20 ตุลาคม 2549 00:32 น.

เรือดอกไม้..ล่องผ่านธารโศก..!

พุด

3190_b1_060508064151.jpg
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song290.html


เมื่อ..ช่องว่างบนทางใจได้เริ่มต้น
ให้กมลหวั่นหวั่นราวขวัญหาย
ไฟเสน่หาเริ่มมอดดับลับมลาย
แล้วก็สายเกินเริ่มใหม่ใจดวงเดิม

ยากอธิบายให้เข้าใจในรอยแผล
รู้เพียงแพ้ยอมพ่ายมิหมายเพิ่ม
แผลเก่าใหม่ยากที่ใจรับเพิ่มเติม
หยุดหวังเริ่มเดินเคียงกันฝันเก็บดาว

เพียงลำพังหวังสู่ทางสว่างแพร้ว
ใจดวงแก้วถูกเหยียบยับรับเหน็บหนาว
ช่างอ้างว้างมืดมนฟ้าไร้ดาว
เดือนเพียงพราวหยาดน้ำผึ้งพิษ..ชีวิตรัก

ไฟสวาทลามไล้ไหม้แล้วเมื่อลองเล่น
ตายทั้งเป็นสอนสัจจะให้ประจักษ์
พรหมชะตาขีดเส้นไร้คนภักดิ์
พบเพียงรักลวงโลกย์ฝากโศกตรา....




แก้วรับฝนหอมพร่างกลางวสันต์
ในคืนฝันฝนรินมิสิ้นสาย
แก้วกลางใจไยลาลับมากลับกลาย
ดารารายเรียงดวงร่วงพรูฟ้า..

โอ้พุดซ้อนมาอ้อนใจใครละหนอ
เล็บมือนางไกวกอพ้อห่วงหา
การะเวกเสกสิ้นหวานบานโรยรา
กุมาริกาหมองเศร้าราวเข้าใจ..

จำปีเอ๋ย..ไยนิ่งเฉยลืมปีหวาน
ยอมร่วงรานยอมโรยราฤาไฉน
โมกดอกน้อยน้อยใจร่วงทวงถามใจ
บานบุรีไยแย้มเย้ยคนเคยรัก...

ดวงดอกปีบบานบีบใจไยทิ้งต้น
พวงครามหล่นปลิดปลิวลิ่วลืมภักดิ์
กาหลงเอยไปหลงใครไยพรากรัก
เกลียวสวาทหักคาต้นหล่นรอใคร...

ชมนาดวาดฝันรอพ้อดอกฝัน
บุหงาสวรรค์บุหงาส่าหรี่คลี่กลีบไหว
บานไม่รู้โรยโหยหาคนในใจ
ดาวประดับใจประดับรักภักดิ์เพียงเธอ...

กระดังงาว้าเหว่เสน่หา
อมรเบิกฟ้ามิเบิกใจไยรอเก้อ
หีบไม้งามยังหวามไหวหลงละเมอ
อัญชัญเพ้อเผยอม่วงทวงถามคำ..

รสสุคนธ์นางแย้มแกมกลีบเศร้า
ราชาวดีราวไร้ราชินีราตรีช้ำ
รักดอกม่วงร่วงคาต้นคืนฝนพรำ
รำเพยย้ำอย่าเอ่ยเผยความใน...

พวงชมพูเคยบานหรูพรูคาต้น
พุดจีบหล่นพราวพื้นฝืนไม่ไหว
พุทธชาดเลิกวาดหวังพิสวาสใคร
พุดน้อมใจเด็ดพุทธรักษาบูชารัก...

มะลิลามลุลีคลี่ดอกหวาน
แย้มตระการมะลิวัลย์พันผูกนัก
มะลิซ้อนซ่อนซึ้งใจใครเคยภักดิ์
มะลิฉัตรระบัดดอกบอกระทม...

สายน้ำผึ้งเคยซึ้งใจในความหวาน
สายหยุดรานหยุดกลิ่นสายคล้ายขื่นขม
เสาวรสหมดสิ้นรักรอเพียงตรม
เหลือลั่นทมบานเศร้า...หนาวกลางใจเพียงดอกเดียว!


ดอกรักลาโรยราคากับต้น
ดอกกมลคนใจเดียวเลยเหี่ยวเฉา
ดอกกุหลาบสอนหลาบจำอย่าใจเบา
ดอกกันเกราเขาทอดทิ้งรู้หยิ่งใจ..
ดอกพะยอมอย่ายอมแพ้แม้ไหวหวั่น
ดอกทานตะวันฝันรอรับอรุณใส
ดอกประดู่ปลุกให้สู้รู้ทำใจ
ดอกสะเดาอย่าเหงาใจในวันตรม
ดอกคูนพราวราวตอกย้ำแม้ช้ำเศร้า
ดอกรักร้าวเฝ้าสอนใจในวันขม
ดอกเสียใจให้บทเรียนโลกตรอมตรม
ดอกระทมสอนอีกด้านผ่านเข้าใจ
ดอกรักนี้ที่ผ่านมามีเศร้าสุข
ดอกความทุกข์ผุดพร่างร้างหวั่นไหว
ดอกคิดดีคิดได้สอนให้บทเรียนใจ
ดอกดวงใจใสสว่างว่างสงบพบทางธรรมพระนิพพาน! 
...............................


เด็ดการะเวกเต็มตะกร้ามามอบให้
วางแซมไว้สายหยุดพุดซ้อนแสนอ่อนหวาน
พร้อมจำปีฝากพลีใจจำปีผ่าน
ลืมรักรานสีม่วงโศกโลกเฝ้าดู..

ดอกวาสนาช่อพราวเต็มราวกิ่ง
วาสนาจริงวาสนาใจไหวรับรู้
แก้วร่วงพราวราวสอนใจน้ำตาพรู
ระลึกรู้แก้วกลางใจดวงใสงาม

กุหลาบแดงแจ้งรักประจักษ์แจ้ง
เลือดรักแดงแฝงเศร้าหนาวโศกหนาม
หากรักแล้วอย่าเสียใจระทมตาม
รู้ทุกยามทุกทุกข์รักหนักแอกใจ..

เหมือนตะแบกแบกหวานบานชูเศร้า
ม่วงโศกพราวสายเศร้าให้ร้าวไหว
ตะแบกเอ๋ยไยชาเฉยดวงดอกใบ
ยังพร่างไหวโศกหนาวเศร้าริมทาง..

เล็บมือนางกางเกี่ยวเกาะเกิดรัก
ให้พลีภักดิ์ห่วงดวงใจแสนไกลห่าง
ป่านนี้หนอหนาวดวงใจหนาวน้ำค้าง
ฝากลมครางฝนครวญทวนสัญญา..

กล้วยไม้ไพรไหวกอหวั่นขวัญเฝ้าพ้อ
หวังแตกกอก่อรักมั่นฝันห่วงหา
กี่แสนรักกี่แสนภักดิ์คำสัญญา
พลีบูชาศรัทธานี้มีเพียงเธอ

ราตรีริมชานหวานอวลเศร้า
เรไรเฝ้าร่ำร้องพร้องพร่ำเพ้อ
ดวงดอกรักมาลัยร้อยสายให้ละเมอ
หวังไม่เก้อรอรักมั่นนิรันดร์รัก

ดวงจำปามะลิลามะลิซ้อน
วางเคียงหมอนดอมดมห่มหอมภักดิ์
ดวงดอกปีบปลิดกลีบหอมหลอมรวมรัก
กระซิบรักกระซิบคำย้ำสายใย..

โมกละออช่อกระจิ๊ดนิดนิดน้อย
พวงพราวพร้อยห้อยหอมหวานยอมรานไหว
พุทธรักษาริมรั้วบานสอนใจ
พุทธกลางใจพิสุทธิ์พุทธรักษ์

ลั่นทมเศร้าเฝ้าปลิดปลิวลิ่วควะคว้าง
จูบกลีบบางทัดแก้มแกมโศกหนัก
ลั่นทมเอ๋ยหยุดเผยเศร้าร้าวรานรัก
รอยอดรักพรากแสนไกลไปลับลา..

สวดมนต์กราบกรานหน้าพระพุทธ
ให้รู้หยุดรำงับดับเหว่ว้า
อย่าดายเดียวเปลี่ยวเหงานะยอดชีวา
คำสั่งลายังก้องกระจ่างกลางใจนี้

ฝากฟ้ากว้างรวงดาวบนราวสรวง
ห่มหอมห้วงหอมใจใครคนนี้
พุดไพรหนาวร้าวรานใจนะยอดชีวี
รอคนดีคืนอ้อมตักได้พักใจ..ไปนิรันดร์..!
....................





ดวงดอกไม้ไพรดอกไม้จริงกำลังหวานบานพราวเต็มราวกิ่ง
ดอกรักจริงกลับหุบกลีบน่าฉงน
ดอกไม้เพชรเด็ดแซมใจเคยพร่างพรม
ดอกระทมมาทอดทับรับรู้ใจ
ดอกเดียวดายเหว่ว้าบานสะพรั่งเต็มลานโศก
ดอกรักษ์โลกบานนำทางสว่างไสว
ดอกเคียงคู่จำพรากลาอย่าเสียใจ
ดอกดวงใจคงมั่นขวัญศรัทธา
ดอกความดีพลีบูชาพสุธารัก
ดอกแน่นหนักคงมั่นฝันห่วงหา
ดอกนิรันดร์รักจักมิมีวันโรยรา
ดอกเสน่หาสวาทหวามยามแรกรัก
ดอกพุดซ้อนหวานอ้อนใจแสนไกลห่าง
ดอกความว่างวางแอกใจไม่แบกหนัก
ดอกนิพพานบานรอพุดพร้อมพลีภักดิ์
ดวงดอกรักราวเพชรพรหมห่มหอมใจ ไปชั่วกาล!

......................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song290.html
รักเอย

รัก เอย จริงหรือที่ว่าหวาน
หรือทรมานใจคน
ความ รักร้อยเล่ห์ กล
รักเอยลวงล่อใจคน
หลอกจนตายใจ
รัก นี่ มีสุขทุกข์เคล้าไป
ใครหยั่งถึงเจ้าได้ คงไม่ช้ำ ฤดี
รัก เอย รักที่ปรารถนา
รักมาประดับชีวี
หวั่น ในฤทัยเหลือที่
เกรงรักลวงฤดี รักแล้ว ขยี้ใจ
หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ
หื่อหื่อฮือฮือ ฮือฮื้อหื่อฮือฮื้อ
ขืน ห้าม ความรักคงไม่ได้
กลัว หมอง ไหม้ ใจ สิ้นสุขเอย
หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ
หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ

หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ
หื่อหื่อฮือฮือ ฮือฮื้อหื่อฮือฮื้อ
ขืน ห้าม ความรักคงไม่ได้
กลัว หมอง ไหม้ ใจ สิ้นสุขเอย
หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ
หื่อหื่อฮือฮือ ฮื้อฮือฮือหื่อ ฮือ...



				
19 ตุลาคม 2549 20:06 น.

ช่อเพชร..ยังผลิพราว..ณ..กลางใจ..!

พุด

3186_b1_060508063721.jpg
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song82.html
รักข้ามขอบฟ้า



วันนี้.....
ฟ้าสดสอ้านสว่างไสวเสียเหลือเกิน

มีงานมากมายรอท่าให้ทำ..
รื้อเรือนกระจกจัดใหม่
ใส่ต้นไม้ใบบัง ให้สะพรั่งริมรั้ว
ราวอยู่ในป่าใหญ่ไพรกว้าง
จัดห้องน้ำส่วนตัว 
วางกระถางดวงดอกไม้ไทย...
ให้หอมหอม.กระดังงา 
พร้อม..
ทั้งพุดน้ำบุศย์ เหลืองพราวขาวนวลกอใหญ่
ที่กำลังพร่างดอกเต็มต้น....


และ..
ใจดวงอ้างว้างหากแสนสงบงาม
ในยามค่ำนี้...
ตั้งใจจะลองจุดเทียนกลิ่นกุหลาบใหม่
และ...
หวังเต็มห้องใจจักมี..สายฝนระรินร่ำ
มาอบพรำกลิ่นนวลดิน
ให้รำลึกถวิลถึง ท้องทุ่งนา ที่ณ..บัดนี้ น้ำกำลังท่วมเจิ่งนอง
ดั่ง...คลองแสนแสบ.. พาให้ยิ่ง..แสบแสน...


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song18.html

อกพี่กลัดหนอง พี่หมองดั่งคลองแสนแสบ
เจ็บจำดังหนามยอกแปลบ แปลบ
แสบแสนจะทน
โอ้ว่ากังหัน ทุกวันมันพัดสะบัดวน
อยากจะรู้จิตคน จะหมุนกี่หนต่อวัน
ย่างเดือนสิบสอง ฟากคลองเจิ่งนองน้ำหลั่ง
อยู่ไกลกันคนละฝั่ง ฝั่ง ยังร้องสั่งกัน
สิ้นเดือนสิบสอง น้ำนองแห้งคลองขอดพลัน
สิ้นความรักจากกัน
เหมือนกังหันเปลี่ยนทางลม
แสนแสบ แสบแสนเปรียบแม้นชื่อคลอง
นี่คือโลงทองของเรียม ขวัญ เขาฝากชีพจม
แต่คลองยังช้ำ เหลือไว้แต่น้ำขุ่นตม
พี่จึงช้ำจึงช้ำขื่นขม ขม ตรมเสียกว่าคลอง
เจ้าจากพี่มา เจ้าลืมทุ่งนาฟ้ากว้าง
เจ้าลืมฟากคลองสองฝั่ง ฝั่ง ลืมทั้งทุ่งทอง
จวบจนบัดนี้ มิเห็นมีน้ำเจิ่งนอง
ชื่อว่าแสนแสบคลอง
เหมือนคนหมองต้องแสบแสน

เจ้าจากพี่มา เจ้าลืมทุ่งนาฟ้ากว้าง
เจ้าลืมฟากคลองสองฝั่ง ฝั่ง ลืมทั้งทุ่งทอง
จวบจนบัดนี้ มิเห็นมีน้ำเจิ่งนอง
ชื่อว่าแสนแสบคลอง
เหมือนคนหมองต้องแสบแสน...




และ..
ยามเย็น...
ค่อยๆพาตัวเองเดินไปตามเส้นทาง*สายสวยสายฝัน*
ที่ทอดสู่ลานจันทร์ ฝันฟรี  ลานออกกำลังกาย
ลานที่...
บางราตรีจะมีพรายพระจันทร์
หยาดสายแสนหวาน หว่านโปรยลงมาปลอบประโลมใจ

นั่งนิ่ง ทอดตาดูต้นไม้นานาพรรณริมร้านกาแฟ 
ที่...
หลายปีผ่านมานี้พญาสัตตบรรณสูงใหญ่
จนเลยเชยชายคากระท่อม..ไปแล้ว


หอมดวงดอกโมกพิสุทธิ์ ดอกไม้ไทย..ที่ช่างอ่อนน้อมถ่อมตน
ค้อมดอกดวง ทายทักพสุธา 
แทนที่...
จะพากันชันชูช่อสู่แดนฟ้าเสมือนเสมอดอกไม้อื่น

กลิ่นหวานชื่น ระริน ระรินมากับสายลมเย็น..ยามค่ำ

เป็นคืนวันย้ำๆซ้ำรอยเดิม 
เพิ่ม....เพียงเพื่อนใหม่
กับ..
ใจดวงเดิม ดวงดายเดียว ที่ชอบเดิน เดิน และเดิน
จน..
*ดวงดอกรักริมทาง *ต่างพากันพร่างฟ้อน
รอออดอ้อนทายทักแทบทุกทิวาวัน...


ใจดวงฝัน ฝัน ฝัน 
พลัน....พบว่า*จิตผลิบาน *
ตระการ..ดั่งดวงดอกเพชรพร่างพราว
ไปกับ...
งามเงียบ สงบ พบหนทางเส้นทางสมถะ 
จน...
ราวกับว่า..
ได้ยินเสียงภายใน ใจของตัวเอง...
บรรเลงบทเพลงธรรม ธรรมชาติ
เฝ้าคอยสอนสั่งสัจจธรรม....
ประดุจดั่ง..
เส้นทางชีวิตนี้ที่บางครั้งเราอาจจะเคยทำผิดพลาดเดินผิดพลาด
ด้วยความประมาท....


หาก....
เราก็ได้บทเรียน *เรียนรู้*
ที่..จักฉลาดเลือก

บางบท....
ที่จักเก็บไว้ในความทรงจำ..
และ...
กับบางบท....
ที่ย้อนรอยมาฝากแผลซ้ำย้ำรอยเจ็บมากกว่าเดิม
ให้...
เรายอมเดิน..พรากลา...เพื่อรอ..เวลา ...เลือนลืม....!!!

...........................


จุดเทียนเคียงหัวนอนเขียนกลอนฝัน
นวลแสงจันทร์ลอดโลมไล้ลืมทุกสิ่ง
เคียงหมอนขาวพราวดอกไม้หอมงามยิ่ง
หลับตานิ่งดิ่งหัวใจไม่ตรอมตรม...

พอยามดึกพงพฤกษ์ไพรไหวน้ำค้าง
ใจว่างว่างลืมโลกลืมโศกสม
เรือนหลังน้อยกับจิ้งหรีดร้องระงม
เนื้อใจบ่มเพาะฝันดีที่งอกงาม..ยามเงียบงัน...!




น้ำทะเลอาจจะเหมือนกันทุกที่
ฟ้ายังคงมีสีฟ้าสว่างไสว
คลื่นคลอทรายยังซัดส่ายครวญคร่ำไป
มะพร้าวไหวไกวกิ่งก้านผ่านกาลรอ..

เพียงแต่ใจเรานั้นฝันถึงบ้าน
ดอกทองหลางบานรอเราหรือเปล่าหนอ
เรือลำน้อยลอยคว้างห่างจนท้อ
ตะวันรอนับถอยหลังฝั่งนที..

กระท่อมฝันในซอกเขาเงิ้อมเงาโลก
คงจะโศกสะเทือนกลัวเลือนหนี
ลำธารใสไหลระรินรอนานปี
กี่ราตรีได้คืนหลังฝังฝากใจ..

คิดถึงเสียงสายฝนหล่นอ้อนฟ้า
กระทบหลังคาพาปีบร่วงควงดอกไหว
น้ำตาซึมยามนอนนิ่งมองฟ้าไกล
แล้ว...ทำไม..เงียบกลางใจงอกดอกฝันวันอิ่มงาม..

..................................

พ้นพันธนา


หัวใจของฉัน ผู้หญิงคนนี้ 
ที่คิดว่าน้อมรับธรรมชาติมาแต่อ้อนแต่ออก 
บอกใครถ้วนถี่ก็มิได้หมดใจ 
นอกจากพยายามรจนาออกมาได้บ้าง 
เป็นบางส่วนเสี้ยวของชีวิต...  


ตอนเป็นอาจารย์ มักจะยกตัวอย่างธรรมชาติงาม
มาน้อมนำใจให้ลูกศิษย์ สาวชาวกรุง 
ผู้มิเคยได้สัมผัสของจริงได้รู้ว่า...
 ฟ้างาม ....
นั้นน่าตะลึงหลงเพียงใด 

มันเปลี่ยนสีไปราวเวทีธรรมชาติ 
ที่เล่นแสงสี แสงสวยโดยไร้มือผู้ใดบังคับควบคุม 
ทุกสิ่ง....
ที่ฉันได้ซึมซับ กลับรื่นรินไหลให้กับดวงใจอ่อนเยาว์ 
ให้อ่อนโยนที่ละนิดทีละน้อย อ้อยสร้อย รวมเป็นกอบกำ 
จน...
ยึดครองสี่ห้องหัวใจของฉันไปหมดสิ้น...


จนถึงวันนี้ นาทีนี้..  
ฉันเคยมียามเช้าที่แสนดี มียามเย็นที่แสนงาม 
มีพระจันทร์ให้ฝันในยามค่ำ 
มีพระอาทิตย์เริงระบำ ตั้งแต่เช้าจนตกเย็น
เป็นราวเพื่อนใจในทุกโมงยาม 


มีหาดทรายกว้าง มีน้ำทะเลสวย 
มีดวงดาวสุกใส สว่างระยิบระยับ 
ใกล้จนแทบเอื้อมมือคว้าไขว่ได้ นับดาวแทบไม่ทัน 

เป็นคืนฝันวันงดงามแจ่มกระจ่างใจ 
จนเขียนออกมามิได้หมดสิ้น..  


เมื่อย่างสู่วัยสาว วัยร้าวไหว กับคนและความรักเพรียกหา 
สองตาจะมืดบอดสนิท ลืมคิดลืมมอง ธรรมชาติ 
เฝ้าโศกตรม รำพึงรำพันฝันหาบ้าๆบอๆ กับพิษรัก 
ที่...
หลงลมคว้าไขว่ ให้ใจมีพันธนา 
แทบเป็นบ้าเป็นหลังไม่เป็นอันกินอันนอน..


และ.....
ในยามนั้น ...
ใช่....จะมีร่มรักเรือนไทยให้ฝากฝันฝากรักระทม 
ถ่ายเท ใจอย่างในยามนี้เสียที่ไหนกัน 
ที่มากมีคนหัวอกเดียวกัน 
มากมายมากมีมาปลอบประโลมใจ..  

วิธีหนีทุกข์ ยามอกหัก ยามนั้นคือ...
ได้พักใจนั่งรถไฟซมซานกลับบ้าน 
เสียงรถไฟชึ่กชั่ก ๆๆ กับเส้นทาง สายงามทอดยาว 
จะช่วยลดร้าวระบมใจลง และค่อยๆลืมหมองหม่น
ไปจนตลอดทาง..ยาวไกล......... 


 เคยนั่งอ้างว้าง บนเรือโดยสารยามเย็นกลางทะล 
และ...
ยามอาทิตย์ใกล้จะลาลับฟ้า
เป็นภาพ....
ที่สวยจนพรรณาไม่ออกบอกไม่ถูกเอาเลยที่เดียว 
ได้แต่นิ่งงันฝันคว้างลอยเลื่อน....ราวมีวิมานตรงหน้า 


และ...
ทุกคราครั้งเมื่อถึงบ้าน..ฉันจะกระโจนลงทะล 
ให้หายว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยวใจ   ไปลอยคอกลางทะเล
มี...
พระอาทิตย์เป็นเพื่อน มีดาวเดือนเห่กล่อม..
บางทีดำลงไปนิ่งนานให้น้ำเค็มขมของทะเลสอนใจ 
ยามที่....
รักแบบโงหัวไม่ขึ้น.....


เพื่อรอคำถามว่า....
จะเลือกโผล่ขึ้นมาหาหวานมันส์ให้กับชีวิต
หรือว่า...
จะโง่งมงายให้ขมปี๋กัดกินใจและร่าง.....ต่อไป....  
และ
บางที...ยามที่ไม่มีน้ำทะเลช่วยเห่กล่อม 
จะมีแต่น้ำตาเป็นสายเดียวกับน้ำจากฝักบัวพรูพร่าง 
ยาม..
ตรอมตรม..ฉันจะพุ่งดิ่งตรงไปใต้ฝักบัวปล่อย
ให้...
สายน้ำพรูพร่างหยาดรด.. เปียกโชกแล้วนั่งค้างนิ่ง 
รอ...
ให้สายน้ำใสรุนแรงละลายหยาดน้ำตาไปกับสายน้ำราว.. 
ประโลมร่างไร้ใจให้คืนกลับ......ด้วยใสเย็น..  


เคย....ร้องไห้ กลางสายฝนเดียวดาย 
กับยามไกลบ้าน เคยข้ามเคเบิลคาร์
พาร่างบอบช้ำและใจมืดหม่น เดียวดาย 
ไปนั่งดูไฟพริบพราว
จากเรือในโค้งอ่าวสิงคโปร์ที่เกาะเซนโตซ่า.....  

เคยและเคยมาทุกรูปแบบ 
ที่ระบมกับพิษรักที่หนักยิ่งกว่าพิษไข้เสียเป็นไหนๆ.. 


แต่มาวันนี้..ใจดวงนี้ ถึงที่สุดแล้ว 
แม้...
จะมีน้ำตา แต่คงแค่ไหลออกมาระบาย
ใช่จะยอมรับไม่ได้ กับความผันแปรมิแน่มินอน
ของเกมรักซ่อนเงื่อน..ซ่อนใจ..

 รู้ระกำ รู้ทำใจ ปล่อยวาง 
รู้ว่าง รู้ปลดปล่อยจิตให้อิสระ 
ไร้พันธนาด้วยโซ่ตรวนแห่งกรรม 
ไม่ว่า...
จากใคร จากใจต่อใจ จากเขา จากเราเอง.. 
ไม่มีอะไรแน่นอน..เท่ากับความว่างความพอดี 
ความรู้ทัน....รู้เท่าทุกสิ่ง..ที่เป็นธรรมดาๆโลก 
ที่..
มนุษย์มากมีต้องเวียนว่าย หนีไม่พ้นเพรงกรรม
ที่เคยร่วมสร้างกันมาแต่ภพก่อน ปางก่อน.. 


 เวลาผ่านไป ไม่ช้านาน ทุกร่างรัก 
ที่แย่งชิง ริษยา เสน่หา มืดบอด หวงแหน
ก็...
จำต้อง โรยรา ร่วงหล่น ปนเปื้อน คืนกลับสู่ผืนดิน..ทุกตัวตน...
ยาม...
สนธยาแห่งชีวิตมาเยือน......!!
..


ฝันสล้าง...กลางฝนพรำ..


ฝนตกพรำพรำ จนถึงย่ำรุ่ง..
ดวง...
ตื่นนอนยามค่อนมืด..ดวงดาวยังส่องแสงสุกใส

วาระแห่งทิวากาล 
แลเห็นเพียงแสงเรื่อเรื่อ ตามขอบฟ้าทิศตะวันออก
ได้ยินเสียงนก..รายรอบบ้าน
ร้องระงมจอแจ และบินพรูพราว..

เสียงไก่โต้ง ขันอยู่เป็นระยะ 
จากบ้านชาวสวนละแวกข้างเคียง

ดวงค่อยๆแลลอดเห็น...
ดาวประจำเมือง แขวนฟ้า 

กิ่งจำปีริมชายคากวัดแกว่ง
ส่ายใบ เห็นหยาดฝนพรำ สั่นไหวใบจำปีไปตามแรงลม....
กระโชกกระชั้น..

ดวงหลับตา  ฟังเสียงดนตรีธรรมชาติงาม 
ด้วยใจดวงเงียบ เสียงพริ้งพราวของสายฝน
ต่อสายฝัน....
ให้พริ้งเพริศตามไปด้วยคิดถึงใครบางคน ยามนี้..

บทเพลงแห่งธรรมชาติ 
ที่เป็นความยิ่งใหญ่หวามไหว ในใจดวงละมุนต่างๆกันไป
ตามสถานที่....... 


เคยฟังเสียงคลื่นราวดนตรี....
กระฉอกซัดสาด หาดแผ่วๆ ยามอรุณรุ่งที่เกาะพะงัน
ที่...
เป็นเสียงดนตรี กล่อมฝันกล่อมจิตวิญญาณ 
มาตั้งแต่ยามเยาว์ ....

ธรรมชาตินี้ที่ซึมซับ ให้มีเช้าที่หอมงาม 
ที่ตามติด ในทุกยามแห่งชีวิต
ให้รู้จัก เงี่ยหูฟัง มิใช่นอนฝัน เป็นผีดิบคลุมโปง 
จนสายโด่งแบบคนเมือง

วาระแห่งอรุณ..ที่สะอาดสะอ้าน มีชีวิตชีวา 
ที่คนบางคนไม่รู้ค่าปล่อยกาลเวลาให้ผ่านๆไปไม่ไยดี   

เอาเวลาแสนดี
มาเป็น ผีตาโบ๋ นั่งสว่างคาตา หน้าจอคอม(ว่าใครกันนะนี่)
เอาเถอะนะ..คนเราต่างฝันต่างสุข นี่นา 
ก็ตัวใครตัวคุณแล้วกันนะที่รัก..

เปิดประตูออกไปสัมผัส ไอเย็นของละอองฝน 
และสายลมเย็น

แหงนมองฟ้ากว้าง 
ฝาก...
ดวงดาวและจันทราที่ค้างฟ้า ให้โลมไล้ร่าง

คนดี.....พรมจูบจากใจ แทนห่วงใย 
ส่ง...
พลังใจหยิบผ้าห่มคลุมร่างให้
จูบแผ่วผ่านริมคางและแก้มสากๆ 
ก่อนซุกตัวหลับไหลไปด้วยกันในอ้อมฝัน
ที่...
อยากให้เป็นจริงและแสนดี ที่ฝันฝากใจไปทุกค่ำคืน..



พร้อม
เปิดเพลง แผ่วรับอรุณ..Hello ของไลโอเนล ริชชี่ 
หวานแว่วแผ่วมาจากC.D
และ...
อยากฝากบทเพลงนี้
แทนใจไปกระซิบบอก 

ขอให้มี..มหัศจรรย์วันแสนดี ทุกคืนค่ำ

วันที่เรายังมีเรา..กันและกัน..
ในความเข้าใจ ในสายใยห่วงหาอาทร..มิรู้สิ้น
เพื่อ....
ปลุกปลอบใจ ให้มีหวังว่า....
วันจะไม่ดายเดียว เหงาเงียบใจ..ในโลกกว้างใบนี้
ที่..
แสนวุ่นวาย นะดวงใจ....
ซุกใจ ซุกฝันสล้างกลางใจฉันนะ คนดี 

ส่วน..
ร่างนั้นคือหน้าที่แห่งชีวิต
ที่จักดำรงอยู่คู่กันไปกับโลกใบนี้ที่ยังหมุนวน..มิรู้สิ้น..........
.................




http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song82.html

ขอบฟ้า เหนืออาณาใดกั้น
ใช่รักจะดั้น ยากกว่านก โบยบิน
รักข้ามแผ่นน้ำ รักข้าม แผ่นดิน
เมื่อความรักดิ้น ฟ้ายังสิ้นความกว้างไกล
ขอบฟ้า ทิ้งโค้งมาคลุมครอบ
อ้าแขนรายรอบโอบโลกไว้ ภายใน
เหมือนอ้อมกอดรัก แม้ได้ โอบใคร 
ชาติภาษาไม่ สำคัญเท่าใจตรงกัน
รัก ข้ามขอบฟ้า รักคือ สื่อภาษาสวรรค์
อาจมีใจคนละดวง ต่างเก็บอยู่คนละทรวง
ไม่ห่วงถ้ามีสัมพันธ์
ขอบฟ้า แม้จะคนละฟาก
ห่างไกลกันมาก แต่ก็ฟ้าเดียวกัน
รักข้ามขอบฟ้า ข้ามมา ผูกพัน
ผูกใจรักมั่น สองดวงให้เป็นดวงเดียว

รัก ข้ามขอบฟ้า รักคือสื่อภาษาสวรรค์
อาจมีใจคนละดวง ต่างเก็บอยู่คนละทรวง
ไม่ห่วงถ้ามีสัมพันธ์
ขอบฟ้า แม้จะคนละฟาก
ห่างไกลกันมาก แต่ก็ฟ้าเดียวกัน
รักข้ามขอบฟ้า ข้ามมา ผูกพัน
ผูกใจรักมั่น สองดวงให้เป็นดวงเดียว...
...............

				
17 ตุลาคม 2549 21:14 น.

กาสะลอง...กลีบช้ำ...!

พุด


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5259.html
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5468.html
(มนต์รักกาสะลอง...กาสะลองกลีบช้ำ)


ฉันนั่งนิ่งนิ่ง ใต้ต้นกาสะลองรายเรียง
ที่กำลังระดะดวงดอกดก
พราวขาวนวลสะพรั่งไปทั้งต้น ทุกต้น
จน...
หอมอวลไปทั่วทั้งบริเวณ

หลังจากที่....
ก้มลงเก็บดอกที่แม้นกลีบจะช้ำ
หากยังให้หอมฉ่ำ 
ที่พร่างพื้นหญ้ามาห่อไว้ในผ้าเช็ดหน้าอย่างทะนุถนอม
รอ...
นำหวานหอมนั้นมาบรรจุในโถแก้ว
แล้ววางไว้เหนือหัวนอน 
ให้..
หัวใจดวงอรชร
ได้พบอ่อนหวานอ่อนไหว เฉกเช่นกัน



เบื้องบน นภา ฟ้ายามค่ำ 
กำลังฉ่ำไปด้วยเมฆฝนทุกทิศทาง

โลกทิพย์นิรมิต..กลับพร่างพรึบทันที..ที่หลับตานิ่งนิ่ง
ทิ้งทุกทุกข์สรรพสิ่ง ไว้ภายนอก


พลัน...
เห็นเพียงเจดีย์สีทองสุกปลั่งโผล่กลางแมกไม้
บนเงื้อมง่อนชะโงกผา กลางไพรพฤกษ์พงดงพนา
และ..
นั่นคือภาพ..
ที่เลือกตราจำไว้ในดวงจิต ยามชีวิตยังอยู่ในวัยเยาว์


เด็กหญิงผู้เกิดมากับใจดวงงามเงียบเหงา
ที่ชอบนอนบนหินผากว้างใหญ่ใกล้กระท่อมไม้ไผ่
ที่แสนสุขสงบสมถะ 
ให้...
นางฟ้าหว่านดาวดวงพร่างพราว..ปลอบประโลมในยามค่ำ 
แลระร่ำรินด้วยหยาดน้ำค้างพร่างพรม
ผสานผสม..
ไปกับ...สายลมเย็นรำเพย
เผยอวลดวงดอกไม้ป่ามารัดร้อยดวงใจ


นั่น...
เพียงฉากยิ่งใหญ่น้อยนิดที่หยิบมาจินตนา
ที่ทุกบทตอนชีวิต มากล้นความทรงจำมีค่า
ที่จิตดวงนี้เลือกจดจำ 
และ...
กับเรื่องรานร้าวระกำ
ที่จิตจักสั่งให้ เลือกเลือน ลืม ลืม ลืม.....
..............


สายลมชื่นพัดโชยมากับโรยละอองฝน...
ให้หยุดทบทวน  บางสิ่ง
เพราะ..
*มีใครบางคน*
ที่หวังฝากกมลอยากมาเดินร่วมทาง


หาก..
เขาจะรู้หรือไม่ละหนอว่า
เส้นทางเหว่ว้า อ้างว้าง ร้างไร้ ดายเดียวนั่น
ฉัน...
ตั้งจิตอธิษฐาน...
ปรารถนาเพียงบุคคลผู้สามารถทิ้งโลกย์โศกสุขไว้เพียงเบื้องหลัง


และ...
จนกระทั่งนาทีนี้...
ก็ยังหามีใครสักคนในโลกแห่งความจริง
เดินผ่านมาฤาก็หาไม่....!!!!



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5468.html
กาสะลองกลีบช้ำ 
 
ดอก กาสะลอง
ล่องลอย ตามลมลงใต้
บาน ไม่เท่าไหร่
หลุดจาก กิ่งใบแล้ว หนา
ส่งกลิ่นหอม ยังไม่กี่ เวลา
โดนลม พัดพา
ไกลต้น ร่วงหล่น นาไกล
ดอกไม้ สีขาว
คล้ายเรา เพิ่งสาว แรกรุ่น
ความขาว หอมกรุ่น
ละไม ละมุน สดใส
เพิ่งอวด ความงาม
ยัง ไม่ทัน เท่าใด
ล่องลอย มาไกล
คล้ายกา สะลอง ล่องลอย
มาเบ่งบาน ในตู้โชว์ ใบใหญ่
เป็นทาส ความใคร่
ไม่เคย เต็มใจ สักน้อย
กลีบดอก ชอกช้ำ
ระกำ น้ำตาร่วงผ๋อย
ห่วงคน อยู่หลัง ยังคอย
จึงปล่อย ให้ชาย เชยชม
ดอก กา สะลอง
ดอกน้อย ล่องลอย คืนเหนือ
สิ่งที่ คงเหลือ
เพียง กลีบดอก โทรมๆ
ไร้ซึ่ง เกสร
ต้องมา หนาวร้อน นอนซม
สุดท้าย แทบตาย นอนตรม
สิ้นหอม กลีบช้ำ ยับเยิน
  
ดอก กา สะลอง
ดอกน้อย ล่องลอย คืนเหนือ
สิ่งที่ คงเหลือ
เพียง กลีบดอก โทรมๆ
ไร้ซึ่ง เกสร
ต้องมา หนาวร้อน นอนซม
สุดท้าย แทบตาย นอนตรม
สิ้นหอม กลีบช้ำ ยับเยิน... 
 



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song5259.html
มนต์รักกาสะลอง 

โอ้ ละหนอ
คนงาม เอย
พี่นี้แบกรักเดิน
ขอเชิญโฉมเจ้า
รับเอาไป
พี่เป็นหนุ่มต่างแดน
มาหาแฟน
ที่เมือง เชียงใหม่
บ้านพี่ อยู่ไกล
รับรักคนใต้
นะแม่ นาง
โอ้ ละหนอ
คำดวง เอย
เจ้าจงอย่าเฉยเมย
ขวัญเอ๋ยขวัญพี่
ศรี สุดา
กาสะลองบานแล้ว
วับแววทั่วพฤกษ์พงป่า
รักพี่ นั้นหนา
เบ่งบานเกลื่อน
เหมือนกาสะลอง
เห็นนกเขาขันคู่
จับอยู่ ที่บนกิ่งไม้
นกมันจองคู่ไว้
จู๋จี๋กันไปไม่มีหมอง
พี่นึกแล้วยิ่งอายนก
เจ้านกมันคอยมองจ้อง
เหมือนดั่ง จะเย้ยให้หมอง
ขาดคู่รักครอง อกเรา
ขวัญเอ๋ยขวัญเอ๋ยนงเยาว์
มาช่วยแบ่งเบา
ความทุกข์ระทม
ไร้ชู้ไร้ชู้ นอนชม
ระทมทอดกาย
น่าอายนกกา
หอมอื่นหมื่นแสน
ไม่แม้นแก้มเจ้า
หอมดอกคัดเค้า
แก้มเจ้าหอมกว่า
ยิ่งกว่าพันธุ์ไม้อื่น
ดาษดื่นในพงพนา
ขอกอดซักคืน
ขวัญยืน ซิตายบ่ว่า
บ่จุ เจ้าหรอกหนา
ขอสัญญาให้ฟ้าผ่าตาย
รักน้อง บ่แหนงหน่าย
ตายแล้วตาย อ้ายบ่ขอลืม... 
............................................
 



พร้อมพลีอภินันทนาการภูมิใจเสนอ..

*ระบำไพร!..*


http://365jukebox.com/script/play.cgi?songid=2814 


ฝนปรอย..ทั้งวัน..
พลอยให้ หัวใจคนช่างฝัน ฝันไกลไปตามฟ้าฝน
ฝนอุ้มน้ำไว้ พลันพร่างสายพรายพรมให้ผืนหล้า พืชพรรณได้ฉ่ำเย็น


ดอกไม้..ค่อยค่อย..คลี่กลีบบางบาง  งามงามหอมหอม 
ชูช่อชันเกสรหวาน..หวาน..

ฝัน ..ให้มวลหมู่ภมรมาร่อนเชยชม
ภิรมย์คลึงเคล้าดูดดื่มหวานมิรานรุก..


ฤดูกาล..ระบำไพร เริงไปกับสายวสันต์ฝันถวิล..
ลอยละลิบข้ามทิวทิพย์เมฆ ไปถึงใครละหนอ! 
ในสายฤดี ที่ระรินรักคิดถึงมีว่างเว้น

ฝากเพลงถึงนะคนดี..
ที่มาพร้อมกับปีศาจวสันต์ครวญ..
หวนไห้ราวสายสวาทสาดกระหน่ำ..
กระแทกกระเทือนใจ..เธอ..


http://365jukebox.com/script/play.cgi?songid=2814 
หัวใจร้องไห้..

ไปเสียเถิดเมื่ออยากไปมีใหม่
อย่าเกรงใจฉันเลย
บอกเขานั้นฉันนี้เฉยเมย
จะหลบหลีกให้เลยและไม่ทวงถาม...
ใจจงอย่า อย่าเดินสองทาง
ควรจะเลือกทางงาม
ใจของใครไม่มีใครหวงห้าม
เธอเห็นดีงามฉันก็ตามใจ
ยอมทุกอย่างเมื่อเมื่อเดินเดินทางเก่า
ฉันพอทนเหงาได้
เมื่อมีเขาเลิกมีฉันไป
ก็ไม่อาจจะฝืน ให้ทำยังไง
ตาบอกห่วงแต่ใจนั้นลวง
แล้วจะหน่วงทำไม
เพียงตื้นตันหัวใจร้องไห้
ยอมรับ..เธอไปฉันตายทั้งเป็น!
............
ชอบคำบทสุดท้ายนะ
ตาบอกห่วงแต่ใจนั้นลวง
แล้วจะหน่วงทำไม...จริงไหม..ใช่ไหม ก็ตัดใจไปเลย..ดีที่สุดนะนะ
ไม่ทรมานทรกรรมซึ่งกัน..



ใบจำปีสีน้ำตาลปลิดปลิวลอยละลิ่วละล่อง.....
ตามบทเพลงหัวใจร้องไห้..ดายเดียว!

เฝ้านอนนิ่ง..ดูสัจจธรรมงามเงียบ กับละอองฝนลมเย็น
เป็นสะอ้านสว่างกลางใจ..
ในกระท่อมทับห้องหับแห่งหัวใจละเมียดดวงนี้..
ที่ยากยิ่งใครจะหยั่งถึง..

และ..
กลางกระท่อมใจนั้น พลันสว่างเรืองด้วยงามป่าหน้าฝนหนึ่ง
ในหุบเขากลางไพร..ชะโงกง้ำชะง่อนผา

แพนใจลงมา..จับนิ่งแช่ภาพสวย..
สายธารหวานระรินระริกไหล..
จั๊กจั่นเรไรกรีดเสียงก้องราวป่า
ไพรพนามีแต่เสียงดนตรีธรรมชาติ 
และ
เสียงหยดฝนกระทบหลังคาจาก

ลูกยางร่วงพรู ปลิวคว้างฝน ปนไปกับลมแรง...
เงาะพวงดก แดงระย้า ..ห้อยย้อย
ช่วงรอฝนฟ้าเปิด ปลิดใส่ปากอมฉ่ำสด..หวานกรอบเคี้ยว

กระรอกไต่ตามต้นมะพร้าว กระโดดเร็วรี่ราวไล่จับ..
แกล้งทำเสียงจิ๊กจั๊กให้ตกใจ

โขดหิน..พราวพรมกำมะหยี่สีเขียวไพล เฟิร์น และตะไคร่งาม..

เป็นเงียบงามสวรรค์เสกฝากหล้า 
และหลบสายตานักพร่าไพร เร้นลับ จับใจ
มาให้รำลึกนึกถึงจนอิ่มใจถึงวันนี้ 

และที่ยังมากมีสิ่งล้ำค่าคือ..
กล้วยไม้ป่า..นามมงกุฏไพร..ที่หอมจรุงใจ
และบันดาลให้อยากตามหอมไปไกลถึงแดนสรวงแดนหิมพานต์...

ฝนหลั่งหยุดสั่งฟ้า หยุดร่ำลา อาวรณ์อ้อนอาลัยแล้ว...
ดวงใจพุด..พุทธ..ผุดผ่องแผ้วน้อมรับงาม ..

ทุกโมงยามกับธรรมชาตินี้  ไม่ว่าจะกี่วสันต์ลาจะกี่ฟ้าครวญ...
ด้วยปาฏิหารย์แห่งรักนี้...
ที่..สลักซึ้งกลางก้นบึ้งแห่งเนื้อดวงใจละไมละมุน!
....................




				
16 ตุลาคม 2549 20:29 น.

พลานุภาพ..แห่งภักดิ์...!

พุด


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song163.html
(คนจะรักกัน)


ในราตรี..ที่อ้างว้าง ร้างไร้พรายน้ำผึ้งจันทร์
พสุธาเงียบงัน ถูกโอบกอดคลี่คลุม
ด้วย...
*หยาดฝนหยดน้ำตา*จากนางฟ้าผู้แสนโศก
พลอยพาให้โลกรับวิปโยค ดายเดียวเปลี่ยวเหงา
สะเทือนไหวไปทุกหย่อมหญ้า...


แสงเทียนบนเชิงเทียนแสนงาม
จากแดนดินตะวันกลางตะวันออกไกล
กำลัง..
ระบัดไหวพร่างพ้อล้อสายฝนและลมแรงในยามค่ำ
ได้ยิน...
เสียงสายฝนร่วงหล่นพรำกระทบหลังคาจาก
ฝากพริ้งพราวแห่งฤดูกาล จนรานฤดีระกำ..
ย้ำแผลรักในรอยใจ....

นอนทอดตา เอนอิงพิงหมอนขวาน
ริมหน้าต่างกระจกบานกว้างใหญ่จรดพื้น


ดอกฝน กำลังปันสายพรายพลิ้ว
พร่าง..หยด..หยาดเย็นลงมา...
จนเกิดเป็น..
ละออละอองลวดลายดวงดอกไม้หวานแสนหวาน
บานแพรวพราย..
คล้ายดั่ง..
ดาวดวงรวงเพชรพลอย..พร้อยแพร้วพรรณราย


ดอกปีบ..หรือ กาสะลอง ในโถแก้วใบเล็ก
นาทีนี้
กำลังบานตระการอวลหวานชื่นระคน
มากับสายลมเย็นในยามค่ำ
บอกให้รู้ว่า..
ปีศาจวสันต์กำลังจะลีลาผ่านพ้นไป
และ..
ฤดูหนาวใจ แสนสั้น กำลังจะมาเยือน
เตือนให้เรายอมรับความผันแปร...
ทั้งฤดูกาลและฤดีหวานแห่งคนคนคน
ที่คงไม่เที่ยงแท้คงทนดั่งธรรมชาติ...


เสียงเพลงหวานแว่วแผ่วมาในคะนึง
พาให้..
จิตดวงใสใสซึ้งซึ้ง..ซึมซับรับล้ำลึก ดำดื่ม
ราว..
กับมีใครบางคน
มาครวญคร่ำ พิไรร่ำ..รำพึงรำพัน
กระซิบสั่ง..ให้แสนปลื้ม


*ฝากพลังแห่งมหัศจรรย์รักนี้..ที่หนีไม่พ้น*
และ..ให้..
กมลดวง ดวงงาม ช่างวาบหวามเอมอิ่ม..เสียนี่กระไร
ให้ได้..
พบภาคภูมิ..จำจด
ทุกงามงด ทุก...*ก้าวรักในรอยใจ*
ที่หวังว่า...
คงก่อเกิดปาฏิหารย์รักอันแสนยิ่งใหญ่ไปตราบชั่วกาล..!
........................



http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song163.html
คนจะรักกัน..

คนจะรักกัน ผูกพัน หมายมั่นลงไป
จะบุกน้ำ ลุยไฟ ปล่อยให้เขาไปตามปรารถนา
คนเขารักกัน ใครจะกีดกันฉันทา
ต่อ ให้น้ำ ต่อ ให้ฟ้า
กั้นขวางหน้า อย่าหวังห้ามได้ 
คนลงรักกัน กำแพงแข็งกั้นก็พัง
สุดจะฝืน ยืน นั่ง
สุดแรงพลัง จะห้ามปรามไหว
คนเขารักกัน คงมั่นจากขั้วหัวใจ
บีบบังคับ ดับไม่ไหว ตราบสิ้นไร้ ชี วัน
ความ รักมีพลานุภาพ 
ดื่มซึ้งซึมซาบ ตราบเท่าชีวิตเรานั่น
ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟมิให้มีควัน
ห้ามอาทิตย์ ห้ามดวงจันทร์
หยุดแค่นั้น ค่อยห้ามดวงใจ
คนจะรักจริง ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยั่วกัน
จะขัดขวาง กางกั้น
ยิ่งเหมือนน้ำมัน ไปราดกองไฟ
ดังฉันรักคุณ คอยครุ่นห้ามปรามหัวใจ
ห้ามความรักหักอาลัย ห้ามไม่ไหว เลยคุณ

ความ รักมีพลานุภาพ
ดื่มซึ้งซึมซาบ ตราบเท่าชีวิตเรานั่น
ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟมิให้มีควัน
ห้ามอาทิตย์ ห้ามดวงจันทร์
หยุดแค่นั้น ค่อยห้ามดวงใจ
คนจะรักจริง ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยั่วกัน
จะขัดขวาง กางกั้น
ยิ่งเหมือนน้ำมัน ไปราดกองไฟ
ดังฉันรักคุณ คอยครุ่นห้ามปรามหัวใจ
ห้ามความรัก หักอาลัย ห้ามไม่ไหว เลยคุณ... 
..................
.........................................



ขอพลี..พลานุภาพแห่งรัก..จากดวงใจ
ลูกผู้ชายชื่อ*ทิน*เรื่องจริงจากปาฏิหารย์..มหัศจรรย์รัก  
ที่พุดไพรนับนึกมาถึงวันนี้ 8 ปีแล้วค่ะ...

ความในใจของผู้ชาย..ชื่อ..ทิน..


ทินกำลังจะกลับบ้าน แผ่นดินแม่ 
ซึ่งทินจากลาไปนานหลายปี 

มองออกไปยังเวิ้งฟ้ากว้าง ไร้ขอบเขต 
ถ้าเปรียบทินเป็นนก
ก็คงเหมือนนกหลงทาง
บินอย่างเดียวดาย 

แต่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า 
ทินมองเห็นแล้วว่ารังที่แท้จริงของทินอยู่ ณ..แห่งหนใด....


คนที่รักทินมากมายรออยู่ที่นั่น 
และทินรู้ว่าไม่ว่านานสักกี่ปี กี่เดือน 
ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนไป.....


ทินโชคดีนักที่มีคนที่รักรออยู่ทั้งสองซีกโลก 
และโชคดีนักที่ทินได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต
ด้วยสองอารยธรรม .....
โลกของความยากไร้และโลกความศิวิไลซ์....


ทินเลือกที่จะคิดว่าทินโชคดี 
ทินถูกหล่อหลอมให้รู้จักที่จะรักที่จะอ่อนโยน กับสรรพสิ่ง...
ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม
ที่รายล้อมรอบตัวตนของชีวิตทิน 
ทำให้ทินมีความละมุนในใจ 

ทินขอบคุณทุกสรรพสิ่งที่เป็นตัวกำหนด
ให้ทินเป็นทินอย่างที่เป็นอยู่ และคงจะเป็นไป 


ทินพร้อมที่จะรัก และรอ....
ที่จะรักใครสักคน
อย่างที่จะทำให้หัวใจของทินเต้นแรงมานานหลายปี....
มาเติมเต็มให้กับความรักบางส่วน
ที่ทินสูญเสียและขาดหายไป 

ทินรู้ว่าทินพบมันแล้ว 
แม้ฟ้าจะกว้างไกล....
พระเบื้องบนก็เมตตา 
ทินรู้ว่าฟ้าเมตตาส่งผู้หญิงแสนดี และมีค่ามาให้......

ทินกลัว 
กลัวแต่ว่าจะไขว่คว้าดาวดวงน้อยดวงนั้น
มาประดับใจที่อ้างว้างของทินได้หรือไม่หนอ....


ผู้หญิงของทิน อาจจะเกิดมาเพื่อทินหรือเพื่อใครอื่น 
ทินมิอาจจะหยั่งรู้ได้ 
นาทีนี้
ทินรู้เพียงว่า 
ถ้าอาทิตย์หนึ่งมีเจ็ดวัน 
ทินคงรักเธอได้มากกว่าจำนวนวันที่นับได้....


โลกหยุดหมุน .....
มีแต่เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม 
และความอิ่มเอมใจ 
นี่กระมังที่ทินรู้ว่าทินพร้อมแล้วกับคำว่า......
*หากจะรักก็จงลืมคำว่าเสียใจ*.....


โลกที่เคยเงียบเหงา หนาวจับใจเมื่อมีหิมะกลับอบอุ่น 

โลกของทินที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าใคร
กลับไม่ทำให้ทินท้อแท้ 
ทินรู้ว่าทินสามารถสยบโลกนี้ได้
เพียงแต่ถ้ามีเธอในอ้อมกอด.....
ในคืนวันที่ฟ้าหนาวและไร้ดาวเป็นเพื่อน...


ทินอยากบอกความในใจของทิน....
แต่ทินรู้ว่าความอดทนคือความหวานหอม 
เหมือนการรอการเก็บเกี่ยว
ในท้องทุ่งนาของบ้านทินในวัยเยาว์ 

ทินรู้ว่าทิน มีพลังที่จะรอ 
และระหว่างรอนั้น

ทินสัญญากับใจตัวเองว่า
ทินจะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนที่ทินรัก 
เพื่อจะแชร์และแบ่งปันในวันหนึ่ง......... 


ทินจะเลิกเศร้า 
ถ้าเลือกจะรักใครจงคิดว่าจุดจบ
มิใช่อยู่ตรงที่เศร้า หรือสุข สมหวังหรือผิดหวัง 
แต่มันเป็นความอิ่มเอมใจที่ได้รักใครสักคน.. 
มีใครสักคนไว้ในความอ่อนโยนของหัวใจ ....

ทินฉลาดพอที่จะเก็บไว้ในซอกลึกของใจเพื่อเป็นพลัง.....


ทินรู้ว่า
โลกนี้มีอะไรมากมาย
เรียงรายมาให้เราก้าวเข้าไปค้นหา.........
ทินจะท้อใจไปไยเล่า.........
*การได้รู้จักรัก...ดีกว่า...การรักใครไม่เป็น...มิใช่หรือ *
เพราะความรักคือความงดงาม....
คือความอ่อนโยน
ดั่งมีคนกล่าวไว้ว่า 


รักคือน้ำผึ้งคือน้ำตาคือยาพิษ 
คือหยาดน้ำอมฤตอันชุ่มชื่น 
คือเกสรดอกไม้ คือไฟรุม 
คือความกลุ้ม คือความฝัน นั่นแหละรัก ....


ถ้าทินเปิดใจให้ทินเอง....
ทินจะรู้ว่ารักมีมากมายหลายบท ...

บางทีกว่าทินจะเรียนรู้ถึงบทสุดท้าย
ทินคงต้องอ่านบทแรกเสียก่อน............... 


ทินพร้อมแล้วกับชีวิตหนึ่งนี้.....
ที่จะรู้ว่ารักนั้นเป็นฉันท์ใด...... 
ทินรู้ เวลาอีกนาน 
คือความอดทน คือการรอคอย 
แต่ทินรู้ว่าการรอคอย 
มีความหมายถึง 
ความภาคภูมิใจ และการรู้คุณค่า 

ทินจะคอย ถ้าใจพร้อมที่จะคอย 
และจะไม่ปิดใจตัวเอง
ถ้าทินคิดว่าพบคนที่ดีกว่า...


แต่วันนี้ เวลานี้ 
ทินดีใจที่ได้
พบกับความรู้สึกที่อบอุ่นอ่อนโยน....

ใจดวงร้าวของทิน
ที่รอคอยมาตลอดหนึ่งปีเต็ม 
ถูกเติมเต็มด้วยการได้กลับมาสู่ความรู้สึกที่ดีงาม......


ทินได้มานอนบนที่ที่ทินคิดว่ามีความสุขที่สุดในโลก 
เพราะเป็นที่ที่คนที่ทินรักนอน 

ทินอยากอยู่ตรงนี้ไปตราบนานเท่านาน.....
ครอบครัวเล็กๆที่มีทิน เธอ 
และน่าจะมีเสียงหัวเราะใสๆของเด็กๆ 

ทินรู้ว่านั่นคงเป็นฝันดีสำหรับทิน 
และทินก็อยากตื่นมา และพบว่ามันเป็นความจริง 


ทินหลับตา 
คิดว่าถ้าทินต้องลาจากไปไกล
จากที่ๆทินอยากอยู่ตราบชั่วนิรันดร์ตรงนี้ 
ทินก็จะพกพาความทรงจำติดตัวไป.....

ทุกอย่างแจ่มกระจ่างอยู่ในใจของทิน......

บ้านหลังเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในดงไม้หอม.. 
กลิ่นดอกแก้วหวานเศร้า....
แสงเทียนวับแวม......
และ......
ผู้หญิงของทินที่ก้มๆเงยๆแถวอ่างปลา 
ใต้ซุ้มกาะเวก 

ทิน...จะกลับมา..ทินสัญญา....
จะกลับเอา..*ใจ..*ของทิน...ที่ลืมทิ้งไว้ที่นี่ 


และ...บางที....

ทินอาจจะได้..*ใจอีกดวง..*กลับไปกับทินด้วย...... 

ทินสัญญา....!!!!!

.............................
				
15 ตุลาคม 2549 11:18 น.

ขวัญ..สรวง..!

พุด


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song3672.html
(มหัศจรรย์รัก)


แล้ว...
ดอกรักแสนหวานก็บานแย้ม
บานแตะแต้มตรงกลางใจใครละหนอ
ดอกเสน่หาสวาทหวามนับวันรอ
หอมละออเกินดอกใดในใจดวง

เฝ้าอธิษฐานภาวนาสัจจะมั่น
กี่กัปป์กัลป์กี่ภพเลยลาล่วง
กี่คืนฝันทิวาวันทุกข์ถมทรวง
กี่เรียวรวงรอคมเคียวมาเกี่ยวรัก

นิรันดร์รักใช่เพียงตำนานฝัน
หากถึงวันฟ้าดินได้ประจักษ์
ปาฏิหารย์มีจริงแล้วที่รัก
ผ่านภพภักดิ์ผูกพันขวัญเทพไท

หลอมรวมจิตชีวิตใหม่ให้เริ่มต้น
ดอกกุศลรักษ์ศีลมั่นใช่หวั่นไหว
รักเหนือโลกย์โศกสุขเศร้านะดวงใจ
มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่....แม้นอินทร์พรหมยมพญา..ฟ้าอวยพร..!


................................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song3672.html

มหัศจรรย์แห่งรัก 

เมื่อใดหัวใจ
กระวนกระวายสับสน
หวั่นไหวเพราะใครบางคน
โดยไม่มีสาเหตุ
ปล่อยมันเป็นไป
และเพียงเราลองเปิดใจ
จะพบว่ามีบางคนพิเศษ
เกิดขึ้นในใจเปลี่ยนโลกทันใด
มหัศจรรย์แห่งรัก
สร้างสรรค์พลังอันยิ่งใหญ่
ต่างคนอยู่ไกลแสนไกล
กลับมาอยู่เคียงชิดใกล้
ก่อฝันในใจด้วยรัก
และความผูกพัน
เมื่อเธอสบตากับฉัน
ต่างพบว่าใจเราไหวหวั่น
เป็นนาทีที่สำคัญ
จดจำต่อไปแสนนาน
ตราบวันผ่านผันภาพยังไม่จาง
ไม่เลือนลางจากหัวใจ

ดั่งเหมือนถูกแรงดึงดูด
ใจเธอกับฉันไว้เคียงคู่กัน
หากเมื่อใดที่กายต้องห่าง
จะอ้างว้างเพียงใด
เงียบเหงาในใจเท่าไร
มหัศจรรย์แห่งรัก
สร้างสรรค์พลังอันยิ่งใหญ่
ต่างคนอยู่ไกลแสนไกล
กลับมาอยู่เคียงชิดใกล้
ก่อฝันในใจด้วยรัก
และความผูกพัน
อบอุ่นดั่งดวงตะวัน
อ่อนหวานละมุนดังแสงจันทร์
เมื่อเราเอื้อมมือถึงกัน
โลกคล้ายหยุดหมุนชั่วกาล
จะมีเพียงฉันและเธอข้ามผ่าน
เขตคืนวันอันสวยงาม
จะมีเพียงฉันและเธอข้ามผ่าน
เขตคืนวันอันสวยงาม... 
.............................
 
  



มังกรรอนภิรมย์


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song219.html

ใช่เลย..ครับ
ผมชื่อมังกร..
มังกร..ที่ฟื้นจากนิทรา จากฝันร้ายกรายร่าง
กลางกรุงกรง มุ่งค้นหาเส้นทางแห่งชีวีชีวิต
และราวกับได้มาใช้ชีวิตแสนงามราว*โรบินสัน ครูโซ*
กลางเกาะมหัศจรรย์รักแห่งนี้ ที่เพียงยังมิไร้ร้างถึงอย่างนั้น
ที่ผมเองยังคิดว่าราวฝันไปไม่อยากเชื่อเลยว่า*ชะตาฟ้าดิน*
จะบันดาลชักนำให้ผมได้พบฝั่งฝันอันแสนสุขสงบแห่งนี้


ที่มาตรแม้นทุกวันนี้..
จะมีนักเดินทางมายมายตะกายมาจากทั่วทุกมุมโลก
พยายามหนีโศกสับสนมาค้นหาความสุข 
ปลดเปลื้องเหงาทุกข์ดายเดียวกับ
หาดทราย สายลม สองเราและ
กับแสงอาทิตย์สะท้อนเงาทะเลงามสีมรกต
กับพระจันทร์ดวงโต ที่แทบทุกคนต้องร้องโอ้โฮ
ยามได้พบประสบพักตร์ได้ถูกทักทายทายทักในยามราตรียันสว่าง
กลางโค้งอ่าวกับหาดทรายเนียนนวลนุ่มเท้าราวแป้งเนื้อดี
แถมยังมีอาหารอุ่นอุ่นทะเลสดสดรสเลิศให้อิ่มปากอิ่มท้อง
ราวน้องน้องพระราชา..เลยทีเดียว
ขอแค่มีเงินแลกค่าอาหารและค่าบริการซึ่งก็มิได้แพงหูฉี่
แต่กลับจะได้รับอภิสิทธิ์แสนงดงาม..
มากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ น่าช้ำใจเสียจริงๆ



และผมค้นพบความจริงบางอย่างว่า
คนเรานั้นไม่มีวันที่จะหลีกลี้หนีพ้นกระแสบ่าโหมของโลกทุนนิยมได้
ที่กำลังพากันกระหน่ำย่ำเข้ามาทั่วทิศทุกทาง
มิว่างเว้นสักตารางนิ้วในผืนดินไทยแล้ว
บนยอดดอย..กลางทะเล ที่เหว่ว้า
ยังอุตส่าห์มีเครือข่าย
ให้ลืมหน้าปลาชั่วคราว
ได้โทรหาน้องนาง เพียงจ่ายเงินงาม
ก็สามารถพูดๆๆๆๆได้
จนลืมว่าสิ้นเดือนต้องกินลมแทนข้าว ทั้งเช้าเย็นไปตามๆกัน..
ทุกถิ่นที่ ทุกประชาชี ประชากร
ยิ่งเหงางันยิ่งงอกงามค่าโทรศัพท์..นับไม่ถ้วนทุกข์เลยทีเดียวเจียว
เป็นการเวียนว่ายอยู่กับเทคโนโลยี่ ที่แสนเสียดุลย์ชีวิต 
มิรู้คิดผิดหรือถูก
..



และมนุษย์ที่ขี้เหงาทั้งนั้นทั้งนี้มากมีมากมาย
ที่ต่างยากจนกระเสือกกระสน
ทนทำงานก็เพื่อไว้แลกค่าน้ำลายส่วนหนึ่ง
มิใช่ค่าใช้จ่ายจำเป็นไว้ประทังชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว
สโลแกนใหม่ต้องบอกว่า
*อดพูดสิถึงตาย
อดข้าวได้หากได้ยินเสียง..หนุ่ม..เสียงนาง..*


นี่คือโลกสดฉ่ำ ธรรมชาติกำลังจะถูกดูดกลืนหายไป 
ไม่มีเวลาที่จะเสพสุนทรีย์
เพราะมีอันต้องถูกแย่งยื้อถือครอง
จากเครื่องประเทืองสมองกลทั้งสิ้นทั้งปวงในโลกเทคโนโลยี่
ที่มีแต่จอจอจอ..จ่อปากจ่อตาแทบทุกนาที
จนจะกลายกันเป็นมนุษย์เครื่องจักร 
เข้าไปทุกวันกันเข้าไปทุกที..แล้ว


ผม..มังกร..คนช่างฝัน คนช่างคิด คนรักลิขิตรจนา
จะขอข้ามขั้นตอนที่จะก้าวก่าย
การใช้ชีวิตของคนเมืองเรืองรุ่งรุ่นปี2006นี้ไป
เพื่อเคารพสิทธิมนุษยชนคนเดินดินด้วยกัน

ด้วยการต้องเคารพความคิดการเลือกใช้ชีวิต การตัดสินใจ
ที่ยังไม่ทำให้ใครเดือดร้อน 
นอกจากโลกเท่านั้นจะร้อนยิ่งขึ้นทุกวัน
เพราะสารกัมมันตรังสีต่างๆที่ใช้ในโรงงาน..
เพื่อสนองวัตถุเหล่าที่มากมีมากมายที่กลายมาเพื่อบริการพลเมืองโลก
ที่นะวันนี้กลับลอยวนในอากาศ
หรือไม่ก็กลายกลับเป็นกากขยะรกโลก 
หาที่ทิ้งได้ยากลำบากจัง



สำหรับผม..ได้แต่หวังและฝัน
ให้มนุษย์หันมาปลูกต้นไม้
รักษาสายธารน้ำใสไหลเย็นไว้
เพื่อถนอมรักษ์ ถนอมโลกให้อยู่นาน 
ได้เกิดมาพบหวานหวังกันมิรู้สิ้น


มิใช่เกิดมาอีกทีมีแต่ดินแดนทะเลทราย..
ไร้ซึ้ง  ละมุนไพร..ละมุนใจ
แต่ทำไงได้นะ..
นอกจากผมจะรำงับใจ ไม่คิดไกลคิดมาก ไม่ฝากหวังใด
นอกจากใจและตัวผมเองที่เป็นเฟืองตัวน้อยๆ
กระจ้อยกระจิ๊บ หวังจะมีคนสักหยิบมือ
ช่วยกันรักธรรมชาติอย่างจริงแท้
แม้ว่าเราจะแค่มาใช้ชีวิตชั่วครู่ชั่วคราวก็ตามที..
ขอแค่อย่าอยู่แบบขอไปทีตัวใครตัวมัน
ทำอะไรได้ช่างฉัน คือไท..แท้..ก็น่าจะพอเพียงเพียงพอ


เอาเถอะนะ
เพราะแค่ผมคนเดียว ความคิดเดียว
กับคนใกล้ชิดไม่กี่คน 
ก็พาให้ใจผมห่อเหี่ยว เหลียวพบเศร้าจะแย่แล้ว
กับการต้องอดต้องทนได้ในบางสิ่งบางอย่าง
ที่เห็นตรงหน้าที่กำลังถูกกระแสบ่าโหมกลืนกิน


ในวันนี้..
ผม..ผู้ชายชื่อมังกร
จึงได้แต่พาตัวเองมานอนเขลง ราวหนีโลก
อยู่ใต้เงาดาว ร้าวดวงใจ
ให้ฝันไพรงามพร่าง
ท่ามกลางไพรรกโตรกธารละหานห้วย
ที่ยังสวยใสเย็นฉ่ำ
ราวมีม่านบังตา รอเวลาคนมาเปิดบริสุทธิ์


ที่ผมแสนหวงโลกใสพิสุทธ์นี้
ราวอยากหยุดป่าใหญ่ไพรกว้างนี้ให้มีไว้ให้ผมเพียงผู้เดียว
เหลียวหาก็ให้เห็นแค่ เก้งกวางค่างบ่างชะนี และ
ได้ยินเสียงดนตรีไพรจากสรรพสัตว์สรรพเสียงธรรมชาติ
ยามกระซิบกระซาบกัน
ให้ผมฟังราวเสียง
ทิพยดนตรีจากสวรรค์วิมานแมนสรวงก็มิปาน


ในยามค่ำ ..
ผมดีใจจังที่ยังได้ยินเสียงน้ำค้างระริน
ได้ยินเสียงสัตว์ป่าก้องร้องคำราม อยุ่ไกลๆ
ได้ยินเสียงนกไพรดุเหว่าหวานแว่ว
ได้ยินไก่ป่าขันกระชั้นถี่ 
ได้ยินเสียงสายน้ำนิรันดร์ในลำธารสายฝันระรินไหลเอื่อยๆ
จากเทือกสวรรค์ไพรไหลซอนเซาะเกาะแก่ง
ซัดสาดแผ่วๆเหนือชานระเบียงไม้
ที่ยื่นลงไปให้ได้สัมผัสงามในยามราตรี 
พร้อมมวลหมู่ดวงดาริกาพาพลีแสงสุกใส
ในคืนฟ้าหนาว ในคืนที่จันทร์เสี้ยวดวงเศร้าแรมดวง
หรือจันทร์งามดวงโตได้โผล่พ้นขอบฟ้าสีกำมะหยี่มาทายทัก 


ที่แทบทำให้ผมอยากหยุดพักหายใจ..และฝันไกล
ว่ามีดวงใจคนดีมานอนซุกไหล่ยิ้มอิ่มเอมในนิทราในอ้อมกอดดาว
กับพราวเดือนดวงนวลดวงงาม ในทุกยามยลเยือน เลยทีเดียว
ยามที่ผมนี้จะเปิดเพลงบรรเลง*ริมฝั่งฝันเนรัญชรา*
มาคลุกเคล้าให้ยิ่งหวานเศร้าดายเดียวดื่มด่ำ ดิ่งด่ำ ล้ำลึก..เป็นยิ่งนัก


และในยามนั้น...
ผมจะหลั่งน้ำตา มิอายฟ้าดินปล่อยให้งามถวิลพร่างสาย
มิอายลิงค่างบ่างชะนี 
ที่บางทีอาจจะแอบจ้องมองทำตากลมโตด้วยสงสัย
ไยผู้ชายชาติไพรถึงไหวครวญถึงหลั่งน้ำตา นะ


เพราะ
สำหรับผม..ค่าน้ำตา มิใช่เพียงว่าเป็นตัวแทนค่า
แค่ความสูญสิ้นเสียใจ หรือผิดหวัง
เพราะทุกคราที่หยาดน้ำตาผมหลั่งระริน
มันหมายถึงความสงบสุขสุดยอดแห่งงามดวงใจใครจะรู้นี้
เป็นความงามที่ผมยากจะตีแผ่อธิบายพรรณาออกมา
เป็นภาษาพูดภาษารจนาเพียงไม่กี่บรรทัด..
เพราะว่ามันคือภาษาใจภาษาจิตวิญญาณ ที่ต้องผ่านการกรองซึ้งซ่าน
ซึ้งซาบด้วยนวลใจดวงละเมียด..ละมุนไหว..พอกัน


คงต้องใช้ภาษาจรัสมลังค่า 
ที่ตีค่าคำเพียงอักษราแค่ไม่กี่คำ
มิมีวันหมดมิมีวันสิ้นถวิลถึงรู้สึกลึกล้ำนี้ได้

เป็นความงามไหวที่ต้องใจเดิมพันใจ
ใช้ใจเสมอใจ จิตเสมอจิต เพียงนั้น
ให้รับซึ้งถึงงามไหวละออ
แตกช่อละมุนกรุ่นกลีบรักพราย
แตกพรายแสงจรัสพร่างได้กลางใจเนียน..นวล..เพียงนั้น..เพียงนี้ 
..

จะมีสักกี่คนที่เราค้นพบในโลกพิภพ
ที่กำลังจะจบโลกแห่งหวานงามลง ในเนื้อใจเนื้อจิต 

มีเพียงแค่คนที่คอยแต่จะคิดจะติดค่าเงินงาม
ชอบความเป็นอยู่หรูหราอลังการเท้าไม่ติดดิน 
วิญญาณไม่  แม้ รู้จักถวิลไพร
 ไม่เคยพบดิน เพราะอาศัยในป่าปูนปานวิมานหอคอย..น่าละห้อยละเหี่ยใจ


สำหรับผม..ผู้ชายชื่อมังกร
พอใจและแสนสุขใจเคารพการตัดสินใจในทุกสิ่งในวันนี้

ที่ผมยินดีเลือกลิขิตเอง 
มิหวั่นเกรงสิ่งใดไม่หวั่นไหวคำคนคำใครพิพากษา 
เพราะว่า..
..

ผมคือผม..ชื่อว่ามังกร..
หัวใจสะออนเกิดมากับเนื้อใจอย่างนี้
ที่แสนภาคภูมิใจ
ยิ่งเสียกว่าคาบช้อนเงินช้อนทองออกมาเสียอีกนะครับ


ผมรัก จิตวิญญาณไพร..บ้านภายในของตัวผมเอง
ที่พระเจ้าให้มา
พร้อมกับดวงตาดวงที่สามดวงงาม
ที่ผมให้นิยาม
ให้คำอธิบายไม่ได้..กับทุกดวงใจ..


มีเพียง..หญิงหนึ่งหญิงเดียว ในดวงใจในฝัน
ที่มิมีวันมอดดับ รับไฟฝันผมได้ทุกเรื่องราว
และราวกลับ  มีแต่จรุงพร่างสว่างไสว
นำทางใจผมเสมอไปตราบชั่วกาล..เป็นงามชั่วนิจนิรันดร
ไม่มีวันไม่มีคืนไม่มีตื่นไม่มีหลับ..ไม่มีนานนับกัปป์กาลเวลา


มีเพียงหนึ่งเดียว 
ที่เกี่ยวกระหวัดรัดร้อยถ้อยความได้งามงดทุกแง่มุม
ไม่ว่าผมจะกลุ้มจะฝันจะรัก..
สมกับที่ผมรอคอย
และเพียรตามหามายาวนานแทบชั่วชีวาชีวิต
ดั่งพรหมลิขิตสววรรค์แกล้ง..
และมิเสียแรงรักรอ..
ที่ผมเคยพ้อ..เคยกระซิบบอก*สำหรับผมถือเป็นโชค*


และ..
ไม่ว่าร่างใจผมจะอยู่ที่ไหนในหล้าโลกนี้
ยามที่หัวใจดวงงาม
ยามผมได้สัมผัสธรรมชาติ
และทุกสรรพสิ่ง 
ที่แสนงามหรือแสนโศก 
ที่พาใจผมพบโลกเงียบงามใจนิ่งงัน
พาใจฝันลอยควะคว้างท่ามกลางงามเงียบเรียบง่ายสงบสุข


ผมจะ..คิดถึงเธอ 
อยากกระซิบริมแก้มและบอกความงามนั้นแด่เธอให้เพ้อตาม

ในท่ามกลางดวงดอกไม้ปลิดกลีบหวาน
ที่พากันบานตระการพรั่งพรายสยายกลีบรับฤดูร้อน
ที่มีทั้งชมพูพันทิพย์ ละลิ่วลิบ
ตะแบกม่วงควงพลิ้วพราย


ปาริชาตแดงฉายฉาดแสงแรงก่ำ 
คูนพิร่ำพิไรราวสายฝนสีทองห่มห้อมหอมใจ

ที่พาให้ดวงใจผมดวงฉ่ำซึ้ง
ถึงกับตะลึงลานกับทุกเรียวหวานละมุน
ที่กำลังปลิดกลีบพร่างร่วงควะคว้างตามแรงลมพรมพราย..


ให้ผมต้องแหงนเงยค้างแล้วเงียบงัน
ในขณะที่แทบทุกคนจะพากันเดินผันผ่านเฉย ราวไร้อารมณ์
ไม่รู้ด้วยซ้ำเท้าตัวเองกำลังย่ำบน
พรมลายดวงดอกไม้ละมุนม่วง ควงสายปลิวละล่อง
ราวพรพรหมประทาน  หวานแสนหวาน  เกินจะเปรียบประมาณ..


และดังนี้..ประมาณนี้
เธอ..จึง..เป็น คนดี คนเดียวในดวงใจ
ที่ผมไม่เคยผิดหวัง
ทุกคราที่ร่างเราไกลกันดั่งดวงอาทิตย์ไกลกลางคืน..
ผมก็ยังได้ชื่นได้ฉ่ำใจ
จากหยาดน้ำคำดั่งหยาดน้ำฝนพรมพร่างกลางใจ
หล่อเลี้ยงดวงใจให้หอมใสหอมเย็นเสมอมา..ทุกคราคราว..


และ
แม้กระทั่งฉาก...
ที่ผมพบภาพโหดร้าย สลดใจ 
เมื่อหัวใจผมพบผู้ยากไร้สิ้นหวัง
ที่ทำให้พลังใจผมท้อแท้ ด้วยมิอาจจะแก้ได้..ช่วยได้..ดั่งใจคิดอยากให้เป็น
ผมก็ยังมีเธอ ผู้มีใจดวงงาม 
พลีพร้อมจะเคียงข้างรับรู้ทุกข์ทน
ที่เราสองคน
อยากหยิบยื่นน้ำใจรักหลั่งรินเมตตาตามประสาเพื่อนมนุษย์..ให้.


ผมจึงมีความสุขกับความฝันแสนงาม
กับเธอคนดี ในดวงใจ ที่ผมใฝ่ที่ผมฝัน
และบางครั้ง ผมคิดว่าราว*มหัศจรรย์รักก็มิปาน*..
ที่ผมอาจหาญ กล้าเผชิญความดายเดียวเปลี่ยวเหงาในชาตินี้ 
เพื่อพลีรอ เมตตาจากฟ้าดินในชาติหน้าในภพหน้า ท่ามี


ผมจึงมีความสุขทุกอณูนึก
และในทุกยาม กับความงามเงียบ
กับเสียงธรรมชาติไพรที่ดวงใจเพรียกหา
เสียงใบไม้ป่าร่วงหล่น
เสียงผมย่ำเท้ากรอบแกรบลำพังในราวไพร
เสียงลมพัดไหวเหว่ว้าวู่หวิว..
เสียงดอกไม้ปลิดกลีบปลิว
ลอยตามสายธารแสนสวยแสนใสฉ่ำเย็น


ทุกเสียงที่ระรินจากงามง่ายงามเงียบ
ยามที่ลัดเลาะเลียบไปตามเทือกเขา ลงสู่ห้วยละหาน
ที่หวานสายใสไหลซัดเสาะเกาะแก่งหิน
ที่ทิ้งตัวโยนลงมาจากผาสูง
สีนวลพร่างกระจ่างขาว
ราวสายน้ำนิรันดร์จากสวรรค์สรวง..เลยทีเดียว


ให้เห็นกรวดทราย
ใต้พื้นน้ำงามพราวราวเพชรพร่างราวมณีล้ำค่า
ที่บางครา
ผมต้องพาตัวเองลงแหวกว่าย
รับสายซัดเย็นดับร้อนผ่อนใจ
ได้แย้มย้มกับมวลพฤกษ์ไพรพนา
ที่หลิ่วตาล้อร่างเปลือยเปล่า ของผมยามเหงาใจ 
และต้องรักษาผ้าให้แห้งไว้
ก่อนจะกรายร่างลงไปริมทะเล
เพื่อหาข้าวปลาภักษาหาร
มายังชีพชอบประกอบปากท้อง*นักอยากจะเขียนเพียรรจนา*


ที่บางคนกล่าวขวัญในทางลบ
ที่ผมสยบข่าวลือแบบปิดปากเงียบ 
ราวบุรุษไพรในความคิดทิ้งปริศนาน่าสนใจใคร่รู้
และแนวโน้มดูดูจะพิพากษาแนวเดียวกัน
 *ไม่บ้าก็บ๊องส์ น้องน้องสมทรงเมียฟัก*


เพราะลงมาแค่ขอซื้อกับข้าว
กับข้าวของจำเป็นพอยังชีพได้นานนับเดือนในบางที
ที่จะมีสิ่งขาดไม่ได้นอกจากข้าวสารอาหารสดแห้งแล้ว
ก็คือเทียนกับน้ำมัน


ที่ใครๆพากันบอกว่า 
ทำไมต้องผันตัวเองไปลำบากลางป่าเขาประมาณนั้น
ทั้งๆที่ริมฝังทะเลฝันอีกด้านนั้นแสนเรื่องรุ่ง 
สนุกกันได้ยันรุ่งสว่างหากเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง
โชติช่วงชัชวาลย์
ปานประหนึ่งสวรรค์สรวงที่เลยล่วงด้วยการเต้นๆๆเต้นกัน
อย่างเมามันส์ ดื่มกินมิอั้นมิอิ่มจนอรุณรุ่งอุ่นไอ
ให้เหลือร่างราวอุสภยามหมดแรง..
นอนกอดก่ายเกยกัน..ช่างน่าเวทนานัก


เพราะคิดอย่างนี้ใช่ไหมเล่า...
 ชีวิตผมจึงมิได้ถูกดูดไป
ราวแมลงเม่าบินเข้าไปหลงไฟโลกย์โลกีย์เผาผลาญ 


หากหัวใจดวงหวานดวงดีรู้รำงับได้ 
และใช่...เลย..
ผมทนทุกสายตาที่เป็นคำถามได้เสมอ
หากชีวิตผมยังพอใจสุขใจ
ที่จะเหลือโลกส่วนตัวไว้งามเงียบในใจลำพัง
มิหวังวุ่นวายวนเวียนกับผู้คนกับคำคนคำใคร
ที่ร้อยพ่อพันแม่ทั้งแย่และดีปะปนคนคนคนกันเข้ามา


บางครา..บางราตรี 
ที่มิใช่คืนหมาหอนคืนพระจันทร์เต็มดวง
ผมจะพาร่างไต่เขาลัดเลาะลงมาเสพสุนทรีย์
ที่ชายหาดกว้างไร้ร้างผู้คน
กับเจ้าผักกาด
ที่ชอบอาบน้ำทะเลกลางแสงจันทร์พร้อมกัน


และเราจะพากันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างแสนสนุกสุขใจ
ผมจะมานอนนับดาริกาพรายพร่างกระจ่างดวงสุกใส
ดวงโต  ที่ดูใกล้เสียจนราวจะคว้าไขว่ได้  
ช่างใกล้แสนใกล้  ราวแค่เอื้อม..เสียจริงๆ



และจะก่อกองไฟ เพื่อฟังเสียงฟืนหอมปะทุ
อาจจะมีปลาทะเลเสียบย่าง
เป็นอาหารค่ำอันล้ำรสสดจากทะเล..


ผมจะนอนฟังเสียงเห่กล่อมของคลื่นทะยอยทอยทอดสาดซัดฝั่ง
ฟังเสียงสะอื้นครางครวญของสนซัดส่ายใบ
ฟังเสียงมะพร้าวไหวเล่าเรื่องราวพรานทะเลที่หายสาบสูญไป
ให้นางรอ
ฟังเสียงทรายพ้อต่อว่าคราคลื่น
ที่ซัดสาดหาดทรายคล้ายหันหลังลาลับมิกลับมายืนยาว
เพียงชั่วครู่ชั่วคราวระลอกแล้วระลอกเล่าราวไร้อาวรณ์อาลัย


ดูประภาคารกลางทะเล
ที่เงียบเหงารอนำทางใจผู้หลงทางห่างฝั่งฝัน
ดูทุ่นแห่งความฝันลอยพะเยิบพะยาบ บอกทิศทาง
อย่าได้อ้างว้างเข้าอ่าวอารมณ์ให้ถูกช่อง..ล่องเรือให้ถูกทิศ


ดูดาวเหนือกระพริบดั่งเข็มทิศแด่ผู้พรากฝั่ง
รอนแรมห่างตาเหว่ว้าห่างฝั่งราวดายเดียวเดียวดายปลายโลกร้าง
และจะรอจนกว่าน้ำค้างยามดึกจะกระทบร่างจนหนาวสั่น
ถึงจะหันหลังลากลับกระท่อมไพร..ไปอีกคืนอีกครา
..


ในยามตะวันรอนรอนอ่อนอ่อนแสง
รอเวลาสายัณห์ตะวันลาลับเหลี่ยมเขา
ทิ้งเงาโศกไว้เบื้องหลังในใกล้ค่ำย่ำรอต่อราตรีหนึ่ง


นะที่ผมนั่งอยู่ตรงเนินผาเหมือนเดิม
พลันเห็นควันไฟสีเทาลอยอ้อยอิ่ง
ทิ้งแสงสวยรำไรรำไร
ราวเรียวเมฆหมอกหม่น
โผล่พ้นยอดไม้เบื้องล่างห่างกระท่อมไพรผมไม่ไกลนัก
กับตะวันสีไพลชิงพลบ กับงามสงบสุขแบบทุกวัน


นาทีนั้นผมรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า ..
ผมมีเพื่อนไพรหัวใจดวงคล้ายกันแล้ว
กลางหุบเขาไพรพะงันในยามนี้
ที่หายากยิ่งนักราวงมเข็มในมหาสมุทร


ใจผมตึกตัก ตึกตัก นึกรักเจ้าของกระท่อม
ตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวเสียด้วยซ้ำ
ที่ยอมมาใช้ชีวิตดิบเดิมแบบเดียวกัน..


ที่พลันผมค่อยๆพาตัวเองลัดเลาะป่าละเมาะ
และลำห้วยลงมาทายทักฉันท์มิตร


ผมพาตัวเองมายืนหน้าบ้าน
สีเทอร์ควอยซ์ที่มีเชิงชายเป็นลายลูกไม้อ่อนหวาน
มายืนแอบรับอวลหอมงามของดวงดอกไม้ไทย
ได้กลิ่นปีบหวานใสพร่าง
และท่ามกลางเสียงนกไพรร้องรายรอบ
กับโลกสีไพล
ที่พรายตะวันดวงไสวกำลังหรี่แสงสลัวสลัวเลือนลาง
ร่างงามหนึ่งพลันปรากฏกาย
ดูสว่างกระจ่างพร่างพรายใจแม้นในความมืดมน


เธอ..ผู้งามล้ำล้นราวเทพธิดา นางไม้ นางฟ้า 
ที่พาให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น
นิ่งอั้นงึมงำหาคำทายทักเธอเพียงสักคำมิได้เลยแล้ว


เธอ..เป็นฝ่ายส่งยิ้มหวานเศร้าละมุนมาให้
และบอกว่า  มีคนเล่าว่า
ผมมาอยู่ก่อนหน้าแล้วแถวนี้
ที่เธอแสนยินดี และโชคดี 
ที่มีเพื่อนบ้านในท่ามกลางป่าแห่งนี้
ที่ได้รู้จักกันไว้ อย่าง
ผู้รู้รักไพรพงเฉกกัน...


และ
ในท่ามกลางแสงแห่งตะวัน
ที่จับงามพรายใบหน้านวลละออละอองผ่องผุด
ราวภาพวาดอาบทองทา
ผมคิดถึงบทกวีที่อยากอ่านให้เธอฟังว่าดังนี้..
*เหมือนอย่างตอนที่พระรามเห็นนางลอยปลอมมา
แล้วพระรามคลั่งเสียดายเมีย ผวาวิ่งประหวั่นจิต 
เทียบนางสีดาว่า..*
*มาตรแม้นจะหาดวง วิเชียรช่วงเท่าคีรี
หาดวงพระสุรีย์ศรี ก็จะได้ประดุจใจ
หาโฉมให้เหมือนนุช จนสุดฟ้าสุราลัย
ตายแล้วเกิดใหม่ ก็ไม่เหมือนเจ้านฤมล*


เธอผู้งามดั่งหยาดจันทร์เย้ยหล้า
ยิ่งงามกว่างามเมื่อผมได้ยินเสียงเธอ
แว่วหวานระรินสู่ดวงใจอันแห้งผากนี้
ที่ไม่เคยได้ยินเสียงอิสตรีใดมาแสนเนิ่นเกินนับ
หัวใจผมพองโตกับความดีใจในเมตตาที่ฟ้าดินบันดาล
ส่งเพื่อนไพรที่งามดวงใจงามดิบเดิมติดดินมาให้ผมได้รู้จัก


แม้ว่า
ระหว่างเรานั้น
แค่มองตาผมก็รู้ว่า
ผมพบอะไรบางอย่างที่แอบแฝงแรงรักเศร้านะกลางใจ
และแสนน่าแปลกใจ


ว่าไยกันเล่า..
ดวงตาหวานเศร้าคู่นั้น
ราวกับกำลังสะท้อนดวงตาดวงใจของผมเอง..
ที่ชาตินี้
หัวใจดวงหนักแน่นซื่อตรงยังคงยอมบรรเลง
บทเพลงแห่งชีวิตบทเพลงแห่งรักได้แค่บทเพลงเดียว..
.........................
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟพุด
Lovings  พุด เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟพุด
Lovings  พุด เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟพุด
Lovings  พุด เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงพุด