แล้วเขาก็หันไปคุยกับลูกน้อย
วัยแรกเกิด  

"ถึงลูกจะไม่เกิดด้วยความรัก  ก็ตาม
แต่ลูก  เป็นคนทำให้พ่อรักแม่  ได้มากมายเหลือเกิน"

ภัสกร  สบตาลูกสาว
แล้วกล้มจูบลูกสาวแสนอ่อนโยน 
พร้อมทั้งจูมพิตที่หน้าผากภรรยา   อย่างแสนรัก..............

**************************อวสาน***************************


รีบจบไปหน่อยนะคะ    เพราะกลัวจะเป็นนิยายเรื่องยาว
เพราะแทนที่จะเป็นเรื่องสั้น  กับเป็นนิยายเสียนี่ ........				
5 ตุลาคม 2547 09:21 น.

ตราบาป

แมงกุ๊ดจี่

.....อากาศยามเช้าสดใส   มีหมอกจางๆ  เป็นควันควะฟุ้ง 
 เด็กสาววัย 18  ปี 
เธอ ขี่ม้าออกมารับอากาศยามเช้า  
หลังจากนอนป่วยด้วยไข้หวัดมาหลายวัน

เช้ามืดของหมู่บ้านแห่งนี้
ซึ่งเป็นที่  ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กเล็กจนเติบใหญ่

เธอรู้ดีว่าที่นี่จะไม่เป็นภัยสำหรับเธอแน่ๆ   
เมื่อขี่ม้ามาถึงบริเวณที่  ที่เธอโปรดปราน 
เป็นบริเวณที่ทิวทัศน์สวยงาม  
 มองเห็นทะเลหมอกลดลั่นเป็นชั้นซ้อนของยอดเขาสูง

ถึงจุดหมายกลับมีเงาตะคุ้มๆ   
อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่  
ท่าทางเหมือนเขาต้องการความช่วยเหลือ 
เธอจึงลงจากหลังม้า

ในใจก็พลางคิดไปว่า   
น่าจะตามคนมาช่วยน่าจะดี  

แต่ก็คิดอีกใจหนึ่ง
เธอน่าจะไปดูเขาก่อน
เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ  

แล้วค่อยตามชาวบ้านมาทีหลังก็คงไม่สายไป

"คุณค่ะ  คุณ......"   
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เธอเรียก   

ทำให้ต้องเดินเข้าไปใกล้อีกนิด 
เขาคงไม่ได้ยินเสียงเรียกถนัดดีนัก

มีเสียงพูดอู้อี้ฟังดูเหมือนคนเมา 
เสียงนั้นพร้อมร่างใหญ่นั้นลุกขึ้นมาหา 

ชายร่างใหญ่นั้นไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว
เขาก็จับมือเธอดึงกระชากเข้าหาตัวอย่างหือกระหาย  

สาวน้อยตกใจ   จะตะโกนให้ใครช่วยก็ไม่มีเสียง  
เธอเป็นไข้หวัดใหญ่  หวัดลงคอ เพิ่งจะหาย

ทำให้เสียงที่แผดออกมานั้น  
มาแต่เสียงที่แหบแห้ง  ไม่มีเสียง  
เค้าซอกไซร้ซอกคอ
 
 เธอกรีดร้องมาอย่างหวาด  แต่...ก็ไม่มีเสียง   
พยายามขัดขืนอย่างสุดชีวิต  
แต่ก็สู้แรงไม่ได้ได้     

ชายร่างใหญ่ทำกับเธอได้อย่างป่าเถื่อนที่สุด
ด้วยความเมา  เขาในใจคิดว่าผู้หญิงคนนี้   
ก็เป็นแค่ผู้หญิงอย่างว่า   
ไม่ต้องถนุถนอม  
เจนโลกแล้วไม่จำเป็นต้องอ่อนโยน  

 เขาโถมอารมณ์ใคร่อย่างรื่นเริง   
รุนแรง  โดยไม่ได้มองหน้าหญิงสาวว่าเป็นใคร

สาวน้อยตกใจแทบสิ้นสติ  
แต่ทำไมจึงยอม... รู้สึกตรึงหน้าหว่างขา   
 แล้วเธอก็ต้องเจ็บปวด
เหมือนร่างกายจะแหลกเป็นชิ้นๆ  เสียให้ได้  
แต่ความหวาดกลัวไม่ได้ลดน้อยลงเลย

ผู้ชายคนนี้เหมือนซาตาน    ที่ฆ่าเธอให้ตายทั้งเป็น     
เธอค่อยลุกขึ้นพร้อมความอ่อนแรง   
ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฝอกช้ำ ดำเขียว
  
เธอสวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือด  
แดงจนเลอะไปหมดทั้งตัว 
 แล้วซุกตัวอยู่ในกอหญ้า   

สีหน้าตื่นกลัวยังไม่จางไปจากใบหน้าใสๆ  นั้น
สาวน้อยนั่งเหม่อ  ร่างการสั่นเทา  
เหมือนคนสิ้นสติไปแล้ว     
"คุณหนู........"    โอ้พระเจ้าช่วย!   
ลุงชัยขี่จักรยานมาพอดี  

เพราะเป็นเวลาฟ้ากระจ่างแล้ว  
ลุงชัยแทบครองสติไม่อยู่

เมื่อเห็นสาวน้อยหน้าสวยอยู่ในสภาพที่  
น่าสงสารและแสนเวทนา  

จากสภาพที่เห็นลุงชัยแทบไม่ต้องคิดว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
สาวน้อยสั่นกลัว  ร้องไห้สะอึ้นไม่หยุด   
มองหน้าลุงชัยอย่างวิงวอน

"ทำไม?  ถึงเคราะห์ร้ายอย่างนี้นะคุณหนู"    


 ลุงชัยจึงต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว   
จักรยานที่ขี่มามีเชือกติดมาด้วย  
นึกขึ้นได้ลุงชัยไม่รอช้า  
 
รีบไปหยิบเชือก ไปมัดชายแปลกหน้าที่เมาไม่ได้สติ
ผูกติดกับต้นไม้อยู่ตรงนั้น  
เขารีบไปตามภรรยา  ที่บ้านอยู่ไม่ห่างจากที่เกิดเหตุไม่ไกลเท่าใด  

ให้มาอยู่เป็นเพื่อนสาวน้อยก่อนที่เขาจะไปตามพ่อของเธอ
ลุงชัยรีบขี่จักรยานมุ่งไปที่ไร่  ภูตะวัน   
เพื่อแจ้งข่าวลูกสาวเจ้าของไร่  

"ท่านครับ   ท่าน..." 
"มีอะไรหรือ  ชัย"    
เศรษฐ์   ผู้ชายวันสี่สิบเศษ หน้าตาใจดี 
แต่สงบนิ่ง สมวัย  เดินออกมารับแขกที่หน้าตาตื่นมา
"คุณ....คุณหนูครับ"  
"ยายหนู  เจอยายหนูใช่มั้ย ?  นี่ก็ตามตัวอยู่เหมือนกันนะสิ  
เห็นเจ้าหมอก  วิ่งกลับคอก แต่ไม่มีคนบนหลังม้า  ฉันก็เป็นห่วงมาก"
"ครับ   ท่านรีบไปรับคุณหนูเถอะครับ  ดูท่าจะตกใจมาก"  

ลุงชัยไม่ทันได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น
เพียงแต่บอกว่าคุณหนูที่เขาเรียก
ต้องการคุณพ่อเป็นอย่างมากตอนนี้   

เศรษฐ์  รีบขับรถไปรับลูกสาว   
เขาได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่เขาคิดคงไม่ใช่  
 และคงไม่เกิดกับลูกสาวของตนแน่  

เขาพยามคิดว่า  ยายหนู  ของเขาคงจะตกหลังม้า  
หรือบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย    เพราะผู้คนที่นี่ก็รู้จักยายหนูดี
คงไม่มีใครกล้าทำร้ายลูกสาวของผู้มีอิทธิพล   

อิทธิพลที่ว่า  ไม่ใช่เพราะอำนาจบังคับขู่เข็ญ  แต่อย่างใด
แต่เป็นความดีงามที่คอยช่วยเหลือชาวบ้าน   ระแวกนี้

เศรษฐ์  เมื่อเขาถึงที่เกิดเหตุ    
ภาพที่เห็นเขาแทบสิ้นสติ
ภาพลูกสาว  นั่งตัวสั่น  ร้องไห้สะอึ้น 
ใบหน้าหวาดกลัวไม่จางจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเลย
ลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูมาด้วยความถนุถนอม   ดูแลเป็นอย่างดี  

ที่เขาให้ชื่อว่า   "ปริมประภัสณ์"
ปริมประภัสณ์  เห็นบิดามาเธอดีใจ  อุ่นใจ  
พระผู้ใจดีมาโปรดเธอแล้ว  เธอโผลเข้ากอดบิดา  
สะอึ้นในอกกว้างนั้น

"ใคร  ใครมันทำยายหนูของพ่อ"

ปริมประภัสณ์ไม่มีคำตอบมีแต่เสียงสะอึ้น
ที่มาจากก้นบึ้งของความเจ็บปวด

ลุงชมกับภรรยา  
บอกเศรษฐ์พาปริมประภัสณ์กลับบ้านเสียก่อน  
และให้หมอตรวจเช็คดูร่างกาย  โดยด่วน   
เพื่อให้ปริมประภัสณ์ได้พักผ่อน

"เดี๋ยวทางนี้ผมจะดูไว้ให้ครับ  
จะไม่ให้หนีไปไหน  ครับ   ท่านรีบพาคุณหนู  
กลับก่อนเถอะครับ"

"ชัย   ช่วยทีนะ  และฉันขอร้อง
ให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ   
นึกว่าสงสารยายหนูเถอะนะ"

"ครับท่าน"   
ลุงชัยรับปาก  ทำไม?เขาจะทำให้ไม่ได้เรื่องแค่นี้
  
ในเมื่อเศรษฐ์เจ้าของไร่  "ภูตะวัน"   
มีพระคุณกับเขา แบบชดใช้ให้ก็ไม่หมด

เศรษฐ์พาปริมประภัสณ์กลับบ้านระหว่างทางเขาก็ได้โทร.  
ตามหมอพงษ์  ซึ่งเป็นหมอประจำบ้านตน

หมอพงษ์ได้ตรวจสภาพร่างกาย  
ของปริมประภัสณ์โดยละเอียด  
 หมอพงษ์  ได้บอกกับเศรษฐ์

ปริมประภัสณ์  บาดเจ็บมาก  ภายในฉีกขาด  
 และสภาวะของจิตใจก็บาดเจ็บอย่างมาก 
 แผลกายคงจะรักษาไห้หายได้ไม่นานนัก    
แต่แผลใจยังไม่รู้จะใช้ระยะเวลานานเท่าใด  
ที่จะเยี่ยวยาให้ได้

และที่สำคัญ  ถ้าเกิดปริมประภัสณ์มีท้อง  
มีเด็กมาเรื่องจะไม่จบแค่นี้แน่ๆ  
หัวใจของพ่อแทบแหลกสลายลงตรงนี้
เมื่อได้รับรู้อาการของลูกสาว

หมอพงษ์  กับ  เศรษฐ์   เป็นเพื่อนกันมานาน   
รักกันเหมือนพี่น้อง    

เค้าจึงให้คำแนะนำกับเศรษฐ์และ
บอกให้เขาคิดให้ดีๆ   ว่าต้องทำอย่างไร 

"ยายหนูหลับแล้ว   ฉันจะกลับไปเอาเลือดหัวไอ้นั่นออก"
"ใจเย็นๆ  เศรษฐ์   จะวู้วามไม่ได้นะ  เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหา"
"ฉันสงสารยายหนู"
"ฉันก็สงสารยายหนู  ไม่น้อยไปกว่านายหรอกนะ 
 แต่เราต้องแก้ปัญหา  ไม่ใช่ทำให้เรื่องมันบานปลาย"

เศรษฐ์ตัดสินใจ  ได้แล้ว  
เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องลูกสาวของตน


เขาได้กลับมาที่ต้นไม้ที่ที่เกิดเหตุ   ลุงชัยและภรรยา 
ยังนั่งเฝ้าผู้แปลกหน้าที่ก่อเรื่องร้ายแรง
และหยามน้ำใจของคนในหมู่บ้าน   เป็นอย่างมาก

ชายต่างถิ่น   ตื่นขึ้นมาแต่ยังมาอาการมึนๆ   
จากการดื่มเหล้ามาเมื่อคืน
เศรษฐ์มาถึงเขาก็ตื่นแล้ว   

เศรษฐ์ยืนหันหลังให้มองออกไปที่ทิวเขาสูงลิดนั้น
แล้วเขาก็เปิดฉากการสนทนาระหว่าง   เขาและผู้ต่างถิ่น  

"คุณชื่ออะไร   มาจากไหน?  เป็นใคร  มาทำอะไรที่นี่"
"ผมชื่อ ภัสกร....   ภัสกร  นฤเดชา  รถผมเสียจึงพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว"
"แล้วคุณมาทำอะไร   ที่ใต้ต้นไม้นี้"
"ผมนัดผู้หญิงไว้ที่นี่"
"แล้วผู้หญิงที่คุณนัดไว้ไปไหน?แล้วล่ะ"
"เธอคงกลับไปแล้วมั่ง  ก็แค่ผู้หญิงอย่างว่า"


เศรษฐ์โกรธจัดเขาอยากจะชกหน้าคู่สนทนานัก 
ให้หน้าหงายไปเลยคงสมกับความโกรธที่เขามี  
แต่เพื่อแก้ปัญหาเขาจะไม่ใช้โทสะในการตกลงปัญหาครั้งนี้

"แสดงว่าคุณเพิ่งอยู่กับผู้หญิงใช่หรือไม่  คุณ  ภัสกร  "
"ครับ   แต่เธอไปไหน?แล้วไม่รู้   คงกลับแล้ว"
"คุณภัสกร  นฤเดชา  คุณก็เป็นคนมีชาติตระกูลดี 
และมีเกียรติ  ผมคิดว่าคุณน่าจะเป็นสุภาพบุรุษพอ"

ภัสกร   ทำหน้างงเขายังไม่เข้าใจว่า เศรษฐ์หมายถึงเรื่องอะไร 
 เขาพยายามคิดว่าเมื่อคืนเขาทำอะไรไว้บ้าง  แต่เขานึกไม่ออก

"คุณ  ทำร้ายลูกสาวผม  คุณขืมขืนเธอ"
"คุณมาพูดแบบนี้ได้ยังไง  ผมนะเหรอ  ไปทำร้ายลูกสาวคุณ"
"ใช่    เมื่อเช้ามืด  เธอมาขี่ม้าเล่นบริเวณนี้  
และบนยอดเขานี้เป็นที่ที่เธอชอบมาดูหมอกอย่างมาก"
"คุณมีหลักฐานอะไร   ว่าผมเป็นคนทำร้ายลูกสาวคุณ"    

ภัสกร  เขาคิดว่าพ่อคงอยากจะจับผู้ชายดีๆ  
อย่างเขาให้ลูกสาวแน่ๆ  ซึ่งเขาสาวๆ  วิ่งไล่จับกันให้ควัก
  
"คุณลองสำรวจตัวเองดูสิ  คุณภัสกร  นฤเดชา "

เมื่อเศรษฐ์  พูดจบ  ภัสกรก็กล้มมองตัวเอง  
สำรวจทุกอย่าง  และเขาเหลือบไปเห็น สร้อยคอเป็นล็อคเก็ต

สร้อยของปริมประภัสณ์  
เป็นล็อคเก็ตที่มีรูปเธอกับพ่อ   
ภัสกรเปิดล็อคเก็ตดูเขาตกใจ  
กลืนนำลายเขาแทบจะหยุดหายใจ   โอ้พระเจ้า... !!!   
เขาทำอะไรลงไป  

"นี่  ใช่สร้อยของลูกสาวคุณหรือ?" 
"ใช่"  

เศรษฐ์  หยิบสร้อยมาแล้ววางแนบกับอก
แล้วเขาก็กล้มลงน้ำตาของพ่อหลั่งรินออกมา
น้ำตาของลูกผู้ชาย  ที่ไม่เคยร้องไห้เกือบ  20  ปีแล้ว  
นับจากครั้งที่ภรรยาเขาเสียไป

ทำให้  ภัสกร  รู้ว่าผู้ชายวัยกลางคน  
คนนี้เขาไม่ได้ต้องการจับเขาเป็นลูกเขยอย่างที่เขาคิดแน่ๆ  

"ผมขอโทษ   ผมยอมรับผิดทุกอย่าง   และยินดีทำตามที่คุณต้องการ"
"ดี  คุณภัสกร  นฤเดชา   คุณก็เป็นคนมีชาติตระกูลดี และมีเกียรติ"
"แล้วผมต้องทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิดครั้งนี้" 
"ผมไม่ได้ต้องการให้คุณมาเป็นลูกเขย   
จริงๆ แล้วผมไม่ต้องการเกี่ยวดองอะไรกับคุณอีก"

ภัสกร เงียบเขาไม่มีอะไรแก้ตัวอีกแล้ว   
ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเค้าได้ทำอะไรบ้างแต่เขาก็ยอมรับผิด
เพราะพิษเหล้าแท้ๆ   ที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบากเสียแล้วในเวลานี้

"ผมต้องการให้คุณจดทะเบียนสมรสกับลูกสาวผม  ในวันพรุ่งนี้  10 โมงเช้า  
คุณไปหาผมที่ไร่ "ภูตะวัน"

"ครับ  ผมจะทำตามทุกอย่างเพื่อชดใช้ความผิด"


.........ภัสกร  ขับรถเข้ามาตามทาง  เขามองไปรอบๆ  ไร่"ภูตะวัน"  
กว้างมาก ถือว่าเป็นเศรษฐีเลยทีเดียว
ซึ่งเขาคงไม่คิดอยากจับ  ภัสกร  นฤเดชา 
เพราะสมบัติที่มีก็อยู่ได้ชั่วลูกชั่วหลานแล้ว  

นอกจากเขาต้องการปกป้องลูกสาวของเขา
ภัสกรจดรถ  มีแม่บ้านมาเชิญเขาเข้าไปข้างใน  
เขาสำรวจดูสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน 

ภายในบ้านตกแต่งเรียบง่าย  แลดูสบายๆ  
แม่บ้านเชิญให้เขานั่ง   ซึ่งเศรษฐ์ ก็รอเขาอยู่

"สวัสดีครับ"  เขายกมือไหว้เศรษฐ์และผู้ที่นั่งข้างๆ  อีกคน  
ดูจากลักษณะน่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีเกียรติ

"ก่อนอื่นผมขอแนะ  นี่นายอำเภอกิตติ   
ผมและนายอำเภอเราคุ้นเคยกันและสนิมสนมกันมาก"

ภัสกร  ยกมือไหว้อีกครั้ง

"ผมจะให้คุณจดทะเบียนแบบเงียบ  
ระยะในการจดทะเบียน  2  เดือน
โดยที่คุณจะต้องแต่งงานกับลูกสาวผมเพียงแต่ในนามเท่านั้น

หาก....ลูกสาวของผมไม่มีเด็กติดท้องมาด้วย  
จะถือว่า โมฆะ 

 แต่ถ้าหากลูกสาวของผม  
มีเด็กคุณจะต้องรับผิดชอบ  และต้องแต่งให้เธอเป็นภรรยา
ที่ออกหน้าออกตา  ตามสิทธิ์ที่ภรรยาควรมี"

"ครับ"   

ภัสกร  ตอบแบบปฏิเสธเสียไม่ได้  
เพราะเขาทำได้หรือในเมื่อเรื่องมันเป็นถึงขนาดนี้แล้ว

"งั้นตกลงตามนี้นะ  ส่วนลูกสาวผมไม่ต้องกังวลผมคุณกับเธอแล้ว"
"ครับ"  เขาพลางคิดก็แค่สองเดือนเอง  ไม่นานเท่าใดหรอกนะ

เมื่อคุยถึงสัญญาที่ตกลงกันไว้เสร็จ 
เศรษฐ์ให้แม่บ้านไปตาม  "ปริมประภัสณ์"  
มาเพื่อทำการจดทะเบียนสมรส

สักครู่  
ปริมประภัสณ์ เธอเดินนำหน้าแม่บ้านออกมา  

แต่สีหน้าไร้แววความสดใสโดยสิ้นเชิง  
เธอเดินมานั่งข้างๆ  บิดา  

ภัสกรมองหน้าสาวน้อยวัย  18  ปี  
ที่ตัวยังมีรอย ช้ำที่เขาก่อขึ้น แต่ไม่บดบังความสวย
ของปริมประภัสณ์  

ใบหน้ารูปไข่  ปากที่รับกับจมูกโด่ง  
คิ้วที่รับกับตากลมโต  ผมยาวสวย  สลวย 

เขาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป  
เด็กคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขานัดไว้  
ทำไมเขาถึงได้บ้าระห่ำแบบนี้นะ


เมื่อจดทะเบียนเสร็จ  

เศรษฐ์  บอกกับภัสกรว่าให้เขาไปจากไร่ภูตะวันซะ  

แล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก
จนกว่าจะมีจดหมายจากเขาเมื่อครบสองเดือน  
เรื่องทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้

................................................................

พักก่อนนะค่ะ   แล้วคุณๆ  ที่อ่านคิดว่าจะเป็นยังงัยต่อไปคะ   (ในความคิดของคุณ)   

ยังมีภาคสองนะคะ  แต่ยังนึกไม่ออกว่าเดินเรื่องต่อไปยังไงดี				
Calendar
Calendar
Lovers  1 คน เลิฟแมงกุ๊ดจี่
Lovings  แมงกุ๊ดจี่ เลิฟ 2 คน
Calendar
Lovings  แมงกุ๊ดจี่ เลิฟ 2 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงแมงกุ๊ดจี่